หน้าแรก » 🇮🇹 ARIA – อาเรีย
Visit: October 25, 2022
🇮🇹 ARIA - อาเรีย
👨🏻🍳 Chef Paolo Barrale - เชฟเปาโล บาร์ราเล่
via Loggia dei Pisani 2, Naples, 80121, Italy
Tel: (+39) 081 843 0195
Cuisine
🍴 Contemporary, Modern Cuisine - อาหารร่วมสมัย, อาหารโมเดิร์น
Country
Italy
MICHELIN Guide
1 MICHELIN Star
Score
14.5/20
Price
[INTRO] Naples เป็นเมืองที่ขึ้นชื่อในเรื่องของวัตถุดิบชั้นยอดและความเป็นต้นตำรับอาหารอิตาลีสไตล์ Neapolitan โดยเฉพาะเมนูพื้นบ้านสูตรคุณยายที่อร่อยชนิดหาใครเทียบได้ยาก อย่างไรก็ตามในช่วงหลัง ๆ บรรดาเชฟรุ่นใหม่ได้เริ่มหยิบอาหารพื้นบ้านเหล่านี้มาดัดแปลงโดยใช้เทคนิคและใส่ลายเซ็นต์ของตัวเองลงไปให้มีความโมเดิร์นมากยิ่งขึ้นแต่ยังคงไว้ซึ่งรากเหง้าของตัวอาหารเดิม หนึ่งในนั้นคือห้องอาหาร ARIA ที่เพิ่งคว้ารางวัล 1 MICHELIN Star มาครองได้ไม่นานนี้นั่นเอง
[THE PLACE] ห้องอาหาร ARIA ตั้งอยู่ใจกลางนคร Naples ห่างจากสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญอย่าง Castel Nuovo ออกมาเพียง 650 เมตรหรือใครที่เดินทางมาโดยรถไฟฟ้าใต้ดินสามารถลงที่สถานี Università ก็ได้เช่นกัน เมื่อถึงจุดหมายจะพบกับซอยเล็ก ๆ ที่มีชื่อว่า Via Loggia dei Pisani โดยตัวร้านจะตั้งอยู่หัวมุมถนนพอดิบพอดีแต่มีประตูทางเข้าขยับเข้าไปอยู่ในซอยเล็กน้อย ผนังไม้สีน้ำตาลช่วยเสริมบรรยากาศให้ดูหรูหราแต่ยังคงไว้ซึ่งความ Minimalism ยังมีโคมไฟขนาดใหญ่ส่องสว่างลงมายังกลางโต๊ะเพื่อสร้างความโดดเด่นกับอาหารแต่ละจานที่ได้รับการรังสรรค์ขึ้นมาอย่างปราณีตอีกด้วย
[THE CHEF] บุคคลที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของห้องอาหาร ARIA คือเชฟ Paolo Barrale ผู้เกิดและเติบโตขึ้นมาใน Cefalù เมืองเล็ก ๆ บนเกาะ Sicily ทางตอนใต้ของประเทศอิตาลีโดยมีครอบครัวประกอบอาชีพทำโรงงานพาสต้า หลังจากจบการศึกษาจาก Istituto Professionale Alberghiero Di Stato ในเมือง Cefalù บ้านเกิดเขาจึงเริ่มออกเดินทางไปเก็บเกี่ยวประสบการณ์ตามห้องอาหารชั้นนำมากมายอย่าง La Pergola (3 MICHELIN Stars) ในกรุง Rome ในตำแหน่งของ Chef de Partie Entremetier และ Patissier และห้องอาหาร Torre del Saracino (2 MICHELIN Stars) เป็นระยะเวลาสั้น ๆ อีกด้วย หลังจากนั้นในปี 2005 เขาตัดสินใจรับตำแหน่ง Head Chef ให้กับห้องอาหาร Marennà ซึ่งตั้งอยู่ในไร่ไวน์ชื่อดังของภูมิภาค Campania อย่าง Feudi di San Gregorio Winery และเริ่มต้นผสมผสานเทคนิคการเตรียมอาหารยุคใหม่เข้ากับอาหารคลาสสิคทั้งยังคว้ารางวัล
1 MICHELIN Star มาครองได้สำเร็จอีกด้วย กาลเวลาล่วงเลยมาจนถึงเดือนมิถุนายน 2021 เชฟ Paolo Barrale ได้รับงานควบคุม ARIA ห้องอาหารเปิดใหม่ใจกลางนคร Naples ทั้งยังสามารถคว้ารางวัล
1 MICHELIN Star มาครองได้สำเร็จในคู่มือปกแดงปี 2022 นับเป็นระยะเวลาเพียง 5 เดือนเท่านั้นซึ่งจัดว่ารวดเร็วมากสำหรับห้องอาหารในแถบยุโรป
[THE FOOD] ห้องอาหาร ARIA มีจุดเด่นคือการหยิบยกเมนูพื้นบ้านที่เราอาจคุ้นเคยกันดีมาผสมผสานกับเทคนิคการปรุงระดับสูงจนได้ออกมาเป็นเมนูที่มีความแปบกใหม่ไม่ซ้ำใคร ลูกค้าสามารถเลือกชิม Tasting Menu ได้ 2 รูปแบบคือ ARIA DI CASA (120 €) จำนวน 5 คอร์สพร้อมกับ Wine Paring ในราคา 50 € ซึ่งเป็นเซ็ตที่เราได้ชิมกันในวันนี้โดยเชฟตั้งใจหยิบยกเมนูพื้นบ้านมานำเสนอในรูปแบบโมเดิร์นชวนให้ลูกค้าย้อนรำลึกไปถึงประสบการณ์ในวัยเด็กตามคอนเซปที่แปลตรงตัวได้ว่า Feel of Home ถัดมาคือ BOCCATA D’ARIA (150 €) นำเสนอมาจำนวน 7 คอร์สนำเสนออาหารที่คิดค้นขึ้นมาจากรากเหง้าของตัวเชฟเอง สุดท้ายคือ CAMPATO IN ARIA (120 €) ที่ลูกค้าสามารถเลือกอาหารจำนวน 3 คอร์สได้จากรายการ À LA CARTE ได้ตามใจชอบโดยมีจานที่เตรียมออกมาได้อย่างโดดเด่นคือ
เมนูที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจาก Parmigiana di Melanzane (Eggplant Parmigiana) ซึ่งเป็นเมนูท้องถิ่นยอดนิยมในพื้นที่แถบ Campania และ Sicily เชฟนำเสนออกมาเป็นพาสต้าเส้นสดโฮมเมดทรงเกี๊ยวทรงเกี๊ยว ภายในสอดไส้มะเขือ มะเขือเทศ และชีส Parmigiano รอบ ๆ คือซอสที่เตรียมขึ้นมาจากน้ำสต๊อกมะเขือผสมผสานกับมะเขือเทศและชีส Parmigiano อีกเช่นกัน นอกจากนี้ยังมีความหอมของฟักทองน้ำเต้ารมควันผสมผสานกันได้อย่างกลมกล่อม (15/20)
องค์ประกอบแรกคือเนื้อกระต่ายเสิร์ฟมาในรูปแบบ Royale โดยเชฟปรุงสุกในอุณหภูมิต่ำจับคู่กับความฉ่ำ เปรี้ยว อุมามิของ Concassé มะเขือเทศ ด้านบนมีอโรมาหอม ๆ ของใบเบซิลและใบพาสลีย์ ข้างกันคือ Mashed Potato และ Pate ตับกระต่ายที่เตรียมมาอย่างดีให้เนื้อสัมผัสอันแสนนุ่มละมุน เชฟแนะนำให้รับประทานคู่กับ Pan Brioche นุ่ม ๆ ที่มีรสหวานกลมกล่อมของน้ำผึ้ง (15/20)
เนื้อส่วนซี่โครงหมูย่างเสิร์ฟมากับซอสรสชาติเข้มข้น องค์ประกอบข้างกันคือ Endive องค์ประกอบด้านบนคือครีมที่มีกลิ่นหอมของกาแฟและมะกอกดำผสมผสานกันได้อย่างลงตัว นอกจากนี้ยังมีอีกคอร์สย่อยที่เสิร์ฟมาคู่กับ Taco สไตล์เม็กซิกัน ตรงกลางบรรจุหมูสามชั้น พริกหวาน และหัวหอมแดง (15/20)
Price :
120-150 €
Parking :
จอดแบบมีค่าใช้จ่ายที่ Autorimessa Turistico
Operating Time :
19.30-23.00 ปิดวันอาทิตย์-จันทร์
Dress Code :
Smart Casual
Score
👍 ห้องอาหารใจกลางนคร Napoli ที่หยิบยกเมนูพื้นบ้านมาตีความเสียใหม่ในรูปแบบของตัวเอง
อาหาร :
14.5
ราคา :
เทคนิค :
อัตลักษณ์ :
บรรยากาศ :
บริการ :
ไวน์ :
Map
📃 ARIA DI CASA (120 €)
AMUSE-BOUCHE
anchovies, parsley, lemon
eggplant, tomato, parmigiano cheese, smoked buttermilk
FUSILLONE PASTA, SAUSAGE AND FRIARIELLI
rabbit, tomato, savory, rabbit liver pate, mashed potato
meringue, lemon sorbet, limoncello mousse, extra virgin olive oil biscuit
MIGNARDISES
SUBSTITUTION
PORK, BLACK MOLE SAUCE, ENDIVE, ORANGE
ARIA – อาเรีย
1 MICHELIN Star – 1 ดาวมิชลิน
Contemporary, Modern Cuisine – อาหารร่วมสมัย, อาหารโมเดิร์น
Chef Paolo Barrale – เชฟเปาโล บาร์ราเล่
AMUSE-BOUCHE
เริ่มต้น Amuse-bouche เพื่อเรียกน้ำย่อยคำแรกคือ Meringue กรอบ ๆ ด้านบนท็อปด้วย องค์ประกอบของมะนาวและ Chartreuse Jelly (15/20)
AMUSE-BOUCHE
ผักสลัดโรยด้านบนด้วย Parmesan Cheese ขนาบข้างด้วยหนังไก่กรอบ วิธีรับประทานให้จุ่มลงไปใน Mayonnaise ที่มีอโรมาเฉพาะตัวของ Worcestershire Sauce และ Anchovy มาช่วยเสริมกลิ่นให้โดดเด่นยิ่งขึ้น (15/20)
AMUSE-BOUCHE
หอยแมลงภู่ปรุงรสด้วย Lemon Ice ช่วยเรียกความสดชื่นโดยมีอโรมาหอม ๆ จาก Sichuan Pepper ที่โรยอยู่ด้านบน (15/20)
AMUSE-BOUCHE
Celeriac Cone เสิร์ฟมากับ Celriac Cream, ถั่ว Hazelnut และอโรมาหอม ๆ ของ Black Truffle (15/20)
AMUSE-BOUCHE
Donut ทอดกรอบตรงกลางสอดไส้ครีมมันฝรั่ง ด้านบนคือองค์ประกอบของมะเขือเทศ ชีส Mozzarella และใบเบซิล (15/20)
AMUSE-BOUCHE
Caponata เมนูยอดนิยมจากแคว้น Sicily บ้านเกิดของเชฟจับคู่กับมะเขือ Eggplant, มะเขือเทศ, มะกอกดำ, เคเปอร์, น้ำตาล และน้ำส้มสายชู (15/20)
AMUSE-BOUCHE
ลูกกลม ๆ นี้ภายในบรรจุ Zucchini ทอดท็อปด้านบนด้วยชีสหอมมัน (15/20)
AMUSE-BOUCHE
จบด้วย Pizza Fritta Napoletana หรือพิซซ่าทอดสไตล์ Neapolitan ที่เชฟนำมาปรับรูปแบบการนำเสนอเสียใหม่ ด้านล่างมีองค์ประกอบของมะเขือเทศและมันหมู ครีมสีขาวด้านบนเตรียมมาจากชีสหลายชนิดคือ Ricotta, Provola Cheese และขนมปังกรอบ (15/20)
BREAD
ยังมีขนมปังให้เลือกชิมกันได้ตามใจชอบเริ่มจาก Grissini ทั้งแบบ Classic และ Butter with Seaweed และ Trarallo กรอบ ๆ อีกด้วย
BREAD
Sfincione เป็นพิซซ่าท้องถิ่นจากแคว้น Sicily ด้านบนมีองค์ประกอบของมะเขือเทศ, แองโชวี่, มะกอกดำ เคเปอร์ และหัวหอม
BREAD
ยังมีขนมปังชิ้นโตที่เตรียมขึ้นมาจากเมล็ดแฟลกซ์และเมล็ดทานตะวันเสิร์ฟมากับ Salted Butter หรือเนยที่ได้รสชาติเค็มจาก Miso
AMUSE-BOUCHE
เซ็ตเรียกน้ำย่อยทั้งหมดจัดเสิร์ฟมาอย่างต่อเนื่อง
AMUSE-BOUCHE
ภาพถ่ายโดยรวมของเซ็ตเรียกน้ำย่อย
ALICI COME PRIMA
anchovies, parsley, lemon
เมนูคอร์สแรกอย่างเป็นทางการคือปลา Anchovies ที่มีส่วนผสมของที่ให้รสชาติเค็มนำค่อนข้างโดด ด้านบนคือซอสที่เตรียมขึ้นมาจากปบา Anchovies, ใบ Pasley และกระเทียม อย่างไรก็ตามกลิ่นอายของทะเลที่ได้จาก Anchovies และอโรมาของ Parsley แสดงออกมาค่อนข้างโดดจนอาจไม่ได้เป็นที่ชื่นชอบของทุกคน (14/20)
ALICI COME PRIMA
anchovies, parsley, lemon
ข้างกันคือขนมปังกรอบท็อปด้านบนด้วย Smoked Cream หอมมันโดยมีความเค็มของชิ้นปลา Anchovies ผสมผสานกับ Oscietra Caviar ได้อย่างลงตัว (14/20)
BOTTONI ALLA PIROZZI
eggplant, tomato, parmigiano cheese, smoked buttermilk
เมนูที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจาก Parmigiana di Melanzane (Eggplant Parmigiana) ซึ่งเป็นเมนูท้องถิ่นยอดนิยมในพื้นที่แถบ Campania และ Sicily เชฟนำเสนออกมาเป็นพาสต้าเส้นสดโฮมเมดทรงเกี๊ยวทรงเกี๊ยว ภายในสอดไส้มะเขือ มะเขือเทศ และชีส Parmigiano รอบ ๆ คือซอสที่เตรียมขึ้นมาจากน้ำสต๊อกมะเขือผสมผสานกับมะเขือเทศและชีส Parmigiano อีกเช่นกัน นอกจากนี้ยังมีความหอมของฟักทองน้ำเต้ารมควันผสมผสานกันได้อย่างกลมกล่อม (15/20)
FUSILLONE PASTA, SAUSAGE AND FRIARIELLI
Fusillone พาสต้าทรงเกลียวเสิร์ฟมาที่ความสุกระดับ Al Dente ทำให้ตัวเส้นมีความกรึบ เชฟเพิ่มมิติทางเนื้อสัมผัสด้วยความนุ่มของ Beef Tartare เสริมด้วยความหอมของ Saffron ยังมีองค์ประกอบของ Friarielli ซึ่งเป็นผักท้องถิ่นในพื้นที่แถบ Naples มีลักษณะและรสชาติติดขมคล้าย Broccoli เชฟผสมผสานกับไขมันหมูเพื่อเกลารสชาติให้กลมกล่อม (14/20)
ROYALE ALL’ISCHITANA
rabbit, tomato, savory, rabbit liver pate, mashed potato
สำหรับ Main Course ในเซ็ตเมนูหลักเชฟตั้งใจนำเสนอวัตถุดิบอย่างเนื้อกระต่ายออกมาในรูปแบบที่แตกต่างกัน (16/20)
ROYALE ALL’ISCHITANA
rabbit, tomato, savory, rabbit liver pate, mashed potato
องค์ประกอบแรกคือเนื้อกระต่ายเสิร์ฟมาในรูปแบบ Royale โดยเชฟปรุงสุกในอุณหภูมิต่ำจับคู่กับความฉ่ำ เปรี้ยว อุมามิของ Concassé มะเขือเทศ ด้านบนมีอโรมาหอม ๆ ของใบเบซิลและใบพาสลีย์ (16/20)
ROYALE ALL’ISCHITANA
rabbit, tomato, savory, rabbit liver pate, mashed potato
ข้างกันคือ Mashed Potato และ Pate ตับกระต่ายที่เตรียมมาอย่างดีให้เนื้อสัมผัสอันแสนนุ่มละมุน (16/20)
ROYALE ALL’ISCHITANA
rabbit, tomato, savory, rabbit liver pate, mashed potato
เชฟแนะนำให้รับประทานคู่กับ Pan Brioche นุ่ม ๆ ที่มีรสหวานกลมกล่อมของน้ำผึ้ง (16/20)
PORK, BLACK MOLE SAUCE, ENDIVE, ORANGE
จานนี้คือเมนคอร์สที่มีวัตถุดิบหลักคือเนื้อหมู (15/20)
PORK, BLACK MOLE SAUCE, ENDIVE, ORANGE
เนื้อส่วนซี่โครงหมูย่างเสิร์ฟมากับซอสรสชาติเข้มข้น องค์ประกอบข้างกันคือ Endive องค์ประกอบด้านบนคือครีมที่มีกลิ่นหอมของกาแฟและมะกอกดำผสมผสานกันได้อย่างลงตัว (15/20)
PORK, BLACK MOLE SAUCE, ENDIVE, ORANGE
นอกจากนี้ยังมีอีกคอร์สย่อยที่เสิร์ฟมาคู่กับ Taco สไตล์เม็กซิกัน ตรงกลางบรรจุหมูสามชั้น พริกหวาน และหัวหอมแดง (15/20)
PRE-DESSERT
ล้างปากด้วย Pre-dessert ที่เตรียมขึ้นมาจากดอก Sambuco ด้านบนท็อปด้วย Liquorice Gel (13/20)
NON CHIAMATELA DELIZIA
meringue, lemon sorbet, limoncello mousse, extra virgin olive oil biscuit
ของหวานจานหลักเชฟตั้งใจประกอบ Lemon Sorbet รสเปรี้ยวกลมกล่อมจับคู่มากับ Limoncello Mousse โดยมีความกรอบของถั่วอัลมอนด์, บิสกิตน้ำมันมะกอก EVO และเมอแรงก์เพื่อตัดรสหวานนั่นเอง (14/20)
MIGNARDISES
ปิดท้ายมื้ออาหารด้วย Mognardises เสิร์ฟมาชุดใหญ่
MIGNARDISES
เริ่มต้นด้วย Caramelized Passionfruit ท็อปด้านบนด้วย Quinoa กรอบ
MIGNARDISES
Churros เสิร์ฟมากับเครื่องจิ้มที่เตรียมมาจาก Sambuca และกาแฟ
MIGNARDISES
Sponge Cake สไตล์ Neapolitan เตรียมมาจากแป้ง Pastiera
MIGNARDISES
เครื่องดื่มที่เตรียมมาจากผลไม้จำพวกเบอร์รี่ผสมกับเห็ดหอม Shiitake
MIGNARDISES
ถัดมาคือขนมปังช็อกโกแลต
MIGNARDISES
ขนมปังสามารถใช้รับประทานคู่กับมากับ Whipping Cream
MIGNARDISES
หรือจะเลือกชิมคู่กับเชอร์รี่ก็ได้
ราคา 428 €
[INTRO] Naples เป็นเมืองที่ขึ้นชื่อในเรื่องของวัตถุดิบชั้นยอดและความเป็นต้นตำรับอาหารอิตาลีสไตล์ Neapolitan โดยเฉพาะเมนูพื้นบ้านสูตรคุณยายที่อร่อยชนิดหาใครเทียบได้ยาก อย่างไรก็ตามในช่วงหลัง ๆ บรรดาเชฟรุ่นใหม่ได้เริ่มหยิบอาหารพื้นบ้านเหล่านี้มาดัดแปลงโดยใช้เทคนิคและใส่ลายเซ็นต์ของตัวเองลงไปให้มีความโมเดิร์นมากยิ่งขึ้นแต่ยังคงไว้ซึ่งรากเหง้าของตัวอาหารเดิม หนึ่งในนั้นคือห้องอาหาร ARIA ที่เพิ่งคว้างรางวัล 1 MICHELIN Star มาครองได้ไม่นานนี้นั่นเอง
[THE PLACE] ห้องอาหาร ARIA ตั้งอยู่ใจกลางนคร Naples ห่างจากสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญอย่าง Castel Nuovo ออกมาเพียง 650 เมตร
ผนังไม้สีน้ำตาลช่วยเสริมบรรยากาศให้ดูหรูหราแต่ยังคงไว้ซึ่งความ Minimalism
โคมไฟขนาดใหญ่ส่องสว่างลงมายังกลางโต๊ะเพื่อสร้างความโดดเด่นกับอาหารแต่ละจานที่ได้รับการรังสรรค์ขึ้นมาอย่างปราณีตอีกด้วย
[THE CHEF] บุคคลที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของห้องอาหาร ARIA คือเชฟ Paolo Barrale ผู้เกิดและเติบโตขึ้นมาใน Cefalù เมืองเล็ก ๆ บนเกาะ Sicily ทางตอนใต้ของประเทศอิตาลีโดยมีครอบครัวประกอบอาชีพทำโรงงานพาสต้า หลังจากจบการศึกษาจาก Istituto Professionale Alberghiero Di Stato ในเมือง Cefalù บ้านเกิดเขาจึงเริ่มออกเดินทางไปเก็บเกี่ยวประสบการณ์ตามห้องอาหารชั้นนำมากมายอย่าง La Pergola (3 MICHELIN Stars) ในกรุง Rome ในตำแหน่งของ Chef de Partie Entremetier และ Patissier และห้องอาหาร Torre del Saracino (2 MICHELIN Stars) เป็นระยะเวลาสั้น ๆ อีกด้วย หลังจากนั้นในปี 2005 เขาตัดสินใจรับตำแหน่ง Head Chef ให้กับห้องอาหาร Marennà ซึ่งตั้งอยู่ในไร่ไวน์ชื่อดังของภูมิภาค Campania อย่าง Feudi di San Gregorio Winery และเริ่มต้นผสมผสานเทคนิคการเตรียมอาหารยุคใหม่เข้ากับอาหารคลาสสิคทั้งยังคว้ารางวัล
1 MICHELIN Star มาครองได้สำเร็จอีกด้วย กาลเวลาล่วงเลยมาจนถึงเดือนมิถุนายน 2021 เชฟ Paolo Barrale ได้รับงานควบคุม ARIA ห้องอาหารเปิดใหม่ใจกลางนคร Naples ทั้งยังสามารถคว้ารางวัล
1 MICHELIN Star มาครองได้สำเร็จในคู่มือปกแดงปี 2022 นับเป็นระยะเวลาเพียง 5 เดือนเท่านั้นซึ่งจัดว่ารวดเร็วมากสำหรับห้องอาหารในแถบยุโรป
[WHY GO] ARIA เป็นห้องอาหารที่นำเสนอเมนูพื้นบ้านออกมาในสไตล์โมเดิร์นเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการสัมผัสรสชาติที่คุ้นเคยในรูปแบบที่แตกต่างออกไป อย่างไรก็ตามจากการที่เราเลือกจับคู่อาหารกับ Wine Pairing พบว่าทางร้านตั้งใจเสิร์ฟไวน์ชนิดเดียวกันในอาหาร 2 คอร์สและนับเป็น 2 แก้ว ส่วนไวน์หวานที่ควรจะจับคู่กับอาหารหวานและมีอยู่ในรายการไวน์นั้นกลับไม่ได้นำเสิร์ฟแต่อย่างใด ราคาอาหารถือว่าค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับบริบทของตัวร้านแต่ก็แลกมาด้วยทำเลใจกลางนครหลวงแห่งภูมิภาคนี้นั่นเอง
[THE FOOD] ห้องอาหาร ARIA มีจุดเด่นคือการหยิบยกเมนูพื้นบ้านที่เราอาจคุ้นเคยกันดีมาผสมผสานกับเทคนิคการปรุงระดับสูงจนได้ออกมาเป็นเมนูที่มีความแปบกใหม่ไม่ซ้ำใคร ลูกค้าสามารถเลือกชิม Tasting Menu ได้ 2 รูปแบบคือ ARIA DI CASA (120 €) จำนวน 5 คอร์สพร้อมกับ Wine Paring ในราคา 50 € ซึ่งเป็นเซ็ตที่เราได้ชิมกันในวันนี้โดยเชฟตั้งใจหยิบยกเมนูพื้นบ้านมานำเสนอในรูปแบบโมเดิร์นชวนให้ลูกค้าย้อนรำลึกไปถึงประสบการณ์ในวัยเด็กตามคอนเซปที่แปลตรงตัวได้ว่า Feel of Home ถัดมาคือ BOCCATA D’ARIA (150 €) นำเสนอมาจำนวน 7 คอร์สนำเสนออาหารที่คิดค้นขึ้นมาจากรากเหง้าของตัวเชฟเอง สุดท้ายคือ CAMPATO IN ARIA (120 €) ที่ลูกค้าสามารถเลือกอาหารจำนวน 3 คอร์สได้จากรายการ À LA CARTE ได้ตามใจชอบ
สำหรับใครที่เดินทางมาโดยรถไฟฟ้าใต้ดินสามารถลงที่สถานี Università ก็ได้เช่นกัน เมื่อถึงจุดหมายจะพบกับซอยเล็ก ๆ ที่มีชื่อว่า Via Loggia dei Pisani โดยตัวร้านจะตั้งอยู่หัวมุมถนนพอดิบพอดีแต่มีประตูทางเข้าขยับเข้าไปอยู่ในซอยเล็กน้อย