หน้าแรก » 🇹🇭 Blue by Alain Ducasse – บลู บาย อลัง ดูคาส
Visit: December 25, 2020
🇹🇭 Blue by Alain Ducasse - บลู บาย อลัง ดูคาส
Blue by Alain Ducasse Unit L101, 1st Floor, ICONLUXE ICONSIAM Shopping Centre, คลองต้นไทร, เขตคลองสาน กรุงเทพมหานคร 10600
Tel: 02-005-9412
Cuisine
🍴 French Contemporary - อาหารฝรั่งเศสร่วมสมัย
Country
Thailand
MICHELIN Guide
1 MICHELIN Star
Score
16/20
Price
[Intro] รีวิววันนี้ ตามล่า Fine Dining ขออาสาพาเพื่อนๆไปพบกับร้านอาหารระดับ 1 ดาวมิชลินน้องใหม่ประจำ Michelin Guide ฉบับกรุงเทพปีล่าสุด นั่นก็คือ Blue by Alain Ducasse ห้องอาหารฝรั่งเศสระดับ Haute Cuisine ของเชฟระดับตำนานผู้ถือครอง Michelin Star มากที่สุดในโลกถึง 18 ดวง
[The Place] Blue by Alain Ducasse ตั้งอยู่ที่ชั้น 1 โซน ICONLUXE ของห้างสรรพสินค้า ICONSIAM ด้านหน้าโดดเด่นด้วยกระจกใสบานใหญ่เรียงตัวโค้งรับกันกับพื้นที่โดยรอบได้อย่างสวยงาม Jouin Manku อินทีเรียเอเจนซี่ชื่อดังจากกรุงปารีสออกแบบห้องอาหารโดยได้รับแรงบันดาลใจมาจากพระราชวังแวร์ซายสังเกตได้จากห้องโถงที่กรุผนังด้วยไม้และห้องทานอาหารหลักที่ตกแต่งได้อย่างวิจิตรตระการตา พรมและผนังในห้องทานอาหารหลักใช้ธีมสีน้ำเงินตามชื่อร้านและยังเป็นสีโปรดของเชฟ Alain Ducasse อีกด้วย ตรงกลางเป็นพื้นไม้สีทองเข้ากันกับแชนเดอเลียร์ขนาดใหญ่ที่ห้อยลงมาจากด้านบน ขณะจองอย่าลืมขอล็อคที่นั่งริมกระจกบานใหญ่สูงจากพื้นจรดเพดานเพื่อชมวิวอันสวยงามของแม่น้ำเจ้าพระยา จากปัจจัยที่กล่าวมาทำให้ห้องอาหาร Blue by Alain Ducasse สามารถคว้ารางวัล 𝗜𝗻𝘁𝗲𝗿𝗶𝗼𝗿 𝗗𝗲𝘀𝗶𝗴𝗻’𝘀 𝗕𝗲𝘀𝘁 𝗼𝗳 𝘁𝗵𝗲 𝗬𝗲𝗮𝗿 𝗔𝘄𝗮𝗿𝗱𝘀 ในหมวดหมู่ห้องอาหาร Fine Dining ประจำปี 2020 มาครองได้สำเร็จ การบริการเป็นไปอย่างรื่นไหลแต่ไม่เป็นทางการเท่ากับร้านอาหารชั้นสูงในทวีปยุโรป ทางร้านพิถีพิถันกระทั่งการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ซิลเวอร์แวร์ของ Ercuis และผลิตภัณฑ์เทเบิ้ลแวร์ของ Gien โดยทั้งคู่เป็นบริษัทผู้ผลิตอายุกว่า 200 ปีในประเทศฝรั่งเศส
[The Food] ลูกค้าสามารถเลือกทานเมนู À LA CARTE ได้ตามใจชอบ หรือจะเป็น ALL DAY MENU สุดคุ้มค่าที่จัดเสิร์ฟอาหารจำนวน 3 คอร์สในช่วงเวลา 12.00-18.00 น. ที่ราคาเพียง 1,650++ ต่อคนเท่านั้น แต่ใครที่อยากสัมผัสกลิ่นอายของอาหารฝรั่งเศสชั้นสูงระดับ Haute Cuisine ขนานแท้เราขอแนะนำ MENU EXPÉRIENCE จำนวน 5 คอร์สที่ราคา 3,250++ และ 7 คอร์สที่ราคา 4,950++ โดยเฉพาะคอร์สใหญ่ที่ลูกค้าจะได้สัมผัส Signature Dish ของห้องอาหารในเครือ Alain Ducasse อย่าง Gamberoni อีกด้วย โดยขอยกจานที่ทำออกมาได้โดดเด่นชนิดหาใครเทียบได้ยากมาสัก 3 คอร์สดังนี้
เริ่มต้นคอร์สแรกด้วย “แกมเบอโรนี่” เป็น Signature Dish ที่มีติดอยู่ในสมุดเมนูของร้านในเครือ Alain Ducasse ทุกสาขาทั่วโลก แต่ละจานจะมีองค์ประกอบหลักทั้งหมด 3 อย่างคือ อาหารทะเล, ผัก และคาเวียร์ สำหรับสาขากรุงเทพ เชฟ Alain Ducasse ได้คัดเลือกวัตถุดิบเองกับมือโดยใช้ “เนื้อปูม้า” จากจังหวัดภูเก็ตมาเป็นตัวแทนอาหารทะเล ปรุงรสด้วยตัวแทนของผักอย่าง “มะเขือเทศและซิตรัส” ด้านล่างเป็นเจลลี่ซิตรัสสีใสและโฟมที่ทำมาจากน้ำมะเขือเทศ ผงสีแดงทำมาจากมะเขือเทศเช่นกัน สุดท้ายคือ “Gold caviar” จากประเทศฝรั่งเศสที่ทอปมาจนล้นเนื้อปู ปกติเนื้อปูม้านั้นจะมีความหวานเป็นจุดเด่นในตัวเองอยู่แล้วแต่เมื่อนำมาจับคู่กับรสเปรี้ยวเบาๆของซิตรัสและมะเขือเทศจะพบว่ารสเปรี้ยวยังไปช่วยดึงความหวานของเนื้อปูม้าให้เด่นชัดออกมามากยิ่งขึ้น ยอมรับว่าตอนทานคำแรกเราถึงกับตกใจว่าปูม้าบ้านเราสามารถทำอาหารฝรั่งเศสออกมาได้ดีขนาดนี้ได้ยังไง ! นอกจากนี้รสเค็มอุมามิของโกลด์คาเวียร์ด้านบนช่วยเสริมเป็นรสชาติที่สามช่วยให้เกิดความหลากหลายทางรสชาติในทุกการตักทาน บอกเลยว่ารสชาติอาหารฝรั่งเศสระดับนี้หาทานได้ยากมากในประเทศไทยและมีอยู่เฉพาะในเซ็ตเมนู 7 คอร์สเท่านั้น (17/20)
อีกหนึ่งคอร์สลายเซ็นที่มีวัตถุดิบหลักเป็น “ปลากะพง” ที่ตกด้วยคันเบ็ดตกปลาจากทะเลลึกในประเทศฝรั่งเศส และจัดเตรียมปลาด้วยวิธี Ikejime ตั้งแต่แรกจับ เชฟนำไปนึ่งจนสุกได้ระดับ เนื้อสัมผัสที่ออกมาบอกเลยว่าเซอไพรส์เรามากๆ เรียกได้ว่าต่างกันกับปลากะพงบ้านเราอย่างสิ้นเชิงคือมีความหนึบ สู้ฟัน ไม่ร่วน ไม่แข็ง ดีงามชนิดที่ปลาเก๋ายังสู้ไม่ได้ ลวดลายสวยงามด้านบนมีทั้งหมดสองสีโดยสีดำได้จากผงถ่าน ส่วนสีเขียวได้จากผักโขม ส่วนซอสที่ราดมาด้านบนคือ Sea bass cooking jus ข้างกันคือ Broccoletti เป็นองค์ประกอบที่ได้จากการนำบล็อคโคลี่ไป Sautéed จนนุ่ม ยังมี Tagliatelli ที่ได้จากการฝานบล็อคโคลี่เป็นแผ่นบางๆจนมีความกรอบตัดกับกับเนื้อปลา ทานแต่ละองค์ประกอบสลับกันเพื่อให้เกิดความแตกต่างทางเนื้อสัมผัส จัดว่าเป็นจานที่ทีครบทั้งความสวยงามและรสชาติอันล้ำลึก และเช่นกันกับตัวอย่างแรกคือจานนี้หาได้จากเซ็ตเมนู 7 courses และ À La Carte เท่านั้น (17/20)
หากใครทานของหวานที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ได้ เราขอปักหมุด “บาบา อู รุม” เมนู Signature Dessert ของเชฟ Alain Ducasse ที่สร้างประวัติศาสตร์ให้กับห้องอาหารระดับ 3 ดาวมิชลิน Le Louis XV – Alain Ducasse à l’Hôtel de Paris ในราชรัฐ Monaco จนได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในของหวานคลาสสิคที่ดีที่สุดตลอดการมาจนถึงปัจจุบัน เชฟนำบาบาไปแช่ในน้ำเชื่อมที่มีส่วนผสมของเลมอน แอปริคอต วานิลลา และเสาวรส ใช้มีดตัดแบ่งออกเป็นสองส่วนต่อหน้าลูกค้าบนโต๊ะแล้วจึงใส่ Aged rum จาก Martinique หมู่เกาะภายใต้การปกครองของฝรั่งเศสในทะเลแคริบเบียนซึ่งขึ้นชื่อในเรื่องของการผลิตเหล้ารัมชั้นดี เชฟเลือกใช้รัมปี 2008, 2009 และ 2010 ผสมกันเทลงไป ก่อนจะปิดท้ายด้วยการใส่ Lightly whipped vanilla cream ตามแบบฉบับร้าน 3 ดาวมิชลินในราชรัฐ Monaco ตัวเค้กบาบามีเนื้อสัมผัสที่ดีมากๆ ไม่นุ่มไม่แข็งจนเกินไป ทั้งยังชุ่มไปด้วยไซรัปที่มีรสชาติอันซับซ้อน ตัววิปวานิลลาครีมมีความหอมมันตัดกันกับรสขมแหลมอันเป็นเอกลักษณ์ของเหล้ารัม ด้วยความที่พนักงานวางครีมและรัมเอาไว้ให้เติมเพิ่มได้เราจึงสามารถปรับแต่งสมดุลของรสชาติได้ตามใจชอบ ถือเป็น Signature Dessert ที่คออาหารฝรั่งเศสไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง สุดยอดมากจริงๆ (17/20)
[Conclusion] เชฟ Wilfrid Hocquet ได้ผสมผสานวัตถุดิบท้องถิ่นของประเทศไทยเข้ากับวัตถุดิบชั้นนำของโลกได้อย่างกลมกลืน เมนูบางคอร์สมีกลิ่นอายและถอดแบบมาจากห้องอาหารเรือธง Le Louis XV – Alain Ducasse à l’Hôtel de Paris ระดับ 3 ดาวมิชลินในราชรัฐโมนาโก ทั้งยังแฝงไปด้วยลายเซ็นของเชฟ Alain Ducasse ซึ่งเป็นหนึ่งในปรมาจารย์อาหารฝรั่งเศสระดับตำนานของโลกอยู่อย่างเต็มเปี่ยม รสชาติอาหารถือว่าทำออกมาได้น่าประทับใจชนิดหาใครเทียบได้ยากในประเทศไทย Blue by Alain Ducasse ถือเป็นเพชรเม็ดงามที่คออาหารฝรั่งเศสระดับ Haute Cuisine ห้ามพลาดด้วยประการทั้งปวง
Price :
1,650-4,950++ THB/p
Parking :
จอดรถใน ICON SIAM
Operating Time :
12.00-22.00 ปิดวันอังคาร-พุธ 💰 Price: 1,650-4,950++ THB/p
Dress Code :
Smart Casual
Score
👍 สุดยอดห้องอาหารในเครือ DUCASSE Paris แต่ละคอร์สแฝงลายเซ็นของเชฟระดับตำนานเอาไว้อย่างเต็มเปี่ยมและเป็นห้องอาหารฝรั่งเศสระดับ Haute Cuisine ที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศไทยอย่างไร้ข้อกังขา
อาหาร :
16
ราคา :
เทคนิค :
อัตลักษณ์ :
บรรยากาศ :
บริการ :
ไวน์ :
Map
📃 BLUE EXPERIENCE (7 courses - 4,950++/p)
Amuse bouche
Crabe bleu, fine gelée d’eau de tomate, caviar gold
Carabineros rafraîchi, courge butternut
Soufflé ‘renversé’ au vieux Comté, trompettes de la mort
Bar de ligne à la vapeur, broccoletti
Bœuf Wagyu, maïs et truffe noire
Kiwi au naturel, concombre et mélisse
Chocolat de notre Manufacture à Paris, glace au grué de cacao
Mignardises
À LA CARTE
Tarte Tatin à notre façon, sorbet Granny Smith
Soufflé au citron, sorbet amande douce
Baba au rhum, crème mi-montée à la vanille
Cookie au chocolat
Blue by Alain Ducasse – บลู บาย อลัง ดูคาส
French Contemporary – อาหารฝรั่งเศสร่วมสมัย
1 Michelin Star – 1 ดาวมิชลิน
รีวิววันนี้ ตามล่า Fine Dining ขออาสาพาเพื่อนๆไปพบกับร้านอาหารระดับ 1 ดาวมิชลินน้องใหม่ประจำ Michelin Guide ฉบับกรุงเทพปีล่าสุด นั่นก็คือ Blue by Alain Ducasse ห้องอาหารฝรั่งเศสระดับ Haute Cuisine ของเชฟระดับตำนานผู้ถือครอง Michelin Star มากที่สุดในโลกถึง 18 ดวง
Amuse bouche
Vegetable roll, Sardine tartlette, Foie gras terrine
เซ็ตอมูสบูชนำเสิร์ฟมาพร้อมกัน 3 อย่างคือ
Vegetable roll
เริ่มจาก “ผักม้วน” ได้จากการนำผักต่างๆอันประกอบไปด้วย หัวไชเท้า แอปเปิ้ลเขียว และอโวคาโด มาม้วนเป็นชิ้นขนาดพอดีคำ เสียบไม้มาให้ทานได้ง่ายขึ้น ตอนเคี้ยวจะได้ความกรอบจากผักต่างๆ มีความนุ่มของพูเรด้านบน รสชาติออกเปรี้ยวนิดๆช่วยกระตุ้นความอยากอาหาร (15/20)
Sardine tartlette
ชิ้นด้านบนคือ “ทาร์ตเล็ตปลาซาดีน” เป็นมินิทาร์ตแป้งบางกรอบ ด้านในบรรจุมูสปลาซาดีนเอาไว้ ต้องขอชมเชฟที่ทำมูสออกมาได้ดีคือมีรสเค็มกลมกล่อม เนื้อสัมผัสนุ่มลิ้น กลิ่นหอมเด่นมากและไม่มีกลิ่นคาวปนมาแม้แต่น้อย ด้านบนเป็น Pickled cucumber หรือแตงกวาดองและ Lemon foam ช่วยเสริมความเปรี้ยวให้บาลานซ์รสชาติกันกับความเค็ม สุดยอดมากๆ (16/20)
Foie gras terrine
สุดท้ายเป็นชิ้นที่ดีที่สุดใน 3 คำนี้คือ “ฟัวกราส์เทอรีน” เนื้อสัมผัสนุ่ม ละมุนลิ้น มีกลิ่นหอมขึ้นแตะจมูกชัดเจน เชฟเพิ่มมิติทางเนื้อสัมผัสด้วยการใช้ขนมปังกรอบมาประกบดูคล้ายแซนวิช แม้หน้าตาภายนอกอาจดูไม่หวือหวาแต่กลับอัดแน่นไปด้วยเนื้อสัมผัสที่ดี สุดยอดมากๆ (16/20)
Amuse bouche
Comté gougères
ในภาพคือ “กอมเต้ กุแชร์” พัฟขนาดจิ๋วสูตรพิเศษของเชฟ Alain Ducasse ที่ได้จากการนำแป้ง Choux ไปผสมกับชีส Comté และพริกไทยดำ ตัวแป้งมีจุดเด่นอยู่ที่ความกรอบ มีกลิ่นหอมจากชีสชัดเจน เสิร์ฟมาขนาดพอดีคำ (14/20)
Welcome juice
ก่อนเริ่มคอร์สพนักงานจะนำเสิร์ฟ Welcome Drink เป็นน้ำที่ได้จากกระบวนการ Cold-press extraction ของแอปเปิ้ลเขียว ตะไคร้ ใบไทม์ และโรสแมรี่ ส่วนตรงกลางเป็นน้ำแข็งที่ได้จากการนำน้ำสกัดไปแช่เย็น
Welcome juice
โทนรสชาติจะออกไปทางเปรี้ยวนำ มีกลิ่นหอมตะไคร้และใบไทม์เด่นชัดเจน มีความสดชื่นจากแอปเปิ้ลเขียวช่วยกระตุ้นความอยากอาหารได้เป็นอย่างดี แนะนำให้ตั้งเอาไว้นะหว่างมื้ออาหารเพื่อให้น้ำแข็งตรงกลางค่อยๆละลายเพิ่มขึ้นมาทั้งยังช่วยล้างปากได้ดีมากจริงๆ
Amuse bouche
Pumpkin royale
สุดท้ายคือ “รอแยลฟักทอง” เสิร์ฟมาในถ้วยแก้ว ปกติแล้วคำว่ารอแยลเรามักใช้เรียกเนื้อสัตว์ที่ผ่านการ Slow-cooked จนเปื่อยยุ่ย แต่ในกรณีนี้เชฟเปลี่ยนมาใช้เป็นฟักทองแทน ด้านในถูกแบ่งออกเป็น 2 เลเยอร์ เริ่มจากชั้นล่างเป็นฟักทองที่เชฟนำฟักทองทำออกมาคล้ายคัสตาร์ดเนื้อนุ่มละมุน ชั้นบนเป็น Chestnut emulsion ทอปด้วยเกาลัดขูดอีกทีหนึ่งช่วยให้กลิ่นหอมเกาลัดชัดเจนขึ้นมาก (16/20)
Brioche and sourdough
ขนมปังที่นี่อบกันสดใหม่ในร้านทุกๆวัน ฝั่งซ้ายคือขนมปัง “บริยอช” ที่ทำออกได้เกือบไร้ที่ติ สังเกตุได้การการเรียงตัวเป็นเลเยอร์สวยงามเท่ากันทุกชั้น กัดเข้าไปพบว่ามีทั้งความกรอบ (crispy) เบา (airy) ในขณะที่เนื้อด้านในยังคงนุ่มอยู่ เทียบชั้นกับห้องอาหารระดับ Michelin Star ในยุโรปได้อย่างสบายๆ ฝั่งขวาคือ “ซาวโด” ซึ่งทางร้านเลี้ยงยีสต์กันเองแล้วให้อาหารด้วยแอปเปิ้ลเขียว พอนำมาอบจะมีกลิ่นของแอปเปิ้ลติดมาลึกๆ (อาจต้องพยายามสังเกตสักหน่อย) มีรสเปรี้ยวเพียงเบาๆ จัดว่าดีพอสำหรับเสิร์ฟในห้องอาหาร 1 ดาวมิชลินได้อย่างสบายๆ
Brioche and sourdough
ขนมปังเสิร์ฟมาให้ทานคู่กับเนย Beillevaire Demi-sel Butter จากตะวันตกของประเทศฝรั่งเศส เป็นเนยที่ได้จากการผสมน้ำนมวัวดิบใน Churn หรืออุปกรณ์ทำเนยแบบดั้งเดิมจึงมีเนื้อสัมผัสนุ่ม มีความครีมมี่และความมันที่พอเหมาะ ทั้งยังมีรสเค็มที่ได้จากการผสม Fleur De Sel หรือดอกเกลือที่ได้จากการนำเกลือไปแช่ในบ่อและปล่อยให้ลมเย็นไหลผ่านบริเวณผิวตั้งแต่ช่วงเย็นก่อนที่จะเก็บผลผลิตในเช้าวันรุ่งขึ้นด้วยมือและอุปกรณ์ไม้แบบดั้งเดิม เมื่อนำมาผสมเข้ากับเนยจึงมีรสเค็มกลมกล่อมปนมาเพียงเบาๆ ถือเป็นหนึ่งในเนยที่ดีที่สุดในประเทศฝรั่งเศสเลยก็ว่าได้
Blue crab, tomato water gelée, gold caviar
Crabe bleu, fine gelée d’eau de tomate, caviar gold
เริ่มต้นคอร์สแรกด้วย “แกมเบอโรนี่” เป็น Signature Dish ที่มีติดอยู่ในรายการเมนูของร้านในเครือ Alain Ducasse ทุกสาขาทั่วโลก ในแต่ละจานจะมีองค์ประกอบหลักทั้งหมด 3 อย่างคือ อาหารทะเล, ผัก และคาเวียร์ สำหรับสาขากรุงเทพ เชฟ Alain Ducasse ได้คัดเลือกวัตถุดิบเองกับมือโดยใช้ “เนื้อปูม้า” จากจังหวัดภูเก็ตมาเป็นตัวแทนอาหารทะเล ปรุงรสด้วยตัวแทนของผักอย่าง “มะเขือเทศและซิตรัส” ด้านล่างเป็นเจลลี่ซิตรัสสีใสและโฟมที่ทำมาจากน้ำมะเขือเทศ ผงสีแดงทำมาจากมะเขือเทศเช่นกัน สุดท้ายคือ “Gold caviar” จากประเทศฝรั่งเศสที่ทอปมาจนล้นเนื้อปู (17/20)
Blue crab, tomato water gelée, gold caviar
Crabe bleu, fine gelée d’eau de tomate, caviar gold
ปกติเนื้อปูม้านั้นจะมีความหวานเป็นจุดเด่นในตัวเองอยู่แล้วแต่เมื่อนำมาจับคู่กับรสเปรี้ยวเบาๆของซิตรัสและมะเขือเทศจะพบว่ารสเปรี้ยวยังไปช่วยดึงความหวานของเนื้อปูม้าให้เด่นชัดออกมามากยิ่งขึ้น ยอมรับว่าตอนทานคำแรกเราถึงกับตกใจว่าปูม้าบ้านเราสามารถทำอาหารฝรั่งเศสออกมาได้ดีขนาดนี้ได้ยังไง ! นอกจากนี้รสเค็มอุมามิของโกลด์คาเวียร์ด้านบนช่วยเสริมเป็นรสชาติที่สามช่วยให้เกิดความหลากหลายทางรสชาติในทุกการตักทาน บอกเลยว่ารสชาติอาหารฝรั่งเศสระดับนี้หาทานได้ยากมากในประเทศไทย และมีอยู่เฉพาะในเซ็ตเมนู 7 คอร์สเท่านั้น (17/20)
Chilled carabineros, butternut squash
Carabineros rafraîchi, courge butternut
คอร์สที่สองคือ “กุ้งแดงคาราบิเนโร่” จากประเทศสเปน เชฟนำไป Lightly poached เพียงเล็กน้อยแล้วแช่ไว้ในความเย็นเพื่อเนื้อสัมผัสมีความกรอบและเด้งมากยิ่งขึ้น พ่วงด้วยจุดเด่นคือรสชาติที่หวานละมุนสมกับเป็นวัตถุดิบล้ำค่าแห่งทะเลเมดิเตอเรเนียน (16/20)
Chilled carabineros, butternut squash
Carabineros rafraîchi, courge butternut
องค์ประกอบฝั่งซ้ายคือ Butternut squash หรือฟักทองน้ำเต้าที่ผ่านการปรุงรสด้วย Bonito vinegar เคี้ยวแล้วมีความกรอบตัดเนื้อสัมผัสกันกับความเด้งของเนื้อกุ้ง (16/20)
Chilled carabineros, butternut squash
Carabineros rafraîchi, courge butternut
สุดท้ายฝั่งขวาคือ Ravioles ทำจากชีสนมควาย Buffalo mozzarella ห่อหุ้มไส้ด้านในทำมาจากกุ้งแดงคาราบิเนโร่ ฟักทอง ทารากอน และพาสลีย์ ด้านบนราดด้วย Dressing สีขาวสลับส้มทำมาจาก Crème fraîche, Bonito vinegar และ Lobster oil เชื่อมแต่ละองค์ประกอบในจานเข้าด้วยกันได้อย่างลงตัว (16/20)
’Upside down’ aged Comté cheese soufflé, black trumpet
Soufflé ‘renversé’ au vieux Comté, trompettes de la mort
อีกหนึ่งเมนูที่โดดเด่นที่สุดในค่ำคืนนี้ขอยกให้กับ “ชีสซูเฟล” ประกอบด้วยชีสทั้งหมด 3 ชนิดคือ Comté, Gruyères และ Parmesan ล้อมรอบด้วย Comté foam อีกทีหนึ่ง ตัว Soufflé เสิร์ฟมาในลักษณะกลับหัวหรือ Upside down ไส้ด้านในทำมาจากเห็ดสองชนิดคือทรัฟเฟิลช่วยเสริมอโรม่าและเห็ดแตรดำช่วยเพิ่มมิติทางเนื้อสัมผัส ด้านบนคือ Mushroom tuile หรือแผ่นกรอบทำจากเห็ดนั่นเอง (17/20)
’Upside down’ aged Comté cheese soufflé, black trumpet
Soufflé ‘renversé’ au vieux Comté, trompettes de la mort
Cheese soufflé มีกลิ่นหอมเด่นชัดจากชีส Comté ซึ่งเป็นองค์ประกอบหลัก เสริมด้วยความนุ่มละมุนของ Gruyères ทั้งยังมีรสเค็มเบาๆของ Parmesan เมื่อจับคู่กับไส้ด้านในที่มีกลิ่นหอมของทรัฟเฟิลและความกรอบจากเห็ดแตรดำและแผ่นตูยทำให้ทุกองค์ประกอบของจานนี้ดีงามแทบจะไร้ที่ติเลยทีเดียว (17/20)
Steamed line-caught sea bass, broccoletti
Bar de ligne à la vapeur, broccoletti
ถัดมาคือ “ปลากะพง” ที่ตกด้วยคันเบ็ดตกปลาจากทะเลลึกในประเทศฝรั่งเศส และจัดเตรียมปลาด้วยวิธี Ikejime ตั้งแต่แรกจับ (รายละเอียดอยู่ในสองภาพถัดไป) เชฟนำไปนึ่งจนสุกได้ระดับ เนื้อสัมผัสที่ออกมาบอกเลยว่าเซอไพรส์เรามากๆ เรียกได้ว่าต่างกันกับปลากะพงบ้านเราอย่างสิ้นเชิงคือมีความหนึบ สู้ฟัน ไม่ร่วน ไม่แข็ง ดีงามชนิดที่ปลาเก๋ายังสู้ไม่ได้ ลวดลายสวยงามด้านบนมีทั้งหมดสองสีโดยสีดำได้จากผงถ่าน ส่วนสีเขียวได้จากผักโขม ส่วนซอสที่ราดมาด้านบนคือ Sea bass cooking jus (17/20)
Steamed line-caught sea bass, broccoletti
Bar de ligne à la vapeur, broccoletti
ข้างกันคือ Broccoletti เป็นองค์ประกอบที่ได้จากการนำบล็อคโคลี่ไป Sautéed จนนุ่ม ยังมี Tagliatelli ที่ได้จากการฝานบล็อคโคลี่เป็นแผ่นบางๆจนมีความกรอบตัดกับกับเนื้อปลา ทานแต่ละองค์ประกอบสลับกันเพื่อให้เกิดความแตกต่างทางเนื้อสัมผัส จัดว่าเป็นจานที่ทีครบทั้งความสวยงามและรสชาติอันล้ำลึก ใครที่อยากลิ้มลองต้องเลือกสั่งเซ็ตเมนู 7 courses เท่านั้น (17/20)
Steamed line-caught sea bass, broccoletti
Bar de ligne à la vapeur, broccoletti
เกร็ดความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับการเตรียมปลาด้วยวิธีอิเคะจิเมะ (活け締め) เป็นเทคนิคชั้นสูงของพ่อค้าปลาญี่ปุ่นโบราณโดยการใช้เข็มเเหลมๆทิ่มเข้าไปที่ท้ายทอยของปลาเป็นๆเพื่อทำลายสมองส่วน Hindbrain และ Spinal cord จากนั้นใช้เข็มอีกอันหนึ่งเจาะเส้นเลือดที่คอให้เลือดไหลออกจากตัวจนหมดโดยเร็วที่สุดเพื่อให้ปลาตายในทันทีโดยที่เนื้อปลาไม่ถูกกระตุ้นให้เกิดการหดรัดตัวหรือ Muscle contraction ในกระบวนการ Rigor mortis หลังจากปลาตาย และไม่เกิดการดึงสารให้พลังงานอย่าง ATP ไปใช้ ในกระบวนการการหายใจระดับเซลล์แบบไม่ใช้ออกซิเจน และไม่เกิดกระบวนการสร้างกรดเเลคติคเเละแอมโมเนียออกมาเป็นผลผลิต ซึ่งกุญเเจสำคัญการการเเล่ปลาแบบอิเคะจิเมะอยู่ที่ตรงจุดนี้เองเพราะชาวญี่ปุ่นเชื่อว่าเเม้จะเป็นปลาสดที่เพิ่งตายใหม่ๆเเต่ด้วยความที่ปลาโดยเฉพาะปลาเนื้อขาวเป็นสัตว์ที่มีรสชาติของเนื้อไม่โดดเด่นทำให้ถูกรบกวนด้วยกรดเเลคติคเเละเเอมโมเนียได้ง่ายกว่าเนื้อสัตว์ชนิดอื่นๆ การเเล่ปลาแบบอิเคะจิเมะเป็นเทคนิคชั้นสูงที่ปัจจุบันได้รับความนิยมไปทั่วโลกโดยเฉพาะในห้องครัวอาหารชั้นสูงหรือ Haute cuisine ในประเทศฝรั่งเศส
Wagyu beef, sweetcorn and black truffle
Bœuf Wagyu, maïs et truffe noire
ใครที่เป็นสายเนื้อห้ามพลาดจานที่ใช้วัตถุดิบหลักอย่าง “เนื้อวัวออสเตรเลียนวากิว” ส่วน Tenderloin จากฟาร์ม Ranger Valley ในรัฐ New South Wales ประเทศออสเตรเลีย เสิร์ฟเนื้อมาที่ความสุกระดับ Medium rare เพื่อรักษาความนุ่มและความฉ่ำของเนื้อวัวเอาไว้ (16/20)
Wagyu beef, sweetcorn and black truffle
Bœuf Wagyu, maïs et truffe noire
จากนั้นจึงราดซอส Beef jus ปรุงด้วยพริกไทยดำเพียงเล็กน้อย (16/20)
Wagyu beef, sweetcorn and black truffle
Bœuf Wagyu, maïs et truffe noire
นอกจากเนื้อวัวออสเตรเลียนวากิวกล้วจานนี้ยังประกอบไปด้วยอีกหนึ่งวัตถุดิบราคาสูงอย่าง Fresh winter Périgord black truffle (16/20)
Wagyu beef, sweetcorn and black truffle
Bœuf Wagyu, maïs et truffe noire
พนักงานจะขูดทอปลงไปด้านบน (16/20)
Wagyu beef, sweetcorn and black truffle
Bœuf Wagyu, maïs et truffe noire
เสร็จแล้วเป็นอันพร้อมทาน (16/20)
Wagyu beef, sweetcorn and black truffle
Bœuf Wagyu, maïs et truffe noire
ใช้มีดหั่นเนื้อวัวออกมาจะพบว่ามีความสุกระดับ Perfect medium rare เคี้ยวแล้วมีความฉ่ำ นุ่ม แต่ยังคงสู้ฟันนิดๆตามมาตรฐานของออสเตรเลียนวากิวชั้นเลิศ ทานคู่กับซอส Beef jus ปรุงด้วยพริกไทยดำรสชาติเข้มข้นเสริมด้วยอโรม่าของเห็ดทรัฟเฟิล จัดว่าเป็น Perfect combination เลยก็ว่าได้ (16/20)
Wagyu beef, sweetcorn and black truffle
Bœuf Wagyu, maïs et truffe noire
ข้างกันคือ Sweet corn raviole หรือพาสต้าทรงเกี๊ยวสอดไส้ด้านในด้วยข้าวโพดหวาน ด้านล่างรองด้วยข้าวโพดหวานที่นำไป Sautéed กับเห็ด Chanterelle เพื่อให้มีเนื้อสัมผัสที่หลากหลาย (16/20)
Kiwi, cucumber and lemon balm
Kiwi au naturel, concombre et mélisse
คั่นก่อนถึงของหวานด้วย Pre-dessert ด้วย Kiwi in different texture ชั้นล่างสุดมีทั้ง Fresh, dried และ poached kiwi รอบๆคือ Kiewi jelly ชั้นบนตรงกลางคือ Kiwi-mint sorbet ทอปด้านบนด้วย Mint ice นอกจากนี้ยังมีส่วนผสมของแตงกวาและเลมอนบาล์มอีกด้วย (15/20)
Kiwi, cucumber and lemon balm
Kiwi au naturel, concombre et mélisse
กีวี่ด้านล่างมีเนื้อสัมผัสที่หลากหลายทั้งกรอบและนุ่ม เจลลี่รอบๆทำหน้าเสมือนเป็นตัวเชื่อมระหว่างสองเนื้อสัมผัส ซอร์เบท์ตรงกลางและแผ่นน้ำแข็งด้านบนเองก็มีความกรอบที่แตกต่างกันออกไปอีก เมื่อตักทานแล้วยังสัมผัสได้ถึงความสดชื่นของแตงกวาและเลมอนบาล์ม ช่วยล้างปากดับรสคาวจากคอร์สก่อนหน้าได้ดี (15/20)
Chocolate from our Manufacture in Paris, cocoa nib ice cream
Chocolat de notre Manufacture à Paris, glace au grué de cacao
เมนูของหวานขึ้นชื่อของ Blue by Alain Ducasse คือการรังสรรค์ช็อกโกแลตนำเข้าจากแหล่งผลิต Le Chocolat Alain Ducasse, Manufacture à Paris ในกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศสนั่นเอง (17/20)
Chocolate from our Manufacture in Paris, cocoa nib ice cream
Chocolat de notre Manufacture à Paris, glace au grué de cacao
เชฟนำช็อกโกแลตที่ความเข้มข้น 3 ระดับคือ 45%, 65% และ 100% มาผสมกันแล้วนำเข้าเตาอบ เมื่อตัดออกด้านในจะละลายออกมาให้เนื้อสัมผัสที่ดีมากๆ รสชาติออกหวานขมบาลานซ์กันลงตัว ด้านบนเป็นครัมเบิ้ลกรอบช่วยให้เกิดความแตกต่างทางเนื้อสัมผัส (17/20)
Chocolate from our Manufacture in Paris, cocoa nib ice cream
Chocolat de notre Manufacture à Paris, glace au grué de cacao
ทานสลับกับไอศกรีมเมล็ดโกโก้ซึ่งให้รสหวานละมุนตัดกันกับความขมของดาร์คช็อกโกแลตได้เป็นอย่างดี (17/20)
Tart Tatin our way, Granny Smith sorbet (350++)
Tarte Tatin à notre façon, sorbet Granny Smith
ถัดมาคือขนมหวานอย่าง “ทาร์ตตาแตง” สูตรพิเศษได้จากการนำฟูจิแอปเปิ้ลไปคาราเมลไลซ์เสิร์ฟมาคู่กับซอร์เบท์แอปเปิ้ลเขียวแกรนนี่สมิธผสมกับไซเดอร์และครีมสดสีขาว (15/20)
Tart Tatin our way, Granny Smith sorbet (350++)
Tarte Tatin à notre façon, sorbet Granny Smith
แอปเปิ้ลมีระดับความกรอบที่พอเหมาะ เมื่อทานคู่กับครีมซึ่งมีความมันจะช่วยเบรครสหวานไม่ให้โดดจนเกินไป (15/20)
Tart Tatin our way, Granny Smith sorbet (350++)
Tarte Tatin à notre façon, sorbet Granny Smith
ซอร์เบท์แอปเปิ้ลเขียวให้รสออกเปรี้ยว เมื่อทานสลับกันจะช่วยบาลานซ์โทนของรสชาติโดยรวมได้ดีมากๆ (15/20)
Lemon soufflé, almond sorbet (350++)
Soufflé au citron, sorbet amande douce
“เลมอนซูเฟล” เสิร์ฟมาอุ่นๆในถ้วย ตัวซูเฟลขึ้นทรงตั้งตรงสวยงาม เนื้อด้านในฟูนุ่มในขณะที่ผิวด้านบนมีความกรอบนิดๆ รสชาติค่อนข้างเปรี้ยว ขอแนะนำให้ทานพร้อมกันกับอัลมอนด์ซอเบท์เพื่อให้มีรสชาติและอุณหภูมิที่หลากหลายในหนึ่งคำ (14/20)
Rum baba, lightly whipped vanilla cream (550++)
Baba au rhum, crème mi-montée à la vanille
หากใครทานของหวานที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ได้ เราขอปักหมุด “บาบา อู รุม” เมนู Signature Dessert ของเชฟ Alain Ducasse ที่สร้างประวัติศาสตร์ให้กับห้องอาหารระดับ 3 ดาวมิชลิน Le Louis XV – Alain Ducasse à l’Hôtel de Paris ในราชรัฐ Monaco จนได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในของหวานคลาสสิคที่ดีที่สุดตลอดการมาจนถึงปัจจุบัน (17/20)
Rum baba, lightly whipped vanilla cream (550++)
Baba au rhum, crème mi-montée à la vanille
เชฟนำบาบาไปแช่ในน้ำเชื่อมที่มีส่วนผสมของเลมอน แอปริคอต วานิลลา และเสาวรส (17/20)
Rum baba, lightly whipped vanilla cream (550++)
Baba au rhum, crème mi-montée à la vanille
จากนั้นจึงใช้มีดตัดแบ่งออกเป็นสองส่วนต่อหน้าลูกค้าบนโต๊ะ (17/20)
Rum baba, lightly whipped vanilla cream (550++)
Baba au rhum, crème mi-montée à la vanille
ขั้นตอนต่อไปคือการใส่ Aged rum จาก Martinique หมู่เกาะภายใต้การปกครองของฝรั่งเศสในทะเลแคริบเบียนซึ่งขึ้นชื่อในเรื่องของการผลิตเหล้ารัมชั้นดี เชฟเลือกใช้รัมปี 2008, 2009 และ 2010 ผสมกันเทลงไป ก่อนจะปิดท้ายด้วยการใส่ Lightly whipped vanilla cream ตามแบบฉบับร้าน 3 ดาวมิชลินในราชรัฐ Monaco (17/20)
Rum baba, lightly whipped vanilla cream (550++)
Baba au rhum, crème mi-montée à la vanille
เค้กบาบามีเนื้อสัมผัสที่ดีมากๆ ไม่นุ่มไม่แข็งจนเกินไป ทั้งยังชุ่มไปด้วยไซรัปที่มีรสชาติอันซับซ้อน ตัววิปวานิลลาครีมมีความหอมมันตัดกันกับรสขมแหลมอันเป็นเอกลักษณ์ของเหล้ารัม ด้วยความที่พนักงานวางครีมและรัมเอาไว้ให้เติมเพิ่มได้เราจึงสามารถปรับแต่งสมดุลของรสชาติได้ตามใจชอบ ถือเป็น Signature Dessert ที่คออาหารฝรั่งเศสไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง สุดยอดมากจริงๆ (17/20)
Chocolate cookie (130++)
Cookie au chocolat
แอบกระซิบเมนูลับอย่างคุกกี้ที่ใช้ช็อกโกแลต 75% จากแหล่งผลิต Le Chocolat Alain Ducasse, Manufacture à Paris ในกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ซึ่งปกติจะนำเสิร์ฟในช่วงอาหารมื้อกลางวันเท่านั้น บอกเลยว่ารสชาติดีงามไม่แพ้ของหวานจานหลัก เพื่อนๆสามารถสอบถามกับพนักงานได้โดยตรงเลย (15/20)
Mignardises
Chestnut-blackcurrant macaron, Chocolate caramel tart
ปิดท้ายมื้ออาหารด้วยเปอตีส์โฟว์สองอย่างคือมาการองเกาลัดผสมแบล็คเคอแรนท์และมินิทาร์ตช็อกโกแลตคาราเมลชิ้นจิ๋วพอดีคำปิดท้ายมื้ออาหารนี้ได้อย่างสมบูรณ์ (15/20)
ราคาอาหารรวม 13,170.63 บาท
มาสเตอร์เชฟ Alain Ducasse เกิดที่บ้านไร่ในเมือง Orthez ทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศฝรั่งเศส เส้นทางสายพ่อครัวของเขาเริ่มต้นขึ้นเมื่ออายุเพียง 16 ปีที่ห้องอาหาร Pavillon Landais ในเมือง Soustons จนกระทั่งสามารถคว้าดาวมิชลินดวงแรกมาครองได้สำเร็จในปี 1984 กับห้องอาหาร La Tarasse หลังจากนั้นฝีมือของเชฟ Alain Ducasse ก็พัฒนาแบบก้าวกระโดดจนกลายเป็นที่พูดถึงในระดับโลกเมื่อเขาสร้างประวัติศาสตร์คว้าดาวมิชลิน 3 ดวงให้กับ Le Louis XV ห้องอาหารประจำโรงแรม Hôtel de Paris ใน Monte Carlo ซึ่งเป็นห้องอาหารในโรงแรมแห่งแรกของโลกที่ได้รับรางวัล 3 Michelin Star และยังคงรักษาดาวทุกดวงต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน ปัจจุบันชื่อของ Alain Ducasse ถูกพูดถึงในนามของเชฟที่ถือครอง Michelin Star มากที่สุดในโลกคือ 18 ดวง โดยเป็นห้องอาหารระดับ ![]()
![]()
3 ดาวมิชลินจำนวน 3 แห่ง (Le Louis XV – Alain Ducasse à l’Hôtel de Paris, Alain Ducasse au Plaza Athénée, Alain Ducasse at The Dorchester), ![]()
2 ดาวมิชลิน 3 แห่ง (Alain Ducasse at Morpheus, Le Meurice Alain Ducasse, Beige Alain Ducasse) และ
1 ดาวมิชลินอีก 3 แห่ง (Benoit, Blue by Alain Ducasse, Esterre) ยังไม่รวมร้านระดับ Michelin Plate และ Bib Gourmand อีกนับไม่ถ้วน
Executive chef Wilfrid Hocquet ร่วมกับ Executive Sous Chef, Lijo George ควบคุมงานครัวทั้งหมดซึ่งตัวเชฟ Wilfred เองก็มีฝีมือระดับพระกาฬทั้งยังเคยร่วมงานกับห้องอาหารชั้นนำของโลกมาแล้วมากมาย เช่น La Palme d’Or (![]()
), Le Jardin Des Sens (![]()
![]()
), Le Louis XV – Alain Ducasse à l’Hôtel de Paris (![]()
![]()
), Bar & Bœuf (
), Deniel (![]()
![]()
ในขณะนั้น), La Bastide de Moustiers (
) และ Benoit (
) ซึ่งการันตีฝีมือและความสามารถของเชฟได้เป็นอย่างดี ส่วนอาหารหวาน Executive Pastry Chef Maxou Boonthanakit สามารถถอดแบบเมนูขึ้นชื่อของเชฟ Alain Ducasse มาอยู่ในร้านสาขากรุงเทพได้เกือบทั้งหมด
เชฟ Wilfrid Hocquet ได้ผสมผสานวัตถุดิบท้องถิ่นของประเทศไทยเข้ากับวัตถุดิบชั้นนำของโลกได้อย่างกลมกลืน เมนูบางคอร์สมีกลิ่นอายและถอดแบบมาจากห้องอาหารเรือธง Le Louis XV – Alain Ducasse à l’Hôtel de Paris ระดับ 3 ดาวมิชลินในราชรัฐโมนาโก ทั้งยังแฝงไปด้วยลายเซ็นของเชฟ Alain Ducasse ซึ่งเป็นหนึ่งในปรมาจารย์อาหารฝรั่งเศสระดับตำนานของโลกอยู่อย่างเต็มเปี่ยม รสชาติอาหารถือว่าทำออกมาได้น่าประทับใจชนิดหาใครเทียบได้ยากในประเทศไทย Blue by Alain Ducasse ถือเป็นเพชรเม็ดงามที่คออาหารฝรั่งเศสระดับ Haute Cuisine ห้ามพลาดด้วยประการทั้งปวง
ทางร้านพิถีพิถันกระทั่งการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ซิลเวอร์แวร์ของ Ercuis และผลิตภัณฑ์เทเบิ้ลแวร์ของ Gien โดยทั้งคู่เป็นบริษัทผู้ผลิตอายุกว่า 200 ปีในประเทศฝรั่งเศส
ขณะจองอย่าลืมขอล็อคที่นั่งริมกระจกบานใหญ่สูงจากพื้นจรดเพดานเพื่อชมวิวอันสวยงามของแม่น้ำเจ้าพระยา
วิวแม่น้ำเจ้าพระยาช่วงกลางวันสามารถเห็นเรือหลายชนิดแล่นผ่านไปผ่านมา ส่วนในช่วงกลางคืนจะเห็นแสงไฟจากเรือต่างๆระยิบระยับสลับกันไปมา สวยงามมากๆ
พรมและผนังในห้องทานอาหารหลักใช้ธีมสีน้ำเงินตามชื่อร้านและยังเป็นสีโปรดของเชฟ Alain Ducasse อีกด้วย
ตรงกลางเป็นพื้นไม้สีทองเข้ากันกับแชนเดอเลียร์ขนาดใหญ่ที่ห้อยลงมาจากด้านบน
Jouin Manku อินทีเรียเอเจนซี่ชื่อดังจากกรุงปารีสออกแบบห้องอาหารโดยได้รับแรงบันดาลใจมาจากพระราชวังแวร์ซายสังเกตได้จากห้องโถงที่กรุผนังด้วยไม้และห้องทานอาหารหลักที่ตกแต่งได้อย่างวิจิตรตระการตา
จากปัจจัยที่กล่าวมาทำให้ห้องอาหาร Blue by Alain Ducasse สามารถคว้ารางวัล 𝗜𝗻𝘁𝗲𝗿𝗶𝗼𝗿 𝗗𝗲𝘀𝗶𝗴𝗻’𝘀 𝗕𝗲𝘀𝘁 𝗼𝗳 𝘁𝗵𝗲 𝗬𝗲𝗮𝗿 𝗔𝘄𝗮𝗿𝗱𝘀 ในหมวดหมู่ห้องอาหาร Fine Dining ประจำปี 2020 มาครองได้สำเร็จ
Blue by Alain Ducasse ตั้งอยู่ที่ชั้น 1 โซน ICONLUXE ของห้างสรรพสินค้า ICONSIAM ด้านหน้าโดดเด่นด้วยกระจกใสบานใหญ่เรียงตัวโค้งรับกันกับพื้นที่โดยรอบได้อย่างสวยงาม