หน้าแรก » 🇹🇭 Praya Dining – พระยา ไดนิ่ง
Visit: May 10, 2025
🇹🇭 Praya Dining - พระยา ไดนิ่ง
โรงแรมพระยาพาลาซโซ 757/1 ซ.สมเด็จพระปิ่นเกล้า 2 แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด, กรุงเทพ, 10700, ประเทศไทย
Tel: 081-402-8118
Cuisine
🍴 Thai - อาหารไทย
Country
Thailand
MICHELIN Guide
Selected by MICHELIN Guide
Score
12.5/20
Price
[THE PLACE, Praya Palazzo] คฤหาสถ์ “พระยา พาลาซโซ่” เดิมรู้จักกันในชื่อ “บ้านบางยี่ขัน” ถูกสร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 เพื่อเป็นเรือนหอของอำมาตย์เอกชลภูมิพานิช ข้าราชการเชื้อสายจีนในกรมท่าซ้าย กระทรวงมหาดไทยและคุณหญิงส่วน ผู้เป็นข้าหลวงในสมเด็จพระราชินีนาถ ตัวอาคารตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาฝั่งธนบุรีระหว่างสะพานพระราม 8 และสะพานพระปิ่นเกล้ามีจุดเด่นคือการก่อสร้างด้วยอิฐปูนสูงสองชั้นตามแบบสถาปัตยกรรม Palladian Architecture หันหน้าเข้าหาแม่น้ำเจ้าพระยา ผู้ออกแบบคือสองสถาปนิกอิตาเลียนผู้มีชื่อเสียง Galileo Chini และ Carlo Rigoli ซึ่งเคยร่วมงานกันตามงานแสดงศิลปะที่กรุงปารีส บรัสเซลส์ และเวนิส ก่อนจะเดินทางมารับราชการในสยามและฝากผลงานไว้มากมาย อาทิ ภาพตกแต่งพระอุโบสถวัดราชาธิวาส พระที่นั่งบรมพิมาน และวังบางขุนพรหม พระยาชลภูมิพานิชได้อาศัยอยู่จนมีบุตรธิดาถึง 10 คน ก่อนเสียชีวิตในปี พ.ศ. 2481 กาลเวลาล่วงเลยมาจนกระทั่งในปี พ.ศ. 2489 ซึ่งเป็นช่วงที่กรุงเทพฯ เปลี่ยนรูปแบบการเดินทางจากทางน้ำมาเป็นทางถนนทำให้ตัวบ้านที่เข้าออกได้เพียงทางเรือไม่สะดวกต่อการอยู่อาศัยอีกต่อไป นายปานจิตต์ อเนกวณิช บุตรชายคนที่ 7 จึงขายบ้านและย้ายครอบครัวไปยังย่านสุขุมวิท หลังจากนั้นบ้านหลังนี้เปลี่ยนมือเจ้าของไปสู่กลุ่มมุสลิมบางกอกน้อยและโรงเรียนราชการุญก่อนจะปิดกิจการลงในปี พ.ศ. 2521 ตัวอาคารถูกทิ้งร้างจนผุพังจนกระทั่งผู้ช่วยศาสตราจารย์วิชัย พิทักษ์วรรัตน์ และภรรยาเข้ามาบูรณะโดยตั้งใจรักษารายละเอียดดั้งเดิมทุกประการ วัสดุสำหรับก่อสร้างทั้งหมดต้องขนทางเรือโดยใช้เวลานานถึง 20 เดือน ก่อนจะเปิดเป็นโรงแรมในชื่อ “พระยา พาลาซโซ่” เมื่อปี พ.ศ. 2552 หมายถึง “คฤหาสถ์แห่งพระยาชลภูมิพานิช” ต่อมาทางโรงแรมได้ถูกขายต่อให้กับเครือมณทาระผู้เป็นเจ้าของ Trisara หนึ่งในรีสอร์ทหรูในจังหวัดภูเก็ตซึ่งมีห้องอาหารระดับหนึ่งดาวมิชลิน “PRU” อยู่ในเครือด้วย ในปี พ.ศ. 2554 ทางโรงแรมได้เปิดห้องอาหารไทยโดยใช้ชื่อชื่อ “พระยา ไดนิ่ง” และได้รับกระแสตอบรับดีเยี่ยมรวมถึงรางวัลจาก MICHELIN Guide และ Thai Select
Price :
964/1 คน - 3,350 THB/4 คน
Parking :
จอดฟรีที่ท่าเรือวัดราชาธิราช
Operating Time :
11.00-22.00
Dress Code :
Smart Casual
Score
👍 สุดยอดห้องอาหารไทยชาววังบรรยากาศดีริมแม่น้ำเจ้าพระยา
อาหาร :
12.5
ราคา :
เทคนิค :
อัตลักษณ์ :
บรรยากาศ :
บริการ :
ไวน์ :
Map
📃 SHARING SET MENU
Praya Dining – พระยาไดนิ่ง
Selected by MICHELIN Guide – ร้านอาหารที่ได้รับเลือกในมิชลินไกด์
Thai – อาหารไทย
บทความในวันนี้เราจะพาเพื่อนเพื่อนไปพบกับห้องอาหาร Praya Dining ซึ่งตั้งอยู่ในโรงแรม Praya Palazzo
แตงโมปลาแห้ง
Amuse bouche
“ปลาแห้งแตงโม” เป็นเมนูอาหารชาววังที่มีประวัติย้อนไปตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาโดยมักนิยมทานกันช่วงฤดูร้อนในหมู่ขุนนางและพระเจ้าแผ่นดิน ทั้งยังเคยมีหลักฐานปรากฎชัดเจนในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชเมื่อครั้งทำพระราชพิธีสมโภชพระแก้วมรกตและฉลองวัดพระศรีรัตนศาสดารามอีกด้วย ทางร้านเลือกใช้แตงโมที่มีน้ำฉ่ำ คัดเฉพาะส่วนที่ไม่ติดเมล็ดมาใช้ ทำออกมาเป็นรูปหัวใจสวยงามน่าทาน มีรสชาติหวานเบาๆตัดกันกับรสเค็มของปลาแห้งได้อย่างลงตัวช่วยเรียกความสดชื่นก่อนเข้าอาหารจานถัดไปได้เป็นอย่างดี
ม้าฮ่อ
Amuse bouche
“ม้าฮ่อ” เป็นอาหารไทยโบราณที่ได้จากการนำผลไม้รสเปรี้ยวในที่นี้คือสับปะรดหั่นออกมาเป็นชิ้นขนาดพอดีคำ ด้านบนคือเครื่องที่ได้จากการโขลกเนื้อหมูบด ไชโป๊หวาน หอมแดง เคี่ยวจนเหนียวแล้วจึงใส่กระเทียมเจียว หอมเจียวถั่วบด และเครื่องปรุงรสเข้าด้วยกัน หยิบเข้าปากแล้วจะพบกับรสชาติหวานและกลิ่นหอมตัดกันกับรสเปรี้ยวของสับปะรดได้อย่างพอเหมาะพอดี
ล่าเตียง
Stir-fried minced pork, shrimp, and peanuts wrapped in egg mesh
“ล่าเตียง” เป็นอีกหนึ่งอาหารว่างไทยชาววังที่ที่มีปรากฎอยู่ในกาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวาน พระราชนิพนต์ในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ทั้งยังเป็นอีกหนึ่งเมนูที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชจัดถวายพระสงฆ์เมื่อครั้งทำพระราชพิธีสมโภชพระแก้วมรกตและฉลองวัดพระศรีรัตนศาสดารามคู่กันกับปลาแห้งแตงโมอีกด้วย ทางร้านเตรียมออกมาอย่างสวยงามและปราณีต ไส้ด้านในเป็นเนื้อหมูผัดกับหอมใหญ่ กระเทียม พริกไทย รากผักชี ทุกองค์ประกอบมีความสุกทั่วถึงกันทั้งหมด เนื้อสัมผัสนุ่ม รสชาติหวานพอดี ผิวชั้นนอกห่อด้วยไข่เป็นตาข่ายทรงสี่เหลี่ยมสวยงาม
กระทงทองไก่
Marinated minced chicken and vegetables served in a golden cup
ทางร้านเสิร์ฟกระทงทองเปล่าสำหรับใส่เครื่องที่เตรียมมาจากไก่สับผัดกับแคร์รอต ถั่ว ข้าวโพด ก่อนจะโรยด้านบนด้วยต้นหอมซอยให้รสหวานกลมกล่อม
หมี่กรอบชาววัง
Crispy rice vermicelli and prawns sauteed with tofu and tamarind sauce
ที่มาของชื่อ “หมี่กรอบ” นั้นเกิดมาจากวันหนึ่งในรัชสมัยของรัชกาลที่ ๕ ได้เสด็จประพาสตลาดพลูโดยเรือและได้กลิ่นหอมจากการทอดเส้นหมี่ของผู้อพยพชาวจีนชื่อว่านาย Chin Li และต้องพระทัยกับรสชาติเป็นอย่างมากจึงตั้งชื่อเมนูนี้ด้วยพระองค์เองว่าหมี่กรอบ ร.๕ ทางร้านหมี่ได้นำเส้นหมี่ไปทอดจนกรอบ เส้นหมี่มีสีเหลือง เคี้ยวกรอบ มีน้ำซอสที่เตรียมมาจากมะขามและผิวส้มซ่าเคลือบเส้นหมี่เท่ากัน ทางร้านประยุกต์เล็กน้อยโดยการนำหมี่กรอบใส่มาในกระทงทองผิวบางกรอบเพื่อเพิ่มมีมิติทางเนื้อสัมผัสให้ซับซ้อนขึ้น
แสร้งว่ากุ้ง
Spicy grilled prawn salad and crispy catfish: One of King Rama V’s favorite dishes which is a twist on the traditional ‘Yum Tai Pla’
“แสร้งว่า” เป็นเครื่องที่มีรสชาติครบครันทั้งเปรี้ยวหวานเค็มเผ็ด ทางร้านเสิร์ฟมากับปลาดุกฟูกรอบควบคู่ไปกับผักสดหลากหลายชนิด
ฉู่ฉี่กุ้งแม่น้ำ
Deep-fried river prawns with red curry sauce
“ฉู่ฉี่” เป็นเมนูอาหารไทยยอดนิยมถือกำเนิดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๕ นิยมทานกับสัตว์ทะเลหรือสัตว์น้ำ ทางร้านจัดเสิร์ฟกุ้งมาในปริมาณที่เท่ากันกับจำนวนคน เนื้อกุ้งแน่น สุกพอดี เครื่องเเกงทำออกมาได้เนียน รสชาติกลมกล่อม กะทิแตกมันพอเหมาะ
แกงมัสมั่นแกะ
Slow-cooked rack of lamb in a rich curry made with coconut milk, peanuts, shallots and young potatoes
“แกงมัสมั่นแกะ” คือการนำเนื้อแกะมาปรุงในรูปแบบของแกงมัสมั่นซึ่งเป็นแกงกะทิกลิ่นหอมเครื่องเทศแบบไทยผสมอินเดีย-เปอร์เซีย มัสมั่นถือเป็นหนึ่งในอาหารไทยที่ได้รับอิทธิพลจากโลกมุสลิมและถูกยกย่องว่าเป็น “ราชาแห่งแกง” โดยเฉพาะเมื่อใช้เนื้อแกะซึ่งมีกลิ่นเฉพาะตัวให้รสชาติที่ลึก นุ่ม และหอมกว่าเนื้อชนิดอื่น ๆ
แกงมัสมั่นแกะ
Slow-cooked rack of lamb in a rich curry made with coconut milk, peanuts, shallots and young potatoes
ตัวแกงเสิร์ฟมากับโรตีด้วย
แกงเผ็ดเป็ดย่าง
Spicy red curry with roasted duck, lychee, pineapple, eggplant, cherry tomatoes and sweet basil leaves
“แกงเผ็ดเป็ดย่าง” คือหนึ่งในเมนูอาหารไทยร่วมสมัยที่มีความโดดเด่นทั้งในเรื่องของรสชาติและการผสมผสานวัตถุดิบ ตัวแกงได้จากการใช้พริกแกงเผ็ดเคี่ยวกับกะทิจนหอม แล้วใส่เป็ดย่างซึ่งเป็นของคาวที่มีรสเข้มข้นคู่กันกับผลไม้รสหวานอมเปรี้ยวทั้งมะเขือเทศเชอร์รี่, สับปะรด และลิ้นจี่เพื่อสร้างรสเปรี้ยวหวานความกลมกล่อม
แกงชักส้มปลากะพงผักรวม
Sour curry with sea bass and mixed vegetables
“แกงชักส้ม” เป็นแกงไทยโบราณที่มีชื่อเรียกใกล้เคียงกับ “แกงส้ม” แต่มีเอกลักษณ์และวิธีปรุงที่แตกต่างกันโดยเฉพาะในภาคกลางและเพชรบุรีจะคุ้นเคยกับเมนูกันเป็นอย่างดี จุดเด่นคือรสเปรี้ยวจากมะขามเปียกและรสชาติหวานเค็มกลมกล่อม นอกจากนี้ยังมีผักสดหลายชนิดและเนื้อปลากะพงขาวใส่มาด้วย
ข้าวสวย
Steamed rice
ทางร้านคัดสรรค์ข้าวหอมมะลิคุณภาพสูง เมล็ดข้าวเรียงตัวสวยงามแล้วเสิร์ฟมาในถ้วยเบญจรงค์ขนาดกลาง
สังขยาฟักทองกับไอศครีมกะทิ
Pumpkin custard with coconut ice cream
ขนม “สังขยาฟักทอง” เนื้อเนียนละมุน ทางร้านใส่เนื้อฟักทองมาด้วย จากนั้นท็อปด้วยไอศกรีมกะทิหอมมัน
อินทนิล
Rice flour balls in sweetened coconut milk
“อินทนิล” เป็นขนมไทยโบราณที่มีต้นกำเนิดมาตั้งเเต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ทางร้านนำแป้งมันไปเคี่ยวกับน้ำใบเตยจนสุก มีสีเขียวมรกตสวยงาม เนื้อสัมผัสนุ่มหนึบ จับคู่มากับน้ำกะทิหอม มัน เค็ม นอกจากนี้มีเนื้อมะพร้าวอ่อนช่วยให้เกิดมิติทางเนื้อสัมผัส
[THE FOOD] อาหารที่ Praya Dining ยึดตามตำรับไทยชาววังโบราณทั้งหมดลูกค้าโดยสามารถเลือกได้ทั้งแบบ À La Carte และ Set Menu
[THE PLACE, Praya Dining] การเดินทางไปยัง Praya Dining ต้องเข้าทางเรือเท่านั้น ลูกค้าที่เดินทางมาด้วยรถยนต์สามารถเข้าจอดที่ลานวัดราชาธิวาสฝั่งพระนครได้ฟรีเพียงแจ้งพนักงานว่ามาห้องอาหารพระยาไดนิ่ง จากนั้นโทรแจ้งกับทางโรงแรมเพื่อให้เรือมาข้ามฟากไปยังท่าเรือฝั่งธนบุรีของโรงแรม บรรยากาศบริเวณทางเข้าตกแต่งแบบเรียบง่าย ลานกว้างเต็มไปด้วยแมกไม้เขียวขจีดูร่มรื่นตา ฝั่งซ้ายมือเป็นสระว่ายน้ำพร้อมที่นั่งพักผ่อนรับลมเย็น
ภายในห้องอาหารหลักตกแต่งด้วยสถาปัตยกรรมแบบไทยโบราณและใช้โทนสีแดงเป็นหลัก บริเวณขอบมุมต่าง ๆ มีลวดลายขนมปังขิงทรงโค้งรวมไปถึงช่องลมโปร่งฉลุลายแบบจีนผสมผสานกันได้อย่างกลมกลืน
ในตู้โชว์และชั้นวางมีเครื่องเรือนและเครื่องปั้นดินเผายุคเก่าจัดแสดงให้ได้ชมกัน หลังรับประทานอาหารเสร็จขอแนะนำให้เดินขึ้นไปยังชั้นสองเพื่อชมห้องว่าราชการของพระยาชลภูมิพานิชซึ่งทางโรงแรมได้บูรณะให้ใกล้เคียงกับต้นฉบับมากที่สุด
บริเวณทางเข้าร้าน
[THE PLACE, Praya Palazzo] คฤหาสถ์ “พระยา พาลาซโซ่” เดิมรู้จักกันในชื่อ “บ้านบางยี่ขัน” ถูกสร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 เพื่อเป็นเรือนหอของอำมาตย์เอกชลภูมิพานิช ข้าราชการเชื้อสายจีนในกรมท่าซ้าย กระทรวงมหาดไทยและคุณหญิงส่วน ผู้เป็นข้าหลวงในสมเด็จพระราชินีนาถ ตัวอาคารตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาฝั่งธนบุรีระหว่างสะพานพระราม 8 และสะพานพระปิ่นเกล้ามีจุดเด่นคือการก่อสร้างด้วยอิฐปูนสูงสองชั้นตามแบบสถาปัตยกรรม Palladian Architecture หันหน้าเข้าหาแม่น้ำเจ้าพระยา ผู้ออกแบบคือสองสถาปนิกอิตาเลียนผู้มีชื่อเสียง Galileo Chini และ Carlo Rigoli ซึ่งเคยร่วมงานกันตามงานแสดงศิลปะที่กรุงปารีส บรัสเซลส์ และเวนิส ก่อนจะเดินทางมารับราชการในสยามและฝากผลงานไว้มากมาย อาทิ ภาพตกแต่งพระอุโบสถวัดราชาธิวาส พระที่นั่งบรมพิมาน และวังบางขุนพรหม พระยาชลภูมิพานิชได้อาศัยอยู่จนมีบุตรธิดาถึง 10 คน ก่อนเสียชีวิตในปี พ.ศ. 2481
กาลเวลาล่วงเลยมาจนกระทั่งในปี พ.ศ. 2489 ซึ่งเป็นช่วงที่กรุงเทพฯ เปลี่ยนรูปแบบการเดินทางจากทางน้ำมาเป็นทางถนนทำให้ตัวบ้านที่เข้าออกได้เพียงทางเรือไม่สะดวกต่อการอยู่อาศัยอีกต่อไป นายปานจิตต์ อเนกวณิช บุตรชายคนที่ 7 จึงขายบ้านและย้ายครอบครัวไปยังย่านสุขุมวิท หลังจากนั้นบ้านหลังนี้เปลี่ยนมือเจ้าของไปสู่กลุ่มมุสลิมบางกอกน้อยและโรงเรียนราชการุญก่อนจะปิดกิจการลงในปี พ.ศ. 2521 ตัวอาคารถูกทิ้งร้างจนผุพังจนกระทั่งผู้ช่วยศาสตราจารย์วิชัย พิทักษ์วรรัตน์ และภรรยาเข้ามาบูรณะโดยตั้งใจรักษารายละเอียดดั้งเดิมทุกประการ วัสดุสำหรับก่อสร้างทั้งหมดต้องขนทางเรือโดยใช้เวลานานถึง 20 เดือน ก่อนจะเปิดเป็นโรงแรมในชื่อ “พระยา พาลาซโซ่” เมื่อปี พ.ศ. 2552 หมายถึง “คฤหาสถ์แห่งพระยาชลภูมิพานิช”
ต่อมาทางโรงแรมได้ถูกขายต่อให้กับเครือมณทาระผู้เป็นเจ้าของ Trisara หนึ่งในรีสอร์ทหรูในจังหวัดภูเก็ตซึ่งมีห้องอาหารระดับหนึ่งดาวมิชลิน “PRU” อยู่ในเครือด้วย ในปี พ.ศ. 2554 ทางโรงแรมได้เปิดห้องอาหารไทยโดยใช้ชื่อชื่อ “พระยา ไดนิ่ง” และได้รับกระแสตอบรับดีเยี่ยมรวมถึงรางวัลจาก MICHELIN Guide และ Thai Select
เรือสำหรับพาลูกค้าไปยังร้าน