หน้าแรก » 🇹🇭 Cuisine de Garden – คูซีน เดอ การ์เดน
Visit: September 5, 2020
🇹🇭 Cuisine de Garden - คูซีน เดอ การ์เดน
12/6 Phatsana1, Northern Phrakanong, Wattana, Bangkok 10110
Tel: 02-053-3059
Cuisine
🍴 European Contemporary - อาหารยุโรปร่วมสมัย
Country
Thailand
MICHELIN Guide
None
Score
13/20
Price
[Intro] เชื่อว่า Foodie หลายๆคนที่ติดตามเพจของเราน่าจะเคยเเวะเวียนไปทานอาหารที่ร้าน Cuisine de Garden ห้องอาหารยุโรปร่วมสมัยชื่อดังในย่านวัฒนากันมาบ้าง แต่สำหรับใครที่ยังไม่เคยไปวันนี้แอดมินนำภาพของ Tasting Menu เซ็ตใหม่ที่นำเสิร์ฟถึง 10 คอร์สมาฝากกัน
[The Place] ภายในร้านออกแบบโดยหนึ่งในหุ้นส่วนของร้าน คุณม่อน สรกิจ กิจเจริญโรจน์ ด้วยความที่มีอาชีพเป็นสถาปนิกอยู่เดิมทำให้การออกแบบร้านสาขากรุงเทพเป็นไปอย่างราบรื่นสังเกตได้จากการเลือกใช้พื้นไม้ตัดกันกับเฟอร์นิเจอร์ทั้งโต๊ะเเละเก้าอี้สีดำ ภายในมีต้นไม้ตั้งสูงจากพื้นทะลุขึ้นไปถึงบริเวณชั้นสองและชั้นสาม บางต้นยังมีนกกระดาษสีแดงโบยบินอยู่รอบๆ เราชอบที่ทางร้านเลือกนำพื้นบางส่วนออกแล้วโรยกรวดสีดำทับลงไปเพื่อให้ดูเสมือนพื้นดินธรรมชาติจริงๆ บริเวณหลังร้านเป็นห้องครัวเเละสวนขนาดย่อม แต่ไฮไลท์ที่ดึงดูดสายตาของทุกคนตั้งเเต่ที่ก้าวเข้ามาในร้านคือส่วนของบาร์สำหรับชงเครื่องดื่มที่ประดับด้วยเเสงไฟสีเหลืองอ่อนมองดูคล้ายหิ่งห้อยที่ล่องลอยอยู่ในความมืด โรเเมนติคสุดๆ
[The Chef] เชฟแนน ลีลาวัฒน์ มั่นคงติพันธ์ แต่เดิมเป็น Self-taught chef มากพรสวรรค์ที่ประสบความสำเร็จจากการศึกษาเทคนิคการทำอาหารด้วยตัวเอง ทั้งยังเคยผ่านเวทีการแข่งขันทำอาหารระดับประเทศในรายการ Iron chef Thailand มาเเล้ว หลังจากเปิดร้าน Cuisine de Garden สาขาแรกที่จังหวัดเชียงใหม่ในปี 2011 ก็ได้รับกระเเสตอบรับในเชิงบวกอย่างล้นหลาม ด้วยเทคนิคการทำอาหารสไตล์โมเลกุลที่หาทานได้ยากในช่วงเวลานั้น ประกอบกับการปรุงอาหารภายใต้คอนเซป Nature Inspired หรือแรงบันดาลใจจากธรรมชาติทำให้ชื่อของ Cuisine de Garden เป็นที่พูดถึงกันปากต่อปากในหมู่นักชิมอาหารยุคใหม่ ด้วยเหตุนี้เอง Cuisine de Garden สาขากรุงเทพจึงได้ถือกำเนิดขึ้นในปี 2017
[The Food] ทางร้านนำเสนออาหารในรูปแบบ 10 Course Tasting Menu และตั้งราคาเอาไว้ที่ 1,950 บาท++ ต่อคนซึ่งจะหมุนเวียนเปลี่ยนกันไปตามฤดูกาลโดยมีบางคอร์สที่ทำออกมาได้โดดเด่นเป็นที่น่าจดจำ เช่น
BABY CORN เป็นจานที่เกิดจากการจับคู่กันของวัตถุดิบหลัก 2 ชนิดคือกุ้งจากจังหวัดสุราษฎร์ธานีประกอบกับเจลข้าวโพดรมควันสีเหลืองด้านบนเเละข้าวโพดอ่อนด้านล่าง ก่อนทานบีบส้มจี๊ดลงไปเพื่อปรับรสชาติให้สมดุลไม่ให้เลี่ยนได้ง่าย (13/20)
KOJI TARTINE จานที่มีหน้าตาสวยงามที่สุดในมื้อนี้เป็นโอเพ่นเเซนวิชที่มีองค์ประกอบต่างๆเรียงตัวกันหลายเลเยอร์ ทั้งแป้งทาร์ตกรอบทำมาจากราขาวญี่ปุ่นหมักกับข้าวบาเลย์ ด้านในเป็นมูสปลาส้ม ฝั่งขวาเป็นดอกดาวกระจายทานได้วางมาบนชัทนีย์สีส้มทำมาจากมะม่วงหาวมะนาวโห่ ทั้งสวยงามเเละสร้างสรรค์มากๆ (14/20)
BAMBOO จานเมนคอร์สที่เราขอเเนะนำเพิ่มเงินอีก 400 บาทเพื่อให้ได้ Iwate Wagyu Beef เนื้อลูกครึ่งวากิวแองกัส Marbling scores ระดับ Hokkaido F1 ซึ่งมีเนื้อสัมผัสนุ่มดีมากๆ ด้านบนราดด้วยซอส Beef jus เข้มข้นที่ทำมาจากไขกระดูกวัว เสิร์ฟคู่กับข้าวหอมมะลินิลไปผัดกับข้าวบาเลย์เติมน้ำมันเนื้อและพาเมซานชีส (14/20)
[Conclusion] จุดเด่นของอาหารที่ Cuisine de Garden คือรูปแบบการนำเสนอที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวสูงมากๆชนิดที่ว่าบางจานดูเเล้วก็รู้ได้เลยว่ามี Signature ของเชฟปนมาด้วย รสชาติอาหารโดยรวมอยู่ในเกณฑ์ดีกว่ามาตรฐาน ทั้งยังผสมผสานเทคนิคแบบตะวันตกกับวัตถุดิบไทยๆได้อย่างลงตัว ราคาที่ตั้งไว้ถือว่าคุ้มค่าเทียบกับอาหารจำนวน 10 คอร์ส ถือเป็นร้านอาหารที่เหมาะมากๆสำหรับการพาเเฟนหรือคนรักมาเดทในค่ำคืนสุดวิเศษ
Price :
1,950++ THB/p
Parking :
จอดฟรีที่ Somerset Ekamai Bangkok ถัดจากตัวร้านไปเล็กน้อย
Operating Time :
18.00-23.00 ปิดวันอาทิตย์
Dress Code :
Smart Casual
Score
👍 ร้านอาหารยูโรเปี้ยนร่วมสมัยที่ใช้วัตถุดิบท้องถิ่นของไทย รสชาติดี ราคาเหมาะสม
อาหาร :
13
ราคา :
เทคนิค :
อัตลักษณ์ :
บรรยากาศ :
บริการ :
ไวน์ :
Map
📃 10 Course Tasting Menu (1,950++/p)
House Made Brioche w/ Truffle Crab Roe & Mushroom
Sous Vide Hokkaido Scallop w/ Lotus Stem, Fermented Tomato Juice, Tomato Powder, Ikura, Finger Lime & Basil Oil
Grilled Organic Farmed Shrimp w/ Dried Shrimp Butter, Baby Corn, Smoked Corn Purée & Calamansi
Fermented Fish Mousse w/ Koji Tartine, Watermeal & Manaoho Chutney
Grouper Roulade w/ Nama Ham, Asparagus & Pickled Beetroot
Chicken w/ Organic Onzen Egg, Crispy Rice Vermicelli & Truffle Sense
Grilled Pork Collar w/ Seasonal Mushroom, Bamboo Shoot, Koji Sauce, Black Jasmine Rice & Barley Risotto
OR
Grilled Iwate Wagyu Beef w/ Seasonal Mushroom, Bamboo Shoot, Koji Sauce, Black Jasmine Rice & Barley Risotto (Additional 400++ THB)
Somza Granita w/ Fetta Cheese & Pomelo
Brioche bun w/ Bael Fruit Ice Cream, Hazelnut Praline & Roselle Sauce
House Made Chocolate w/ Seasonal Fruits Filled
Cuisine de Garden – คูซีน เดอ การ์เดน
European Contemporary – อาหารยุโรปร่วมสมัย
ป้ายมิชลิน
เชื่อว่า Foodie หลายๆคนที่ติดตามเพจของเราน่าจะเคยเเวะเวียนไปทานอาหารที่ร้าน Cuisine de Garden ห้องอาหารยุโรปร่วมสมัยชื่อดังในย่านวัฒนากันมาบ้าง แต่สำหรับใครที่ยังไม่เคยไปวันนี้แอดมินนำภาพของ Tasting Menu เซ็ตใหม่ที่นำเสิร์ฟถึง 10 คอร์สมาฝากกัน
RAINY
Marinated whelk w/ Chakram Salad, Coconut Foam & Charcoal Shell
Day Catch Fish Aburi w/ Seasonal Vegetable Relish & Crispy Nama Ham
House Made Brioche w/ Truffle Crab Roe & Mushroom
เริ่มต้นมื้ออาหารด้วยอมูสบูชสามอย่างที่จะผลัดเปลี่ยนไปตามฤดูกาล สำหรับในฤดูฝนนี้ทางร้านนำเสิร์ฟมา 3 อย่างเป็นวันถุดิบจากท้องทะเลทั้งหมด
ชิ้นเเรกทางซ้ายมือคือ “ข้าวเกรียบ” ที่มีสีดำของถ่านทำมาเป็นทรงเปลือกหอย ด้านในเป็นสลัดผักชะครามทอปด้วยหอยชักตีนเเละโฟมกะทิ ความมันของกะทิเข้ากันดีกับความเค็มของใบชะครามซึ่งเป็นพืชที่ขึ้นตามป่าชายเลน ส่วนหอยชักตีนให้เนื้อสัมผัสเคี้ยวหนึบตัดกันกับความกรอบของข้าวเกรียบสีดำด้านนอก (12/20)
ชิ้นถัดมาเป็น “เนื้อปลาอังเกย” หรือปลากะพงเเดงหน้าตั้งที่เพื่อนของเชฟตกมาเองจากทะเลอ่าวไทยและส่งมาให้กับทางร้านทุกๆ 2 อาทิตย์ เชฟแนนใช้วิธีจัดการปลาแบบ Dasuijime จึงมั่นใจได้ว่าเนื้อปลายังคงสดอยู่ตลอด จากนั้นนำเนื้อปลามาอะบุริจนผิวด้านหนึ่งเริ่มสุก องค์ประกอบสีเขียวด้านบนคือยำผักปลัง ทอปด้วยนามะเเฮมทอดวางเอาไว้ด้านบน ชิ้นนี้เข้าใจว่าเชฟต้องการนำผักปลังมาใช้เพื่อเเสดงถึงเอกลักษณ์ความเป็นไทยเเต่เราคิดว่าเนื้อสัมผัสที่ได้ออกมาค่อนข้างสไลม์มี่มากไปจนกลบความดีงามของเนื้อปลาและนามะเเฮมไปพอสมควร (11/20)
ชิ้นขวาสุดคือ “บริยอชบัน” กรอบๆ ด้านในสอดไส้ทรัฟเฟิลมาโยหอมๆ ทอปด้วยไข่ปูมันๆมีเห็ดชิเมจิเพิ่มมิติทางเนื้อสัมผัส ถือเป็นคำที่โดดเด่นที่สุดส่งท้ายอมูสบูชก่อนเข้าสู่อาหารจานหลัก (13/20)
BREAD
Fish Rillettes
ทางร้านนำเสิร์ฟ “ขนมปัง” ข้าวหอมมะลินิลจากจังหวัดชัยนาทให้ทานระหว่างมื้อ ข้างกันคือ Fish Rillettes รสชาติหอมมันสำหรับทาบางๆบนขนมปัง
SCALLOP
Sous Vide Hokkaido Scallop w/ Lotus Stem, Fermented Tomato Juice, Tomato Powder, Ikura, Finger Lime & Basil Oil
จานนี้คือ “หอยเชลล์โฮตาเตะ” นำเข้าจากประเทศญี่ปุ่น เชฟเเนนนำไปซูวี จากนนั้นจึงแล่เป็นชิ้นบางๆคล้ายกับซาชิมิเสิร์ฟมา 3 ชิ้น ด้านบนทอปด้วยอิคุระหรือไข่ปลาแซลมอนเเละไหลบัว ด้านล่างเป็นซอสสีส้มทำมาจากมะเขือเทศดอง องค์ประกอบสีเขียวตือน้ำมันใบโหระพา ทีเด็ดของจานนี้อยู่ที่มะนาวนิ้วมือที่หั่นมาเป็นเเว่นๆ 2 ชิ้นเพราะเชฟแนนตั้งใจให้ทานเนื้อหอยเชลล์อย่างเดียวก่อนเเล้วจึงใส่มะนาวนิ้วมือลงไปในอีก 2 คำที่เหลือ
ตัวหอยเชลล์ซูวีมานุ่มพอดี น้ำซอสมะเขือเทศดองด้านล่างมีรสเปรี้ยวอุมามิช่วยกระตุ้นความอยากอาหารได้เป็นอย่างดี ไหลบัวเเละอิคุระช่วยเพิ่มความกรอบ เราเเอบชอบคำที่มีมะนาวนิ้วมือเป็นองค์ประกอบเพราะจะได้รสเปรี้ยวเเละกลิ่นเฉพาะตัวกึ่งมะนาวกึ่งมะกรูดเสริมลงไปให้มีมิติมากยิ่งขึ้น (13/20)
BABY CORN
Grilled Organic Farmed Shrimp w/ Dried Shrimp Butter, Baby Corn, Smoked Corn Purée & Calamansi
ถัดมาเป็นจานที่มีชื่อว่า “ข้าวโพดอ่อน” เกิดจากการจับคู่กันของวัตถุดิบหลัก 2 ชนิด อย่างเเรกคือกุ้งจากจังหวัดสุราษฎร์ธานีสับหยาบๆ จากนั้นจึงผ่านความร้อนบนน้ำมันหัวกุ้งจนสุก อีกองค์ประกอบหนึ่งคือเจลข้าวโพดรมควันสีเหลืองด้านบนเเละข้าวโพดอ่อนด้านล่าง อีกจุดเด่นคือกลิ่นหอมลอยเเตะจมูกตั้งเเต่ยกมาเสิร์ฟ ก่อนทานบีบส้มจี๊ดลงไปเพื่อปรับรสชาติให้สมดุลไม่ให้เลี่ยนได้ง่าย (ตรงนี้เราประทับใจเลยว่าเชฟบาลานซ์รสชาติมาดีมากเพราะถ้าจบเเค่กุ้งกับเนยจานนี้ก็จะไม่โดดเด่นมากนัก) เชฟย้ำอีกว่าตอนทานให้ตักส่วนของใยข้าวโพดติดไปด้วยเนื่องจากตัวใยข้าวโพดสามารถเพิ่มความหอมเเละรสอุมามิทำให้จานนี้สมบูรณ์ที่สุด (13/20)
KOJI TARTINE
Fermented Fish Mousse w/ Koji Tartine, Watermeal & Manaoho Chutney
ถัดมาคือจานที่มีหน้าตาสวยงามที่สุดในมื้อนี้ เป็นทาร์ทีนหรือโอเพ่นเเซนวิชที่มีองค์ประกอบต่างๆเรียงตัวกันหลายเลเยอร์ เริ่มจากชั้นนอกคือแป้งทาร์ตกรอบทำมาจาก “โคจิ” หรือราขาวญี่ปุ่นที่มักนิยมนำไปทำเป็นนัตโตะนั่นเอง จานนี้เชฟนำไปหมักกับข้าวบาเลย์แทนที่ถั่วลิสงแบบดั้งเดิมและจึงขึ้นรูปเป็นแป้งทาร์ตทำให้มีรสชาตินุ่มเป็นเอกลักษณ์ (14/20)
KOJI TARTINE
Fermented Fish Mousse w/ Koji Tartine, Watermeal & Manaoho Chutney
ด้านในเป็นมูสเนื้อเนียนละมุนทำมาจากปลาส้ม องค์ประกอบสีเขียวด้านบนคือไข่ผำ สาหร่ายน้ำจืดชนิดหนึ่งที่พบได้จากแหล่งน้ำสะอาดเท่านั้น ฝั่งขวาขอบอกเลยว่าเป็นทีเด็ดของจานเพราะเชฟใช้ดอกดาวกระจายทานได้วางมาบนชัทนีย์สีส้มทำมาจากมะม่วงหาวมะนาวโห่มีรสเปรี้ยวหวาน
จัดว่าเป็นจานที่บาลานซ์รสชาติออกมาได้อย่างลงตัว ทั้งยังใช้เทคนิคของฝั่งตะวันตกผสมผสานวัตถุดิบของไทยและญี่ปุ่นออกมาได้อย่างน่าทึ่ง (14/20)
GROUPER
Grouper Roulade w/ Nama Ham, Asparagus & Pickled Beetroot
จานปลาวันนี้เชฟนำเสนอ “ปลาเก๋า” ที่ม้วนพันกับนามะเเฮมเป็น Roulade จากนั้นจึงนำไปซูวีจนเนื้อปลาสุก นุ่มละมุน ตัดเนื้อสัมผัสความกรอบด้วยครัสด้านบนทำมาจากขนมปังเเละผักชี
ซอสสีเขียวด้านหน้าคือพูเรถั่วลันเตาให้รสชาติหวานเบาๆ ฝั่งขวามือคือหน่อไม้ฝรั่งที่นำไปผัดกับดาชิปลาช่อนไทย, สาเก และมิริน ทอปด้านบนด้วยบีทรูทดองรสเปรี้ยวนิดๆเพื่อดึงความหวานจากพูเรเเละเนื้อปลาให้เด่นชัดมากยิ่งขึ้น ก่อนเสิร์ฟเชฟจะโรยบัควีทลงไปเพื่อเพิ่มความกรอบให้กับจาน (13/20)
NEST
Chicken w/ Organic Onzen Egg, Crispy Rice Vermicelli & Truffle Sense
ถัดมาคือ Signature Menu ของร้าน Cuisine de Garden โดยเป็นจานที่ไม่เคยถูกถอดออกจากรายการเมนูเลยและเป็นจานเดียวที่นำเสิร์ฟเหมือนกันทั้งที่สาขากรุงเทพเเละเชียงใหม่ นั่นก็คือ “รังนก” โดยส่วนประกอบด้านบนคือไข่ออนเซ็นที่ได้จากการนำไข่ไก่ไปเข้าเครื่องซูวีที่อุณหภูมิ 63.5 องศสเซลเซียสเป็นระยะเวลา 45 นาที ตรงกลางคือรังนกที่ทำมาจากเส้นหมี่ข้าวสวยนำไปทอดจนกรอบเพิ่มเนื้อสัมผัสให้กับจาน ด้านล่างคืออกได่ฉีกที่เชฟนำไปผัดกับเห็ดชิทาเกะ เห็ดพอชินี่ และน้ำมันเห็นทรัฟเฟิล (13/20)
NEST
Chicken w/ Organic Onzen Egg, Crispy Rice Vermicelli & Truffle Sense
ไข่ไก่ออนเซ็นทำออกมาได้ดีมากๆ นุ่ม ไม่เละ เเต่ไม่สุกจนเกินไป เส้นหมี่ข้าวสวยทอดมาได้กรอบพอดีช่วยเพิ่มเนื้อสัมผัสให้กับจาน อกไก่ด้านล่างนุ่ม หอมกลิ่นน้ำมันเห็ดทรัฟเฟิลพอประมาณ แม้กาลเวลาจะผ่านไปนานหลายปีจน NEST ในคอร์สนี้อาจไม่ใช่จานที่รสชาติดีที่สุดในมื้อ แต่ภาพจำของรังนกยังคงความเป็น Symbolic และเเสดงถึงตัวตนของร้าน Cuisine de Garden ได้อย่างดีไม่มีเปลี่ยนแปลง (13/20)
BAMBOO
Grilled Pork Collar w/ Seasonal Mushroom, Bamboo Shoot, Koji Sauce, Black Jasmine Rice & Barley Risotto
มาถึงเมนคอร์สคือ “ไม้ไผ่” ที่ลูกค้าสามารถเลือกได้ว่าจะทานเป็นสันคอหมูหรือเนื้อวากิว สำหรับหมูทางร้านเลือกใช้ส่วนสันคอหมูคัดพิเศษจากฟาร์มของพนักงานเก่าของทางร้านซึ่งไปเปิดฟาร์มที่จังหวัดราชบุรี เชฟนำไปหมักกับโคจิก่อน จากนั้นจึงนำไปซูวีนานราวๆ 2 ชั่วโมงจนสุก จบด้วยการย่างบนเตาถ่านเพียงชั่วครู่เพื่อให้มีกลิ่นหอมและสีที่สวยงาม ด้านบนราดด้วยซอสดาชิสไตล์ญี่ปุ่น ยังมีผักเเพวซึ่งมีเนื้อสัมผัสเเละกลิ่นที่เป็นเอกลักษณ์ ด้านล่างเป็นเห็ดชิเมจิที่เชฟเเนนนำไปผัดกับหน่อไม้ดองให้เนื้อสัมผัสที่เเตกต่างไปจากเนื้อหมู อร่อยใช้ได้เลยทีเดียว (13/20)
BAMBOO
Grilled Pork Collar w/ Seasonal Mushroom, Bamboo Shoot, Koji Sauce, Black Jasmine Rice & Barley Risotto
ข้างกันคือข้าวหอมมะลินิลที่เชฟนำไปผัดกับข้าวบาเลย์จนออกมามีเนื้อสัมผัสคล้ายรีซอตโต้แบบอิตาเลียนคือมีความกรุบนิดๆ นอกจากนี้เชฟยังเติมซุปดาชิสไตล์ญี่ปุ่นเเละพาเมซานชีสเข้าไปด้วยเพื่อเป็นตัวเชื่อมรสชาติของข้าวสองชนิด อร่อยมากๆ (13/20)
BAMBOO
Grilled Iwate Wagyu Beef w/ Seasonal Mushroom, Bamboo Shoot, Koji Sauce, Black Jasmine Rice & Barley Risotto (Additional 400++ THB)
สำหรับใครที่เลือกคอร์สเนื้อจะมีค่าใช้จ่ายเพิ่ม 400 บาทต่อคน (ใครไปทานหลายคนสามารถเลือกไม่เหมือนกันได้) โดยเชฟแนนเลือกใช้เนื้อลูกครึ่งวากิวแองกัส Marbling scores ระดับ Hokkaido F1 จากเมืองอิวาเตะ ประเทศญี่ปุ่นซึ่งมีเนื้อสัมผัสนุ่มดีมากๆ เเม้จะไม่ได้นุ่มละลายในปากเหมือนเนื้อวัววากิวเเท้ๆเเต่ทานเข้าไปแล้วยังคงมีเอกลักษณ์และไม่ทิ้งความเป็นเนื้อวัว ทั้งยังมีกลิ่นของเนื้อจากความเป็นลูกครึ่งแองกัสนิดๆ ด้านบนราดด้วยซอส Beef jus เข้มข้นที่ทำมาจากไขกระดูกวัว ยังมีผักแพวและเห็ดชิเมจิที่เชฟเเนนนำไปผัดกับหน่อไม้ดองเช่นเดียวกับเนื้อหมูอีกด้วย (14/20)
BAMBOO
Grilled Iwate Wagyu Beef w/ Seasonal Mushroom, Bamboo Shoot, Koji Sauce, Black Jasmine Rice & Barley Risotto (Additional 400++ THB)
สำหรับข้าวในคอร์สเนื้อจะเเตกต่างไปจากคอร์สหมูเล็กน้อยโดยเชฟได้นำข้าวหอมมะลินิลไปผัดกับข้าวบาเลย์เช่นกัน เเต่เชฟเปลี่ยนมาเติมน้ำมันเนื้อและพาเมซานชีสลงไปแทนเพื่อให้ได้รสชาติความเป็นเนื้อที่เข้มข้นกว่าเดิม (14/20)
GRANITA
Somza Granita w/ Fetta Cheese & Pomelo
คั่นกลางก่อนเข้าสู่อาหารหวานด้วย Pre-dessert อย่าง “กรานิต้าส้มซ่า” รสชาติเปรี้ยว ด้านบนโรยด้วยเฟต้าชีสเเละส้มโอให้รสชาติหวานตัดกับความเปรี้ยวของกรานิต้า ดอกไม้ทานได้ด้านบนคือดอกเล็บมือนางช่วยตกเเต่งจานให้ดูมีสีสันน่าทานมากยิ่งขึ้น (14/20)
A PIECE OF BREAD
Brioche bun w/ Bael Fruit Ice Cream, Hazelnut Praline & Roselle Sauce
สำหรับขนมหวานวันนี้เชฟเลือกนำเสิร์ฟเป็น “อะพีซออฟเบรด (a.piece.of.bread)” ขนมปังแบรนด์ใหม่ที่เชฟสร้างขึ้นมาขายในช่วงปิดร้านจากสถานการณ์ปัจจุบันโดยในคอร์สนี้เชฟตั้งใจเลียนแบบมาจากเบอร์เกอร์เเต่เปลี่ยนองค์ประกอบต่างๆเพื่อทำให้เป็นของหวาน เริ่มจากขนมปังที่ใช้ประกบดูคล้ายเบอร์เกอร์คือ Housemade brioche bun ที่ทางร้านใช้เวลาทำถึง 2 วัน ไส้ด้านในคือไอศกรีมมะตูม แผ่นตรงกลางที่เลียนเเบบมาจากเบคอนคือฮาเซลนัทพราลีนทำมาจาก Burnt caramel มีรสชาติติดขมนิดๆเพื่อตัดความหวานของไอศกรีม ด้านบนโรยด้วยงาขาว ขวดซอสด้านข้างเลียนเเบบมาจากซอสมะเขือเทศเเต่เชฟเปลี่ยนมาใช้เป็นซอสกระเจี๊ยบเพื่อให้รสเปรี้ยวเเทน
ขนมปังนุ่ม ฟู หอม ไอศกรีมมะนูมให้รสหวานเป็นเอกลักษณ์ ตัดด้วยความเปรี้ยวที่ลูกค้าเลือกเองได้จากการหยอดน้ำกระเจี๊ยบลงไป แผ่นคาราเมลไหม้ตรงกลางทำมาแอบแข็งไปเล็กน้อย โดยรวมถือว่าทำออกมาได้น่ารักดี อย่างไรก็ตามากรเสิร์ฟขนมปังปิดท้ายเป็นของหวานอาจดูหนักไปสำหรับเพื่อนๆบางคน (12/20)
STONE
House Made Chocolate w/ Seasonal Fruits Filled
สุดท้ายคือขนมที่เทียบเคียงได้กับ Petit Four ของทางร้านเป็น “ก้อนหิน” เชฟตั้งใจให้เราเลือกทานให้ถูกชิ้น ด้านในมีไส้สับปะรดพริกเกลือและมะขาม ปิดท้ายอาหารมื้อนี้ได้อย่างสมบูรณ์ (13/20)
10 Course Tasting Menu (1,950++/p)
ทางร้านนำเสนออาหารในรูปแบบ 10 Course Tasting Menu และตั้งราคาเอาไว้ที่ 1,950 บาท++ ต่อคนซึ่งจะหมุนเวียนเปลี่ยนกันไปตามฤดูกาล
เชฟแนน ลีลาวัฒน์ มั่นคงติพันธ์ แต่เดิมเป็น Self-taught chef มากพรสวรรค์ที่ประสบความสำเร็จจากการศึกษาเทคนิคการทำอาหารด้วยตัวเอง ทั้งยังเคยผ่านเวทีการแข่งขันทำอาหารระดับประเทศในรายการ Iron chef Thailand มาเเล้ว
ไฮไลท์ที่ดึงดูดสายตาของทุกคนตั้งเเต่ที่ก้าวเข้ามาในร้านคือส่วนของบาร์สำหรับชงเครื่องดื่มที่ประดับด้วยเเสงไฟสีเหลืองอ่อนมองดูคล้ายหิ่งห้อยที่ล่องลอยอยู่ในความมืด โรเเมนติคสุดๆ
ภายในร้านออกแบบโดยหนึ่งในหุ้นส่วนของร้าน คุณม่อน สรกิจ กิจเจริญโรจน์ ด้วยความที่มีอาชีพเป็นสถาปนิกอยู่เดิมทำให้การออกแบบร้านสาขากรุงเทพเป็นไปอย่างราบรื่นสังเกตได้จากการเลือกใช้พื้นไม้ตัดกันกับเฟอร์นิเจอร์ทั้งโต๊ะเเละเก้าอี้สีดำ
ภายในมีต้นไม้ตั้งสูงจากพื้นทะลุขึ้นไปถึงบริเวณชั้นสองและชั้นสาม บางต้นยังมีนกกระดาษสีแดงโบยบินอยู่รอบๆ เราชอบที่ทางร้านเลือกนำพื้นบางส่วนออกแล้วโรยกรวดสีดำทับลงไปเพื่อให้ดูเสมือนพื้นดินธรรมชาติจริงๆ
จุดเด่นของอาหารที่ Cuisine de Garden คือรูปแบบการนำเสนอที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวสูงมากๆชนิดที่ว่าบางจานดูเเล้วก็รู้ได้เลยว่ามี Signature ของเชฟปนมาด้วย รสชาติอาหารโดยรวมอยู่ในเกณฑ์ดีกว่ามาตรฐาน ทั้งยังผสมผสานเทคนิคแบบตะวันตกกับวัตถุดิบไทยๆได้อย่างลงตัว ราคาที่ตั้งไว้ถือว่าคุ้มค่าเทียบกับอาหารจำนวน 10 คอร์ส ถือเป็นร้านอาหารที่เหมาะมากๆสำหรับการพาเเฟนหรือคนรักมาเดทในค่ำคืนสุดวิเศษ