หน้าแรก » 🇮🇹 Andrea Monesi – Locanda di Orta – อันเดรีย โมเนซี่ – โลคันดา ดิ ออต้า
Visit: January 2, 2023
🇮🇹 Andrea Monesi - Locanda di Orta - อันเดรีย โมเนซี่ - โลคันดา ดิ ออต้า
👨🏻🍳 Chef Andrea Monesi - เชฟอันเดรีย โมเนซี่
Via Olina, 18, 28016 Orta San Giulio NO, Italy
Tel: (+39) 0322 905188
Cuisine
🍴 Modern Cuisine - อาหารโมเดิร์น
Country
Italy
MICHELIN Guide
1 MICHELIN Star
Score
15/20
Price
[INTRO] บทความในวันนี้เราจะพาเพื่อน ๆ ไปพบกับห้องอาหารเล็ก ๆ ซึ่งตั้งอยู่ริมทะเลสาบที่มีชื่อเสียงมากที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศอิตาลีและเหมาะเป็นอย่างยิ่งกับการจัด 1 Day Trip จากเมือง Milan มาในช่วงที่อากาศเป็นใจ
[THE PLACE] Locanda di Orta เป็นโรงแรมขนาดเล็กที่ตั้งอยู่ใจกลางหมู่บ้านริมทะเลสาบที่สวยงามและโรแมนติคที่สุดในประเทศอิตาลีอย่าง Orta San Giulio เบื้องหน้าของเราคือทัศนียภาพมุมกว้างของเกาะ Isola di San Giulio ขนาดจิ๋วรายล้อมด้วยสีน้ำเงินครามของทะเลสาบซึ่งกลายมาเป็นภาพจำของ Lago di Orta แห่งนี้ ในส่วนของตัวอาคารนั้นก่อสร้างขึ้นมาตั้งแต่ช่วงปี 1800s ห้องรับประทานอาหารหลักจำเป็นต้องเดินขึ้นบันไดไปชั้นบนโดยมีไฮไลท์คือโต๊ะริมระเบียงซึ่งจะเปิดให้นั่งกันได้เฉพาะช่วงที่อากาศดีเท่านั้น ภายในมีแสงจากธรรมชาติเล็ดลอดผ่านกระจกเข้ามาสะท้อนกันกับสีของเพดานไม้บ่งบอกถึงความเรียบง่ายและร่วมสมัยในเวลาเดียวกัน
[THE CHEF & THE FOOD] Andrea Monesi เกิดในปี 1991 ณ เมือง Novara ห่างออกมาจากนคร Milan ทางทิศตะวันตกเล็กน้อยทั้งยังได้รับแรงบันดาลใจเกี่ยวกับอาหารมาจากครอบครัวตั้งแต่เด็ก หลังจากเรียนรู้งานครัวกับเชฟ Marta Grassi และ Matteo Vigotti ตัวเขาตัดสินใจย้ายมายังห้องอาหาร Locanda di Orta ในปี 2012 ก่อนจะเลื่อนมารับตำแหน่ง Head Chef และคว้ารางวัล
1 MICHELIN Star มาเป็นของตัวเองได้ในคู่มือปกแดงปี 2019 อาหารที่นี่ประกอบไปด้วยวัตถุดิบจากท้องทะเลเป็นหลักประกอบกันไปกับเนื้อสัตว์ท้องถิ่นของภูมิภาค Piedmont ลูกค้าสามารถเลือกชิมอาหารในรูปแบบ Tasting Menu คือ I CLASSICI (140 €) ที่ได้รวบรวมเมนูคลาสสิคประจำร้านนำเสนอมาจำนวน 6 คอร์ส ถัดมาคือ ESPLORARE (120 €) และ A MANO LIBERA (160 €) ซึ่งเป็นเซ็ตเมนูจำนวน 5 และ 7 คอร์สตามลำดับโดยแต่จานจะได้รับการคัดเลือกโดยตัวเชฟเอง สุดท้ายคือรายการแบบ À La Carte สำหรับใครที่ต้องการเลือกชิมกันตามใจชอบ สำหรับจานที่โดดเด่นอย่างเช่น
อาหารจานแรกคือ Carbonara di Mare ซึ่งเป็นเมนูที่เชฟเปรียบเปรยให้เป็น Carbonara แห่งท้องทะเลอันประกอบไปด้วยกุ้ง Scampi เตรียมมาเป็นแผ่น Carpaccio แบนบางรองอยู่ด้านล่างควบคู่ไปกับชิ้นหอยเชลล์เพื่อให้เกิดรสชาติหวานจากธรรมชาติ ถัดมาคือชิ้น Canestrelli ขนาดจิ๋วจับคู่กับครีมสองชนิดที่เตรียมมาจากไข่แดงและสัตว์จำพวกกุ้งช่วยเสริมความมันและครีมมี่ให้กับจาน ยังมีความกรอบที่ได้จาก Guanciale และ Sea Asparagus (หรือที่บางคนรู้จักกันในชื่อของ Salicornia) เชฟเรียกความสดชื่นโดยการใส่ Olive Oil Powder สีขาวลงไปแล้วจบด้วยการท็อป Sea Air หรือโฟมที่เตรียมมาจากน้ำทะเลไว้ที่ด้านบนนั่นเอง (17/20)
สำหรับคอร์สพาสต้าเชฟตั้งใจนำเสนอเมสูคลาสสิคของภูมิภาค Piedmont โดยการเสิร์ฟเส้น Tagliatelle ที่เตรียมขึ้นจากไข่แดง 37 ลูกต่อแป้ง 1 กิโลกรัมจับคู่มากับ Ragout ของเป็ดให้รสชาติที่เข้มข้นโดยไม่มีกลิ่นสาบปนมาด้วยแม้แต่น้อย นอกจากนี้ยังมีความขมและกลิ่นหอมเฉพาะตัวของส้มช่วยเสริมความสมบูรณ์แบบให้กับจานเพิ่มขึ้นไปอีกเช่นกัน ด้านบนคือ Foie Gras Sauce ให้ความครีมมี่มาช่วยเบรครสชาติของ Ragout ไม่ได้แสดงออกโดดเด่นจนเกินไป (16/20)
Saint Honoré เป็นขนมหวานที่คิดค้นขึ้นในปี 1847 โดย Chiboust Bakery ในกรุง Paris โดยในที่นี้เชฟนำเสนอมาเป็น Pâte à Choux กลม ๆ ให้ความหวานปนขมและความกรอบเคี้ยวสนุกจากน้ำตาลคาราเมล ตรงกลางคือขนมปังเสิร์ฟมากับ Chiboust Cream รสเลิศ (15/20)
[WHY GO] อาหารทุกจานเต็มไปด้วยความคิดสร้างสรรค์แต่ยังคงรสชาติที่อร่อยและเข้าถึงได้ง่ายจากลูกค้าทุกกลุ่ม ราคาอาหารค่อนข้างสูงไปเล็กน้อยแต่ในทางกลับกันรายการไวน์หลาย Lebels นำเสนอมาในราคาที่เหมาะสม พนักงานบริการได้น่าประทับใจและสามารถอธิบายถึงรายละเอียดของอาหารแต่ละคอร์สได้อย่างคล่องแคล่ว เราขอแนะนำให้จัดทริปเดินทางมาท่องเที่ยว Lago di Orta สัก 1-2 วันพ่วงด้วยการแวะชิมห้องอาหารแห่งนี้ไปพร้อม ๆ กันได้เลย
Price :
120-160 €
Parking :
จอดรถที่ Paecheggio Semar
Operating Time :
12.00-14.30, 19.00-23.00
Dress Code :
Smart Casual
Score
👍 ห้องอาหารโมเดิร์นคุณภาพดีริมทะสาบ Orta
อาหาร :
15
ราคา :
เทคนิค :
อัตลักษณ์ :
บรรยากาศ :
บริการ :
ไวน์ :
Map
📃 I CLASSICI (140 €)
Amuse-bouche
Sea Carbonara
The scallop that wanted to be “au gratin”
Homage to Fabergé
Fresh tagliatelle 37 yolks, duck ragout and orange
Veal dry aged 40 days, beets and caramelized onions
Pre-dessert
50 shades of chocolate
Mignardises
SUBSTITUTION
Saint Honoré (25 €)
Andrea Monesi – Locanda di Orta – อันเดรีย โมเนซี่ – โลคันดา ดิ ออต้า
1 MICHELIN Star – 1 ดาวมิชลิน
Modern Cuisine – อาหารโมเดิร์น
Chef Andrea Monesi – เชฟอันเดรีย โมเนซี่
Amuse-bouche
เริ่มต้นมื้ออาหารด้วย Moscato and Peach มีลักษณะเป็นไวท์ช็อกโกแลตกลม ๆ บรรจุน้ำ Moscato Wine ที่มีกลิ่นหอมของลูกพีชและความรู้สึกเป๊าะแป๊ะแบบ Popping Candy ช่วยเรียกความสดชื่นสำหรับคำแรก (15/20)
Amuse-bouche
ถัดมาคือ Caesar Salad Tartelette ภายนอกเป็นแป้งกรอบ ๆ ตรงกลางคือ Liquid Salad ที่ตะแตกระเบิดออกในปากขณะเคี้ยว (15/20)
Amuse-bouche
Gougères เป็น Salty Beignet จากฝรั่งเศสทราเชฟนำมาปรับโดยการสอดไส้ Grana Padano Fondue หอมมัน ด้านบนโรยด้วยองค์ประกอบของผงพริกสีแดงและ Basil Mayonnaise สีเขียว (15/20)
Amuse-bouche
Salty Meringue แป้งนุ่มที่มีรสชาติของแอปเปิ้ล ขิงและ Liver Cream ด้านใน (15/20)
Amuse-bouche
จบด้วย Cannolo กรอบ ๆ ที่มีอโรมาหอม ๆ ของ Truffle Béchamel และผงสีเขียวเตรียมมาจากผักโขม (15/20)
Amuse-bouche
ทั้งหมดจัดเสิร์ฟมาพร้อมกัน (15/20)
Homemade bread
จากนั้นพนักงานจะนำเสิร์ฟขนมปังโฮมเมดมาคู่กับเนยจากแคว้น Brittany ประเทศฝรั่งเศสทั้งในรูปแบบเนยปกติและเนยเค็ม ยังมีขนมปังกรอบรูปใบไม้ที่เตรียมมาจากชีส Toma del Mottarone อีกด้วย
Sea Carbonara
อาหารจานแรกคือ Carbonara di Mare ซึ่งเป็นเมนูที่เชฟเปรียบเปรยให้เป็น Carbonara แห่งท้องทะเลอันประกอบไปด้วยกุ้ง Scampi เตรียมมาเป็นแผ่น Carpaccio แบนบางรองอยู่ด้านล่างควบคู่ไปกับชิ้นหอยเชลล์เพื่อให้เกิดรสชาติหวานจากธรรมชาติ ถัดมาคือชิ้น Canestrelli ขนาดจิ๋วจับคู่กับครีมสองชนิดที่เตรียมมาจากไข่แดงและสัตว์จำพวกกุ้งช่วยเสริมความมันและครีมมี่ให้กับจาน (17/20)
Sea Carbonara
ยังมีความกรอบที่ได้จาก Guanciale และ Sea Asparagus (หรือที่บางคนรู้จักกันในชื่อของ Salicornia) เชฟเรียกความสดชื่นโดยการใส่ Olive Oil Powder สีขาวลงไปแล้วจบด้วยการท็อป Sea Air หรือโฟมที่เตรียมมาจากน้ำทะเลไว้ที่ด้านบนนั่นเอง (17/20)
The scallop that wanted to be “au gratin”
ถัดมาคือหอยเชลล์เตรียมมาเป็นแผ่น Veil แบนบางและมีรสชาติหวานที่พอเหมาะ ด้านล่างคือองค์ประกอยของ Gratin ช่วยให้ความครีมมี่ จากนั้นจบด้วยการเพิ่มความหอมของหมึกดำลงไปนั่นเอง (15/20)
Homage to Fabergé
เมนูนี้เชฟตั้งใจนำเสนอ Poached Egg ในรูปแบบเป็นกึ่งสุกกึ่งดิบรองด้านล่างด้วยครีมเห็ดเนื้อเนียนละมุน รอบ ๆ คือ Milk Air เบาบางช่วยเสริมความหอมให้กับจาน ผิวด้านนอกได้สีดำจากองค์ประกอบของผักต่าง ๆ จบด้วยการตกแต่งด้วยทองคำเปลวที่รอบนอกเพื่อสื่อถึง Fabergé Egg หรืองานตกแต่งอัญมณีรูปไข่ที่สร้างโดยห้องงานอัญมณีฟาแบร์เชในนคร Saint Petersburg นั่นเอง (14/20)
Homage to Fabergé
เมื่อผ่านออกมาจะพบกับไข่แดงไหลเยิ้มเป็นลาวา (14/20)
Fresh tagliatelle 37 yolks, duck ragout and orange
สำหรับคอร์สพาสต้าเชฟตั้งใจนำเสนอเมสูคลาสสิคของภูมิภาค Piedmont โดยการเสิร์ฟเส้น Tagliatelle ที่เตรียมขึ้นจากไข่แดง 37 ลูกต่อแป้ง 1 กิโลกรัมจับคู่มากับ Ragout ของเป็ดให้รสชาติที่เข้มข้นโดยไม่มีกลิ่นสาบปนมาด้วยแม้แต่น้อย นอกจากนี้ยังมีความขมและกลิ่นหอมเฉพาะตัวของส้มช่วยเสริมความสมบูรณ์แบบให้กับจานเพิ่มขึ้นไปอีกเช่นกัน ด้านบนคือ Foie Gras Sauce ให้ความครีมมี่มาช่วยเบรครสชาติของ Ragout ไม่ได้แสดงออกโดดเด่นจนเกินไป (16/20)
Veal dry aged 40 days, beets and caramelized onions
เนื้อลูกวัวที่ผ่านกระบวนการบ่ม Dry Aging นานกว่า 40 วันเสิร์ฟมาที่ความสุกแบบ Medium ราดด้วยซอส Jus เข้มข้น ข้างกันคือองค์ประกอบของ Caramelized Onion ผัดมาอย่างดีรสชาติหวานกลมกล่อมและชิ้นบีทรูทรมควันจนหอมกรอบและให้รสชาติเปรี้ยวหวานเข้ากันกับตัวเนื้อได้ดี (15/20)
Pre-dessert
ล้างปากก่อนเข้าสู่อาหารหวานด้วยกรานิต้าเตรียมมาจากชามะลิจับคู่กับมูสโยเกิร์ตและผงสีแดงที่เตรียมมาจากดอก Hibiscus ในตระกูลชบานั่นเอง (14/20)
50 shades of chocolate
ของหวานในเซ็ตเมนูหลักคือช็อกโกแลตเสิร์ฟมาในหลากหลายรูปแบบและเนื้อสัมผัสที่แตกต่างกันโดยทุกองค์ประกอบล้วนเตรียมมาได้อย่างไร้ที่ติ (15/20)
Saint Honoré (25 €)
Saint Honoré เป็นขนมหวานที่คิดค้นขึ้นในปี 1847 โดย Chiboust Bakery ในกรุง Paris โดยในที่นี้เชฟนำเสนอมาเป็น Pâte à Choux กลม ๆ ให้ความหวานปนขมและความกรอบเคี้ยวสนุกจากน้ำตาลคาราเมล ตรงกลางคือขนมปังเสิร์ฟมากับ Chiboust Cream รสเลิศ (15/20)
Mignardises
ปิดท้ายด้วยขนมจิ๋วเซ็ตใหญ่คือ Madeleine, Strawberry Macarons, Beignet with Coffee Cream, Pavlona with Mango; Pineapple and Passionfruit, Tiramisu และขนมปัง Panettone ซึ่งนิยมรับประทานกันในช่วงเวลานี้นั่นเอง
มื้อนี้จับคู่กับ Burgundy ได้ดีมาก ๆ
ราคา 390 €
[INTRO] บทความในวันนี้เราจะพาเพื่อน ๆ ไปพบกับห้องอาหารเล็ก ๆ ซึ่งตั้งอยู่ริมทะเลสาบที่มีชื่อเสียงมากที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศอิตาลีและเหมาะเป็นอย่างยิ่งกับการจัด 1 Day Trip จากเมือง Milan มาในช่วงที่อากาศเป็นใจ
[THE PLACE] Locanda di Orta เป็นโรงแรมขนาดเล็กที่ตั้งอยู่ใจกลางหมู่บ้านริมทะเลสาบที่สวยงามและโรแมนติคที่สุดในประเทศอิตาลีอย่าง Orta San Giulio เบื้องหน้าของเราคือทัศนียภาพมุมกว้างของเกาะ Isola di San Giulio ขนาดจิ๋วรายล้อมด้วยสีน้ำเงินครามของทะเลสาบซึ่งกลายมาเป็นภาพจำของ Lago di Orta แห่งนี้
ภายในมีแสงจากธรรมชาติเล็ดลอดผ่านกระจกเข้ามาสะท้อนกันกับสีของเพดานไม้บ่งบอกถึงความเรียบง่ายและร่วมสมัยในเวลาเดียวกัน
[THE CHEF] Andrea Monesi เกิดในปี 1991 ณ เมือง Novara ห่างออกมาจากนคร Milan ทางทิศตะวันตกเล็กน้อยทั้งยังได้รับแรงบันดาลใจเกี่ยวกับอาหารมาจากครอบครัวตั้งแต่เด็ก หลังจากเรียนรู้งานครัวกับเชฟ Marta Grassi และ Matteo Vigotti ตัวเขาตัดสินใจย้ายมายังห้องอาหาร Locanda di Orta ในปี 2012 ก่อนจะเลื่อนมารับตำแหน่ง Head Chef และคว้ารางวัล
1 MICHELIN Star มาเป็นของตัวเองได้ในคู่มือปกแดงปี 2019
อาหารที่นี่ประกอบไปด้วยวัตถุดิบจากท้องทะเลเป็นหลักประกอบกันไปกับเนื้อสัตว์ท้องถิ่นของภูมิภาค Piedmont
ลูกค้าสามารถเลือกชิมอาหารในรูปแบบ Tasting Menu คือ I CLASSICI (140 €) ที่ได้รวบรวมเมนูคลาสสิคประจำร้านนำเสนอมาจำนวน 6 คอร์ส ถัดมาคือ ESPLORARE (120 €) และ A MANO LIBERA (160 €) ซึ่งเป็นเซ็ตเมนูจำนวน 5 และ 7 คอร์สตามลำดับโดยแต่จานจะได้รับการคัดเลือกโดยตัวเชฟเอง สุดท้ายคือรายการแบบ À La Carte สำหรับใครที่ต้องการเลือกชิมกันตามใจชอบ
ห้องรับประทานอาหารหลักจำเป็นต้องเดินขึ้นบันไดไปชั้นบน
ไฮไลท์คือโต๊ะริมระเบียงซึ่งจะเปิดให้นั่งกันได้เฉพาะช่วงที่อากาศดีเท่านั้น
ในส่วนของตัวอาคารนั้นก่อสร้างขึ้นมาตั้งแต่ช่วงปี 1800s
1 MICHELIN Star – 1 ดาวมิชลิน
[WHY GO] อาหารทุกจานเต็มไปด้วยความคิดสร้างสรรค์แต่ยังคงรสชาติที่อร่อยและเข้าถึงได้ง่ายจากลูกค้าทุกกลุ่ม ราคาอาหารค่อนข้างสูงไปเล็กน้อยแต่ในทางกลับกันรายการไวน์หลาย Lebels นำเสนอมาในราคาที่เหมาะสม
พนักงานบริการได้น่าประทับใจและสามารถอธิบายถึงรายละเอียดของอาหารแต่ละคอร์สได้อย่างคล่องแคล่ว เราขอแนะนำให้จัดทริปเดินทางมาท่องเที่ยว Lago di Orta สัก 1-2 วันพ่วงด้วยการแวะชิมห้องอาหารแห่งนี้ไปพร้อม ๆ กันได้เลย