Visit: December 29, 2022

🇮🇹 Torre del Saracino - ตอเร่ เดล ซาราชิโน่

👨🏻‍🍳 Chef Gennaro Esposito - เชฟเจนนาโร่ เอสโปซิโต้

via Torretta 9, Vico Equense, 80060, Italy

Cuisine

🍴 Creative, Italian - อาหารเชิงสร้างสรรค์, อาหารอิตาลี

Country

Italy

MICHELIN Guide

2 MICHELIN Stars

Score

17.5/20

Price

2/5
          

🎗 [INTRO] บทความในวันนี้เราจะพาเพื่อน ๆ ไปพบกับห้องอาหาร Fine Dining เก่าแก่แห่งภูมิภาค Campania ที่เปิดทำการมานานกว่า 32 ปี ทั้งนี้เชฟเจ้าของร้าน Gennaro Esposito สามารถนำเสนออาหารอิตาลีโดยแฝงเทคนิคการปรุงอย่างฝรั่งเศสออกมาได้อย่างแนบเนียน

          

🎗 [THE PLACE] Torre del Saracino ตั้งอยู่ใน Vico Equense เมืองเล็ก ๆ ซึ่งเป็นบ้านเกิดของเชฟ Gennaro Esposito ห่างออกมาจากนคร Naples ทางตะวันออกเฉียงใต้ประมาณ 40 กิโลเมตร ตัวอาคารเป็นป้อมปราการโบราณที่ถูกสร้างขึ้นตั้งแต่สมัยศตวรรษที่ 13 หลังจากตรวจสอบการจองลูกค้าจะได้รับเชิญเข้าไปนั่งรอในห้องรับรองเพื่อนำเสิร์ฟ Welcome Snacks และ Welcome Drink เคล้าไปกับเพลงที่บรรเลงโดยเครื่องเสียงระดับไฮเอนด์ หลังจากนั้นพนักงานจะพาทุก ๆ คนเข้าสู่ห้องรับประทานอาหารหลักที่ตกแต่งอย่างเรียบง่ายแต่ยังคงไว้ซึ่งความหรูหราสังเกตได้จากงานศิลป์มากมายที่แขวนประดับเอาไว้บนผนัง โต๊ะทุกตัวปูด้วยผ้าลินินสีขาวโดยมีโคมไฟ TeTaTeT สี Matt White ซึ่งเป็นผลงานของ Furniture Designer ชื่อดังอย่าง Davide Groppi ส่องสว่างอยู่บนโต๊ะ ผนังบางส่วนตกแต่งด้วยกระจกนูนรับหน้าที่เสมือนแว่นขยายส่องผ่านเข้าไปยังห้องครัว อีกหนึ่งไฮไลท์ประจำร้านต้องยกให้กับโต๊ะที่นั่งบริเวณริมกระจกและเทอเรสมองออกไปเห็นทัศนียภาพมุมกว้างท้องทะเล Mediterranean โดยมีภูเขาไฟ Vesuvius ตั้งตระหง่านเป็นฉากหลังขนาบข้างกันกับนคร Naples อีกด้วย

🎗 [THE CHEF] Gennaro Esposito เกิดและเติบโตขึ้นมา ณ เมือง Vico Equense ในวันที่ 31 มีนาคม 1970 โดยมีครอบครัวประกอบอาชีพทำฟาร์ม ด้วยแรงบันดาลใจเกี่ยวกับการทำอาหารจากคุณแม่ทำให้ตัวเขาเริ่มทำงานที่ร้านขายอาหารหวานของคุณลุงตั้งแต่มีอายุได้เพียง 9 ขวบพร้อมกับเรียนรู้เทคนิคเบื้องต้นในการทำกาแฟ เตรียมไอศกรีม รวมไปถึงการเสิร์ฟอาหารให้กับลูกค้าอีกด้วย ครั้นมีอายุได้ 14 ปีเขาได้ย้ายมาร่วมงานกับร้าน Pizzeria และร้านอาหารท้องถิ่นก่อนจะเข้าศึกษาต่อที่โรงเรียนการโรงแรม Istituto Alberghiero “F. de Gennaro” di Vico Equense และจบการศึกษาออกมาในปี 1988 หลังจากนั้นตัวเขาตัดสินใจเข้าทำงานกับเชฟ Gianfranco Vissani ณ ห้องอาหาร Casa Vissani (2 MICHELIN Stars ในขณะนั้น) เพื่อศึกษาเทคนิคการปรุงอาหารระดับสูง ต่อมาในปี 1989 หนึ่งในสุดยอดเชฟระดับตำนาน Alain Ducasse เดินทางมาพักผ่อนที่ Vico Equense และชักชวนเขาไปร่วมงานกับห้องอาหาร Le Louis XV – Alain Ducasse à l’Hôtel de Paris (3 MICHELIN Stars) และ Alain Ducasse au Plaza Athénée (3 MICHELIN Stars – ปัจจุบันปิดทำการไปแล้ว) หลังจากเก็บเกี่ยวประสบการณ์ในประเทศอิตาลีและฝรั่งเศสเชฟ Gennaro Esposito ในวัย 22 ปีและภรรยาคือคุณ Vittoria จึงตัดสินใจเปิดห้องอาหาร Torre del Saracino เป็นของตัวเองที่เมืองบ้านเกิดของเขาเองในปี 1991 ตัวร้านเริ่มได้รับความนิยมจากนักชิมท้องถิ่นก่อนจะคว้ารางวัล 🌟 1 MICHELIN Star มาครองได้ในปี 2001 และ 🌟🌟 2 MICHELIN Stars ในปี 2008 ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน

🎗 [THE FOOD] ด้วยประวัติการทำงานของเชฟ Gennaro Esposito กับห้องอาหารทั้งสองแห่งของเชฟ Alain Ducasse ทำให้อาหารแต่ละจานถูกรังสรรค์ขึ้นมาจากวัตถุดิบคุณภาพสูงตามฤดูกาลทั้งยังแฝงไปด้วยเทคนิคการปรุงแบบฝรั่งเศสและสร้างความแตกต่างจากร้านอื่น ๆ ในบริเวณใกล้เคียงได้อย่างชัดเจน ลูกค้าสามารถเลือกชิม Set Menu ที่ใช้ชื่อว่า Proposal 4 รูปแบบคือ 4 Courses (160 €), 6 Coures (175 €), 8 Courses (195 €) และ 12 Courses (245 €) ทั้งยังมีรายการแบบ À La Carte ให้เลือกชิมกันได้ตามใจชอบ สำหรับจานที่เตรียมออกมาได้โดดเด่นอย่างเช่น

✨ Potatoes and beetroot millefeuille with goat cheese and almond sauce

เมนูคอร์สแรกอย่างเป็นทางการเริ่มต้นด้วยมันฝรั่งและบีทรูทที่วางเรียงซ้อนกันเป็น Millefeuille ให้เนื้อสัมผัสที่กรอบพอเหมาะ เชฟเสิร์ฟมาคู่กับครีมที่เตรียมมาจากชีสนมแพะฝั่งซ้ายมือให้กลิ่นเฉพาะตัวท็อปด้านบนด้วยเปลือกมันฝรั่งกรอบ ยังมีองค์ประกอบของซอสบีทรูทสีแดง ซอสอัลมอนด์สีขาว ซอสกระเทียมดำสีดำและซอสสมุนไพร Borage สีเขียว (18/20)

✨ Controne chickpeas cream with clams, celery gnocchi and cod tripes

ถั่ว Chickpeas จากเมือง Controne เตรียมมาในรูปแบบของครีม อย่างไรก็ตามไฮไลท์ของจานคือการเชื่อมกันของเนื้อสัมผัสที่แตกต่างกันจาก 3 องค์ประกอบคือหอยลายคุณภาพดีให้ความนุ่มแต่ยังคงแฝงด้วยความหนึบเพียงเบา ๆ ถัดมาคือกระเพาะปลาค็อดนุ่ม ๆ และสุดท้ายคือ Gnocchi ที่ได้สีเขียวมาจาก Celery ให้เนื้อสัมผัสที่เคี้ยวหนึบมากที่สุดนั่นเอง (19/20)

✨ Granceola crab cappuccino

ห้ามพลาดคอร์สที่เชฟใช้วัตถุดิบชั้นดีอย่าง Granceola Crab หรือที่เรารู้จักกันในนามของ European Spider Crab องค์ประกอบแรกในแก้วคือซุปเนื้อปูที่มีความหอม มัน ครีมมี่ ทั้งยังแสดงออกถึงความหวานธรรมชาติของเนื้อปูได้อย่างไร้ที่ติ ข้างกันคือสลัดเนื้อปูเนื้อนุ่มหวานตัดกันกับความกรอบของ Amaranth Chip ด้านล่างรองด้วยครีมอโวคาโดหวานมันเสริมด้วยความเค็มของ Caviar ที่ใส่มาได้อย่างลงตัว (18/20)

✨ Mixed pasta soup with rock fish and shellfish

หนึ่งในคอร์สที่โดดเด่นที่สุดในค่ำคืนนี้คือ Mixed Pasta Soup มีลักษณะเป็น Dried Pasta แบรนด์ De Cecco จำนวนกว่า 12 ชนิดเสิร์ฟมารวมกันหลากหลายรูปร่างที่ความสุกระดับ Al Dente เพื่อให้เกิดมิติทางเนื้อสัมผัส รอบ ๆ รอบซัปที่สีกลิ่นอายของทะเลและความเป็น Mediterranean เพราะเชฟเตรียมขึ้นมาจากปลา Rockfish และหอยทะเลนานาชนิด ยังมีเนื้อหมึกนุ่มหนึบและเนื้อกุ้งที่มีรสหวานจากธรรมชาติ รสชาติอร่อยสมกับเป็น Signature Dish ที่ไม่เคยถูกถอดออกจากรายการเมนูมานานถึง 16 ปีเลยทีเดียว (19/20)

✨ Laticauda lamb with caramelized pear, polenta and wild chicory

Laticauda เป็นสายพันธุ์แกะท้องถิ่นของภูมิภาค Campania และ Calabria ทางตอนใต้ของประเทศอิตาลีโดยชื่อนั้นได้มาจากภาษา Latin ที่แปลตรงตัวได้ว่า Fat-Tailed นั่นเอง เชฟนำเสิร์ฟมาทั้งหมด 3 รูปแบบเริ่มด้วย Lamb Chop หรือซี่โครงแกะนำเสนอมาที่ความสุกระดับ Medium Rare โดยตัวเนื้อมีความนุ่มและฉ่ำหนังกรอบเสริมด้วยอโรมาของ White Truffle ขูดท็อปมาที่ด้านบน ยังมีองค์ประกอบของ Caramelized Oear ให้รสหวานเข้มข้น ฝั่งซ้ายข้างกันคือ Wild Chicory และเห็ดที่มีชื่อว่า Finferli องค์ประกอบด้านบนสุดของจานคือ Fake Mushroom หรือเห็ดปลอมที่มีฐานด้านล่างเตรียมมาจาก Polenta หรือข้าวโพดและหัวเห็ดที่เตรียมมาจาก Lamb Shoulder สำหรับแกะรูปแบบที่สามคือ Lamb Belly ที่ผ่านการปรุงสุกในอุณหภูมิต่ำจนได้ความนุ่มฉ่ำเป้นเอกลักษณ์ จากนั้นนำฝั่งหนังไปจี่บนกระทะเพื่อให้เกิด Maillard Reaction สุดท้ายคือขนมปัง Brioche ที่ผสมผสาน Lamb Jus ลงไปด้วยนั่นเอง (19/20)

🎗 [WHY GO] Torre del Saracino เป็นห้องอาหารอิตาลีที่ผสมผสานเทคนิคและรูปแบบการนำเสนออย่างฝรั่งเศสออกมาได้อย่างลงตัว รสชาติโดยรวมจัดว่าเข้าถึงได้ง่าย เราขอแนะนำให้เลือกชิมไวน์ท้องถิ่นคุณภาพดีนำเสนอมาในราคาสมเหตุสมผล ในทางกลับกันราคาอาหารจัดว่าค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับค่าครองชีพในแถบ Campania แต่ก็แลกมาด้วยบรรยากาศอันสุดแสนโรแมนติคจนกลายมาเป็นอีกหนึ่งร้านที่เราตั้งใจกลับมาชิมในโอกาสถัดไป

Price :

160-245 €

Parking :

จอดที่ห้องอาหาร

Operating Time :

Lunch Wed-Sun 12.30-14.15, Dinner Tue-Sat 19.30-22.00, Closed on Mon

Dress Code :

Smart Casual

Score

👍 สุดยอดห้องอาหารที่นำเสนออาหารอิตาลีเชิงสร้างสรรค์โดยอาศัยวัตถุดิบชั้นยอดของภูมิภาค Campania

อาหาร :

17.5

ราคา :

2/5

เทคนิค :

4/5

อัตลักษณ์ :

4/5

บรรยากาศ :

4/5

บริการ :

5/5

ไวน์ :

/5

Map

📃 PROPOSAL 12 COURSES (245 €)

          

Amuse-bouche

Potatoes and beetroot millefeuille with goat cheese and almond sauce

Nocerino spring onion cooked under ashes with papaccelle foam and cruschi peppers

Oyster mousse, celery soup and veal sausage

Controne chickpeas cream with clams, celery gnocchi and cod tripes

Grilled bonito, lettuce soup and clementines

Granceola crab cappuccino

Red mullet cooked on the skin with its essence, scungilli and seaweed biscuit

Risotto creamed with anchovy butter, broccoli sauce and white truffle

Mixed pasta soup with rock fish and shellfish

Seabed grouper with its head “cacciucco”

Laticauda lamb with caramelized pear, polenta and wild chicory

Licorice panna cotta and provolone del monaco crust

Mignardises

📃 DESSERT

Caramel millefeuille with vanilla and chestnut chantilly cream

Delicious with tonka bean and seasonal fruit

Coconut panna cotta candles, lemon creamy and praline almond ice cream

🇮🇹 Torre del Saracino – ตอเร่ เดล ซาราชิโน่

🌟🌟 2 MICHELIN Stars – 2 ดาวมิชลิน

🍴 Creative, Italian – อาหารเชิงสร้างสรรค์, อาหารอิตาลี

👨🏻‍🍳 Chef Gennaro Esposito – เชฟเจนนาโร่ เอสโปซิโต้

Amuse-bouche

ในช่วงแรกพนักงานจะจัดเสิร์ฟ Amuse-bouche ในห้องรับรองเคล้าไปกับกับเพลงบรรเลงสุดโรแมนติค จานแรกคือ Olive Foam ที่มีกลิ่นหอมของมะกอกเด่นชัดเคล้ากันไปกับความหอมเฉพาะตัวของ Anchovies และความละมุนของชีส (17/20)

Amuse-bouche

ไอศกรีมตับไก่ที่ให้ความครีมมี่และความละมุนแต่ไร้ซึ่งกลิ่นคาวใด ๆ จับคู่กับ Rocket Salad Soup ด้านล่างรองด้วยใบของต้น Indian Fig หั่นแบบ Brunoise มาเป็นชิ้น ๆ ในขณะที่ด้านบนท็อปด้วย Caramelized Red Onion นั่นเอง (17/20)

Amuse-bouche

ครีมฟักทองหวาน ๆ จับคู่กับความเปรี้ยวของแอปเปิ้ลเขียวและอโรมาหอม ๆ ของพริกไทย องค์ประกอบด้านบนคือ Celery Foam เบาบางมาช่วยเสริมกลิ่น (17/20)

Amuse-bouche

ขนมปัง Rye Bread กรอบ ๆ จับคู่กับ Sour Cream หอมมันและปลา Meckerel รมควันให้รสชาติและกลิ่นอายของทะเลได้อย่างลงตัว (17/20)

Amuse-bouche

ชิ้นสุดท้ายคือขนมปังนุ่ม ๆ ท็อปด้วยเนื้อปลาทูน่าที่ผ่านการหมักในมะนาว, ใบมิ้นต์ และเกลือทะเล Maldon เพื่อช่วยเรียกน้ำย่อยและกระตุ้นความสดชื่น (17/20)

Welcome Drink

Bread

ที่โต๊ะพนักงานเริ่มต้นด้วยการนำเสิร์ฟขนมปัง White Bread, Grissini, Tarallini และ Focaccia

Potatoes and beetroot millefeuille with goat cheese and almond sauce

เมนูคอร์สแรกอย่างเป็นทางการเริ่มต้นด้วยมันฝรั่งและบีทรูทที่วางเรียงซ้อนกันเป็น Millefeuille ให้เนื้อสัมผัสที่กรอบพอเหมาะ เชฟเสิร์ฟมาคู่กับครีมที่เตรียมมาจากชีสนมแพะฝั่งซ้ายมือให้กลิ่นเฉพาะตัวท็อปด้านบนด้วยเปลือกมันฝรั่งกรอบ ยังมีองค์ประกอบของซอสบีทรูทสีแดง ซอสอัลมอนด์สีขาว ซอสกระเทียมดำสีดำและ ซอสสมุนไพร Borage สีเขียว (18/20)

Nocerino spring onion cooked under ashes with papaccelle foam and cruschi peppers

Nocerino Spring Onion เป็นต้นหอมสายพันธุ์ Allium Cepa L. ที่เพาะปลูกกันมากบริเวณเนินเข้าฝั่งใต้ของภูเขาไฟ Vesuvius มานานกว่า 2,000 ปี ในที่นี้เชฟนำไปปรุงให้สุกด้วยขี้เถ้าท็อปด้านบนด้วย Papaccelle Foam หรือโฟมที่เตรียมมาจากพริกหวาน Neapolitan ท้องถิ่นให้อโรมาหอมเฉพาะตัวและเนื้อสัมผัสของโฟมที่เบาละมุนตัดกันกับความกรอบของแผ่น Parmesan Waffle ยังมีองค์ประกอบของ Peperone Crusco ซึ่งเป็นพริกแห้งขึ้นชื่อให้กลิ่นหอมและรสขมเบา ๆ ท็อปมาที่ด้านบนสุดอีกด้วย (17/20)

Oyster mousse, celery soup and veal sausage

คอร์สพิเศษนี้เป็นหนึ่งในเมนูสร้างชื่อให้กับห้องอาหาร Torre del Saracino โดยตัวเชฟตั้งใจจัดเสิร์ฟให้กับกลุ่มเราโดยเฉพาะนั่นก็คือหอยนางรมสด ๆ ปกคลุมด้วยมูสเบา ๆ ที่เตรียมขึ้นมาจากหอยนางรมอีกเช่นกัน เชฟจับคู่กับ Celery เตรียมาในรูปแบบของซุปให้กลิ่นเขียวมาช่วยเบรคกลิ่นของหอยนางรมไม่ให้โดดดจนเกินไป ด้านล่างเป็นไส้กรอกลูกวัวนุ่ม ๆ ถือเป็นการนำพบกันของวัตถุดิบจากบนบกและท้องทะเลได้อย่างลงตัวมากจริง ๆ (17/20)

Controne chickpeas cream with clams, celery gnocchi and cod tripes

ถั่ว Chickpeas จากเมือง Controne เตรียมมาในรูปแบบของครีม อย่างไรก็ตามไฮไลท์ของจานคือการเชื่อมกันของเนื้อสัมผัสที่แตกต่างกันจาก 3 องค์ประกอบคือหอยลายคุณภาพดีให้ความนุ่มแต่ยังคงแฝงด้วยความหนึบเพียงเบา ๆ ถัดมาคือกระเพาะปลาค็อดนุ่ม ๆ และสุดท้ายคือ Gnocchi ที่ได้สีเขียวมาจาก Celery ให้เนื้อสัมผัสที่เคี้ยวหนึบมากที่สุด (19/20)

Grilled bonito, lettuce soup and clementines

ปลา Bonito ย่างจนสุกพอดีให้เนิ้อสัมผัสที่เฟิร์ม สู้ฟัน แต่ไม่กระด้าง ข้างกันคือซอสสีขาวที่เจรียมมาจากกระดูกปลา เชฟจับคู่กับซุปสีเขียวที่มีส่วนผสมของผักกาด Lettuce เสริมด้วยอโรมาของผงสาหร่ายทะเล จากนั้นเบรคด้วยรสเปรี้ยวเฉพาะตัวของซิตรัสในกลุ่มส้มอย่าง Clementines นั่นเอง (16/20)

Granceola crab cappuccino

คอร์สถัดมาเป็นวัตถุดิบชั้นดีอย่าง Granceola Crab หรือที่เรารู้จักกันในนามของ European Spider Crab (18/20)

Granceola crab cappuccino

ในแก้วคือซุปเนื้อปูที่มีความหอม มัน ครีมมี่ ทั้งยังแสดงออกถึงความหวานธรรมชาติของเนื้อปูได้อย่างไร้ที่ติ (18/20)

Granceola crab cappuccino

ข้างกันคือสลัดเนื้อปูเนื้อนุ่มหวานตัดกันกับความกรอบของ Amaranth Chip ด้านล่างรองด้วยครีมอโวคาโดหวานมันเสริมด้วยความเค็มของ Caviar ที่ใส่มาได้อย่างลงตัว (18/20)

Red mullet cooked on the skin with its essence, scungilli and seaweed biscuit

เมนูที่เสิร์ฟเคียงคู่กับห้องอาหาร Torre del Saracino มานานกว่า 19 ปีคือปลา Red Mullet เนื้อสัมผัสค่อนข้างเฟิร์ม ตรงกลางระหว่างชิ้นปลาทั้งสองเชฟสอดไส้ตับปลามาด้วย จากนั้นจึงเสิร์ฟมาคู่กับเกล็ดปลากรอบ ๆ ด้านบนท็อปด้วย Scungilli หรือเนื้อหอยสังข์ทะเลนุ่มหนึบ ข้างกันคือ Seaweed Sponge เนื้อสัมผัสเบาละมุนจับคู่กับ Seaweed-Sea Food Soup ที่มีส่วนผสมของสตูว์หอยสังข์ทะเล, หอยเม่น และดอกไม้ทะเลจนได้สีส้มช่วยเสริมกลิ่นอายของทะเลให้กับจาน เชฟแนะนำให้รับประทานคู่กันกับซอสสีส้มที่สกัดขึ้นมาจากส่วนต่าง ๆ โดยเฉพาะตับของตัวปลานั่นเอง (17/20)

Bread

จากนั้นพนักงานจะนำเสิร์ฟขนมปังที่มีรสชาติของมะเขือเทศเชอร์รี่

Risotto creamed with anchovy butter, broccoli sauce and white truffle

ข้าว Risotto พรี่เมี่ยมแบรนด์ Acquerello ที่ผ่านการบ่มมานานถึง 4 ปีนำมาปรุงสุกให้มีความกรึบนิด ๆ ผสมผสานไปกับความหอมมันของเนยแองโชวี่ องค์ประกอบสีเขียวรอบ ๆ ให้กลิ่นเฉพาะตัวของ Broccoli และ Sea Lettuce มาช่วยเบรคความมันไม่ให้โดดจนเกินไป จากนั้นพนักงานจะขูด White Truffle ท็อปลงไปที่ด้านบน (18/20)

Mixed pasta soup with rock fish and shellfish

หนึ่งในคอร์สที่โดดเด่นที่สุดในค่ำคืนนี้คือ Mixed Pasta Soup มีลักษณะเป็น Dried Pasta แบรนด์ De Cecco จำนวนกว่า 12 ชนิดเสิร์ฟมารวมกันหลากหลายรูปร่างที่ความสุกระดับ Al Dente เพื่อให้เกิดมิติทางเนื้อสัมผัส รอบ ๆ รอบซัปที่สีกลิ่นอายของทะเลและความเป็น Mediterranean เพราะเชฟเตรียมขึ้นมาจากปลา Rockfish และหอยทะเลนานาชนิด ยังมีเนื้อหมึกนุ่มหนึบและเนื้อกุ้งที่มีรสหวานจากธรรมชาติ รสชาติอร่อยสมกับเป็น Signature Dish ที่ไม่เคยถูกถอดออกจากรายการเมนูมานานถึง 16 ปีเลยทีเดียว (19/20)

Seabed grouper with its head “cacciucco”

White Grouper หรือปลาในกลุ่มปลาเก๋า เนื้อนุ่มหนังกรอบ เสิร์ฟมาคู่กับผัก Red Chard ท็อปด้าน Red Chard Crisp กรอบ ๆ สำหรับซอสสีส้มมีชื่อเฉพาะว่า Caccuicco เพราะเชฟได้เตรียมขึ้นมาจากส่วนหัวปลาจับคู่กับซอสสีเหงืองที่เตรียมขึ้นมาจากเนยนั่นเอง (17/20)

Laticauda lamb with caramelized pear, polenta and wild chicory

Laticauda เป็นสายพันธุ์แกะท้องถิ่นของภูมิภาค Campania และ Calabria ทางตอนใต้ของประเทศอิตาลีโดยชื่อนั้นได้มาจากภาษา Latin ที่แปลตรงตัวได้ว่า Fat-Tailed นั่นเอง เชฟนำเสิร์ฟมาทั้งหมด 3 รูปแบบเริ่มด้วย Lamb Chop หรือซี่โครงแกะนำเสนอมาที่ความสุกระดับ Medium Rare โดยตัวเนื้อมีความนุ่มและฉ่ำหนังกรอบเสริมด้วยอโรมาของ White Truffle ขูดท็อปมาที่ด้านบน ยังมีองค์ประกอบของ Caramelized Oear ให้รสหวานเข้มข้น ฝั่งซ้ายข้างกันคือ Wild Chicory และเห็ดที่มีชื่อว่า Finferli องค์ประกอบด้านบนสุดของจานคือ Fake Mushroom หรือเห็ดปลอมที่มีฐานด้านล่างเตรียมมาจาก Polenta หรือข้าวโพดและหัวเห็ดที่เตรียมมาจาก Lamb Shoulder (19/20)

Laticauda lamb with caramelized pear, polenta and wild chicory

สำหรับแกะรูปแบบที่สามคือ Lamb Belly ที่ผ่านการปรุงสุกในอุณหภูมิต่ำจนได้ความนุ่มฉ่ำเป้นเอกลักษณ์ จากนั้นนำฝั่งหนังไปจี่บนกระทะเพื่อให้เกิด Maillard Reaction (19/20)

Laticauda lamb with caramelized pear, polenta and wild chicory

สุดท้ายคือขนมปัง Brioche ที่ผสมผสาน Lamb Jus ลงไปด้วยนั่นเอง (19/20)

Licorice panna cotta and provolone del monaco crust

ล้างปากด้วย Pre-Dessert ก่อนเข้าสู่ของหวานโดยเชฟเสิร์ฟมาเป็น Parmesan Chesse Jelly จับคู่กับองค์ประกอบของ Liqourice Panna Cotta ตรงกลางท็อปด้านบนด้วย Provalone del Monaco ซึ่งเป็นหนึ่งในชีสขึ้นชื่อที่มีต้นกำเนิดอยู่ที่ภูเขา Monte Lattani ในภูมิภาค Campania นี้นั่นเอง (17/20)

Licorice panna cotta and provolone del monaco crust

ภาพแสดงของ Provalone del Monaco (17/20)

Caramel millefeuille with vanilla and chestnut chantilly cream

ขนมหวานจานแรกคือ Caramel Millefeuille ที่มีลักษณะเป็นแป้ง Puff Pastry กรอบ ๆ วางตัวมาในแนวนอน ตรงกลางคั่นด้วย Chantilly Cream ที่มีความหวานและกลิ่นหอมของเกาลัดจับคู่มากับซอร์เบท์เกาลัดข้าง ๆ กัน (17/20)

Delicious with tonka bean and seasonal fruit

Chip หรือแผ่นกรอบเตรียมมาจาก Tapioca และ Quinoa โรยด้วยงาดำ ภายใต้มี Red Fruit Sorbet รสเปรี้ยวรายล้อมด้วย Chantilly Cream ที่มีความหอมมันของถั่ว Tonka Bean จับคู่กับรสชาติของผลไม้ตามฤดูกาลหลากหลายชนิด (16/20)

Coconut panna cotta candles, lemon creamy and praline almond ice cream

ของหวานอย่าง Panna Cotta เสิร์ฟมาในรูปแบบทรงกระบอกคล้ายแท่งเทียนเสริมด้วยรสชาติเปรี้ยวของเลมอนชั้นดีแห่งภูมิภาค Campania ยังมีอวค์ประกอบของ Sponge Cake และไอศกรีม Praline Almond อีกด้วย (18/20)

Mignardises

ปิดท้ายมื้ออาหารด้วย Cacao Ball, Passionfruit Jelly, Chocolate Macaron, Pannettone และ Sfogliatella

💰 ราคา 1,390 €

ชองฝากกลับบ้าน

🎗 [INTRO] บทความในวันนี้เราจะพาเพื่อน ๆ ไปพบกับห้องอาหาร Fine Dining เก่าแก่แห่งภูมิภาค Campania ที่เปิดทำการมานานกว่า 32 ปี ทั้งนี้เชฟเจ้าของร้าน Gennaro Esposito สามารถนำเสนออาหารอิตาลีโดยแฝงเทคนิคการปรุงอย่างฝรั่งเศสออกมาได้อย่างแนบเนียน

🎗 [THE FOOD] ด้วยประวัติการทำงานของเชฟ Gennaro Esposito กับห้องอาหารทั้งสองแห่งของเชฟ Alain Ducasse ทำให้อาหารแต่ละจานถูกรังสรรค์ขึ้นมาจากวัตถุดิบคุณภาพสูงตามฤดูกาลทั้งยังแฝงไปด้วยเทคนิคการปรุงแบบฝรั่งเศสและสร้างความแตกต่างจากร้านอื่น ๆ ในบริเวณใกล้เคียงได้อย่างชัดเจน

ลูกค้าสามารถเลือกชิม Set Menu ที่ใช้ชื่อว่า Proposal 4 รูปแบบคือ 4 Courses (160 €), 6 Coures (175 €), 8 Courses (195 €) และ 12 Courses (245 €) ทั้งยังมีรายการแบบ À La Carte ให้เลือกชิมกันได้ตามใจชอบ

🎗 [THE PLACE] Torre del Saracino ตั้งอยู่ใน Vico Equense เมืองเล็ก ๆ ซึ่งเป็นบ้านเกิดของเชฟ Gennaro Esposito ห่างออกมาจากนคร Naples ทางตะวันออกเฉียงใต้ประมาณ 40 กิโลเมตร

ห้องรับประทานอาหารหลักตกแต่งอย่างเรียบง่ายแต่ยังคงไว้ซึ่งความหรูหราสังเกตได้จากงานศิลป์มากมายที่แขวนประดับเอาไว้บนผนัง

ผนังบางส่วนตกแต่งด้วยกระจกนูนรับหน้าที่เสมือนแว่นขยายส่องผ่านเข้าไปยังห้องครัว

โต๊ะทุกตัวปูด้วยผ้าลินินสีขาวโดยมีโคมไฟ TeTaTeT สี Matt White ซึ่งเป็นผลงานของ Furniture Designer ชื่อดังอย่าง Davide Groppi ส่องสว่างอยู่บนโต๊ะ

🎗 [THE CHEF] Gennaro Esposito เกิดและเติบโตขึ้นมา ณ เมือง Vico Equense ในวันที่ 31 มีนาคม 1970 โดยมีครอบครัวประกอบอาชีพทำฟาร์ม ด้วยแรงบันดาลใจเกี่ยวกับการทำอาหารจากคุณแม่ทำให้ตัวเขาเริ่มทำงานที่ร้านขายอาหารหวานของคุณลุงตั้งแต่มีอายุได้เพียง 9 ขวบพร้อมกับเรียนรู้เทคนิคเบื้องต้นในการทำกาแฟ เตรียมไอศกรีม รวมไปถึงการเสิร์ฟอาหารให้กับลูกค้าอีกด้วย ครั้นมีอายุได้ 14 ปีเขาได้ย้ายมาร่วมงานกับร้าน Pizzeria และร้านอาหารท้องถิ่นก่อนจะเข้าศึกษาต่อที่โรงเรียนการโรงแรม Istituto Alberghiero “F. de Gennaro” di Vico Equense และจบการศึกษาออกมาในปี 1988 หลังจากนั้นตัวเขาตัดสินใจเข้าทำงานกับเชฟ Gianfranco Vissani ณ ห้องอาหาร Casa Vissani (2 MICHELIN Stars ในขณะนั้น) เพื่อศึกษาเทคนิคการปรุงอาหารระดับสูง ต่อมาในปี 1989 หนึ่งในสุดยอดเชฟระดับตำนาน Alain Ducasse เดินทางมาพักผ่อนที่ Vico Equense และชักชวนเขาไปร่วมงานกับห้องอาหาร Le Louis XV – Alain Ducasse à l’Hôtel de Paris (3 MICHELIN Stars) และ Alain Ducasse au Plaza Athénée (3 MICHELIN Stars – ปัจจุบันปิดทำการไปแล้ว) หลังจากเก็บเกี่ยวประสบการณ์ในประเทศอิตาลีและฝรั่งเศสเชฟ Gennaro Esposito ในวัย 22 ปีและภรรยาคือคุณ Vittoria จึงตัดสินใจเปิดห้องอาหาร Torre del Saracino เป็นของตัวเองที่เมืองบ้านเกิดของเขาเองในปี 1991 ตัวร้านเริ่มได้รับความนิยมจากนักชิมท้องถิ่นก่อนจะคว้ารางวัล 🌟 1 MICHELIN Star มาครองได้ในปี 2001 และ 🌟🌟 2 MICHELIN Stars ในปี 2008 ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน

อีกหนึ่งไฮไลท์ประจำร้านต้องยกให้กับโต๊ะที่นั่งบริเวณริมกระจกและเทอเรสมองออกไปเห็นทัศนียภาพมุมกว้างท้องทะเล Mediterranean โดยมีภูเขาไฟ Vesuvius ตั้งตระหง่านเป็นฉากหลังขนาบข้างกันกับนคร Naples

พื้นที่บริเวณเทอเรส

ตัวอาคารเป็นป้อมปราการโบราณที่ถูกสร้างขึ้นตั้งแต่สมัยศตวรรษที่ 13

หลังจากตรวจสอบการจองลูกค้าจะได้รับเชิญเข้าไปนั่งรอในห้องรับรองเพื่อนำเสิร์ฟ Welcome Snacks และ Welcome Drink เคล้าไปกับเพลงที่บรรเลงโดยเครื่องเสียงระดับไฮเอนด์

🎗 [WHY GO] Torre del Saracino เป็นห้องอาหารอิตาลีที่ผสมผสานเทคนิคและรูปแบบการนำเสนออย่างฝรั่งเศสออกมาได้อย่างลงตัว รสชาติโดยรวมจัดว่าเข้าถึงได้ง่าย เราขอแนะนำให้เลือกชิมไวน์ท้องถิ่นคุณภาพดีนำเสนอมาในราคาสมเหตุสมผล

ในทางกลับกันราคาอาหารจัดว่าค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับค่าครองชีพในแถบ Campania แต่ก็แลกมาด้วยบรรยากาศอันสุดแสนโรแมนติคจนกลายมาเป็นอีกหนึ่งร้านที่เราตั้งใจกลับมาชิมในโอกาสถัดไป