หน้าแรก » 🇮🇹 Viva Viviana Varese – วีว่า วิเวียน่า วาเรเซ่
Visit: January 3, 2023
🇮🇹 Viva Viviana Varese - วีว่า วิเวียน่า วาเรเซ่
👨🏻🍳 Chef Viviana Varese - เชฟวิเวียน่า วาเรเซ่
piazza XXV Aprile 10, Milan, 20121, Italy
Tel: (+39) 02 49497 340
Cuisine
🍴 Creative - อาหารเชิงสร้างสรรค์
Country
Italy
MICHELIN Guide
1 MICHELIN Star
Score
14.5/20
Price
[INTRO] บทความในวันนี้เราจะพาเพื่อน ๆ ไปพบกับห้องอาหาร Viva นำโดยหนึ่งในเชฟหญิงผู้ทรงอิทธิพลที่สุดคนหนึ่งในประเทศอิตาลีโดยตัวเธอนั้นสร้างชื่อมาจากรายการทีวีโชว์ The Chef and The Boss ออกฉายในปี 2014 โดยในรายการได้อธิบายถึงความยากในการควบคุมห้องอาหารระดับ MICHELIN Star ใจกลางนคร Milan แห่งนี้
[THE PLACE] ห้องอาหาร Viva ตั้งอยู่บริเวณชั้นสองของ Eataly Complex เชฟ Viviana Varese ตั้งใจรังสรรค์บรรยากาศให้ออกมาเป็นแบบ Casual Dining โดยมีครัวเปิด Open Kitchen เป็นจุดดึงดูดสายตา ผนังฝั่งหนึ่งกั้นด้วยกระจกใสมองออกไปเห็นวิวมุมกว้างของจตุรัส Piazza XXV Aprile และแสงสีของนคร Milan สำหรับผู้ที่แวะมาช่วงกลางคืน ภายในตกแต่งด้วยสีสันอันสดใสไล่ตั้งแต่โทนฟ้าไปจนถึงม่วงเข้ม โต๊ะไม้ Fossil Wood ไร้ซึ่งผ้าปูสะท้อนแสงสว่างจากโคมไฟช่วยชูความโดดเด่นของอาหารทุกจานได้อย่างไร้ที่ติ
[THE CHEF] เชฟ Viviana Varese เกิดในปี 1974 ที่เมือง Salerno ทางตอนใต้ของประเทศอิตาลีโดยมีครอบครัวประกอบอาชีพร้านขายอาหารทะเล ถึงแม้ในช่วงวัยรุ่นเธอตัดสินใจเข้ารับการศึกษาในสาขาครุศาสตร์แต่ชีวิตก็ยังคงวนเวียนไปช่วยกิจการทางบ้านอยู่เป็นระยะ ๆ ในปี 1994 เธอตัดสินใจเปลี่ยนมาเดินทางสายอาชีพเชฟอย่างเต็มตัวโดยเริ่มต้นงานกับห้องอาหารเล็ก ๆ ในเมือง Piacenza ต่อด้วย l’Albareta ในเมือง Erbusco ภายใต้ความควบคุมของเชฟระดับตำนานอย่าง Gualtiero Marchesi รวมไปถึง El Cellar de Can Roca ของสามพี่น้อง Roca และ Aponiente ของเชฟ Angel Leon ในประเทศสเปน หลังจากสั่งสมประสบการณ์ได้ถึงระดับหนึ่งเชฟ Viviana ได้เปิดห้องอาหารเป็นของตัวเองขึ้นบริเวณชานเมือง Milan และใช้ชื่อว่า Il Girasole หรือแปลตรงตัวได้ว่า The Sunflower โดยในระหว่างนั้นเธอได้ศึกษาเกี่ยวกับอาหารหวานกับเชฟ Maurizio Santin ไปด้วย กาลเวลาล่วงเลยมาจนถึงปี 2007 เชฟ Viviana ได้ตัดสินใจเปิดห้องอาหารอีกแห่งใน Milan ภายใต้ชื่อ Alice Ristorante พร้อมกับคว้ารางวัล
1 MICHELIN Star มาครองได้ในปี 2011 อีกด้วย ต่อมาในปี 2014 นักธุรกิจเจ้าของ Eataly Complex นามว่า Oscar Farinetti ได้บรรลุข้อตกลงในการเจรจาให้เชฟ Viviana ย้ายห้องอาหาร Alice Ristorante มาเปิดทำการบนชั้นสองของสาขาจตุรัส Piazza XXV Aprile และเปลี่ยนชื่อใหม่มาเป็น Viva Viviana Varese ดังที่เราเห็นกันในปัจจุบัน นอกจากนี้เธอยังมีอีกหนึ่งห้องอาหารในควบคุมคือ W Villadorata Country Restaurant (Selected by MICHELIN Guide) ซึ่งตั้งอยู่ในเมือง Noto บนเกาะ Sicily ทางตอนใต้ของประเทศอิตาลีอีกด้วย
[THE FOOD] เชฟ Viviana ได้หยิบยกวัตถุดิบและเมนูท้องถิ่นของแคว้น Lombardy นำเสนอมาในเชิงสร้างสรรค์ทำให้เข้าได้ง่ายจากลูกค้าทุกกลุ่ม ทุกคนสามารถเลือกชิมอาหารในรูปแบบ À La Carte ที่เชฟให้ชื่อเรียกว่า Vivaldi in Cucina จำนวน 1 Dish/55 €, 2 Dishes/100 €, 3 Dishes/140 € แต่ทางเรานั้นขอแนะนำให้เลือกชิมหนึ่งในเซ็ตเมนูที่ทางร้านเตรียมไว้คือ Viva la TERRA (140 €) หรือจะเป็น La Storia è VIVA (140 €) นำเสนอมาที่จำนวน 5 Dishes และ RE-VIVA-L (170 €) แบบเดียวกับที่เราเลือกชิมในวันนี้นำเสนอมาที่จำนวน 8 Dishes เพราะดูจะคุ้มราคากว่ามากโดยมีจานที่โดดเด่นอย่างเช่น
เมนูหลักจานแรกคือ Mare Caldo ประกอบไปด้วยหอยเชลล์ หมึก หอยเม่น และหอยหลอดเตรียมมาสุกพอดีจนเกิดความหลากหลายทางเนื้อสัมผัส ด้านล่างรองด้วยผงซิตรัสทั้งเลมอนและส้มเพื่อช่วยเรียกความสดชื่น จากนั้นพนักงานจะเทราดซอสซีฟู้ดอุ่น ๆ ลงไปเพื่อเชื่อมทุกองค์ประกอบเข้าด้วยกัน (15/20)
Mi Sciolgo เป็นพาสต้าทรงเกี๊ยวคล้ายกระดุมที่เตรียมมาจากมันฝรั่ง ด้านในบรรจุองค์ประกอบของไข่แดงที่จะแตกระเบิดออกในปากตัดกันกับความเปรี้ยวที่ได้จากน้ำส้มสายชูบัลซามิคด้านนอก จากนั้นพนักงานจะเทราดชีส Ragusano DOP จากแคว้น Sicily อุ่นมาร้อน ๆ จนละลายเยิ้มเข้ากันดีเป็นที่สุด (15/20)
Girella เป็นคอร์สพาสต้าเส้นสดที่ตรงกลางมีช่องสำหรับบรรจุ Genovese Ragout รสชาติเข้มข้นเสริมด้วยความหวานของหัวหอม จากนั้นพนักงานจะเทราดซอสฟองดูว์ที่เตรียมมาจากชีส Pecorino ลงไปนั่นเอง (15/20)
[WHY GO] Viva เป็นห้องอาหารแคชวลที่มีบรรยากาศสุดชิล อาหารทุกจานเตรียมออกมาได้ดีตามมาตรฐานห้องอาหารชั้นนำและด้วยคอนเซปของร้านทำให้พนักงานเสิร์ฟทุกท่านรวมไปถึง Sommelier ล้วนเป็นผู้หญิงที่ให้คำปรึกษาและการบริการทางอาหารได้ดี อย่างไรก็ตามราคาอาหารจัดว่าค่อนข้างสูงอันเนื่องมาจากทำเลที่ตั้งอยู่ใจกลางนคร Milan นั่นเอง
Price :
55-170 €
Parking :
จอดรถที่ Parcheggio XXV Aprile | APCOA
Operating Time :
12.30-15.00, 19.30-23.00 ปิดวันอาทิตย์
Dress Code :
Smart Casual
Score
👍 ห้องอาหารโดยเชฟหญิงมากฝีมือในบรรยากาศสุดเรียบง่ายใจกลางนคร Milan
อาหาร :
14.5
ราคา :
เทคนิค :
อัตลักษณ์ :
บรรยากาศ :
บริการ :
ไวน์ :
Map
📃 RE-VIVA-L (170 €)
Welcome snacks
scallops, squid, sea urchins and razor clams served with hot seafood sauce and citrus powder
potatoes gnocchi with egg yolk, balsamic vinegar and melted Ragusano DOP
linguine with sea urchin, parsley sauce and hot chilli
fresh pasta filled with Genovese ragout and Pecorino cheese fondue
ray with four meats stock, fennel cream and ray’s wings chip
Barbecued Ossobuco with diaphragm, Piedmontese Fassona tartare Slow Food Presidium, spring onions, mustard mayonnaise and vinegar snow
Barbecued Hokkaido pumpkin, bay leaf ice cream, pumpkin seed oil mousse and toasted pumpkin seeds
Pre-dessert
hot caramelized brioche with Sicilian pistachio ice-cream and crumbled pistachio
Mignardises
SUBSTITUTION
montebianco with dark chocolate araguani, roasted chestnuts, marron glacé, fiordilatte ice-cream and meringue
Viva Viviana Varese – วีว่า วิเวียน่า วาเรเซ่
1 MICHELIN Star – 1 ดาวมิชลิน
Creative – อาหารเชิงสร้างสรรค์
Chef Viviana Varese – เชฟวิเวียน่า วาเรเซ่
Welcome snacks
เซ็ตของอาหารเรียกน้ำย่อยประกอบไปด้วย Minestrone ที่ปรับรูปแบบจากซุปมาเสิร์ฟเป็นเจลลี่ ด้านบนท็อปด้วยผักต้ม, ต้นหอม, ซูคินี่ และเจลเลมอนช่วยเรียกความสดชื่นได้ดี (14/20)
Welcome snacks
ถัดมาคือ Steamed Pizza ด้านในบรรจุ Pizzaiola Sauce ที่มีความเปรี้ยวอุมามิของมะเขือเทศอยู่เต็มเปี่ยมเสริมด้วยความหอมขององค์ประกอบจากใบเบซิล (14/20)
Welcome snacks
Pastina มีลักษณะเป็นพาสต้าขนาดจิ๋วนุ่ม ๆ เสิร์ฟมากับครีมเห็ด เชฟเลือกตัดกลิ่นเฉพาะตัวของเห็ดด้วยพาเมซานเจลลี่ (14/20)
Welcome snacks
Pastina มีลักษณะเป็นพาสต้าขนาดจิ๋วนุ่ม ๆ เสิร์ฟมากับครีมเห็ด เชฟเลือกตัดกลิ่นเฉพาะตัวของเห็ดด้วยพาเมซานเจลลี่ (14/20)
Welcome snacks
ถัดมาคือ Topinumbur หรือแก่นตะวันท็อปด้วยครัมฮาเซลนัทและบัควีท (14/20)
Welcome snacks
ปิดท้ายด้วย Bouquet Salad กรอบ ๆ ที่มีรสชาติของครีมพิสตาชิโอเและแผ่นกรอบด้านบน (14/20)
Welcome snacks
ทั้งหมดจัดเสิร์ฟมาพร้อมกัน (14/20)
Welcome snacks
ยังมีแผ่นข้าวเกรียบกรอบทำมาจากข้าวเสิร์ฟมากับซอสรสเปรี้ยว
Welcome Drink
จากนั้นพนักงานจะนำเสิร์ฟ Welcome Drink
Bread
ขนมปัง Ancient Grain Bread และ Bread Stick ที่มีองค์ประกอบของผงพริกเสิร์ฟมากับเนยท็อปด้วยผงสาหร่าย
MARE CALDO
scallops, squid, sea urchins and razor clams served with hot seafood sauce and citrus powder
เมนูหลักจานแรกคือ Mare Caldo ประกอบไปด้วยหอยเชลล์ หมึก หอยเม่น และหอยหลอดเตรียมมาสุกพอดีจนเกิดความหลากหลายทางเนื้อสัมผัส ด้านล่างรองด้วยผงซิตรัสทั้งเลมอนและส้มเพื่อช่วยเรียกความสดชื่น (15/20)
MARE CALDO
scallops, squid, sea urchins and razor clams served with hot seafood sauce and citrus powder
จากนั้นพนักงานจะเทราดซอสซีฟู้ดอุ่น ๆ ลงไปเพื่อเชื่อมทุกองค์ประกอบเข้าด้วยกัน (15/20)
MI SCIOLGO
potatoes gnocchi with egg yolk, balsamic vinegar and melted Ragusano DOP
Mi Sciolgo เป็นพาสต้าทรงเกี๊ยวคล้ายกระดุมที่เตรียมมาจากมันฝรั่ง ด้านในบรรจุองค์ประกอบของไข่แดงที่จะแตกระเบิดออกในปากตัดกันกับความเปรี้ยวที่ได้จากน้ำส้มสายชูบัลซามิคด้านนอก (15/20)
MI SCIOLGO
potatoes gnocchi with egg yolk, balsamic vinegar and melted Ragusano DOP
จากนั้นพนักงานจะเทราดชีส Ragusano DOP จากแคว้น Sicily อุ่นมาร้อน ๆ จนละลายเยิ้มเข้ากันดีเป็นที่สุด (15/20)
VERDE BRILLANTE
linguine with sea urchin, parsley sauce and hot chilli
พาสต้าเส้น Linguine เสิร์ฟมาที่ความสุกแบบ Al Dente โดยเชฟตั้งใจอาศัยความครีมมี่ของหอยเม่นให้ผสมผสานกับเนยที่ท็อปอยู่ด้านบน อย่างไรก็ตามเสื่อคลุกให้เข้ากับพบว่าตัวซอสไม่อุ่นพอที่จะละลายเนยที่ค่อนข้างเย็นจนเนื้อสัมผัสของทั้งคู่ยังไม่ผสมผสานกลมกลืนกันดีนัก นอกจากนี้ยังมีความเผ็ดของพริกเพียงเล็กน้อย ส่วนสีเขียวในจานนั้นไม่ใช่สีของจานแต่อย่างใดแต่คือซอสที่เตรียมมาจากพาสลีย์นั่นเอง (14/20)
GIRELLA
fresh pasta filled with Genovese ragout and Pecorino cheese fondue
Girella เป็นคอร์สพาสต้าเส้นสดที่ตรงกลางมีช่องสำหรับบรรจุ Genovese Ragout รสชาติเข้มข้นเสริมด้วยความหวานของหัวหอม (15/20)
GIRELLA
fresh pasta filled with Genovese ragout and Pecorino cheese fondue
จากนั้นพนักงานจะเทราดซอสฟองดูว์ที่เตรียมมาจากชีส Pecorino ลงไปนั่นเอง (15/20)
NASCOSTA SOTTO IL FONDO
ray with four meats stock, fennel cream and ray’s wings chip
สำหรับจานปลาเชฟนำเสนอเนื้อปลากระเบนให้เนื้อสัมผัสนุ่มหนึบ จากนั้นราดด้วยซอสที่เตรียมมาจากเนื้อสัตว์ 4 ชนิด ข้างกันคือครีมเฟนเนลรสหวานท็อปด้านบนด้วยแผ่นกรอบเตรียมมาจากปีกกระเบนและหยดสีเขียวของใบพาสลีย์ (14/20)
NON TOGLIERE L’OSSO A MARIO
Barbecued Ossobuco with diaphragm, Piedmontese Fassona tartare Slow Food Presidium, spring onions, mustard mayonnaise and vinegar snow
Main Course จานเนื้อพนักงานจะเตรียมมาเสิร์ฟกันแบบ Tableside โดยมีองค์ประกอบแรกคือไขกระดูกวัวชิ้นโตย่างมาอย่างดี ตรงกลางยังคงให้เนื้อสัมผัสที่นุ่มมันคล้ายเจลลี่ (15/20)
NON TOGLIERE L’OSSO A MARIO
Barbecued Ossobuco with diaphragm, Piedmontese Fassona tartare Slow Food Presidium, spring onions, mustard mayonnaise and vinegar snow
ในจานประกอบไปด้วยองค์ประกอบด้านล่างคือ Tartare ที่เตรียมมาจากเนื้อวัว Fassona ซึ่งเป็นสินค้าขึ้นชื่อของแคว้น Piedmont สับมาเป็นชิ้นเสิร์ฟ Rare จับคู่กับเนื้อส่วนกระบังลมย่างที่ความสุกระดับ Medium Rare ด้านบนท็อปด้วยผงหิมะสีขาวที่เตรียมมาจากน้ำส้ม ยังมีองค์ประกอบของซอสมัสตาร์ดมาโย และซอสเนื้อรสชาติเข้มข้นเทราดลงไปแล้วจบด้วยการบรรจงวางไขกระดูกวัวลงไปนั่นเอง (15/20)
OMAGGIO A KUSUMA
Barbecued Hokkaido pumpkin, bay leaf ice cream, pumpkin seed oil mousse and toasted pumpkin seeds
ฟักทองนำเข้าจากจังหวัด Hokkaido ประเทศญี่ปุ่นโดยเชฟนำมาเผาจนสุก (14/20)
OMAGGIO A KUSUMA
Barbecued Hokkaido pumpkin, bay leaf ice cream, pumpkin seed oil mousse and toasted pumpkin seeds
ด้านในของชิ้นฟักทองให้เนื้อสัมผัสที่นุ่มละมุนเสิร์ฟมาคู่กับมูสของเมล็ดฟักทองและเมล็ดฟักทองย่าง (14/20)
OMAGGIO A KUSUMA
Barbecued Hokkaido pumpkin, bay leaf ice cream, pumpkin seed oil mousse and toasted pumpkin seeds
ข้างกันคือองค์ประกอบของไอศกรีมใบเบลีฟช่วยเรียกความสดชื่นได้ดี (14/20)
Pre-dessert
ล้างปากด้วย Pre-dessert ที่ห่อด้านนอกด้วยไวท์ช็อกโกแลต ด้านในบรรจุด้วยน้ำแตงกวาที่จะแตกระเบิดออกช่วยเรียกความสดชื่น ด้านบนท็อปด้วยองค์ประกอบของเคเปอร์และเจลเลมอน (14/20)
IL MITO DI TRINACRIA
hot caramelized brioche with Sicilian pistachio ice-cream and crumbled pistachio
เมนูของหวานจานนี้เชฟตั้งใจนำเสนอรสชาติของ Sicily โดยใช้ขนมปัง Brioche เสิร์ฟมากับไอศกรีมพิสตาชิโอ้และถั่วพิสตาชิโอ้บด (13/20)
IN CIMA ALLE ALPI
montebianco with dark chocolate araguani, roasted chestnuts, marron glacé, fiordilatte ice-cream and meringue
Montebinco หรือแปลเป็นภาษาที่เรารู้จักกันคือขนม Mont Blanc เชฟนำเสนอเกาลัดเผาจับคู่กับความเข้มข้นของดาร์คช็อกโกแลตและไอศกรีม Fiordilatte หอมมัน ด้านบนคือแผ่นเมอแรงก์หวานกรอบจัดวางมาให้แงดูคล้ายภูเขาหิมะนั่นเอง (15/20)
Mignardises
ปิดท้ายด้วยของหวานชิ้นเล็ก ๆMeringue with Strawberry Powder, Grapefruit Jelly, Mini Cheesecake, Chocolate with Sparkling Sensation, Saffron with Lemon Cream, Citrus Candy และ Milk Chocolate
Mignardises
อีกมุมหนึ่งของขนม Mignardises
Mignardises
ยังมีขนมปัง Panettone ซึ่งนิยมรับประทานกันในช่วงคริสมาสต์นั่นเอง
ราคา 393 €
[INTRO] บทความในวันนี้เราจะพาเพื่อน ๆ ไปพบกับห้องอาหาร Viva นำโดยหนึ่งในเชฟหญิงผู้ทรงอิทธิพลที่สุดคนหนึ่งในประเทศอิตาลีโดยตัวเธอนั้นสร้างชื่อมาจากรายการทีวีโชว์ The Chef and The Boss ออกฉายในปี 2014 โดยในรายการได้อธิบายถึงความยากในการควบคุมห้องอาหารระดับ MICHELIN Star ใจกลางนคร Milan แห่งนี้
[THE PLACE] ห้องอาหาร Viva ตั้งอยู่บริเวณชั้นสองของ Eataly Complex
เชฟ Viviana Varese ตั้งใจรังสรรค์บรรยากาศให้ออกมาเป็นแบบ Casual Dining
ภายในตกแต่งด้วยสีสันอันสดใสไล่ตั้งแต่โทนฟ้าไปจนถึงม่วงเข้ม
ผนังร้าน
โต๊ะไม้ Fossil Wood ไร้ซึ่งผ้าปูสะท้อนแสงสว่างจากโคมไฟช่วยชูความโดดเด่นของอาหารทุกจานได้อย่างไร้ที่ติ
[THE CHEF] เชฟ Viviana Varese เกิดในปี 1974 ที่เมือง Salerno ทางตอนใต้ของประเทศอิตาลีโดยมีครอบครัวประกอบอาชีพร้านขายอาหารทะเล ถึงแม้ในช่วงวัยรุ่นเธอตัดสินใจเข้ารับการศึกษาในสาขาครุศาสตร์แต่ชีวิตก็ยังคงวนเวียนไปช่วยกิจการทางบ้านอยู่เป็นระยะ ๆ ในปี 1994 เธอตัดสินใจเปลี่ยนมาเดินทางสายอาชีพเชฟอย่างเต็มตัวโดยเริ่มต้นงานกับห้องอาหารเล็ก ๆ ในเมือง Piacenza ต่อด้วย l’Albareta ในเมือง Erbusco ภายใต้ความควบคุมของเชฟระดับตำนานอย่าง Gualtiero Marchesi รวมไปถึง El Cellar de Can Roca ของสามพี่น้อง Roca และ Aponiente ของเชฟ Angel Leon ในประเทศสเปน
หลังจากสั่งสมประสบการณ์ได้ถึงระดับหนึ่งเชฟ Viviana ได้เปิดห้องอาหารเป็นของตัวเองขึ้นบริเวณชานเมือง Milan และใช้ชื่อว่า Il Girasole หรือแปลตรงตัวได้ว่า The Sunflower โดยในระหว่างนั้นเธอได้ศึกษาเกี่ยวกับอาหารหวานกับเชฟ Maurizio Santin ไปด้วย กาลเวลาล่วงเลยมาจนถึงปี 2007 เชฟ Viviana ได้ตัดสินใจเปิดห้องอาหารอีกแห่งใน Milan ภายใต้ชื่อ Alice Ristorante พร้อมกับคว้ารางวัล
1 MICHELIN Star มาครองได้ในปี 2011 อีกด้วย ต่อมาในปี 2014 นักธุรกิจเจ้าของ Eataly Complex นามว่า Oscar Farinetti ได้บรรลุข้อตกลงในการเจรจาให้เชฟ Viviana ย้ายห้องอาหาร Alice Ristorante มาเปิดทำการบนชั้นสองของสาขาจตุรัส Piazza XXV Aprile และเปลี่ยนชื่อใหม่มาเป็น Viva Viviana Varese ดังที่เราเห็นกันในปัจจุบัน นอกจากนี้เธอยังมีอีกหนึ่งห้องอาหารในควบคุมคือ W Villadorata Country Restaurant (Selected by MICHELIN Guide) ซึ่งตั้งอยู่ในเมือง Noto บนเกาะ Sicily ทางตอนใต้ของประเทศอิตาลีอีกด้วย
ผนังฝั่งหนึ่งกั้นด้วยกระจกใสมองออกไปเห็นวิวมุมกว้างของจตุรัส Piazza XXV Aprile และแสงสีของนคร Milan สำหรับผู้ที่แวะมาช่วงกลางคืน
[THE FOOD] เชฟ Viviana ได้หยิบยกวัตถุดิบและเมนูท้องถิ่นของแคว้น Lombardy นำเสนอมาในเชิงสร้างสรรค์ทำให้เข้าได้ง่ายจากลูกค้าทุกกลุ่ม
ทัศนียภาพโดยรอบ
ครัวเปิด Open Kitchen เป็นจุดดึงดูดสายตา
ทุกคนสามารถเลือกชิมอาหารในรูปแบบ À La Carte ที่เชฟให้ชื่อเรียกว่า Vivaldi in Cucina จำนวน 1 Dish/55 €, 2 Dishes/100 €, 3 Dishes/140 € แต่ทางเรานั้นขอแนะนำให้เลือกชิมหนึ่งในเซ็ตเมนูที่ทางร้านเตรียมไว้คือ Viva la TERRA (140 €) หรือจะเป็น La Storia è VIVA (140 €) นำเสนอมาที่จำนวน 5 Dishes และ RE-VIVA-L (170 €) แบบเดียวกับที่เราเลือกชิมในวันนี้นำเสนอมาที่จำนวน 8 Dishes เพราะดูจะคุ้มราคากว่ามาก
1 MICHELIN Star – 1 ดาวมิชลิน
[WHY GO] Viva เป็นห้องอาหารแคชวลที่มีบรรยากาศสุดชิล อาหารทุกจานเตรียมออกมาได้ดีตามมาตรฐานห้องอาหารชั้นนำและด้วยคอนเซปของร้านทำให้พนักงานเสิร์ฟทุกท่านรวมไปถึง Sommelier ล้วนเป็นผู้หญิงที่ให้คำปรึกษาและการบริการทางอาหารได้ดี อย่างไรก็ตามราคาอาหารจัดว่าค่อนข้างสูงอันเนื่องมาจากทำเลที่ตั้งอยู่ใจกลางนคร Milan นั่นเอง