Visit: September 21, 2021

🇫🇷 Arpège - อาร์เพจ

👨🏻‍🍳 Chef Alain Passard - เชฟอแล็ง ปาสซาร์ด

84 Rue de Varenne, 75007 Paris, France

Tel: (+33) 1 47 05 09 06

Cuisine

🍴 Creative - อาหารเชิงความคิดสร้างสรรค์

Country

France

MICHELIN Guide

3 MICHELIN Stars

Score

18/20

Price

3/5
          

🎗 [Intro] หากได้มีโอกาสดูการเต้นบัลเล่ต์สักครั้งหนึ่ง คนทั่วไปอย่างเราจะนึกถึงอะไร … ท่วงท่าการเต้นระบำปลายเท้าอันสวยงาม ? ดนตรีที่บรรเลงเข้ากันไปกับการแสดง ? … แต่สำหรับเชฟอย่าง Alain Passard นั้นเขาสามารถคิดค้นเมนูใหม่โดยการนำเป็ดและไก่มาสับครึ่งตัวแล้วเย็บติดกันด้วยเชือก จากนั้นนำเข้าเตาอบจนองค์ประกอบทางรสชาติของสัตว์ปีกทั้งสองชนิดรวมกันเป็นหนึ่งเสมือนนักเต้นชายและหญิงโอบกอดคู่กันอันเป็นที่มาของสุดยอด Signature Dish อย่าง CANARD POULET CUIT DANS SA PAILLE หรือ Chicken Duck Cooked In Its Hay … รีวิวฉบับนี้ตามล่า Fine Dining ขอแนะนำสุดยอดห้องอาหาร 3 ดาวมิชลินที่มีเจ้าของร้านเป็นเชฟผู้ปฏิวัติขนบการนำเสิร์ฟอาหารชั้นสูงระดับ Haute Cuisine ของประเทศฝรั่งเศสให้เพื่อน ๆ ได้ชมกัน

          

🎗 [The Chef] Alain Passard เกิดในปี ค.ศ. 1956 ที่เมือง La Guerche-de-Bretagne ครั้นอายุได้ 14 ปีเขาได้ตัดสินใจเลือกเส้นทางชีวิตสายอาชีพเชฟโดยเริ่มต้นฝึกงานในห้องอาหาร Le Lion d’Or ระดับ 2 ดาวมิชลินในช่วงปี 1971 ถึง 1975 ภายในการนำของเชฟ Michel Kéréver เพื่อฝึกฝนเทคนิคการปรุงอาหาร Classic French ก่อนที่จะย้ายไปร่วมงานกับห้องอาหารระดับ 2 ดาวมิชลิน (ในตอนนั้น) อย่าง La Chaumière ภายใต้การนำของเชฟระดับตำนาน Gaston Boyer ตามมาด้วยการร่วมงานกับห้องอาหารระดับ 3 ดาวมิชลินในกรุงปารีสอย่าง L’Archestrate (ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นห้องอาหาร Arpège ในปัจจุบันดังที่เราจะกล่าวต่อไป) ภายใต้การนำของเชฟ Alain Senderens จนได้ประสบการณ์การปรุงอาหารขั้นสูงสุด จุดพลิกผันสำคัญของชีวิตเกิดขึ้นเมื่อเชฟ Alain Passard ได้รับงานควบคุมห้องอาหาร Le Duc d’Enghien ใน Enghien Casino พร้อมทั้งคว้ารางวัล 🌟🌟 2 ดาวมิชลินมาครองเป็นของตัวเองได้สำเร็จในปี 1980 ทั้งยังทำสถิติเป็นเชฟระดับ 2 ดาวมิชลินที่อายุน้อยที่สุดคือ 24 ปีในช่วงเวลานั้นต่อด้วยการรับงานควบคุม Restaurant Carlton ในกรุง Brussels และสามารถคว้ารางวัล 🌟🌟 2 ดาวมิชลินมาครองได้อีกเช่นกัน … ปี 1986 เชฟ Alain Passard ได้ซื้อต่อกิจการห้องอาหาร L’Archestrate จากเชฟ Alain Senderens ผู้เปรียบเสมือนอาจารย์ของเขาและเปลี่ยนชื่อร้านเป็น L’Arpège ตามคำว่า Arpeggio หรือ Broken Cord บ่งบอกถึงความหลงไหลในดนตรี Jazz ของตัวเชฟได้เป็นอย่างดี Arpège ได้รับรางวัล 🌟 1 ดาวมิชลินภายในปีแรกที่เปิดร้านคือ ค.ศ. 1987 ตามมาด้วย 🌟🌟 2 ดาวมิชลินในปี 1988 และรางวัลอันทรงเกียรติ 🌟🌟🌟 3 ดาวมิชลินในปี 1996

🎗 [The Revolution of Haute Cuisine] สำหรับเชฟในฝรั่งเศสส่วนมากการได้รับดาวมิชลิน 3 ดวงอาจเปรียบเสมือนจุดสูงสุดของเส้นทางสายนี้ สิ่งที่ต้องทำต่อจากนี้คือการรักษาดาวทั้ง 3 เอาไว้ให้ได้นานที่สุด แต่สำหรับ Alain Passard นี่คือจุดเริ่มต้นเท่านั้น … 15 ปีหลังจากการเสิร์ฟเนื้อสัตว์ในห้องอาหารชั้นสูงระดับ Haute Cuisine ในปี 1998 เขากลับพบว่าการฆ่าสัตว์เพื่อนำมาทำเป็นอาหารเป็นเรื่องที่ทรมานจิตใจตัวเองเป็นอย่างมาก Alain Passard ในตอนนั้นถึงกับมีความคิดที่จะเปลี่ยนงานไปลองทำอาชีพอื่น ห้องอาหาร Arpège ปิดทำการไปนานเกือบปี กระทั่งในที่สุดเชฟก็ค้นพบเส้นทางใหม่ที่จะทำให้ตัวเองมีความสุขและความคิดนี้ยังได้นำมาซึ่งการปฏิวัติวงการอาหารชั้นสูงของฝรั่งเศสไปตลอดกาล … “หัวบีทรูทก็สามารถปรุงในเกล็ดเกลือเหมือนเนื้อวัว”, “ขึ้นฉ่ายก็เอามารมควันได้”, “ศาสตร์แห่งไฟซึ่งส่วนใหญ่ใช้กันกับเนื้อสัตว์ สามารถนำมาใช้กับผักทั้งหลายได้เช่นกัน” เชฟ Alain Passard ตัดสินใจอย่างแน่วแน่ว่าห้องอาหาร Arpège จากนี้ไปจะถอดเมนูที่เคยทำให้ได้มิชลิน 3 ดาวออกทั้งหมดและหันมาเสิร์ฟเฉพาะผักและผลไม้เท่านั้น … ในประเทศฝรั่งเศสโดยเฉพาะกับห้องอาหาร 3 ดาวมิชลิน การเลิกเสิร์ฟเนื้อสัตว์และหันมาเสิร์ฟเฉพาะผักและผลไม้ถือเป็นสิ่งที่ผิดมหันต์จนเทียบได้กับการลบหลู่วัฒนธรรมของประเทศ ตัวร้านเริ่มเสียฐานลูกค้าเดิมไปจำนวนมาก ไม่มีใครคิดว่า Arpège จะรอดจากเหตุการณ์ครั้งนี้ไปได้ เชฟ Alain Passard ยังได้เดินทางไปยัง Michelin Guide และบอกถึงสิ่งที่เขากำลังทำอยู่ ผู้อำนวยการ Michelin Guide ถึงกับตกใจจนผงะ “ฟังนะครับ ผมตัดสินใจแล้ว ถึงเวลาคุณตัดสินใจบ้าง” คือคำพูดสุดท้ายที่เชฟกล่าวเอาไว้ก่อนจะเดินกลับออกมา นักวิจารย์อาหารในฝรั่งเศสต่างโหมกระแสกันอย่างหนักหน่วง หนังสือพิมพ์ Paris Journal กล่าวว่า “Gastronomes Have a Beef With a Renouncing Chef (วงการอาหารชั้นสูงมีปัญหากับเชฟชื่อดัง”, นิตยสาร Terra Eco จั่วหัวบทความตัวโต ๆ ว่า “Un grand chef aux petits légumes (เชฟใหญ่หนีไปกับผัก)” กระทั่งหนังสือพิมพ์ Libération ยังลงบทความเกือบเต็มหน้าหนังสือพิมพ์ว่า “Alain Passard, 46 ans. cuisinier au firmament des trois-étoiles, il converti ses tables à la region du tout-légumes (อแล็ง ปาสซาร์ดเปลี่ยนศาสนาไปนับถือผัก)” ระหว่างนั้นเชฟ Alain Passard ทำงานอย่างหนักหน่วงทั้งวันทั้งคืนเพื่อพิสูจน์ตัวเองว่าร้านอาหารฝรั่งเศสก็สามารถเสิร์ฟแต่ผักได้จนกระทั่งการมาถึงของงานประกาศรางวัล Michelin Guide ประเทศฝรั่งเศสในปี 2000 ทุกคนรอคอยกันอย่างใจจดใจจ่อ … Arpège ยังคงสามารถรักษาดาวทั้ง 3 ดวงเอาไว้ได้ และยังคงได้รับต่อเนื่องทุกปีมาจนถึงปัจจุบัน

🎗 [The Place] Arpège ตั้งอยู่บริเวณหัวมุมของถนน Rue de Varenne ในเขต 7 (7th Arrondissement) ของกรุงปารีส ห้องรับประทานอาหารหลักตกแต่งในสไตล์ Art Deco และมีขนาดค่อนข้างเล็ก โต๊ะแต่ละตัวถูกจัดวางเกือบจะติดกัน เดินลงบันไดไปจะพบกับห้องอาหารอีกห้องหนึ่งซึ่งอยู่ใต้ดิน ถัดไปอีกไม่ไกลจากร้านเป็นห้องทำงานส่วนตัว บนผนังมีรูปวาดที่แสดงถึงความเป็นศิลปินของเชฟแขวนประดับเอาไว้อยู่มากมาย นอกจากร้านอาหารในกรุง Paris แล้วเชฟ Alain Passard ยังได้ซื้อที่ดิน 3 แห่งซึ่งมี Terroirs และสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกันเพื่อปรับปรุงเป็นฟาร์มผักและผลไม้ออร์แกนิคส่งให้กับห้องอาหาร Arpège แบบวันต่อวันโดยสร้างสวนแห่งแรกขึ้นที่เมือง Sarthe ในปี 2002 มีสภาพดินเป็นดินร่วน (Soil) เหมาะกับการปลูกแครอท, หน่อไม้ฝรั่ง และกระเทียมต้น ต่อด้วยสร้างสวนแห่งที่สองที่เมือง Eure ในปี 2005 มีสภาพดินเป็นเหนียว (Clay) เหมาะกับการปลูกหัวขึ้นฉ่ายฝรั่งและกะหล่ำปลี สุดท้ายคือสวนแห่งที่สามถูกสร้างขึ้นที่เมือง Manche ในปี 2008 มีสภาพเป็นลุ่มน้ำ (Alluvia) เหมาะกับการปลูกสมุนไพรจำพวก Aromatic herbs ต่าง ๆ อีกด้วย

🎗 [The Food] ถึงแม้อาหารที่ Arpège จะเน้นเสิร์ฟเมนูผักเป็นหลักแต่ช่วงหลัง ๆ มาเชฟ Alain Passard ได้ยอมปรับมาเสิร์ฟเมนูเนื้อบ้างแล้ว (แต่ผักก็ยังคงเป็นพระเอกของร้านอยู่ดี) ลูกค้าสามารถเลือกทานเป็นเซ็ตเมนูหลักของร้าน 2 อย่างซึ่งจะมีราคาค่อนข้างสูงเริ่มจากเมนูผักซึ่งเป็นเมนูสร้างชื่อให้กับร้านอย่าง Garden Menu (L’Été des jardins) ที่ราคาคนละ 340 EUR และเมนูเนื้อและอาหารทะเลที่เรียกว่า Land & Sea Menu (Terre & Mer) ที่ราคาคนละ 420 EUR แต่เราขอแนะนำเซ็ตเมนูมื้อกลางวันที่เราได้ลองในวันนี้คือ Lunch Menu (Le déjuner des jardiers) ที่ราคาเพียงคนละ 175 EUR ซึ่งทีมเชฟจะจัดเตรียมเมนู Classic Dish ของร้านจัดเสิร์ฟแบบต่อเนื่องเป็นจานเล็ก ๆ ราว 8-12 อย่างและมีจานที่ทำออกมาได้โดดเด่นหาใครเทียบเคียงได้ยากเช่น

✨ Beetroot Sushi

สุดยอดเมนู Signature Dish ที่เชฟ Alain Passard บรรจงรังสรรค์ขึ้นมาคือซูชิคำโต ด้านล่างเป็นข้าวญี่ปุ่นคุณภาพสูง ด้านบนทอปด้วยบีทรูทขาวที่เชฟปลูกขึ้นมาในสวนของตัวเอง นำไปฝานเป็นแผ่นบางๆ มีรสหวานฉ่ำ อร่อยแบบไม่น่าเชื่อว่าบีทรูทจะให้รสชาติได้แบบนี้ ด้านบนคือฮอร์ชแรดิชให้กลิ่นฉุนกำลังดี ทั้งยังหอมกลิ่นน้ำมันเบย์ลีฟ ไร้ซึ่งกลิ่นดินที่พบได้ในบีทรูทแดงแบบปกติ ดูจากขนาดแล้วใช้มีดตัดครึ่งเพื่อทาน 2 คำน่าจะเหมาะที่สุด ถือเป็นจานที่แฝงความซับซ้อนกลมกลืนอยู่ภายในความเรียบง่ายจากภายนอกได้อย่างกลมกลืน สุดยอดมาก ๆ (20/20)

✨ Hot and Cold Egg

อีกหนึ่ง Iconic Dish ที่เชฟ Alain Passard รังสรรค์ออกมาในช่วงปี 1980s จนโด่งดังคือ Hot and Cold Egg ด้านล่างเป็นไข่แดงที่ผ่านการโพชจนอุ่น ให้ความหอม มัน ครีมมี่ ด้านบนเป็นครีมเย็นที่ตกแต่งรสชาติด้วย Sherry Vinegar และ Spicy Cream บาลานซ์รสชาติโดยรวมให้เข้ากันได้เป็นอย่างดี (20/20)

✨ Beetroot Tartar

จานที่ถูกจัดเป็นอีกหนึ่งเมนู Iconic ของร้านคือ Beetroot Tartar เชฟใช้บีทรูทสับเป็นชิ้น ๆ ให้เนื้อสัมผัสที่นุ่ม ละมุน อร่อยแทบไม่ต่างจากเนื้อสัตว์ ใช้ช้อนตักรับประทานคู่กับมูสทำมาจากแครอทและมันหวาน ข้างกันคือสลัดและ Red Onion ให้ความกรอบจนเกิดมิติทางเนื้อสัมผัสกับทาทาร์ได้อย่างลงตัว (17/20)

✨ Bouquet of Roses

นอกจาก Vegetarian Tasting Menu อันโด่งดังแล้ว ขนมหวานที่ Arpège อัดแน่นไปด้วยเมนูสุดคลาสสิคที่แฝงไปด้วยความเรียบง่ายแต่ใช้เทคนิคเฉพาะตัวอันซับซ้อน เราขอแนะนำเมนูขนมหวานที่ดีที่สุดแห่งปีอย่างช่อดอกกุหลาบจากห้องอาหาร Arpège เชฟ Alain Passard ตั้งใจเสิร์ฟพายแอปเปิ้ลให้ออกมาในรูปแบบที่แตกต่างจึงได้นำแอปเปิ้ลทั้งลูกมาฝานเป็นแผ่นบางๆขนาดเท่ากันทั้งชิ้นและทุกชิ้นจนคล้ายกับแผ่นริบบิ้นยาวโดยที่ไม่มีรอยฉีกหรือขาดออกจากกัน จากนั้นนำไปม้วนพันจนเป็นรูปทรงคล้ายดอกกุหลาบ วางลงไปบนทาร์ตทีละดอกจนดูคล้ายช่อดอกไม้ การทำแบบนี้เชฟบอกว่าจะช่วยเก็บรสชาติและเนื้อสัมผัสความกรอบของแอปเปิ้ลไว้ได้ดี จากนั้นนำไปอบจนแป้งทาร์ตด้านล่างสุก กรอบ เกิดมิติทางเนื้อสัมผัสที่ดีเมื่อเทียบกับความกรอบของแอปเปิ้ล มีกลิ่นหอมเด่นชัดเจน ด้านบนโรยด้วยถั่วอัลมอนด์และแครอท ถือเป็นการยกระดับเมนูขนมหวานพื้นบ้านสู้ห้องอาหารระดับ 3 ดาวมิชลินอย่างแท้จริง (20/20)

🎗 [Conclusion] รสชาติอาหารถือว่าดีงามตามมาตรฐาน เชฟ Alain Passard แหวกขนบธรรมเนียมแบบเดิม ๆ จนทำให้ Arpège สร้างเอกลักษณ์เฉพาะตัวขึ้นมาได้ แม้จะสูญเสียฐานลูกค้าไปบ้างในช่วงแรกแต่เมื่อเวลาผ่านไปตัวร้านก็สามารถเจาะกลุ่มลูกค้าใหม่รวมถึงเรียกศรัทธาจากลูกค้าเดิมคืนมาได้เกือบทั้งหมด ทั้งยังเป็นแหล่งบ่มเพาะเชฟชื่อก้องโลกมากมายเช่น Pascal Barbot, David Toutain, Gunther Hubrechson และ Laurent Lapaire อีกด้วย

Price :

175-420 EUR/p

Parking :

จอดริมทางหน้าร้านหรือจอดที่ Parking Indigo Paris Invalides

Operating Time :

12.00-14.30, 19.00-22.30 ปิดวันเสาร์-อาทิตย์

Dress Code :

Smart Casual

Score

👍 สุดยอดร้านอาหารของเชฟผู้ปฏิวัติวงการ Haute Cuisine ในประเทศฝรั่งเศสในช่วงต้นยุค 2000

อาหาร :

18

ราคา :

3/5

เทคนิค :

5/5

อัตลักษณ์ :

5/5

บรรยากาศ :

3/5

บริการ :

3/5

ไวน์ :

/5

Map

📃 Le déjuner des jardiers (175 EUR/p)

          

Les jardins,

ce martin,

nous ont offert une palette gustative.

Laissez-vous guider

par l’improvisation des cuisiniers.

C’est une balade légumière

que le Chef vous propose,

une association des sens.

🇫🇷 Arpège – อาร์เพจ

🌟🌟🌟 3 Michelin Stars – 3 ดาวมิชลิน

🏵🏵🏵🏵🏵 5 Toques d’Or Gault & Millau – หมวก 5 ใบโกทเอทมิโย

🍴 Creative – อาหารเชิงความคิดสร้างสรรค์

👨🏻‍🍳 Chef Alain Passard – เชฟอแล็ง ปาสซาร์ด

หากได้มีโอกาสดูการเต้นบัลเล่ต์สักครั้งหนึ่ง คนทั่วไปอย่างเราจะนึกถึงอะไร … ท่วงท่าการเต้นระบำปลายเท้าอันสวยงาม ? ดนตรีที่บรรเลงเข้ากันไปกับการแสดง ? … แต่สำหรับเชฟอย่าง Alain Passard นั้นเขาสามารถคิดค้นเมนูใหม่โดยการนำเป็ดและไก่มาสับครึ่งตัวแล้วเย็บติดกันด้วยเชือก จากนั้นนำเข้าเตาอบจนองค์ประกอบทางรสชาติของสัตว์ปีกทั้งสองชนิดรวมกันเป็นหนึ่งเสมือนนักเต้นชายและหญิงโอบกอดคู่กันอันเป็นที่มาของสุดยอด Signature Dish อย่าง CANARD POULET CUIT DANS SA PAILLE หรือ Chicken Duck Cooked In Its Hay … รีวิวฉบับนี้ตามล่า Fine Dining ขอแนะนำสุดยอดห้องอาหาร 3 ดาวมิชลินที่มีเจ้าของร้านเป็นเชฟผู้ปฏิวัติขนบการนำเสิร์ฟอาหารชั้นสูงระดับ Haute Cuisine ของประเทศฝรั่งเศสให้เพื่อน ๆ ได้ชมกัน

Vegetable Tartlets

เริ่มต้นด้วยมินิทาร์ตขนาดจิ๋วพอดีคำ แป้งบางกรอบจนแทบจะละลายในปาก ด้านในบรรจุผักต่าง ๆ สีแดงคือบีทรูทและพาสนิป สีส้มคือมันหวาน และสีขาวคือเบย์ลีฟและเซเลอรี่ แต่ละอย่างให้รสชาติที่แตกต่างกันออกไป (18/20)

Bread and Butter

ถัดมาคือขนมปังเสิร์ฟมากับ Salted Butter สามารถขอพนักงานเติมได้เรื่อย ๆ

Beetroot Sushi

สุดยอดเมนู Signature Dish ที่เชฟ Alain Passard บรรจงรังสรรค์ขึ้นมาคือซูชิคำโต ด้านล่างเป็นข้าวญี่ปุ่นคุณภาพสูง ด้านบนทอปด้วยบีทรูทขาวที่เชฟปลูกขึ้นมาในสวนของตัวเอง นำไปฝานเป็นแผ่นบางๆ มีรสหวานฉ่ำ อร่อยแบบไม่น่าเชื่อว่าบีทรูทจะให้รสชาติได้แบบนี้ ด้านบนคือฮอร์ชแรดิชให้กลิ่นฉุนกำลังดี ทั้งยังหอมกลิ่นน้ำมันเบย์ลีฟ ไร้ซึ่งกลิ่นดินที่พบได้ในบีทรูทแดงแบบปกติ ดูจากขนาดแล้วใช้มีดตัดครึ่งเพื่อทาน 2 คำน่าจะเหมาะที่สุด ถือเป็นจานที่แฝงความซับซ้อนกลมกลืนอยู่ภายในความเรียบง่ายจากภายนอกได้อย่างน่าทึ่ง สุดยอดมาก ๆ (20/20)

Hot and Cold Egg

อีกหนึ่ง Iconic Dish ที่เชฟ Alain Passard รังสรรค์ออกมาในช่วงปี 1980s จนโด่งดังคือ Hot and Cold Egg ด้านล่างเป็นไข่แดงที่ผ่านการโพชจนอุ่น ให้ความหอม มัน ครีมมี่ ด้านบนเป็นครีมเย็นที่ตกแต่งรสชาติด้วย Sherry Vinegar และ Spicy Cream บาลานซ์รสชาติโดยรวมให้เข้ากันได้เป็นอย่างดี (20/20)

Homemade Parmentier

พาเมนเทียร์โฮมเมด ด้านล่างทำมาจากผักหลายชนิดทั้งแครอทหวาน กระเทียมต้น เกาลัด และเห็ดทรัฟเฟิล เนื้อสัมผัสเนียนเข้ากันดีตัดกันกับความกรอบของผิวด้านบน (16/20)

Vegetables Ravioli

อีกหนึ่งเมนูเด็ดที่จัดเสิร์ฟกันเป็นประจำคือราสิโอลีผัก ซุปหรือ Broth สีน้ำตาลเข้มถูก Infused ด้วยรากเซเลอรี่, แก่นตะวัน และกระเทียมต้น หากนึกรสชาติไม่ออกอยากให้ลองนึกถึงยาแก้ไอโบราณของบ้านเรา 😆 ส่วนราวิโอลีมีทั้งหมด 3 สี เนื้อสัมผัสคล้ายเกี๊ยวของจีนมากกว่าราวิโอลีของอาหารตะวันตก เริ่มจากชิ้นสีเขียวมีไส้ด้านในทำมาจากกระเทียมต้น กะหล่ำปลี และฮอร์ชแรดิช ชิ้นสีขาวมีไส้ทำมาจาก พาสนิป เทอร์นิป และแอปเปิ้ล ชิ้นสีส้มมีไส้ทำมาจากฟักทองน้ำเต้าและส้ม รสขาติแต่ละชิ้นมีความหวานและเปรี้ยวในสัดส่วนที่แตกต่างกันออกไป (17/20)

Stuffed Cabbage

จานนี้คือใบกะหล่ำปลีกรอบ รสชาติขมเบา ๆ ด้านในยัดไส้ด้วยกระเทียมต้น แครอท และหอมใหญ่ ส่วนน้ำซอสทำมาจาก Yellow Wines มีกลิ่นและรสชาติเฉพาะตัว มีความละมุนตัดกันกับความกรอบของกะหล่ำปลีได้ดีมาก ๆ (17/20)

Butternut Squash Soup

เมนูที่ดูไม่ซับซ้อนจานนี้คือซุปฟักทองน้ำเต้า ไฮไลท์อยู่ที่รสชาติอันหวาน ละมุน จากฟักทองน้ำเต้าที่เชฟปลูกเองแตกต่างจากฟักทองน้ำเต้าที่เราเคยทานมาชัดเจน ด้านบนคือครีมทำมาจากแฮมรมควันเนื้อสัมผัสเบาราวกับซูเฟลช่วยเบรคความหวานจากซุปไม่ให้โดดจนเกินไป (18/20)

Beetroot Tartar

มาถึงอีกหนึ่งเมนู Iconic ของร้านคือ Beetroot Tartar เชฟใช้บีทรูทสับเป็นชิ้น ๆ ให้เนื้อสัมผัสที่นุ่ม ละมุน อร่อยแทบไม่ต่างจากเนื้อสัตว์ ใช้ช้อนตักรับประทานคู่กับมูสทำมาจากแครอทและมันหวาน ข้างกันคือสลัดและ Red Onion ให้ความกรอบจนเกิดมิติทางเนื้อสัมผัสกับทาทาร์ได้อย่างลงตัว (17/20)

Vegetable Lasagna

ถัดมาคือลาซาญญ่าผัก ทางร้านจะทำออกมาเป็นชิ้นใหญ่พอเสิร์ฟให้ลูกค้าได้หลายคน จากนั้นพนักงานจะนำไปตักแบ่งในครัวก่อนนำเสิร์ฟ (17/20)

Vegetable Lasagna

เชฟนำผักต่าง ๆ อย่างเกาลัดและหอมแดง มาเรียงเป็นชั้นแบบลาซาญญ่า แต่ละชั้นคั่นด้วยพาเมซานชีสช่วยชูความหอม มัน เค็ม ซอสรอบ ๆ ทำมาจาก Yellow Wine และมะกอกดำจากประเทศกรีซ ถือเป็นการนำเมนูที่ใช้เนื้อสัตว์เป็นองค์ประกอบหลักอย่างลาญญ่ามานำเสนอในรูปแบบที่น่าสนใจ (17/20)

Spinach with Red Orange Confit

ก่อนเข้าสู่ของหวานพนักงานได้นำเสิร์ฟผักโขมที่ผ่านความร้อนมาจนนุ่มเสิร์ฟคู่กับ Red Orange กงฟี มีองค์ประกอบของเลมอนให้ความเป็นซิตรัสพอประมาณ ซอสสีแดงรอบ ๆ ทำมาจากบีทรูทให้กลิ่นดินเพิ่มมิติทางกลิ่นและรสชาติ จบด้วยการโรยเมล็ดงาขาวลงไปพอประมาณ (16/20)

Petit Four

เราแอบแปลกใจที่ทางร้านเสิร์ฟ Petie Four มาก่อนขนมหวานประกอบไปด้วย Chocolate Truffle with Verbena, Rosemary Tuile, Chocolate Palmier, Caramel with Honey and Bay Leaf และ Chocolate with Pistachio

Bouquet of Roses

นอกจาก Vegetarian Tasting Menu อันโด่งดังแล้ว ขนมหวานที่ Arpège อัดแน่นไปด้วยเมนูสุดคลาสสิคที่แฝงไปด้วยความเรียบง่ายแต่ใช้เทคนิคเฉพาะตัวอันซับซ้อน เราขอแนะนำเมนูขนมหวานที่ดีที่สุดแห่งปีอย่างช่อดอกกุหลาบจากห้องอาหาร Arpège เชฟ Alain Passard ตั้งใจเสิร์ฟพายแอปเปิ้ลให้ออกมาในรูปแบบที่แตกต่างจึงได้นำแอปเปิ้ลทั้งลูกมาฝานเป็นแผ่นบางๆขนาดเท่ากันทั้งชิ้นและทุกชิ้นจนคล้ายกับแผ่นริบบิ้นยาวโดยที่ไม่มีรอยฉีกหรือขาดออกจากกัน จากนั้นนำไปม้วนพันจนเป็นรูปทรงคล้ายดอกกุหลาบ วางลงไปบนทาร์ตทีละดอกจนดูคล้ายช่อดอกไม้ การทำแบบนี้เชฟบอกว่าจะช่วยเก็บรสชาติและเนื้อสัมผัสความกรอบของแอปเปิ้ลไว้ได้ดี จากนั้นนำไปอบจนแป้งทาร์ตด้านล่างสุก กรอบ เกิดมิติทางเนื้อสัมผัสที่ดีเมื่อเทียบกับความกรอบของแอปเปิ้ล มีกลิ่นหอมเด่นชัดเจน ด้านบนโรยด้วยถั่วอัลมอนด์และแครอท ถือเป็นการยกระดับเมนูขนมหวานพื้นบ้านสู่ห้องอาหารระดับ 3 ดาวมิชลินอย่างแท้จริง (20/20)

📃 Le déjuner des jardiers (175 EUR/p)

Les jardins,

ce martin,

nous ont offert une palette gustative.

Laissez-vous guider

par l’improvisation des cuisiniers.

C’est une balade légumière

que le Chef vous propose,

une association des sens.

ถึงแม้อาหารที่ Arpège จะเน้นเสิร์ฟเมนูผักเป็นหลักแต่ช่วงหลัง ๆ มาเชฟ Alain Passard ได้ยอมปรับมาเสิร์ฟเมนูเนื้อบ้างแล้ว (แต่ผักก็ยังคงเป็นพระเอกของร้านอยู่ดี) ลูกค้าสามารถเลือกทานเป็นเซ็ตเมนูหลักของร้าน 2 อย่างซึ่งจะมีราคาค่อนข้างสูงเริ่มจากเมนูผักซึ่งเป็นเมนูสร้างชื่อให้กับร้านอย่าง Garden Menu (L’Été des jardins) ที่ราคาคนละ 340 EUR และเมนูเนื้อและอาหารทะเลที่เรียกว่า Land & Sea Menu (Terre & Mer) ที่ราคาคนละ 420 EUR แต่เราขอแนะนำเซ็ตเมนูมื้อกลางวันที่เราได้ลองในวันนี้คือ Lunch Menu (Le déjuner des jardiers) ที่ราคาเพียงคนละ 175 EUR ซึ่งทีมเชฟจะจัดเตรียมเมนู Classic Dish ของร้านจัดเสิร์ฟแบบต่อเนื่องเป็นจานเล็ก ๆ ราว 8-12 อย่างและมีจานที่ทำออกมาได้โดดเด่นหาใครเทียบเคียงได้ยากเช่น

ห้องรับประทานอาหารหลักตกแต่งในสไตล์ Art Deco และมีขนาดค่อนข้างเล็ก

โต๊ะแต่ละตัวถูกจัดวางเกือบจะติดกัน

จุดที่อาจทำให้ Arpège ไม่เหมาะกับทุกคนคือราคาที่ค่อนข้างสูงแม้จะเทียบกับมาตรฐานของห้องอาหารทั่วไปในกรุง Paris รสชาติอาหารถือว่าดีงามตามมาตรฐาน เชฟ Alain Passard แหวกขนบธรรมเนียมแบบเดิม ๆ จนทำให้ Arpège สร้างเอกลักษณ์เฉพาะตัวขึ้นมาได้ แม้จะสูญเสียฐานลูกค้าไปบ้างในช่วงแรกแต่เมื่อเวลาผ่านไปตัวร้านก็สามารถเจาะกลุ่มลูกค้าใหม่รวมถึงเรียกศรัทธาจากลูกค้าเดิมคืนมาได้เกือบทั้งหมด ทั้งยังเป็นแหล่งบ่มเพาะเชฟชื่อก้องโลกมากมายเช่น Pascal Barbot, David Toutain, Gunther Hubrechson และ Laurent Lapaire อีกด้วย

เดินลงบันไดไปจะพบกับห้องอาหารอีกห้องหนึ่งซึ่งอยู่ใต้ดิน

Alain Passard เกิดในปี ค.ศ. 1956 ที่เมือง La Guerche-de-Bretagne ครั้นอายุได้ 14 ปีเขาได้ตัดสินใจเลือกเส้นทางชีวิตสายอาชีพเชฟโดยเริ่มต้นฝึกงานในห้องอาหาร Le Lion d’Or ระดับ 2 ดาวมิชลินในช่วงปี 1971 ถึง 1975 ภายในการนำของเชฟ Michel Kéréver เพื่อฝึกฝนเทคนิคการปรุงอาหาร Classic French ก่อนที่จะย้ายไปร่วมงานกับห้องอาหารระดับ 2 ดาวมิชลิน (ในตอนนั้น) อย่าง La Chaumière ภายใต้การนำของเชฟระดับตำนาน Gaston Boyer ตามมาด้วยการร่วมงานกับห้องอาหารระดับ 3 ดาวมิชลินในกรุงปารีสอย่าง L’Archestrate (ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นห้องอาหาร Arpège ในปัจจุบันดังที่เราจะกล่าวต่อไป) ภายใต้การนำของเชฟ Alain Senderens จนได้ประสบการณ์การปรุงอาหารขั้นสูงสุด จุดพลิกผันสำคัญของชีวิตเกิดขึ้นเมื่อเชฟ Alain Passard ได้รับงานควบคุมห้องอาหาร Le Duc d’Enghien ใน Enghien Casino พร้อมทั้งคว้ารางวัล 🌟🌟 2 ดาวมิชลินมาครองเป็นของตัวเองได้สำเร็จในปี 1980 ทั้งยังทำสถิติเป็นเชฟระดับ 2 ดาวมิชลินที่อายุน้อยที่สุดคือ 24 ปีในช่วงเวลานั้นต่อด้วยการรับงานควบคุม Restaurant Carlton ในกรุง Brussels และสามารถคว้ารางวัล 🌟🌟 2 ดาวมิชลินมาครองได้อีกเช่นกัน … ปี 1986 เชฟ Alain Passard ได้ซื้อต่อกิจการห้องอาหาร L’Archestrate จากเชฟ Alain Senderens ผู้เปรียบเสมือนอาจารย์ของเขาและเปลี่ยนชื่อร้านเป็น L’Arpège ตามคำว่า Arpeggio หรือ Broken Cord บ่งบอกถึงความหลงไหลในดนตรี Jazz ของตัวเชฟได้เป็นอย่างดี Arpège ได้รับรางวัล 🌟 1 ดาวมิชลินภายในปีแรกที่เปิดร้านคือ ค.ศ. 1987 ตามมาด้วย 🌟🌟 2 ดาวมิชลินในปี 1988 และรางวัลอันทรงเกียรติ 🌟🌟🌟 3 ดาวมิชลินในปี 1996

สำหรับเชฟในฝรั่งเศสส่วนมากการได้รับดาวมิชลิน 3 ดวงอาจเปรียบเสมือนจุดสูงสุดของเส้นทางสายนี้ สิ่งที่ต้องทำต่อจากนี้คือการรักษาดาวทั้ง 3 เอาไว้ให้ได้นานที่สุด แต่สำหรับ Alain Passard นี่คือจุดเริ่มต้นเท่านั้น … 15 ปีหลังจากการเสิร์ฟเนื้อสัตว์ในห้องอาหารชั้นสูงระดับ Haute Cuisine ในปี 1998 เขากลับพบว่าการฆ่าสัตว์เพื่อนำมาทำเป็นอาหารเป็นเรื่องที่ทรมานจิตใจตัวเองเป็นอย่างมาก Alain Passard ในตอนนั้นถึงกับมีความคิดที่จะเปลี่ยนงานไปลองทำอาชีพอื่น ห้องอาหาร Arpège ปิดทำการไปนานเกือบปี กระทั่งในที่สุดเชฟก็ค้นพบเส้นทางใหม่ที่จะทำให้ตัวเองมีความสุขและความคิดนี้ยังได้นำมาซึ่งการปฏิวัติวงการอาหารชั้นสูงของฝรั่งเศสไปตลอดกาล … “หัวบีทรูทก็สามารถปรุงในเกล็ดเกลือเหมือนเนื้อวัว”, “ขึ้นฉ่ายก็เอามารมควันได้”, “ศาสตร์แห่งไฟซึ่งส่วนใหญ่ใช้กันกับเนื้อสัตว์ สามารถนำมาใช้กับผักทั้งหลายได้เช่นกัน” เชฟ Alain Passard ตัดสินใจอย่างแน่วแน่ว่าห้องอาหาร Arpège จากนี้ไปจะถอดเมนูที่เคยทำให้ได้มิชลิน 3 ดาวออกทั้งหมดและหันมาเสิร์ฟเฉพาะผักและผลไม้เท่านั้น

ในประเทศฝรั่งเศสโดยเฉพาะกับห้องอาหาร 3 ดาวมิชลิน การเลิกเสิร์ฟเนื้อสัตว์และหันมาเสิร์ฟเฉพาะผักและผลไม้ถือเป็นสิ่งที่ผิดมหันต์จนเทียบได้กับการลบหลู่วัฒนธรรมของประเทศ ตัวร้านเริ่มเสียฐานลูกค้าเดิมไปจำนวนมาก ไม่มีใครคิดว่า Arpège จะรอดจากเหตุการณ์ครั้งนี้ไปได้ เชฟ Alain Passard ยังได้เดินทางไปยัง Michelin Guide และบอกถึงสิ่งที่เขากำลังทำอยู่ ผู้อำนวยการ Michelin Guide ถึงกับตกใจจนผงะ “ฟังนะครับ ผมตัดสินใจแล้ว ถึงเวลาคุณตัดสินใจบ้าง” คือคำพูดสุดท้ายที่เชฟกล่าวเอาไว้ก่อนจะเดินกลับออกมา นักวิจารย์อาหารในฝรั่งเศสต่างโหมกระแสกันอย่างหนักหน่วง หนังสือพิมพ์ Paris Journal กล่าวว่า “Gastronomes Have a Beef With a Renouncing Chef (วงการอาหารชั้นสูงมีปัญหากับเชฟชื่อดัง”, นิตยสาร Terra Eco จั่วหัวบทความตัวโต ๆ ว่า “Un grand chef aux petits légumes (เชฟใหญ่หนีไปกับผัก)” กระทั่งหนังสือพิมพ์ Libération ยังลงบทความเกือบเต็มหน้าหนังสือพิมพ์ว่า “Alain Passard, 46 ans. cuisinier au firmament des trois-étoiles, il converti ses tables à la region du tout-légumes (อแล็ง ปาสซาร์ดเปลี่ยนศาสนาไปนับถือผัก)” ระหว่างนั้นเชฟ Alain Passard ทำงานอย่างหนักหน่วงทั้งวันทั้งคืนเพื่อพิสูจน์ตัวเองว่าร้านอาหารฝรั่งเศสก็สามารถเสิร์ฟแต่ผักได้จนกระทั่งการมาถึงของงานประกาศรางวัล Michelin Guide ประเทศฝรั่งเศสในปี 2000 ทุกคนรอคอยกันอย่างใจจดใจจ่อ … Arpège ยังคงสามารถรักษาดาวทั้ง 3 ดวงเอาไว้ได้ และยังคงได้รับต่อเนื่องทุกปีมาจนถึงปัจจุบัน

ในห้องทำงานส่วนตัวมีรูปวาดที่แสดงถึงความเป็นศิลปินของเชฟแขวนประดับเอาไว้อยู่มากมาย

นอกจากร้านอาหารในกรุง Paris แล้วเชฟ Alain Passard ยังได้ซื้อที่ดิน 3 แห่งซึ่งมี Terroirs และสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกันเพื่อปรับปรุงเป็นฟาร์มผักและผลไม้ออร์แกนิคส่งให้กับห้องอาหาร Arpège แบบวันต่อวันโดยสร้างสวนแห่งแรกขึ้นที่เมือง Sarthe ในปี 2002 มีสภาพดินเป็นดินร่วน (Soil) เหมาะกับการปลูกแครอท, หน่อไม้ฝรั่ง และกระเทียมต้น ต่อด้วยสร้างสวนแห่งที่สองที่เมือง Eure ในปี 2005 มีสภาพดินเป็นเหนียว (Clay) เหมาะกับการปลูกหัวขึ้นฉ่ายฝรั่งและกะหล่ำปลี สุดท้ายคือสวนแห่งที่สามถูกสร้างขึ้นที่เมือง Manche ในปี 2008 มีสภาพเป็นลุ่มน้ำ (Alluvia) เหมาะกับการปลูกสมุนไพรจำพวก Aromatic herbs ต่าง ๆ อีกด้วย

Arpège ตั้งอยู่บริเวณหัวมุมของถนน Rue de Varenne ในเขต 7 (7th Arrondissement) ของกรุงปารีส