Visit: December 9, 2020

🇹🇭 Mezzaluna - เมซซาลูน่า

เชฟ Ryuki Kawasaki

65th Floor, State Tower Bangkok, 1055 Silom Road, Bangrak, Bangkok 10500

Tel: 02-624-9555

Cuisine

🍴 French Contemporary - อาหารฝรั่งเศสร่วมสมัย

Country

Thailand

MICHELIN Guide

2 MICHELIN Stars

Score

16.5/20

Price

2/5
          

🎗 [Intro] รีวิววันนี้เป็นคิวของห้องอาหารฝรั่งเศสระดับ Haute Cuisine ที่ตั้งอยู่สูงที่สุดในประเทศไทย ทั้งยังการันตีด้วยรางวัล 2 Michelin Stars … เรากำลังพูดถึงห้องอาหาร Mezzaluna ที่นำทีมโดยเชฟ Ryuki Kawasaki นั่นเอง

          

🎗 [The Place] ตัวร้านตั้งอยู่ที่ชั้น 65 ของโรงแรม Lebua โดยลูกค้าต้องขึ้นลิฟท์มาที่ชั้น 64 ก่อนแล้วขึ้นบันไดต่อไปอีกชั้นหนึ่ง ห้องทานอาหารหลักมีเพดานสูงโปร่งเข้ากันกับผนังซึ่งใช้วัสดุกั้นเป็นกระจกใสบานใหญ่ ฝั่ง Dining area ออกแบบให้จัดเรียงเป็นรูปครึ่งวงกลมตามคอนเซปชื่อร้าน Mezzaluna ที่แปลว่าพระจันทร์ครึ่งเสี้ยว ครัวที่นี่เป็นแบบ Open Kitchen ลูกค้าสามารถมองเห็นทีมเชฟจัดเตรียมอาหารได้ตลอดเวลา อย่าลืมจองโต๊ะริมกระจกเพื่อชมวิวมุมสูงของแม่น้ำเจ้าพระยายามค่ำคืน ก่อนกลับห้ามพลาดที่จะแวะไปเดินชิลรับลมที่ Sky Bar ซึ่งเป็นแลนด์มาร์คสำคัญของอาคาร State Tower รับรองได้ว่าโรแมนติคสุดๆ

🎗 [The Chef] แม้จะมีถิ่นกำเนิดอยู่ที่เมือง Niigata แต่ด้วยแรงบันดาลใจด้านการทำอาหารจากคุณแม่ทำให้ Ryuki Kawasaki เดินทางเข้าไปศึกษาต่อที่โรงเรียนสอนทำอาหาร Ecole Tsuji ในกรุงโตเกียว หลังจากเรียนจบมาพร้อมรางวัล “Best Chef in Class” เชฟ Ryuki จึงมีโอกาสบินลัดฟ้าไปฝึกงานกับเชฟอาหารฝรั่งเศสระดับตำนานที่ Restaurant Paul Bocuse (3 Michelin Stars ในขณะนั้น) ในกรุง Lyon และได้ร่วมงานกับห้องอาหาร Le Chateau de Joël Robuchon (3 Michelin Stars) ที่ตั้งอยู่ใจกลาง Ebisu Garden Place กรุงโตเกียวนานถึง 5 ปี ต่อมาเชฟได้เข้าทำงานกับห้องอาหาร Sketch (2 Michelin Stars ในขณะนั้น) ของมาสเตอร์เชฟ Pierre Gagnaire ในกรุง London และไต่แรงก์ในห้องครัวขึ้นไปได้ถึงตำแหน่ง Sous Chef ! พร้อมทั้งได้รับความไว้วางใจจากเชฟ Gagnaire ให้ย้ายไปคุมห้องอาหาร Twist ใน Las Vegas ประเทศสหรัฐอเมริกา แต่ด้วยความต้องการที่จะรังสรรค์อาหารให้ออกมาในสไตล์ของตัวเอง เชฟ Ryuki จึงตัดสินใจลาออกและย้ายมารับตำแหน่ง Chef de Cuisine ให้กับห้องอาหาร Mezzaluna ในปี 2015 จากวันนั้นเป็นต้นมาเชฟ Ryuki นำห้องอาหาร Mezzaluna กวาดรางวัลมาแล้วมากมายทั้งการเอาชนะเชฟเอียนในรายการ Iron Chef Thailand ไปได้อย่างขาดลอย (ก็แน่ล่ะ 😅) รวมไปถึงการมีชื่อเข้าไปติดใน Tatler Thailand Best Restaurant และคว้าดาวมิชลินได้ถึง 2 ดวงตั้งแต่ปีแรกที่มีการจัดอันดับมาจนถึงปัจจุบัน

🎗 [The Food] อาหารที่นี่นำเสนอออกมาในรูปแบบ Chef’s Tasting Menu จำนวน 7 คอร์สที่ราคา 6,500++ บาท/คน โดยจะหมุนเวียนสับเปลี่ยนไปตามฤดูกาลทุกๆ 3 เดือนซึ่งจัดว่าค่อนข้างถี่สำหรับห้องอาหารชั้นสูงระดับนี้ เชฟ Ryuki เลือกใช้วัตถุดิบชั้นสูงนำเข้าจากทั้งประเทศฝรั่งเศสและญี่ปุ่นเช่น กุ้งหวาน Amaebi, หอยแมลงภู่ Murasaki, ฟัวกราส์ Jean Larnaudie และเนื้อวัว Niigata Murakami Wagyu เกรด A5 มาผสมผสานกับวัตถุดิบพื้นถิ่นของไทยและนำเสนอออกมาเป็นอาหารฝรั่งเศสร่วมสมัยที่แฝงกลิ่นอายความเป็นญี่ปุ่นเข้าไว้ด้วยกันได้อย่างกลมกลืน ทั้งนี้เราขอหยิบยกเมนูที่ดีที่สุดของมื้อนี้มาเล่าให้ฟังคร่าวๆสัก 3 อย่างคือ

✨ Amaebi “Tartar”
Sweet Shrimp, Caviar, Carrots

เมนูคอร์สแรกที่เชฟนำกุ้งหวาน “อะมะเอบิ” ไปปรุงรสกับ Yuzu Vinaigrette แล้วสับเป็นทาทาร์จนเกือบละเอียดแต่ยังคงมีเนื้อสัมผัสที่ต้องเคี้ยวเล็กน้อย เสิร์ฟมาให้ทานคู่กับ Pickled Carrot หรือแครอทดองซึ่งจะมีความกรอบและความเปรี้ยวนิดๆเพื่อดึงรสหวานของเนื้อกุ้งให้เด่นชัดออกมามากยิ่งขึ้น ด้านล่างมี Carrot Purée ให้รสหวานพอเหมาะ และ Prunier Caviar ที่ได้จากการนำไข่ปลา Baeri Sturgeon มาผ่านการปรุงรสด้วยเกลือนิดๆจนมีรสเค็มเพียงเบาๆ ด้านบนเป็นครูตองกรอบและอะมะเอบิกรานิต้าช่วยเพิ่มความสดชื่นและกระตุ้นความอยากอาหารได้เป็นอย่างดี สุดยอดมากๆ (18/20)

✨ Murasaki Igai “Mariniere”
Mussels, Smoked Haddock, Kabocha

เมนูคอร์สที่สามเชฟ Ryuki ได้นำเสิร์ฟ “หอยแมลงภู่มุราซากิ” ที่ผ่านการปรุงรสกับปลาแฮ็ดด็อกรมควันและเห็ดป่าวางห่อล้อมด้วยสปาเก็ตตี้จิ๋วเรียงกันเป็นวงกลม ด้านบนเป็นโฟมหอยแมลงภู่สีขาว ก่อนทานพนักงานจะมาเทซอส Kabocha หรือซุปฟักทองให้กับลูกค้าที่โต๊ะ ด้วยความที่มีเนื้อสัมผัสนุ่มหนึบ เคี้ยวง่าย ไร้ซึ่งกลิ่นคาวทำให้หอยแมลงภู่มุราซากิถูกยกให้เป็นวัตถุดิบล้ำค่าเทียบเคียงได้กับหอยแมลงภู่ชั้นสูงจากฝรั่งเศส โฟมหอยแมลงภู่ด้านบนให้กลิ่นอายความเป็นทะเล สปาเก็ตตี้ด้านนอกทำออกมาในสไตล์ฝรั่งเศสคือจะไม่มีความอัลเดนเต้เท่าไหร่นักซึ่งถือเป็นเรื่องดีเพราะตัวสปาเก็ตตี้จะมีเนื้อสัมผัสเคี้ยวหนึบเพียงเบาๆและไม่แย่งซีนกับหอยแมลงภู่มุราซากิที่เป็นพระเอกของจาน ถือเป็นคอร์สที่เต็มไปด้วยความคิดสร้างสรรค์เข้าคู่กันกับรสชาติที่ดีสมกับดาวมิชลินดวงที่สองจริงๆ (17/20)

✨ Niigata Murakami Wagyu “Grilled Over Binchō Charcoal”
Wild Rice, Forest Mushroom, Wild Rocket

เมนู Signature Dish ของเชฟ Ryuki เป็นจานที่ไม่เคยถูกถอดออกจาก Tasting Menu มานานหลายปี ลูกค้าจะได้สัมผัสกับวัตถุดิบล้ำค่าอย่างเนื้อวัว Niigata Murakami Wagyu จากบ้านเกิดของเชฟในจังหวัด Niigata และเพื่อความเอ็กซ์คลูซีฟเชฟ Ryuki ได้เซ็นสัญญาเพื่อเป็นตัวแทนนำเข้าและนำเสิร์ฟให้เฉพาะลูกค้าร้าน Mezzaluna แต่เพียงแห่งเดียวในประเทศไทย เชฟนำเนื้อวัววากิวแล่ออกมาเป็นชิ้นๆ ต่อด้วยการหมักกับถั่วเหลือง มิโสะ ซอยซอส และเหล้าสาเกญี่ปุ่น จากนั้นนำไปย่างบนถ่าน Binchōtan ซึ่งเป็นถ่านไม้คุณภาพสูงที่มีไฟแรงและให้ความร้อนคงที่จนเนื้อวัวมีกลิ่นหอมเฉพาะตัวขึ้นมาแล้วเสิร์ฟมาที่ความสุกระดับมีเดียมแรร์เพื่อให้ควความฉ่ำเอาไว้ได้สังเกตุจากสีแดงที่แสดงออกเด่นชัด ลูกค้าสามารถมองเห็นลายของไขมันวิ่งพาดไปมาบนเนื้อวัวได้อย่างชัดเจน ผิวสีดำด้านนอกเป็นครัสของถ่าน ด้านล่างรองด้วย Wild Rocket Purée ผสมกับเห็ดป่าและข้าวป่าซึ่งมีลักษณะเมล็ดที่ยาวกว่าปกติ ด้านบนทอปด้วยข้าวพองเพิ่มเพิ่มความกรอบให้กับจาน สุดท้ายคือ Beef Jus เพื่อเพิ่มความเป็นเนื้อให้เข้มข้นมากยิ่งขึ้น จากทั้งหมดที่กล่าวมาบอกได้เลยว่าจานนี้หาทานไม่ได้จากร้านอื่นแน่นอน (18/20)

🎗 [Conclusion] วัตถุดิบแต่ละชนิดผ่านการคัดสรรค์มาอย่างดี รสชาติรวมไปถึงเทคนิคการปรุงถือว่าทำออกมาได้ตามมาตรฐานห้องอาหารระดับ 2 ดาวมิชลิน เมื่อนำมาประกอบกับบรรยากาศสุดโรแมนติคทำให้ราคาอาหารที่ตั้งไว้ค่อนข้างสูงพอสมควร มื้ออาหารที่ Mezzaluna จึงเหมาะกับการพาคนรู้ใจมาเฉลิมฉลองเนื่องในโอกาสพิเศษ รับรองว่าประทับใจไม่รู้ลืม

Price :

6,500++ THB/p

Parking :

จอดรถที่ Lebua At State Tower

Operating Time :

18.00-1.00

Dress Code :

Smart Casual

Score

👍 สุดยอดห้องอาหารฝรั่งเศสระดับ 2 ดาวมิชลินพร้อมวิวอันงดงามของแม่น้ำเจ้าพระยายามค่ำคืน

อาหาร :

16.5

ราคา :

2/5

เทคนิค :

4/5

อัตลักษณ์ :

4/5

บรรยากาศ :

5/5

บริการ :

4/5

ไวน์ :

/5

Map

📃 Mezzaluna - Season of Autumn Menu (6,500++ THB/p)

          

Amuse Bouche

Amaebi “Tartar”

Sweet Shrimp, Caviar, Carrots

Zuwaigani “Dressed and Custard”

Snow Crab, Kanimiso, Spinach

Murasaki Igai “Mariniere”

Mussels, Smoked Haddock, Kabocha

Kue “Hatcho Miso Crusted”

Aged Longtooth Grouper, Squid, Porcini, Sansho

Jean Larnaudie’s Foie Gras “Seared Sake Kasu Marinated”

Celeriac, Sesame, Duck Jus

Niigata Murakami Wagyu “Grilled Over Binchō Charcoal”

Wild Rice, Forest Mushroom, Wild Rocket

Pre-dessert

Citrus, Rice Pudding

Markrin 70% Chocolate “Mille-Feuille”

Genmaicha Ice Cream

Petit Four

🇹🇭 Mezzaluna – เมซซาลูน่า

🍴 French Contemporary – อาหารฝรั่งเศสร่วมสมัย

⭐️⭐️ 2 Michelin Stars – 2 ดาวมิชลิน

รีวิววันนี้เป็นคิวของห้องอาหารฝรั่งเศสระดับ Haute Cuisine ที่ตั้งอยู่สูงที่สุดในประเทศไทย ทั้งยังการันตีด้วยรางวัล 2 Michelin Stars … เรากำลังพูดถึงห้องอาหาร Mezzaluna ที่นำทีมโดยเชฟ Ryuki Kawasaki นั่นเอง

Amuse Bouche

เริ่มต้นมื้ออาหารด้วยอมูสบูชนำเสิร์ฟมาพร้อมกันถึง 4 อย่างคือ Beetroot Gazpacho Sphere with Vinegar Cured Saba, Charcoal Tartlet with Grilled Green Eggplant, Salted Sable with Japanese Sweet Potato and Foie Gras Mousse Dipped in Balsamic Jelly และ Turnip Cream with Smoked Bacon Jelly and Crouton

Amuse Bouche
Beetroot Gazpacho Sphere with Vinegar Cured Saba

อมูสบูชชิ้นแรกเป็นสเฟียร์ทรงกลมด้านในบรรจุกัซปาโช่หรือซุปเย็นที่เปลี่ยนจากแตงกวาแบบดั้งเดิมมาใช้เป็นบีทรูท ห้อมล้อมด้วยโมนากะหรือแครกเกอร์กรอบทำมาจากข้าวญี่ปุ่น เนื้อสัมผัสของแครกเกอร์ค่อนข้างหนาไปนิดเทียบกับองค์ประกอบอื่นๆ ด้านบนด้วยปลาซาบะที่ผ่านการหมักในน้ำส้มสายชูให้รสเค็มจากเนื้อปลาแซมด้วยรสเปรี้ยว ทั้งยังมีกลิ่นเฉพาะของปลาซาบะเด่นชัดมากๆ ช่วยกระตุ้นความอยากอาหารได้เป็นอย่างดี (16/20)

Amuse Bouche
Charcoal Tartlet with Grilled Green Eggplant

ถัดมาคือทาร์ตเล็ตที่มีส่วนผสมของถ่านมีเนื้อสัมผัสกรอบกำลังดีมากๆ ด้านในมีเพสท์ทำมาจากมะเขือย่างให้กลิ่นหอมและความนุ่ม ด้านบนทอปด้วยเนื้อปลาซันมะช่วยเพิ่มมิติทางเนื้อสัมผัสที่ดี (17/20)

Amuse Bouche
Salted Sable with Japanese Sweet Potato and Foie Gras Mousse Dipped in Balsamic Jelly

ชิ้นที่สามคือซาเบลหรือแผ่นขนมปังกรอบแบบฝรั่งเศส เชฟเติมเกลือลงไปด้วยเพื่อให้มีรสเค็มนิดๆ ด้านในมีสองเลเยอร์เริ่มจากชั้นล่างคือมันหวานญี่ปุ่นบดให้รสชาติหวาน ชั้นบนคือไฮไลท์อย่างมูสฟัวกราส์ดิปลงไปในน้ำส้มสายชูบัลซามิคจนเกิดเป็นเลเยอร์ของเจลลี่เคลือบที่ผิวด้านนอก มูสฟัวกราส์เนื้อเนียน ละเอียด มีกลิ่นหอม น้ำส้มสายชูมีรสชาติหวานอมเปรี้ยวกลมกล่อม ทั้งรสเค็มจากแผ่นซาเบลยังช่วยให้รสชาติของบัลซามิคเด่นชัดขึ้นมากกว่าเดิม คำนี้สุดยอดมากๆ (18/20)

Amuse Bouche
Kabu and Turnip Cream with Smoked Bacon Jelly, Diced Kabu and Crouton

สุดท้ายคือครีมเทอนิปจับคู่กับเจลลี่ทำมาจากเบคอนรมควัน ทานแล้วจะได้กลิ่นหอมของเบคอนเพียงจางๆ แต่รสชาติของเบคอนไม่ติดมาด้วยทำให้โทนของรสค่อนข้างจืดไปนิด ด้านบนเป็นครูตองเพิ่มความกรอบ เข้าใจว่าเชฟต้องการทำรสชาติให้ออกมาไม่แรงมากนักเพื่อลดทอนความเปรี้ยวและปรับสมดุลลิ้นจากน้ำส้มสายชูบัลซามิคในคอร์สที่แล้วแต่นั่นก็ทำให้อาหารถ้วยนี้ทานแล้วยังไม่รู้สึกว้าวมากนัก (15/20)

แนะนำให้เริ่มต้นมื้ออาหารด้วยเครื่องดื่มดีๆสักแก้ว

Bread with Unsalted Butter From Britany and Seaweed Salt

ถัดมาทางร้านจะนำเสนอขนมปัง 3 อย่าง พร้อมเนยและเกลือ

Bread with Unsalted Butter From Britany and Seaweed Salt

Shio Koji with White Sesame Rolls
ขนมปังข้าวหมักที่มีความกรอบที่ผิวนอก ข้างในม้วนเป็นชั้นฟูนุ่มให้เนื้อสัมผัสคล้ายกับครัวซอง

Bamboo Leaf Soft Bread
ขนมปังนุ่มฟูที่หากทานเปล่าๆอาจรู้สึกว่าไม่โดดเด่นนักแต่พอทานคู่กับเนยและขนมปังปรากฎว่าเข้ากันได้ดีแบบน่าตกใจมากๆ

White Soy Sauce with Nori Baguette
สุดท้ายคือขนมปังบาเก็ตแบบฝรั่งเศสที่เชฟใส่ซอสญี่ปุ่นและสาหร่ายลงไปเพื่อเพิ่มกลิ่นหอมเฉพาะตัวขึ้นมา

Bread with Unsalted Butter From Britany and Seaweed Salt

แนะนำให้ทานขนมปังคู่กับเนยจืดนำเข้าจากแคว้น Britany ประเทศฝรั่งเศสซึ่งชื่อว่าเป็นแหล่งผลิตเนยที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งของโลก และเกลือที่มีส่วนผสมของสาหร่ายเข้ากันได้ดีมากจริงๆ

Amaebi “Tartar”
Sweet Shrimp, Caviar, Carrots

คอร์สแรกในเซ็ตเมนูมีพระเอกของจานคือกุ้งหวาน “อะมะเอบิ” นำเข้าจากประเทศญี่ปุ่น เชฟนำกุ้งส่วนหนึ่งมาทำเป็นกรานิต้าเพื่อทอปลงไปบนจาน (18/20)

Amaebi “Tartar”
Sweet Shrimp, Caviar, Carrots

พนักงานจะเทกรานิต้าลงไปในจาน (18/20)

Amaebi “Tartar”
Sweet Shrimp, Caviar, Carrots

เชฟนำกุ้งหวาน “อะมะเอบิ” ไปปรุงรสกับ Yuzu Vinaigrette จากนั้นสับเป็นทาทาร์จนเกือบละเอียดแต่ยังคงมีเนื้อสัมผัสที่ต้องเคี้ยวเล็กน้อย เสิร์ฟมาให้ทานคู่กับ Pickled Carrot หรือแครอทดองซึ่งจะมีความกรอบและความเปรี้ยวนิดๆเพื่อดึงรสหวานของเนื้อกุ้งให้เด่นชัดออกมามากยิ่งขึ้น ด้านล่างมี Carrot Purée ให้รสหวานพอเหมาะ และ Prunier Caviar ที่ได้จากการนำไข่ปลา Baeri Sturgeon มาผ่านการปรุงรสด้วยเกลือนิดๆทำให้มีรสเค็มเพียงเบาๆ ด้านบนเป็นครูตองกรอบและกรานิต้าทำจากน้ำสต็อะมะเอบิช่วยเพิ่มความสดชื่นและกระตุ้นความอยากอาหารได้เป็นอย่างดี (18/20)

Zuwaigani “Dressed and Custard”
Snow Crab, Kanimiso, Spinach

คอร์สที่สองคือ “ปูซูไว” หรือปูหิมะจากเกาะฮอกไกโดประเทศญี่ปุ่น เสิร์ฟมาสองรูปแบบ เริ่มจากองค์ประกอบตรงกลางเชฟนำเนื้อปูไปนึ่งก่อน จากนั้นนำไปปรุงกับ Tarragon และ Kanimiso หรือมันปูปรุงรสจนมีความนุ่มพอเหมาะ แล้วห่อด้วยผักโขมนุ่มหวาน ตอนทานจะสัมผัสได้ถึงรสหวานได้อย่างเด่นชัดอันเป็นจุดเด่นของเนื้อปูชนิดนี้ ส่วนองค์ประกอบด้านล่างเป็นคัสตาร์ด Kanimiso ที่มีกลิ่นหอมเฉพาะตัว ด้านบนคือแผ่น Tuile เพิ่มความกรอบเพียงเล็กน้อยให้กับจาน และ Lemon Confit ชิ้นเล็กเพิ่มมิติความเปรี้ยวเบาๆช่วยดึงรสหวานของเนื้อปูให้เด่นชัดมากขึ้น (16/20)

Murasaki Igai “Mariniere”
Mussels, Smoked Haddock, Kabocha

ถัดมาคอร์สที่สามคือ “หอยแมลงภู่มุราซากิ” ที่เชฟนำไปปรุงรสกับปลาแฮ็ดด็อกรมควันและเห็ดป่าวางเอาไว้ตรงกลางด้านใน ส่วนชั้นนอกห่อล้อมด้วยสปาเก็ตตี้จิ๋วเรียงกันเป็นวงกลม ด้านบนเป็นโฟมหอยแมลงภู่สีขาว ก่อนทานพนักงานจะมาเทซอส Kabocha หรือซุปฟักทองให้กับลูกค้าที่โต๊ะ (17/20)

Murasaki Igai “Mariniere”
Mussels, Smoked Haddock, Kabocha

ด้วยเนื้อสัมผัสที่นุ่มหนึบ เคี้ยวง่าย แทบจะไร้ซึ่งกลิ่นคาวชนิดที่ว่าคนที่ไม่ชอบทานหอยก็ยังเข้าถึงได้ไม่ยากนักทำให้หอยแมลงภู่มุราซากิจัดเป็นหนึ่งในวัตถุดิบชั้นสูงเทียบเคียงได้กับหอยแมลงภู่จากประเทศฝรั่งเศสเลยก็ว่าได้ โฟมหอยแมลงภู่ด้านบนให้กลิ่นอายความเป็นทะเล สปาเก็ตตี้ด้านนอกทำออกมาในสไตล์ฝรั่งเศสคือจะไม่มีความอัลเดนเต้เท่าไหร่นักซึ่งถือเป็นเรื่องดีเพราะตัวสปาเก็ตตี้จะมีเนื้อสัมผัสเคี้ยวหนึบเพียงเบาๆไม่แย่งซีนกับหอยแมลงภู่มุราซากิที่เป็นพระเอกราคาแพงของจาน ซุปฟักทองด้านนอกเนื้อเนียน นุ่ม มีกลิ่นหอม มีรสหวานกำลังพอเหมาะ ถือเป็นจานที่ทั้งสร้างสรรค์และทำรสชาติออกมาได้ดีสมกับดาวมิชลินดวงที่สองจริงๆ (17/20)

Kue “Hatcho Miso Crusted”
Aged Longtooth Grouper, Squid, Porcini, Sansho

จานที่สี่คือปลา “คูเอะ” ซึ่งเป็นในกลุ่ม Grouper หรือปลาเก๋าฟันยาวนำเข้าจากประเทศญี่ปุ่น เชฟนำเนื้อปลาไปผ่านกระบวนการ Aging จากนั้นนำไปนึ่งช้าๆจนสุก รอบๆล้อมด้วยครัสท์ทำมาจาก Hatcho Miso หรือเต้าเจี้ยวแดงญี่ปุ่น องค์ประกอบสีแดงด้านล่างคือ Purée ทำมาจาก Hatcho Miso ผสมกับเห็ดพอร์ชินี่ ด้านบนเป็นเนื้อปลาหมึกที่หั่นเต๋าออกมาเป็นชิ้นสี่เหลี่ยมเล็กๆ ยังมีข้าวพองที่เชฟผสมกับหมีกดำของปลาหมึกจนมีสีขาวสลับดำอีกด้วย ด้วยความที่เป็นเนื้อปลาเก๋าทำให้ชิ้นปลายังมีเนื้อสัมผัสสู้ฟันเล็กน้อย Hatcho Miso มีกลิ่นหอมและรสชาติที่ค่อนข้างเฉพาะตัวอาจทำให้บางคนชอบหรือไม่ชอบจานนี้ได้ ตัวข้าวพองทำออกมาได้กรอบและความหนึบของปลาหมึกช่วยเพิ่มมิติทางเนื้อสัมผัสให้กับจานได้เป็นอย่างดี (15/20)

Jean Larnaudie’s Foie Gras “Seared Sake Kasu Marinated”
Celeriac, Sesame, Duck Jus

คอร์สที่ห้านำเสิร์ฟมาเป็น “ฟัวกราส์ ชอง ลาโนดี” ตับห่านคุณภาพสูงนำเข้าจากเมือง Figeac ประเทศฝรั่งเศส เชฟ Ryuki ได้นำฟัวกราส์ไปแพนเซียกับเมล็ด Poppy Seed และเมล็ดงาขาวจนนุ่ม ตักทานเข้าไปฟัวกราส์ก็พร้อมจะละลายในปาก มีความหอม มัน ครีมมี่ ไร้ซึ่งความคาวใดๆองค์ประกอบด้านล่างคือ Celeriac Purée และ Duck Jus เพื่อเพิ่มความเข้มข้นทางรสชาติ ส่วนด้านบนคือ Pickled Celeriac ที่เชฟฝานออกมาเป็นเส้นบางๆคล้ายสปาเก็ตตี้ให้เนื้อสัมผัสเคี้ยวกรอบและรสฝาดอมเปรี้ยวเบาๆ สุดท้ายคือ Celery และ Sesame Crumble เพิ่มมิติความกรอบให้กับจาน … หากมองแยกส่วนกัน ทั้งฟัวกราส์และสปาเก็ตตี้ Celeriac ดองดูจะทำออกมาได้ดีทั้งคู่ แต่พอนำมาทานพร้อมกันแล้วพบว่าเมื่อเคี้ยวๆไป ฟัวกราส์จะเป็นองค์ประกอบที่ถูกเคี้ยวจนละเอียดไปก่อนแต่กลับกลืนไม่ได้เพราะยังมี Celeriac Spaghetti ซึ่งใช้เวลาเคี้ยวนานกว่าติดอยู่ในปากจนเกิดความคาวของฟัวกราส์ตามมาได้อยู่บ้าง ถ้าไม่ติดจุดนี้จานนี้อาจให้คะแนนได้สูงถึง 17-18/20 เลยทีเดียว (16/20)

Niigata Murakami Wagyu “Grilled Over Binchō Charcoal”
Wild Rice, Forest Mushroom, Wild Rocket

เมนคอร์สจานสุดท้ายเป็น Signature Dish ของเชฟ Ryuki และเป็นจานที่ไม่เคยถูกถอดออกจาก Tasting Menu มานานหลายปี ลูกค้าจะได้สัมผัสกับวัตถุดิบล้ำค่าอย่างเนื้อวัว Niigata Murakami Wagyu จากบ้านเกิดของเชฟในจังหวัด Niigata และเพื่อความเอ็กซ์คลูซีฟเชฟ Ryuki ได้เซ็นสัญญาเพื่อเป็นตัวแทนนำเข้าและนำเสิร์ฟให้เฉพาะลูกค้าร้าน Mezzaluna แต่เพียงแห่งเดียวในประเทศไทย เชฟนำเนื้อวัววากิวแล่ออกมาเป็นชิ้นๆ ต่อด้วยการหมักกับถั่วเหลือง มิโสะ ซอยซอส และเหล้าสาเกญี่ปุ่น จากนั้นนำไปย่างบนถ่าน Binchōtan ซึ่งเป็นถ่านไม้คุณภาพสูงที่มีไฟแรงและให้ความร้อนคงที่จนเนื้อวัวมีกลิ่นหอมเฉพาะตัวขึ้นมาแล้วเสิร์ฟมาที่ความสุกระดับมีเดียมแรร์เพื่อให้ควความฉ่ำเอาไว้ได้สังเกตุจากสีแดงที่แสดงออกเด่นชัด ลูกค้าสามารถมองเห็นลายของไขมันวิ่งพาดไปมาบนเนื้อวัวได้อย่างชัดเจน ผิวสีดำด้านนอกเป็นครัสของถ่าน ด้านล่างรองด้วย Wild Rocket Purée ผสมกับเห็ดป่าและข้าวป่าซึ่งมีลักษณะเมล็ดที่ยาวกว่าปกติ ด้านบนทอปด้วยข้าวพองเพิ่มเพิ่มความกรอบให้กับจาน สุดท้ายคือ Beef Jus เพื่อเพิ่มความเป็นเนื้อให้เข้มข้นมากยิ่งขึ้น (18/20)

Niigata Murakami Wagyu “Grilled Over Binchō Charcoal”
Wild Rice, Forest Mushroom, Wild Rocket

เนื้อวัว Niigata Murakami Wagyu ของที่ Mezzaluna จะแตกต่างจากเนื้อ Kobe หรือเนื้อ Matsusaka ที่หาทานได้ทั่วไป พูดง่ายๆคือเนื้อสัมผัสจะอยู่ตรงกลางระหว่าง Wagyu A5 และ Australian Wagyu คือจะไม่ได้นุ่มระดับที่ทานแล้วละลายในปากแต่ยังคงมีความหนึบพอให้ต้องเคี้ยวเพียงเล็กน้อย กัดเข้าไปจะพวกับความนุ่ม ชุ่มฉ่ำของเนื้อวัวราคาแพง มีกลิ่นหอมเด่นชัด เรียกได้ว่าแทบจะไร้ที่ติ … อย่างไรก็ตามเรารู้สึกเสียดายเล็กน้อยที่เชฟเลือกใส่ข้าวพองมาด้วย (ทอปมาบนเนื้อวัวเลย) ทำให้เมื่อทานพร้อมกันแล้วความกรอบของข้าวพองจะไปบดบังเนื้อสัมผัสอันสุดยอดของวากิวอย่างน่าเสียดายขนาดที่ว่าคำถัดมาของเราต้องตักเนื้อกินเพียวๆก่อนเพื่อดื่มด่ำความรุ้สึกนี้ให้ได้มากที่สุดแล้วจึงค่อยตักข้าวพองทานตามกันเข้าไป ยังดีที่เชฟใส่พูเรผักร็อกเก็ตมาด้วยเพื่อช่วยเชื่อมแต่ละองค์ประกอบต่างๆเข้าด้วยกัน จานนี้ก็เช่นกันถ้าเปลี่ยนจากข้าวพองเป็นองค์ประกอบอื่นที่เข้ากันอาจเก็บคะแนนได้ถึง 19/20 เลยยังได้ (18/20)

Pre-dessert
Citrus, Rice Pudding

ถัดมาพนักงานจะนำเสิร์ฟ Pre-dessert เพื่อล้างปากและปรับสมดุลลิ้นก่อนเข้าสู่คอร์สของหวาน ในถ้วยที่เราเห็นคือ Citrus with Rice Pudding ด้านล่างจะเป็น Rice Pudding ทอปด้วย Spiced Marmalade หรือแยมปรุงรส จับคู่กับ Citrus รสเปรี้ยว ชั้นกลางคือ Mandarin Sorbet ให้ความเปรี้ยวเบาๆและช่วยเรียกความสดชื่นขณะทาน สุดท้ายด้านบนคือ Orange Jelly ทำเป็น Veil หรือผ้าห่มคลุมซอร์เบท์เอาไว้ และ Zest หรือผิวส้มให้ความขมนิดๆพอเป็นอาฟเตอร์เทสต์ตามมาทีหลัง รสชาติโดยรวมอยู่ในเกฑ์มาตรฐาน ตัว Jelly ค่อนข้างนุ่มมากไปนิดทำให้รู้สึกเสมือนว่าละลายไปกับซอร์เบท์ หากเชฟทำออกมาได้หนึบกว่านี้เพียงเล็กน้อยจะช่วยเพิ่มมิติทางเนื้อสัมผัสของทั้งจานให้เด่นชัดมากยิ่งขึ้น (15/20)

Markrin 70% Chocolate “Mille-Feuille”
Genmaicha Ice Cream

สำหรับคอร์สขนมหวานที่ผสมผสานความเป็นฝรั่งเศสและญี่ปุ่นเข้าด้วยกัน เชฟเลือกเสิร์ฟเป็นขนมมิลเฟยโดยใช้ Filo Pastry แทน Puff Pastry แบบดั้งเดิมเพื่อให้มีความกรอบและความแข็งคล้ายไปทางแคร็กเกอร์มากขึ้น เลเยอร์ตรงกลางเชฟตั้งใจทำให้ออกมาคล้ายกับชานมโดยใช้ 70% MakRin Chocolate ช็อกโกแลตเกรดพรีเมี่ยมสัญชาติไทยจากจังหวัดเชียงใหม่ซึ่งจะมีรสขมกำลังดีแต่ไม่มีรสเปรี้ยว จับคู่กับ Genmaicha Cream หรือครีมชาเขียวญี่ปุ่นซึ่งจะมีความหวานมัน และ Chocolate Ganache ด้านบนทอปด้วย Chocolate Tuile หรือแผ่นตูยทำจากช็อกโกแลตและ Rice Crisp เพิ่มความกรอบขณะทาน ตักทึกองค์ประกอบทานกลพร้อมกันกับ Genmaicha Ice Cream บอกเลยว่าทานแล้วรู้สึกสดชื่นมากๆ (17/20)

Petit Four

เปอตีโฟว์ของ Mezzaluna นำเสิร์ฟมา 3 อย่างคือ

Chacoal Tartlet with White Miso and Praline

ขนมมินิทาร์ตชิ้นจิ๋วขนาดพอดีคำมีส่วนผสมของถ่านทำให้มีสีดำ ด้านในเป็นครีมทำจากมิโสะขาวและพราลีนทานแล้วให้รสชาติคล้ายกันกับขนมหวานในคอร์สสุดท้าย

Japanese Sweet Potato Glazed in Black Currant Served in Almond Sablé Topped with French Meringue

ชิ้นถัดมาคือมันหวานญี่ปุ่นที่เขฟนำไปเกลซด้วยแบล็คเคอแรนท์ จากนั้นวางมาบนซาเบลกรอบทำจากถั่วอัลมอนต์ ด้านบนทอปด้วยเมอแรงก์เพื่อเพิ่มรสหวานขณะทาน

Orange Marrshmallow Served with Pumpkin Crisp and Purée

ชิ้นสุดท้ายคือมาร์ชแมลโล่นุ่มๆรองด้านล่างด้วยฟักทองกรอบและฟักทองพูเร่

เปอตีโฟว์ทำออกมาได้ตามมาตรฐาน แนะนำให้ทานคู่กับกาแฟสักแก้วปิดท้ายมื้ออาหารได้เป็นอย่างดี (16/20)

Strawberry Cheesecake

สำหรับใครที่ไปเฉลิมฉลองโอกาสพิเศษกับทางโรงแรมจะได้รับเค้กสมนาคุณจากทางห้องอาหาร เนื้อเค้กนุ่ม ดีงามตามมาตรฐาน ไสสตรอว์เบอร์รี่ตรงกลางถูกแช่จนกลายเป็นเกล็ดนน้ำแข็ง อร่อยไม่เบาเลยทีเดียว

Caffee Latte (410++)

เราได้สั่งกาแฟลาเต้เพื่อมาทานคู่กับเปอตี โฟว์ อย่างไรก็ตามด้วยคุณภาพของกาแฟที่อยู่ในระดับกลางทำให้เมื่อเทียบกับราคาที่ตั้งเอาไว้ถือว่ายังไม่คุ้มค่าสักเท่าไหร่นัก

A Box Of Macarons

ก่อนกลับพนักงานจะมอบของขวัญปิดท้าย เปิดออกมาจะพบกับกล่องด้านในบรรจุมาการองจำนวน 5 ชิ้น

A Box Of Macarons

อย่างที่สองคือจดหมายขอบคุณจากทางทีมโรงแรมและเชฟปิดท้ายมื้ออาหารนี้อย่างสมบูรณ์

แม้จะมีถิ่นกำเนิดอยู่ที่เมือง Niigata แต่ด้วยแรงบันดาลใจด้านการทำอาหารจากคุณแม่ทำให้ Ryuki Kawasaki เดินทางเข้าไปศึกษาต่อที่โรงเรียนสอนทำอาหาร Ecole Tsuji ในกรุงโตเกียว หลังจากเรียนจบมาพร้อมรางวัล “Best Chef in Class” เชฟ Ryuki จึงมีโอกาสบินลัดฟ้าไปฝึกงานกับเชฟอาหารฝรั่งเศสระดับตำนานที่ Restaurant Paul Bocuse (3 Michelin Stars ในขณะนั้น) ในกรุง Lyon และได้ร่วมงานกับห้องอาหาร Le Chateau de Joël Robuchon (3 Michelin Stars) ที่ตั้งอยู่ใจกลาง Ebisu Garden Place กรุงโตเกียวนานถึง 5 ปี ต่อมาเชฟได้เข้าทำงานกับห้องอาหาร Sketch (2 Michelin Star ในขณะนั้น) ของมาสเตอร์เชฟ Pierre Gagnaire ในกรุง London และไต่แรงก์ในห้องครัวขึ้นไปได้ถึงตำแหน่ง Sous Chef ! พร้อมทั้งได้รับความไว้วางใจจากเชฟ Gagnaire ให้ย้ายไปคุมห้องอาหาร Twist ใน Las Vegas ประเทศสหรัฐอเมริกา แต่ด้วยความต้องการที่จะรังสรรค์อาหารให้ออกมาในสไตล์ของตัวเอง เชฟ Ryuki จึงตัดสินใจลาออกและย้ายมารับตำแหน่ง Chef de Cuisine ให้กับห้องอาหาร Mezzaluna ในปี 2015 จากวันนั้นเป็นต้นมาเชฟ Ryuki นำห้องอาหาร Mezzaluna กวาดรางวัลมาแล้วมากมายทั้งการเอาชนะเชฟเอียนในรายการ Iron Chef Thailand ไปได้อย่างขาดลอย (ก็แน่ล่ะ 😅) รวมไปถึงการมีชื่อเข้าไปติดใน Tatler Thailand Best Restaurant และคว้าดาวมิชลินได้ถึง 2 ดวงตั้งแต่ปีแรกที่มีการจัดอันดับมาจนถึงปัจจุบัน

ครัวที่นี่เป็นแบบ Open Kitchen ลูกค้าสามารถมองเห็นทีมเชฟจัดเตรียมอาหารได้ตลอดเวลา

ห้องทานอาหารหลักมีเพดานสูงโปร่งเข้ากันกับผนังซึ่งใช้วัสดุกั้นเป็นกระจกใสบานใหญ่

อาหารที่นี่นำเสนอออกมาในรูปแบบ Chef’s Tasting Menu จำนวน 7 คอร์สที่ราคา 6,500++ บาท/คน โดยจะหมุนเวียนสับเปลี่ยนไปตามฤดูกาลทุกๆ 3 เดือนซึ่งจัดว่าค่อนข้างถี่สำหรับห้องอาหารชั้นสูงระดับนี้

ฝั่ง Dining area ออกแบบให้จัดเรียงเป็นรูปครึ่งวงกลมตามคอนเซปชื่อร้าน Mezzaluna ที่แปลว่าพระจันทร์ครึ่งเสี้ยว

อย่าลืมจองโต๊ะริมกระจกเพื่อชมวิวมุมสูงของแม่น้ำเจ้าพระยายามค่ำคืน

วิวของแม่น้ำเจ้าพระยายามค่ำคืน

ตัวร้านตั้งอยู่ที่ชั้น 65 ของโรงแรม Lebua โดยลูกค้าต้องขึ้นลิฟท์มาที่ชั้น 64 ก่อนแล้วขึ้นบันไดต่อไปอีกชั้นหนึ่ง

ก่อนกลับห้ามพลาดที่จะแวะไปเดินชิลรับลมที่ Sky Bar ซึ่งเป็นแลนด์มาร์คสำคัญของอาคาร State Tower รับรองได้ว่าโรแมนติคสุดๆ

วัตถุดิบแต่ละชนิดผ่านการคัดสรรค์มาอย่างดี รสชาติรวมไปถึงเทคนิคการปรุงถือว่าทำออกมาได้ตามมาตรฐานห้องอาหารระดับ 2 ดาวมิชลิน เมื่อนำมาประกอบกับบรรยากาศสุดโรแมนติคทำให้ราคาอาหารที่ตั้งไว้ค่อนข้างสูงพอสมควร มื้ออาหารที่ Mezzaluna จึงเหมาะกับการพาคนรู้ใจมาเฉลิมฉลองเนื่องในโอกาสพิเศษ รับรองว่าประทับใจไม่รู้ลืม