หน้าแรก » 🇹🇭 Sushi Masato – ซูชิ มาซาโตะ
Visit: February 21, 2021
🇹🇭 Sushi Masato - ซูชิ มาซาโตะ
เชฟ Masato Shimizu
3/22 Soi Sawasdee 1, Sukhumvit 31, Khlongtoei Nua, Wattana, Bangkok 10110
Tel: 02-040-0015, 097-234-1370
Cuisine
🍴 Sushi - ซูชิ
Country
Thailand
MICHELIN Guide
1 MICHELIN Star
Score
15/20
Price
[Intro] รีวิวฉบับนี้เป็นคิวของร้านซูชิระดับ 1 Michelin Star น้องใหม่ประจำ Michelin Guide Bangkok ปี 2021 ทั้งยังเป็นหนึ่งในร้านซูชิชั้นนำที่ขึ้นชื่อว่าจองยากที่สุดในกรุงเทพ นั่นก็คือ Sushi Masato ของเชฟมากประสบการณ์อย่างคุณ Masato Shimizu นั่นเอง
[The Place] Sushi Masato ตั้งอยู่ในตรอกเล็ก ๆ ของซอยสุขุมวิท 31 ลูกค้าสามารถนั่งรถไฟฟ้า BTS มาลงที่สถานีพร้อมพงษ์หรืออโศก ส่วนใครที่ขับรถมาแนะนำให้จอดรถที่ RSU Building ซึ่งตั้งอยู่ที่ปากซอย ตัวร้านมองจากภายนอกจะเห็นเป็นประตูไม้พร้อมป้ายสีน้ำตาลเข้มสลักชื่อร้านเป็นภาษาญี่ปุ่น ด้านในมีเคาน์เตอร์รูป L shape ทำจากไม้ Hinoki เช่นเดียวกับร้านซูชิทั่วไปในประเทศญี่ปุ่น ลูกค้าที่เลือกนั่งจุดนี้สามารถชมเชฟ Masato และทีมจัดเตรียมวัตถุดิบและปั้นซูชิได้เกือบทุกขั้นตอน ข้างกันเป็นส่วนของห้องครัวสำหรับจัดเตรียมวัตถุดิบ ด้านหลังเป็นที่นั่งแบบโต๊ะซึ่งดูจะสะดวกสบายกว่าสำหรับผู้สูงอายุโดยจะมีพนักงานนำซูชิไปเสิร์ฟให้ถึงโต๊ะทันทีที่เชฟปั้นเสร็จ ส่วนชั้นสามเป็นที่นั่งแบบเคาน์เตอร์ซึ่งรับผิดชอบโดยเชฟผู้ช่วยคนสำคัญ Satohiro Kurokawa
[The Chef] Masato Shimizu เป็นคนญี่ปุ่นโดยกำเนิด หลังจากฝึกฝีมืออยู่กับเชฟ Rikio Kugo ที่ร้าน Sukeroku ในกรุงโตเกียวได้ 7 ปี เชฟ Masato ตัดสินใจย้ายไปแสวงหาความท้าทายใหม่ ๆ ที่กรุง New York ประเทศสหรัฐอเมริกาโดยรับตำแหน่ง Head Chef ให้กับร้าน Jewel Bako นาน 4 ปี ทั้งยังสร้างประวัติศาสตร์คว้ารางวัล
1 Michelin Star มาครองได้สำเร็จ ต่อมาเชฟได้ย้ายมาเปิดร้าน 15 East ร่วมกันกับ Chef Marco Moreira และสามารถคว้า
1 Michelin Star มาครองได้อีกครั้งพ่วงด้วยรางวัล New York Rising Star ในปี 2007 อีกด้วย อย่างไรก็ตามเชฟ Masato และภรรยาลูกครึ่งไทย-ญี่ปุ่นได้ตัดสินใจย้ายมาเปิดร้านใหม่ที่กรุงเทพในปี 2017 โดยตั้งชื่อร้านตามชื่อตัวเองว่า Sushi Masato
[The Food] ขั้นตอนการจองต้องทำรายการผ่านเวปไซต์ในเวลาเที่ยงคืนของวันที่ 15 ของแต่ละเดือน (คืนของวันที่ 14 ต่อ 15) เพื่อเข้ามาทานจริงเดือนถัดไปพร้อมชำระค่าอาหารทันที ลูกค้าสามารถเลือกทานเป็นมื้อกลางวันรอบ 12.00 หรือมื้อกลางคืนรอบ 17.00 และ 19.00 ถัดมาคือการเลือกที่นั่งซึ่งแน่นอนว่าบริเวณ 1st Floor Counter ซึ่งให้บริการโดยเชฟ Masato Shimisu มักถูกจองเต็มภายใน 10-20 นาทีแรก ส่วนที่นั่งแบบ 1st Floor Table ซึ่งเป็นโต๊ะ 2 ตัวหลังเคาเตอร์อาจยังพอเหลือให้จองอยู่บ้าง สุดท้ายคือที่นั่ง 3rd Floor Counter ซึ่งให้บริการโดยเชฟ Satohiro Kurokawa สามารถจองได้เรื่อย ๆ ไม่ต้องรีบมากนัก ทางร้านนำเสนอเมนูในรูปแบบ Omakase เท่านั้นโดยมีให้เลือก 3 อย่างคือ Lunch และ Standard ที่ราคา 4,000++ ต่อคน หรือ Premium ที่ราคา 6,000++ ต่อคน โดยราคานี้รวมน้ำชาเขียวเติมเพิ่มได้เรื่อย ๆ ตลอดมื้อ สำหรับเซ็ต Premium จะมีวัตถุดิบราคาสูงอย่าง Snow crab, King crab, Japanese abalone, Sashimi และ Uni บางชนิดเพิ่มเติมขึ้นมา อย่างไรก็ตาม Sushi Masato มีเมนูที่เราประทับใจมากจนหาร้านอื่นเทียบเคียงได้ยากอยู่ 3-4 อย่างคือ
อาหารเรียกน้ำย่อยที่ดีที่สุดของค่ำคืนนี้เป็นการจับคู่ของวัตถุดิบระดับโลกอย่างอังกิโมะหรือตับปลา Monkfish และอิกะหรือหมึกญี่ปุ่นนั่นเอง เชฟแล่ปลาหมึกออกเป็นชิ้น ๆ จะพบว่าด้านในถูกยัดไส้ด้วยอังกิโมะเอาไว้แล้ว เนื้อสัมผัสของหมึกนุ่ม หนึบ แต่ไม่มีความเหนียวแม้แต่น้อย ในทางกลับกันตับปลามีความครีมมี่ ละมุนจนแทบจะละลายในปาก น้ำซอสมีรสชาติหวานเค็มกลมกล่อมช่วยดับกลิ่นเฉพาะตัวของตับปลาที่มีน้อยอยู่แล้วไม่ให้โดดออกมา เราชอบที่เชฟขูดผิวยูซูโรยลงไปเพื่อให้ได้กลิ่นและรสขมลึก ๆ ช่วยเพิ่มมิติทางรสชาติ สุดยอดมาก ๆ (17/20)
จานที่มีอยู่เฉพาะเซ้ตพรีเมี่ยมคือเนื้อปูและขาปู “มัตสึบะ” จากจังหวัด Hyogo ทางตะวันตกของกรุง Kyoto เชฟนำไปนึ่งจนสุก จากนั้นจึงเติมซอสมันปูลงไป ปิดท้ายด้วยการทอป Prunier caviar เอาไว้ที่ด้านบน เนื้อปูหิมะทำออกมาได้ดีมาก มีกลิ่นหอม มีรสหวานเด่นชัดเจนตัดกันกับความมันของซอสมันปูและรสชาติเค็มเบา ๆ ของคาเวียร์ ถือเป็นคอมบิเนชั่นที่ทำออกมาได้อย่างไร้ที่ติเลยทีเดียว (16/20)
นิงิริที่เราประทับใจมากที่สุดในวันนี้คือ “อะกามิ” หรือเนื้อปลาทูน่าส่วนไขมันน้อยนำเข้าจาก North Carolina ประเทศสหรัฐอเมริกาเพราะเชฟเล่าว่าช่วงฤดูนี้ปลาทูน่าที่ญี่ปุ่นยังไม่ตัวเลือกที่ดีที่สุด เมื่อได้ปลามาเชฟได้นำมาผ่านกระบวนการที่กำลังเป็นที่นิยมในบรรดาร้านร้านซูชิยุคใหม่คือการบ่มหรือ Aging เนื้อปลานานถึง 2 อาทิตย์จนเนื้อปลามีความนุ่ม มีรสชาติเข้มข้น มีกลิ่นหอมชัดเจน อร่อยจนเรายกให้เป็นหนึ่งในอะกามิที่ดีที่สุดในกรุงเทพเลยทีเดียว (16/20)
ปิดท้ายด้วยนิงิริที่เราตื่นเต้นทุกครั้งที่ได้มาทานที่ร้าน Sushi Masato คือ “อะนาโกะ” หรือปลาไหลทะเลตุ๋นมาในซอสรสหวานเค็มกลมกล่อม เนื้อสัมผัสของปลาไหลมีความนุ่มคล้ายสำลี ละมุนลิ้น หอมกลิ่นที่ได้จากการย่างถ่าน ไม่มีกลิ่นคาวใด ๆ ขอการันตีเลยว่าอะนาโกะที่นี่จัดว่าคุณภาพดีเป็นอันดับต้น ๆ ของร้านซูชิในกรุงเทพเลยก็ว่าได้ (16/20)
[Conclusion] เราขอแนะนำร้าน Sushi Masato สำหรับลูกค้าใหม่ที่อยากสัมผัสประสบการณ์ซูชิโอมากาเสะชั้นดีสักมื้อ ส่วนลูกค้าเก่าก็สามารถกลับมาลองได้เช่นกันเพราะซูชิมื้อนี้ของเราถือว่าน่าประทับใจมากกว่าเมื่อ 2 ปีก่อนอย่างชัดเจน เมนูเรียกน้ำย่อย ซูชิ รวมไปถึงของหวานทุกอย่างเต็มไปด้วยความเรียบง่ายและแฝงไปด้วยความละเมียดละไมสมกับมาตรฐานร้านซูชิระดับติดดาวมิชลิน ราคาค่อนข้างสูงแต่ก็ไม่หลุดจากเกณฑ์มาตรฐานร้านซูชิชั้นดีในกรุงเทพ พนักงานบริการดีและมีความรู้เกี่ยวกับปลาแต่ละชนิดและขั้นตอนการปรุงโดยละเอียด จากทุกองค์ประกอบเราสามารถพูดได้เต็มปากเต็มคำว่ามื้ออาหารที่ Sushi Masato ในวันนี้เหมาะสมกับรางวัล 1 ดาวมิชลินด้วยประการทั้งปวง
Price :
4,000-6,000 ++ THB/p
Parking :
จอดรถที่ RSU Tower ปากซอย มีค่าจอดรถชั่วโมงละ 40 บาท (สามารถซื้อของเล็ก ๆ น้อย ๆ จากร้านในอาคารแลกกับค่าจอดรถได้ 2 ชั่วโมง)
Operating Time :
Lunch 12.00, Dinner 17.00 และ 19.00 ปิดวันจันทร์
Dress Code :
Smart Casual
Score
👍 เชฟมาซาโตะยังคงรักษามาตรฐานการเสิร์ฟซูชิชั้นสูงออกมาได้อย่างไร้ที่ติสมกับเป็นหนึ่งในร้านซูชิที่ดีที่สุดในประเทศไทย
อาหาร :
15
ราคา :
เทคนิค :
อัตลักษณ์ :
บรรยากาศ :
บริการ :
ไวน์ :
Map
📃 Premium Omakase (6,500++ THB/p)
Sashimi & Appetizer
Shima ebi
Tai
Ika ankimo
Tachiuo
Tako
Awabi
Bafun Uni
Matsuba gani
Amaou ichiko
Nigiri Sushi
Ika
Kawahagi
Iwashi
Nodoguro
Akami
Otoro
Hotaru ika
Torigai
Kuruma ebi
Miso Soup
Murazaki uni
Anago
Desserts
Tamago
Honey hojicha ice cream
Mineoka tofu
Sushi Masato – ซูชิ มาซาโตะ
1 Michelin Star – 1 ดาวมิชลิน
Sushi – ซูชิ
รีวิวฉบับนี้เป็นคิวของร้านซูชิระดับ 1 Michelin Star น้องใหม่ประจำ Michelin Guide Bangkok ปี 2021 ทั้งยังเป็นหนึ่งในร้านซูชิชั้นนำที่ขึ้นชื่อว่าจองยากที่สุดในกรุงเทพ นั่นก็คือ Sushi Masato ของเชฟมากประสบการณ์อย่างคุณ Masato Shimizu นั่นเอง
Masato Shimizu เป็นคนญี่ปุ่นโดยกำเนิด หลังจากฝึกฝีมืออยู่กับเชฟ Rikio Kugo ที่ร้าน Sukeroku ในกรุงโตเกียวได้ 7 ปี เชฟ Masato ตัดสินใจย้ายไปแสวงหาความท้าทายใหม่ ๆ ที่กรุง New York ประเทศสหรัฐอเมริกาโดยรับตำแหน่ง Head Chef ให้กับร้าน Jewel Bako นาน 4 ปี ทั้งยังสร้างประวัติศาสตร์คว้ารางวัล
1 Michelin Star มาครองได้สำเร็จ ต่อมาเชฟได้ย้ายมาเปิดร้าน 15 East ร่วมกันกับ Chef Marco Moreira และสามารถคว้า
1 Michelin Star มาครองได้อีกครั้งพ่วงด้วยรางวัล New York Rising Star ในปี 2007 อีกด้วย
เริ่มต้นคอร์สด้วย “ซาชิมิ” สองอย่างเสิร์ฟมาพร้อมกันคือกุ้งชิมะเอบิและปลาไท่
Shima ebi
“ชิมะเอบิ” เป็นกุ้ง Grey Prawn จากทะเลลึกประเทศญี่ปุ่น เนื้อกุ้งมีเอกลักษณ์อยู่ที่รสชาติหวานโดดเด่น รวมไปถึงความหนึบ นุ่ม ไร้ซึ่งกลิ่นคาว แสดงถึงความสดของวัตถุดิบที่เชฟมาซาโตะคัดสรรค์มาเป็นอย่างดี ไม่เพียงเท่านั้นเพราะเชฟได้ใส่ดอกชิโสะทอปลงไปด้านบนช่วยเพิ่มความหอมที่สามารถสัมผัสได้อย่างชัดเจนทันทีที่ตักเข้าปากอีกด้วย แนะนำให้ทานกับซีอิ๊วรสเลิศเพื่อทดแทนรสชาติของเนื้อกุ้ง (15/20)
Tai
ถัดมาคือ “ปลาไท่” หรือ Red Snapper จากทะเลฝั่งญี่ปุ่น ด้วยความที่เป็นปลาเนื้อขาวความโดดเด่นจึงไม่ได้อยู่ที่รสชาติและกลิ่นแต่เป็นเนื้อสัมผัสนุ่ม หนึบ และด้วยความที่เป็นปลา Wild caught จับจากทะเลจึงทำให้เนื้อสัมผัสของปลาไท่ที่นี่อตกต่างจากร้านซูชิทั่วไปอย่างชัดเจน เชฟมาซาโตะการันตีความสดของปลาสังเกตได้จากการที่ไม่มีกลิ่นคาวมารบกวนแม้แต่น้อย แนะนำให้จิ้มหรือโรยชิโอะหรือเกลือญี่ปุ่นลงไปบ้างเพื่อเสริมรสชาติของเนื้อปลา (เมล็ดเกลือค่อนข้างละเอียดมากจึงไม่รบกวนเนื้อผัสอันดีงามของปลาแม้แต่น้อย) (14/20)
Ika ankimo
อาหารเรียกน้ำย่อยที่ดีที่สุดของค่ำคืนนี้เป็นการจับคู่ของวัตถุดิบระดับโลกอย่างอังกิโมะหรือตับปลา Monkfish และอิกะหรือหมึกญี่ปุ่นนั่นเอง (17/20)
Ika ankimo
อาหารเรียกน้ำย่อยที่ดีที่สุดของค่ำคืนนี้เป็นการจับคู่ของวัตถุดิบระดับโลกอย่างอังกิโมะหรือตับปลา Monkfish และอิกะหรือหมึกญี่ปุ่นนั่นเอง เชฟแล่ปลาหมึกออกเป็นชิ้น ๆ จะพบว่าด้านในถูกยัดไส้ด้วยอังกิโมะเอาไว้แล้ว เนื้อสัมผัสของหมึกนุ่ม หนึบ แต่ไม่มีความเหนียวแม้แต่น้อย ในทางกลับกันตับปลามีความครีมมี่ ละมุนจนแทบจะละลายในปาก น้ำซอสมีรสชาติหวานเค็มกลมกล่อมช่วยดับกลิ่นเฉพาะตัวของตับปลาที่มีน้อยอยู่แล้วไม่ให้โดดออกมา เราชอบที่เชฟขูดผิวยูซูโรยลงไปเพื่อให้ได้กลิ่นและรสขมลึก ๆ ช่วยเพิ่มมิติทางรสชาติ สุดยอดมาก ๆ (17/20)
Takuwan
จุดเล็ก ๆ ที่ไม่อยากให้มองข้ามคือ “ทาคูวาน” หรือหัวไชเท้าดอง ซึ่งมีความกรอบ รสชาติหวานอมเปรี้ยวพอเหมาะ กระทั่งคนไม่ชอบของดองก็ยังทานได้อร่อย
Tachiuo
จานนี้คือ “ทาชิอูโอ” หรือ Silver beltfish หรือปลาดาบเงินญี่ปุ่น เชฟนำไปย่างจนสุกได้ที่ เนื้อสัมผัสหากนึกไม่ออกคล้ายปลาสำลีบ้านเราแต่มีความนุ่มและความละเอียดของเส้นกล้ามเนื้อมากกว่า มีกลิ่นหอม เสิร์ฟมาร้อน ๆ เลย เชฟโรย Karazumi หรือไข่ปลากระบอกแห้งลงไปเพื่อเพิ่มความมันเล็กน้อย (15/20)
สำหรับคอร์ส Premium ลูกค้าจะได้ลองชิมวัตถุดิบชั้นเลิศแห่งประเทศญี่ปุ่นอย่างทาโกะและอะวาบิ เสิร์ฟมาในจานพร้อมถ้วยซอสตับหอยข้าง ๆ กัน
Tako
เริ่มจากวัตถุดิบพรีเมี่ยมอย่าง “ทาโกะ” หรือหนวดหมึกยักษ์นำเข้าจากประเทศญี่ปุ่น เชฟนำไปหมักในน้ำซีอิ๊วก่อนที่จะมาแล่เสิร์ฟต่อหน้าลูกค้า (13/20)
Tako
ทาโกะถูกแล่มาเป็นชิ้นขนาดพอดีคำ เนื้อสัมผัสนุ่ม แต่ยังมีความหนึบมากไปนิด (แต่ไม่ถึงกับเหนียว) มีรสเค็มจากชิโอะหรือเกลือญี่ปุ่น พอเคี้ยว ๆ ไปจะได้ความอร่อยจากน้ำซีอิ๊ว โดยรวมถือเป็นทำออกมาได้ดีตามมาตรฐาน แต่ยังไม่ถึงกับเป็นจานเด็ด (13/20)
Awabi
อีกอย่างหนึ่งคือ “อะวาบิ” หรือหอยเป่าฮื้อญี่ปุ่นตัวโต เชฟแล่เป็นชิ้น ๆ แล้วแบ่งให้ลูกค้าแต่ละโต๊ะเท่า ๆ กัน (15/20)
Awabi
เนื้อสัมผัสของหอยเป่าฮื้อมีความหนึบ นุ่ม มีกลิ่นเฉพาะตัว ก่อนทานให้จิ้มเนื้อหอยกับซอสตับหอยที่มีความครีมมี่ อร่อยไม่เบาเลยทีเดียว (15/20)
Uni
ในค่ำคืนนี้เราจะได้ทานอูนิทั้งหมด 2 แบบคือ Bafun และ Murazaki ทั้งคู่เป็นแบบ Unpreserved และถูกคัดมาเป็นอย่างดี
Bafun uni
เริ่มต้นด้วย “บาฟุน อูนิ” ไข่หอยเม่นชั้นดีแช่มาในน้ำทะเล มีจุดเด่นอยู่ที่ความเข้มข้นและรสชาติหวานเด่นกว่ามุราซากิอูนิจึงเหมาะกับการทานแบบสด ๆ ทั้งอร่อยและสดชื่นมาก ๆ (15/20)
Matsuba gani
ถัดมาคือเนื้อปูและขาปู “มัตสึบะ” จากจังหวัด Hyogo ทางตะวันตกของกรุง Kyoto เชฟนำไปนึ่งจนสุกแล้วนำมาแสดงให้ดูก่อน (16/20)
Matsuba gani
จากนั้นจึงเติมซอสมันปูลงไป (16/20)
Matsuba gani
ปิดท้ายด้วยการทอป Prunier caviar เอาไว้ที่ด้านบน (16/20)
Matsuba gani
เนื้อปูหิมะทำออกมาได้ดีมาก มีกลิ่นหอม มีรสหวานเด่นชัดเจนตัดกันกับความมันของซอสมันปูและรสชาติเค็มเบา ๆ ของคาเวียร์ ถือเป็นคอมบิเนชั่นที่ทำออกมาได้อย่างไร้ที่ติ (16/20)
เมื่อถึงเวลาเข้าสู่คอร์สนิงิริเซูชิเชฟจะหยิบกล่องที่ปลาที่แล่เตรียมเอาไว้มาวางบนโต๊ะ
Amaou ichiko
ก่อนจบอาหารเรียกน้ำย่อยและเข้าสู่นิงิริซูชิพนักงานจะนำเสิร์ฟ “สตรอว์เบอร์รี่อะมาโอว” จากจังหวัดฟุกุโอกะ
Amaou ichiko
สตรอว์เบอร์รี่ชิ้นโต เนื้อแน่น หวาน ทานสตรอว์เบอร์รี่เสร็จให้ต่อด้วยการดื่มม็อกเทลล์ที่ได้จากการผสมน้ำว่านหางจระเข้และพีชเข้าด้วยกัน สดชื่นมาก ๆ (14/20)
Gari
เชฟเสิร์ฟขิงดองให้ทานสลับกับซูชิ
Ika
เริ่มต้นนิงิริซูชิคำแรกด้วย “อิกะ” หรือปลาหมึกนำเข้าจากประเทศญี่ปุ่น ก่อนเสิร์ฟเชฟโรยเกลือนิด ๆ ปิดท้ายด้วยการบีบ Sudashi ลงไปเพื่อเพิ่มรสเปรี้ยวให้เสริมกันกับรสเค็มของเกลือชั้นดีและกลิ่นเฉพาะตัวของวาซาบิ เนื้อสัมผัสของหมึกมีความหนึบแต่ไม่แข็งและไม่เหนียว ถือว่าดีงามตามมาตรฐานร้านซูชิชั้นนำ (14/20)
Kawahagi
“คะวาฮากิ” หรือปลาหน้าวัวเป็นปลาเนื้อขาวที่มีจุดเด่นอยู่ที่ความหนึบของเนื้อปลา ด้านบนทอปด้วยซอสตับปลาชนิดเดียวกันช่วยเพิ่มความมันและความครีมมี่แต่กลับไม่มีกลิ่นคาวใด ๆ (15/20)
Iwashi
“อิวาชิ” เป้นปลาซาดีนขนาดเล็กในน่านน้ำทะเลญี่ปุ่น มีรสชาติเข้มข้นขึ้นมากจากนิงิริคำก่อนหน้านี้ ด้านบนทอปด้วย Neji หรือหอมญี่ปุ่นซอยแล้วบดจนละเอียดให้รสชาติเผ็ดนิด ๆ และกลิ่นเฉพาะตัวเข้ากันกับกลิ่นของปลาซาดีนได้อย่างดี (15/20)
Nodoguro
“โนโดกุโระ” หรือปลาคอดำเป็นหนึ่งในปลาญี่ปุ่นที่เราชอบมาเป็นการส่วนตัว เชฟแล่ออกมาเป็นชิ้นแล้วทำไปย่างถ่านจนสุกระดับมีเดียมแรร์ มีความนุ่มแต่ไม่ทิ้งความหนึบ มีกลิ่นหอมชัดเจน ด้วยความที่มีอัตราส่วนไขมันค่อนข้างมากทำให้ทานแล้วมีความมันตัดด้วยรสเปรี้ยวจาก Sudashi ที่เชฟบีบลงไปก่อนเสิร์ฟช่วยเบรคไม่ให้เกิดความเลี่ยนขึ้นมา สุดยอดมาก ๆ (15/20)
Akami
นิงิริที่เราประทับใจมากที่สุดในวันนี้คือ “อะกามิ” หรือเนื้อปลาทูน่าส่วนไขมันน้อยนำเข้าจาก North Carolina ประเทศสหรัฐอเมริกาเพราะเชฟเล่าว่าช่วงฤดูนี้ปลาทูน่าที่ญี่ปุ่นยังไม่ตัวเลือกที่ดีที่สุด เมื่อได้ปลามาเชฟได้นำมาผ่านกระบวนการที่กำลังเป็นที่นิยมในบรรดาร้านร้านซูชิยุคใหม่คือการบ่มหรือ Aging เนื้อปลานานถึง 2 อาทิตย์จนเนื้อปลามีความนุ่ม มีรสชาติเข้มข้น มีกลิ่นหอมชัดเจน อร่อยจนเรายกให้เป็นหนึ่งในอะกามิที่ดีที่สุดในกรุงเทพเลยทีเดียว (16/20)
Otoro
ตามมาด้วย “โอโทโร่” หรือท้องปลาทูน่าส่วนที่มีไขมันมาก ด้วยขนาดปลาที่ค่อนข้างใหญ่ทำให้เชฟเลือกที่จะแล่ในแนวที่ต่างออกไปจากปกติ ทานแล้วมีระดับความมันที่พอเหมาะ โดยรวมจัดว่าดีงามตามมาตรฐานร้านซูชิระดับ 1 ดาวมิชลิน (15/20)
Hotaru ika
“โฮตารุ อิกะ” หมึกหิ่งห้อยเรืองแสง ของดีขึ้นชื่อจากทะเลตอนเหนือของประเทศญี่ปุ่น เชฟเสียบไม้ย่างมาสุกได้ระดับพอดี เคี้ยวหนึบ ไม่เหนียว นอกจากนี้ยังได้บดเครื่องในของหมึกยัดเอาไว้ตรงกลางให้ความมันและครีมมี่ทั้งยังมีกลิ่นหอมชวนทานสุด ๆ (15/20)
Torigai
“โทริไก” หรือหอยแครงญี่ปุ่นเป็นหอยที่มีขนาดตัวใหญ่กว่าหอยแครงของไทยเราค่อนข้างมาก เชฟนำเข้ามาแบบเป็น ๆ และเริ่มจัดการวัตถุดิบช่วงเวลาก่อนนำเสิร์ฟนี่เอง (14/20)
Torigai
ไฮไลท์ของการเสิร์ฟของแครงคือการที่เชฟวางหอยมาบนข้าวแล้วเนื้อของหอยยังมีการหดรัดตัวขยับได้เล็กน้อย ด้านบนทาด้วยซอสสูตรพิเศษ หยิบเข้าปากแล้วเคี้ยวจะสัมผัสได้ถึงความกรึบ กรอบ และหนึบ มีกลิ่นเฉพาะตัวอยู่บ้างตามประสาหอยแครงแต่ไม่เด่นจนเกินไป (14/20)
Kuruma ebi
ถัดมาคือ “คุรุมะเอบิ” หรือกุ้งลายเสือญี่ปุ่นนั่นเอง เชฟนำเข้ามาจากญี่ปุ่นแบบเป็น ๆ ยังคงดิ้นไปดิ้นมาอยู่เลย (14/20)
Kuruma ebi
เชฟนำไปต้มในน้ำเดือดนาน 1 นาทีเพื่อให้ได้ความสุกแบบกึ่งสุกกึ่งดิบ ด้วยขนาดตัวที่ค่อนข้างโตทำให้เวลาทานค่อนข้างเต็มปากเต็มคำ เนื้อสัมผัสแน่นตามประสากุ้งลายเสือ รสชาติอมหวานนิด ๆ แต่จะไม่โดดเด่นมากเท่าชิมะเอบิ (14/20)
Miso Soup
จากนั้นพนักงานจะนำเสิร์ฟ “ซุปมิโซ” รสดีช่วยล้างรสชาติของซอสต่างๆเพื่อเตรียมเข้าสู่คำถัดไป (12/20)
Murazaki uni
อย่างที่บอกไปตั้งแต่ต้นว่าวันนี้เราจะได้ทานอูนิสองอย่าง “มุราซากิ อูนิ” เป็นอูนิอย่างที่สองที่เราจะได้ทาน ด้วยความที่มีความนุ่มและความครีมมี่มากกว่าบาฟุนอูนิเชฟจึงเลือกเสิร์ฟมาเป็น Gunkan sushi โดยมีอัตราส่วนของข้าวต่ออูนิที่ดี สาหร่ายที่ห่อมาช่วยเพิ่มเนื้อสัมผัสความกรอบและไม่หนาจนเกินไปทำให้เราสามารถสัมผัสความละมุนของอูนิได้อย่างเต็มปากเต็มคำ (15/20)
Anago
ปิดท้ายด้วยนิงิริที่เราตื่นเต้นทุกครั้งที่ได้มาทานที่ร้าน Sushi Masato คือ “อะนาโกะ” หรือปลาไหลทะเลตุ๋นมาในซอสรสหวานเค็มกลมกล่อม เนื้อสัมผัสของปลาไหลมีความนุ่มคล้ายสำลี ละมุนลิ้น หอมกลิ่นที่ได้จากการย่างถ่าน ไม่มีกลิ่นคาวใด ๆ ขอการันตีเลยว่าอะนาโกะที่นี่จัดว่าคุณภาพดีเป็นอันดับต้น ๆ ของร้านซูชิในกรุงเทพเลยก็ว่าได้ (16/20)
Tamago
ไข่หวานที่นี่ทำกันสด ๆ ใหม่ ๆ ทุกวัน เชฟหยิบถาดมาให้ดูเพิ่งรู้ว่าทำกันถาดใหญ่ขนาดนี้ (14/20)
Tamago
เราแอบรู้สึกดีใจที่ได้ทานส่วนติดขอบเพราะจะมีความนุ่มตรงกลางและมีความแน่นที่ขอบจนเกิดมิตอทางเนื้อสัมผัสที่ดี รสชาติหวานพอเหมาะ มีกลิ่นหอมชัดเจน อร่อยไม่เบาเลยทีเดียว (14/20)
Honey hojicha ice cream
ตามมาด้วย “ไอศกรีมโฮจิฉะและน้ำผึ้ง” เข้มข้น มีกลิ่นหอมจากชาญี่ปุ่นชัดเจน มีรสหวานเบา ๆ อร่อยจนเราติดใจ (14/20)
Mineoka tofu
สุดท้ายคือ “มิเนะโอกะโตฟู” เมนูเก่าแก่อายุกว่า 300 ปีที่ใช้เต้าหู้ญี่ปุ่นนุ่มหนึบราดด้วยน้ำตาลทรายแดงเคี่ยวหรือ Brown sugar จนมีรสชาติเข้มข้น ด้านบนโรยด้วยผง Kinako ช่วยเสริมกลิ่นหอมคล้ายถั่ว ปิดท้ายมื้ออาหารนี้ได้อย่างสมบูรณ์ (15/20)
ก่อนกลับเชฟมอบอมยิ้มจากฮอกไกโดให้เป็นของขวัญด้วย
ทุกเซ็ตจะรวมชาเขียวไว้แล้วโดยลูกค้าสามารถเลือกได้ว่าจะดื่มแบบร้อนหรือเย็น
อย่างไรก็ตามเชฟ Masato และภรรยาลูกครึ่งไทย-ญี่ปุ่นได้ตัดสินใจย้ายมาเปิดร้านใหม่ที่กรุงเทพในปี 2017 โดยตั้งชื่อร้านตามชื่อตัวเองว่า Sushi Masato
ลูกค้าที่เลือกนั่งจุดนี้สามารถชมเชฟ Masato และทีมจัดเตรียมวัตถุดิบและปั้นซูชิได้เกือบทุกขั้นตอน
ถัดมาคือการเลือกที่นั่งซึ่งแน่นอนว่าบริเวณ 1st Floor Counter ซึ่งให้บริการโดยเชฟ Masato Shimisu มักถูกจองเต็มภายใน 10-20 นาทีแรก
ทางร้านนำเสนอเมนูในรูปแบบ Omakase เท่านั้นโดยมีให้เลือก 3 อย่างคือ Lunch และ Standard ที่ราคา 4,000++ ต่อคน หรือ Premium ที่ราคา 6,000++ ต่อคน โดยราคานี้รวมน้ำชาเขียวเติมเพิ่มได้เรื่อย ๆ ตลอดมื้อ
ด้านในมีเคาน์เตอร์รูป L shape ทำจากไม้ Hinoki เช่นเดียวกับร้านซูชิทั่วไปในประเทศญี่ปุ่น
เราขอแนะนำร้าน Sushi Masato สำหรับลูกค้าใหม่ที่อยากสัมผัสประสบการณ์ซูชิโอมากาเสะชั้นดีสักมื้อ ส่วนลูกค้าเก่าก็สามารถกลับมาลองได้เช่นกันเพราะซูชิมื้อนี้ของเราถือว่าน่าประทับใจมากกว่าเมื่อ 2 ปีก่อนอย่างชัดเจน เมนูเรียกน้ำย่อย ซูชิ รวมไปถึงของหวานทุกอย่างเต็มไปด้วยความเรียบง่ายและแฝงไปด้วยความละเมียดละไมสมกับมาตรฐานร้านซูชิระดับติดดาวมิชลิน ราคาค่อนข้างสูงแต่ก็ไม่หลุดจากเกณฑ์มาตรฐานร้านซูชิชั้นดีในกรุงเทพ พนักงานบริการดีและมีความรู้เกี่ยวกับปลาแต่ละชนิดและขั้นตอนการปรุงโดยละเอียด จากทุกองค์ประกอบเราสามารถพูดได้เต็มปากเต็มคำว่ามื้ออาหารที่ Sushi Masato ในวันนี้เหมาะสมกับรางวัล 1 ดาวมิชลินด้วยประการทั้งปวง
Sushi Masato ตั้งอยู่ในตรอกเล็ก ๆ ของซอยสุขุมวิท 31 ลูกค้าสามารถนั่งรถไฟฟ้า BTS มาลงที่สถานีพร้อมพงษ์หรืออโศก ส่วนใครที่ขับรถมาแนะนำให้จอดรถที่ RSU Building ซึ่งตั้งอยู่ที่ปากซอย
ตัวร้านมองจากภายนอกจะเห็นเป็นประตูไม้พร้อมป้ายสีน้ำตาลเข้มสลักชื่อร้านเป็นภาษาญี่ปุ่น