หน้าแรก » 🇮🇹 La Pergola – ลา เปอโกล่า
Visit: December 21, 2022
🇮🇹 La Pergola - ลา เปอโกล่า
👨🏻🍳 Chef Heinz Beck - เชฟไฮซ์ เบ็ค
via Cadlolo 101, Rome, 00136, Italy
Tel: (+39) 06 35092 152
Cuisine
🍴 Modern Cuisine - อาหารโมเดิร์น
Country
Italy
MICHELIN Guide
3 MICHELIN Stars
Score
17.5/20
Price
[INTRO] La Pergola เป็นห้องอาหารสุดหรูภายใต้การควบคุมของเชฟระดับตำนาน Heinz Beck ตัวร้านการันตีด้วยรางวัล 3 MICHELIN Stars พ่วงด้วยทัศนียภาพมุมกว้างของกรุง Rome จนกลายมาเป็นหนึ่งในร้านที่ทำการจองได้ยากที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศอิตาลีกันเลยทีเดียว
[THE PLACE] Rome Cavalieri, A Waldorf Astoria Hotel เปิดทำการเป็นครั้งแรกในปี 1963 ทั้งยังได้รับการยกย่องให้เป็นโรงแรมที่หรูหราที่สุดแห่งหนึ่งในเมืองหลวงของประเทศอิตาลี นักธุรกิจชื่อดังชาวอเมริกัน Conrad N. Hilton ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งธุรกิจโรงแรมในเครือ Hilton ตัดสินใจเลือกทำเล Monte Mario บนเนินเขาที่สูงที่สุดทางตะวันตกของกรุง Rome เพื่อให้ได้มาซึ่งทัศนียภาพมุมกว้างของ The Eternal City สำหรับห้องอาหาร La Pergola นั้นมีลักษณะเป็น Roof Garden ภายในตกแต่งอย่างหรูหราด้วยเครื่องเงินและเฟอร์นิเจอร์ไม้ ผนังฝั่งหนึ่งตกแต่งด้วยภาพวาดของนคร Venice ยุคโบราณในขณะที่อีกฝั่งหนึ่งกั้นด้วยกระจกใสมองออกไปเห็นพื้นที่ Terrace และบรรยากาศของ St. Peter’s Basilica ยามค่ำคืน ห้ามพลาดแวะเข้าไปชมพื้นที่ห้องสูบซิการ์ที่ตกแต่งด้วยภาพวาดสีน้ำมันได้อย่างวิจิตรตระการตา เราขอแนะนำให้ทำการจองล่วงหน้าสัก 3 เดือนขึ้นไปพร้อมกับระบุตำแหน่งที่นั่งริมกระจกเพื่อประสบการณ์ระหว่างมื้ออาหารที่ดีที่สุด
[THE CHEF] ถึงแม้ว่า Heinz Beck ได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในเชฟผู้ทรงอิทธิพลมากที่สุดในประเทศอิตาลีแต่ตัวเขานั้นเกิดและเติบโตขึ้นมาในประเทศเยอรมนี ณ เมืองริมทะเลสาบ Konstanz ที่มีชื่อว่า Friedrichshafen หลังจากจบการศึกษาจากโรงเรียนการอาหารที่เมือง Passau ในปี 1983 เขามีโอกาสร่วมงานในห้องอาหารระดับสูงหลายแห่งอย่าง Colombi Restaurant ในเมือง Freiburg im Breisgau ต่อด้วยห้องอาหาร Tantris (3 MICHELIN Stars ในขณะนั้น) ที่นคร Munich จากนั้นเขาเดินทางไปยังเมือง Mallorca ประเทศสเปนเพื่อร่วมงานกับห้องอาหาร Tristan (2 MICHELIN Stars) แล้วจึงเดินทางกลับมายังประเทศเยอรมนีเพื่อรับตำแหน่ง Sous Chef ณ ห้องอาหาร Residenz (2 MICHELIN Stars) ของสุดยอดเชฟระดับตำนาน Heinz Winkler ในเมือง Aschau อยู่นานถึง 3 ปีและห้องอาหาร Harlekin ในกรุง Berlin เป็นระยะเวลาสั้น ๆ กระทั่งในปี 1994 เขาจึงได้รับการทาบทามจากห้องอาหาร La Pergola ในกรุง Rome ในการย้ายมาดำรงตำแหน่ง Head Chef และตว้ารางวัล
1 MICHELIN Star มาครองได้ในปี 1999 ต่อด้วย ![]()
2 MICHELIN Stars ในปี 2001 และ ![]()
![]()
3 MICHELIN Stars ในปี 2006 นอกจากนี้เขายังมีอีกหนึ่งห้องอาหารในความควบคุมคือ St. George by Heinz Beck (2 MICHELIN Stars) ในเมือง Taormina อีกด้วย
[THE FOOD] เชฟ Heinz Beck อาศัยเทคนิคการปรุงสไตล์ตะวันตกระดับสูงเพื่อนำเสนอเสนออาหารในรูปแบบ Modern พร้อมกับแฝงลายเซ็นต์ของตัวเองเอาไว้ได้อย่างแนบเนียน ลูกค้าสามารถเลือกชิม Gourmet Menu นำเสนอมาที่จำนวน 7 คอร์ส (270 €) และ 10 คอร์ส (320 €) นอกจากนี้ยังมีรายการแบบ À La Carte ได้เลือกชิมได้ตามใจชอบ ในส่วนของรายการไวน์นั้นควบคุมโดย Sommelier มากประสบการณ์ นามว่า Marco Reitano โดยตัวเขาและทีมสามารถแนะนำรายการไวน์ได้อย่างมืออาชีพตั้งแต่ไวน์ท้องถิ่นในราคาจับต้องได้ไปจนถึงไวน์หายากราคาสูง สำหรับจานที่เตรียมออกมาได้โดดเด่นอย่างเช่น
คอร์สแรกในเซ็ตเมนูหลักคือจานที่เชฟ Heinz Beck ได้รับแรงบันดาลใจจากทริปเดินทางไปยัง Cappadocia ประเทศตุรเคียโดยนำเสนออกมาเป็น Tartare ที่เตรียมมาจากปลา Amberjack ห่อด้วย Celeriac ฝานเป็นชิ้นบาง ๆ ให้ความกรอบมาตัดกันกับความนุ่มละมุนของเนื้อปลา สำหรับรสชาตินั้นมีความโดดเด่นด้วยรสหวานเฉพาะตัวของอินทผลัมและอโรมาหอม ๆ ของ Turkish Coffee แสดงให้เห็นเป็นซอสสีน้ำตาลเข้ม ตรงกลางคือซอสสีขาวเตรียมมาจากโยเกิร์ตช่วยเชื่อมรสชาติของแต่ละองค์ประกอบเข้าด้วยกัน (19/20)
สุดยอดเมนู Signature Dish ประจำห้องอาหาร La Pergola คือพาสต้าทรงเกี๊ยวอย่าง Fagottelli โฮมเมด ด้านในสอดไส้ Carbonarra Sauce ที่เตรียมขึ้นมาจากไข่แดงโดยมีรสเค็มของชีส Pecorino, อโรมาหอม ๆ ของพริกไทยขาว และความรรีมจาก Whipped Cream องค์ประกอบด้านนอกเตรียมมาจาก Guanciale หรือแก้มหมูและ Zucchini ที่ผัดในกระทะโดยใส่น้ำมันมะกอก EVO, ไวน์ขาว และน้ำสต๊อกวัวลงไปด้วย จากนั้นจบด้วยการโรยพริกไทยดำลงไปเป็นอันพร้อมชิม (17/20)
เมนูที่ได้รับอิทธิพลจากอาหาร Mediterranean คือปลา Red Mullet เสิร์ฟมาที่ความสุกพอดีไร้ที่ติ เชฟนำเสนอมาคู่กับ Jasmine Mayonnaise และครีมที่เตรียมมาจากกระเทียมต้นย่างในสไตล์บาบีคิว ข้างกันคือถั่ว Hazelnut และซอสที่เตรียมมาจาก Mallow ซึ่งเป็นสมุนไพรชนิดหนึ่ง (18/20)
Price :
270-320 €
Parking :
จอดรถที่ Rome Cavalieri, A Waldorf Astoria Hotel
Operating Time :
19.30-23.30 ปิดวันอาทิตย์-จันทร์
Dress Code :
Smart Casual
Score
👍 ห้องอาหารภายใต้บรรยากาศอันหรูหรานำโดยเชฟระดับตำนานแห่งกรุง Rome ราคาค่อนข้างสูง
อาหาร :
17.5
ราคา :
เทคนิค :
อัตลักษณ์ :
บรรยากาศ :
บริการ :
ไวน์ :
Map
📃 GOURMET MENU (320 €)
Recollection of a trip to Cappadocia
Grilled cuttlefish salad with smoked vinegar gel
Scampo, mushrooms and lovage
Fagottelli “La Pergola”
Lobster and cauliflower
Red mullet, leek cream and mallow sauce with balsamic herbs
Lamb with myrtle sauce and carrots from Polignano
A fine selection of cheese from the trolley
Ricotta cream with marzipan, soft pistachio and sorbet of candied oranges
Consistencies of dark chocolate, cocoa grué snow and hemp
SUBSTITUTION
Raspberries “au gratin” with almond ice cream (32 €)
La Pergola – ลา เปอโกล่า
![]()
![]()
3 MICHELIN Stars – 3 ดาวมิชลิน
Chef Heinz Beck – เชฟไฮซ์ เบ็ค
Modern Cuisine – อาหารโมเดิร์น
Amuse-bouche
Rice Cone หรือโคนกรอบทำมาจากข้าว ตรงกลางบรรจุ Sour Cream และผง Liquorice Powder (17/20)
Amuse-bouche
ถัดมาคือ Crispy Polenta หรือแผ่นข้าวโพดกรอบท็อปด้วยครีมกะทิ, เจลหอมแดงและชิ้นหอมแดงกรอบ ๆ (17/20)
Amuse-bouche
สุดท้ายคือ Rice Chip หรือข้าวเกรียบกรอบ ตรงกลางคือองค์ประกอบขององุ่นและครีมเมล็ดสนนั่นเอง (17/20)
Amuse-bouche
Amuse-bouche นำเสิร์ฟมาพร้อมกัน 3 อย่าง (17/20)
Bread
พนักงานเสิร์ฟขนมปังมาให้ชิมหลายรูปแบบทั้ง Baguette สุดคลาสสิค ยังมี Breadstick มีลักษณะเป็นแท่งเรียวยาวกรอบ ๆ เสริมด้วยอโรมาของพริกหวาน สุดท้ายคือ Carta Di Musica มีลักษณะเป็นแผ่น Flatbread กรอบคล้ายกันกับ Pane Carasau จากเกาะ Sardinia ข้างกันคือเนยไร้ไขมันจาก Lombardia และน้ำมันมะกอก EVO
Bread
นอกจากนี้ยังมีเกลือให้เลือกชิมอีกหลากหลายแหล่งโดยเฉพาะเกลือขาวจาก Sicily และ Norway ดูจะให้รสชาติที่กลมกล่อมมาก
Amuse-bouche
เนื้อปลา Sea Bream นุ่มหนึบตัดกันกับความกรอบของถั่ว Green Beans ข้าวพอง และเมล็ดสน รอบ ๆ คือซอสส้มรสเปรี้ยวช่วยเรียกน้ำย่อยได้ดี (17/20)
Amuse-bouche
จานสุดท้ายก่อนเข้าสู่เมนูหลักคือ Soy Bar มีลักษณะคล้าย Torrone หรือ Nougat ของฝั่งยุโรปให้เนื้อสัมผัสเคี้ยวหนึบโดยมีส่วนผสมของถั่ว Pistachio กรอบ ๆ (17/20)
Recollection of a trip to Cappadocia
คอร์สแรกในเซ็ตเมนูหลักคือจานที่เชฟ Heinz Beck ได้รับแรงบันดาลใจจากทริปเดินทางไปยัง Cappadocia ประเทศตุรเคียโดยนำเสนออกมาเป็น Tartare ที่เตรียมมาจากปลา Amberjack ห่อด้วย Celeriac ฝานเป็นชิ้นบาง ๆ ให้ความกรอบมาตัดกันกับความนุ่มละมุนของเนื้อปลา สำหรับรสชาตินั้นมีความโดดเด่นด้วยรสหวานเฉพาะตัวของอินทผลัมและอโรมาหอม ๆ ของ Turkish Coffee แสดงให้เห็นเป็นซอสสีน้ำตาลเข้ม ตรงกลางคือซอสสีขาวเตรียมมาจากโยเกิร์ตช่วยเชื่อมรสชาติของแต่ละองค์ประกอบเข้าด้วยกัน (19/20)
Grilled cuttlefish salad with smoked vinegar gel
หมึกกระดองย่างจนสุกพอดีให้เนื้อสัมผัสเคี้ยวหนึบ เชฟจับคู่มากับสลัดอันประกอบไปด้วยสับปะรดรสเปรี้ยว ยังมีมะเขือเทศทั้งสีแดงและเหลืองให้ความเปรี้ยวปนอุมามิ ตรงกลางคือซอสอุ่น ๆ ที่เตรียมขึ้นมาจากหมึก Baby Squid และพริกไทยรับหน้าที่เสมือนน้ำสลัดนั่นเอง (17/20)
Scampo, mushrooms and lovage
กุ้ง Scampo เนื้อนุ่ม รสชาติหวานอร่อยโดยธรรมชาติจับคู่กับองค์ประกอบหลากหลายรูปแบบของเห็ดทั้งซอสและผงรอบ ๆ จาน เชฟเสริมด้วยกลิ่นเฉพาะตัวของ Lovage เตรียมมาในรูปแบบของ Gel ได้อย่างลงตัว อย่างไรก็ตามเมื่อพิจารณาระดับของห้องอาหารเทียบกับความซับซ้อนของจานแล้วดูจะมีความโดดเด่นน้อยกว่าอาหารจานอื่น ๆ อยู่พอสมควร (17/20)
Fagottelli “La Pergola”
สุดยอดเมนู Signature Dish ประจำห้องอาหาร La Pergola คือพาสต้าทรงเกี๊ยวอย่าง Fagottelli โฮมเมด ด้านในสอดไส้ Carbonarra Sauce ที่เตรียมขึ้นมาจากไข่แดงโดยมีรสเค็มของชีส Pecorino, อโรมาหอม ๆ ของพริกไทยขาว และความรรีมจาก Whipped Cream องค์ประกอบด้านนอกเตรียมมาจาก Guanciale หรือแก้มหมูและ Zucchini ที่ผัดในกระทะโดยใส่น้ำมันมะกอก EVO, ไวน์ขาว และน้ำสต๊อกวัวลงไปด้วย จากนั้นจบด้วยการโรยพริกไทยดำลงไปเป็นอันพร้อมชิม (17/20)
Lobster and cauliflower
กุ้งล็อบสเตอร์เนื้อนุ่มหวานเสิร์ฟมากับซอสที่ขึ้นจากน้ำสต๊อกปลา ข้างหลังคือองค์ประกอบของกะหล่ำดอกทั้งในรูปแบบกะหล่ำดอกย่างและซอสกะหล่ำดอกเนื้อเนียนละมุน (17/20)
Red mullet, leek cream and mallow sauce with balsamic herbs
เมนูที่ได้รับอิทธิพลจากอาหาร Mediterranean คือปลา Red Mullet เสิร์ฟมาที่ความสุกพอดีไร้ที่ติ เชฟนำเสนอมาคู่กับ Jasmine Mayonnaise และครีมที่เตรียมมาจากกระเทียมต้นย่างในสไตล์บาบีคิว ข้างกันคือถั่ว Hazelnut และซอสที่เตรียมมาจาก Mallow ซึ่งเป็นสมุนไพรชนิดหนึ่ง (18/20)
Lamb with myrtle sauce and carrots from Polignano
มาถึงตรงนี้เขื่อหลายคนอาจเริ่มรู้สึกอยู่ท้องกันแล้วเชฟจึงจัดเสิร์ฟ Main Course จานสุดท้ายคือเนื้อแกะในขนาดที่ไม่ใหญ่มากนักโดยจับคู่มากับ Myrtle Sauce รสชาติออกเปรี้ยวพอเหมาะ ข้างกันคือองค์ประกอบของแครอทจากเมือง Polignano ในภูมิภาค Puglia นำเสนอมาหลากหลายสายพันธุ์ทั้งสีส้ม สีเหลือง และสีม่วง พร้อมกับเสิร์ฟมาในหลากหลายรูปแบบ (18/20)
Bread
ขนมปังอื่น ๆ ที่จัดเสิร์ฟในระหว่างมื้อ
A fine selection of cheese from the trolley
จากนั้นพนักงานจะนำรถเข็นชีสมาให้เลือกชิมกัน
A fine selection of cheese from the trolley
ชีสทั้งหมดมาเป็นชีสท้องถิ่นของประเทศอิตาลีโดยลูกค้าสามารถเลือกชิมได้ตามใจชอบ ในที่นี้เราขอให้พนักงานเลือกให้ประกอบไปด้วยชีส Ragusano จากภูมิภาค Sicily, ชีส Gorgonzola จากภูมิภาค Lombardy, ชีส Pecorino จากเมือง Viterbo และชีส Robiola di Roccaverano จากภูมิภาค Piedmont องค์ประกอบข้าง ๆ กันคือ Sour Cherry Jam และน้ำผึ้ง
A fine selection of cheese from the trolley
คอร์สชีสเสิร์ฟมาคู่กับขนมปังผลไม้
Ricotta cream with marzipan, soft pistachio and sorbet of candied oranges
ล้างปากด้วย Ricotta Cream จับคู่กับขนม Marzipan, ถั่ว Pistachio, Dark Chocolate และ Sorbet ที่เตรียมมาจากส้มเชื่อม (17/20)
Pre-dessert
ในขณะที่ผู้ร่วมโต๊ะอีกท่านหนึ่งจะได้ Sorbet ที่เตรียมมาจาก Raspberry ซ่อนอยู่ภายใต้แผ่น Coconut Chip กรอบเตรียมมาจากมะพร้าวและซอสมะพร้าวหอมมัน
Petits Fours
ยังมี Petits Fours เสิร์ฟมาเป็น Magic Tower ประกอบไปด้วยช็อกโกแลตจำนวนมาก
Consistencies of dark chocolate, cocoa grué snow and hemp
ของหวานจานหลักในเซ็ตเมนูเชฟตั้งใจนำเสนอรูปแบบที่แตกต่างกันของ Dark Chocolate ทั้ง Ice Cream, Mousse, Sponge Cake จับคู่กับรสชาติขมของ Cocoa และอโรมาเฉพาะตัวของกัญชง (18/20)
Raspberries “au gratin” with almond ice cream (32 €)
ของหวานจานเสริมในที่นี้เป็น Raspberries au Gratin เสิร์ฟมาอุ่น ๆ มีรสเปรี้ยวเข้ากันกับความหอมมันของไอศกรีมถั่วอัลมอนด์ (18/20)
ราคา 1,008 €
[INTRO] La Pergola เป็นห้องอาหารสุดหรูภายใต้การควบคุมของเชฟระดับตำนาน Heinz Beck ตัวร้านการันตีด้วยรางวัล 3 MICHELIN Stars พ่วงด้วยทัศนียภาพมุมกว้างของกรุง Rome จนกลายมาเป็นหนึ่งในร้านที่ทำการจองได้ยากที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศอิตาลีกันเลยทีเดียว
[THE PLACE] Rome Cavalieri, A Waldorf Astoria Hotel เปิดทำการเป็นครั้งแรกในปี 1963 ทั้งยังได้รับการยกย่องให้เป็นโรงแรมที่หรูหราที่สุดแห่งหนึ่งในเมืองหลวงของประเทศอิตาลี
นักธุรกิจชื่อดังชาวอเมริกัน Conrad N. Hilton ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งธุรกิจโรงแรมในเครือ Hilton ตัดสินใจเลือกทำเล Monte Mario บนเนินเขาที่สูงที่สุดทางตะวันตกของกรุง Rome เพื่อให้ได้มาซึ่งทัศนียภาพมุมกว้างของ The Eternal City
สำหรับห้องอาหาร La Pergola นั้นมีลักษณะเป็น Roof Garden
ภายในตกแต่งอย่างหรูหราด้วยเครื่องเงินและเฟอร์นิเจอร์ไม้
ผนังฝั่งหนึ่งตกแต่งด้วยภาพวาดของนคร Venice ยุคโบราณ
อีกฝั่งหนึ่งกั้นด้วยกระจกใสมองออกไปเห็นพื้นที่ Terrace และบรรยากาศของ St. Peter’s Basilica ยามค่ำคืน
[THE CHEF] ถึงแม้ว่า Heinz Beck ได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในเชฟผู้ทรงอิทธิพลมากที่สุดในประเทศอิตาลีแต่ตัวเขานั้นเกิดและเติบโตขึ้นมาในประเทศเยอรมนี ณ เมืองริมทะเลสาบ Konstanz ที่มีชื่อว่า Friedrichshafen หลังจากจบการศึกษาจากโรงเรียนการอาหารที่เมือง Passau ในปี 1983 เขามีโอกาสร่วมงานในห้องอาหารระดับสูงหลายแห่ง Colombi Restaurant ในเมือง Freiburg im Breisgau ต่อด้วยห้องอาหาร Tantris (3 MICHELIN Stars ในขณะนั้น) ที่นคร Munich จากนั้นเขาเดินทางไปยังเมือง Mallorca ประเทศสเปนเพื่อร่วมงานกับห้องอาหาร Tristan (2 MICHELIN Stars) แล้วจึงเดินทางกลับมายังประเทศเยอรมนีเพื่อรับตำแหน่ง Sous Chef ณ ห้องอาหาร Residenz (2 MICHELIN Stars) ของสุดยอดเชฟระดับตำนาน Heinz Winkler ในเมือง Aschau อยู่นานถึง 3 ปีและห้องอาหาร Harlekin ในกรุง Berlin เป็นระยะเวลาสั้น ๆ กระทั่งในปี 1994 เขาจึงได้รับการทาบทามจากห้องอาหาร La Pergola ในกรุง Rome ในการย้ายมาดำรงตำแหน่ง Head Chef และตว้ารางวัล
1 MICHELIN Star มาครองได้ในปี 1999 ต่อด้วย ![]()
2 MICHELIN Stars ในปี 2001 และ ![]()
![]()
3 MICHELIN Stars ในปี 2006 นอกจากนี้เขายังมีอีกหนึ่งห้องอาหารในความควบคุมคือ St. George by Heinz Beck (2 MICHELIN Stars) ในเมือง Taormina อีกด้วย
ห้ามพลาดแวะเข้าไปชมพื้นที่ห้องสูบซิการ์ที่ตกแต่งด้วยภาพวาดสีน้ำมันได้อย่างวิจิตรตระการตา
เราขอแนะนำให้ทำการจองล่วงหน้าสัก 3 เดือนขึ้นไปพร้อมกับระบุตำแหน่งที่นั่งริมกระจกเพื่อประสบการณ์ระหว่างมื้ออาหารที่ดีที่สุด
[THE FOOD] เชฟ Heinz Beck อาศัยเทคนิคการปรุงสไตล์ตะวันตกระดับสูงเพื่อนำเสนอเสนออาหารในรูปแบบ Modern พร้อมกับแฝงลายเซ็นต์ของตัวเองเอาไว้ได้อย่างแนบเนียน
ลูกค้าสามารถเลือกชิม Gourmet Menu นำเสนอมาที่จำนวน 7 คอร์ส (270 €) และ 10 คอร์ส (320 €) นอกจากนี้ยังมีรายการแบบ À La Carte ได้เลือกชิมได้ตามใจชอบ ในส่วนของรายการไวน์นั้นควบคุมโดย Sommelier มากประสบการณ์ นามว่า Marco Reitano โดยตัวเขาและทีมสามารถแนะนำรายการไวน์ได้อย่างมืออาชีพตั้งแต่ไวน์ท้องถิ่นในราคาจับต้องได้ไปจนถึงไวน์หายากราคาสูง
บริเวณเทอเรสด้านนอก
ทัศนียภาพมุมกว้างของกรุง Rome
ภายในโรงแรม
![]()
![]()
3 MICHELIN Stars – 3 ดาวมิชลิน
[WHY GO] ถึงอาหารที่ La Pergola จะเตรียมออกมาในรูปแบบ Modern แต่การผสมผสานวัตถุดิบและรสชาตินั้นยังค่อนข้างมีความคลาสสิคอยู่พอสมควร การบริการของพนักงานดูจะตั้งใจให้ออกมารูปแบบทางการมากจนรบกวนความสะดวกสบายของลูกค้าอยู่บ้าง
อย่างไรก็ตามถึงแม้ราคาอาหารจะค่อนข้างสูงแต่ก็แลกมาด้วยการตกแต่งร้านและบรรยากาศอันน่าทึ่งซึ่งหาได้ยากสำหรับห้องอาหารในกรุง Rome นั่นเอง