Visit: February 10, 2022

🇪🇸 L'Escaleta - เลสคาเลต้า

👨🏻‍🍳 Chef Kiko Moya - เชฟกิโก้ โมย่า

Estació del Nord 205, Cocentaina, 03824, Spain

Tel: (+34) 965 59 21 00

Cuisine

🍴 Creative, Mediterranean Cuisine - อาหารเชิงความคิดสร้างสรรค์, อาหารเมดิเตอเรเนียน

Country

Spain

MICHELIN Guide

2 MICHELIN Stars

Score

16.5/20

Price

5/5
          

🎗 [INTRO] บทความในวันนี้เราอาสาพาเพื่อน ๆ ไปพบกับห้องอาหาร Family-Run ชั้นนำแห่งแคว้น Valencia ที่มีชื่อว่า L’Escaleta เชฟเจ้าของร้าน Kiko Moya มีจุดเด่นในการยกระดับวัตถุดิบท้องถิ่นและนำเสนออกมาในเชิงความคิดสร้างสรรค์และเมดิเตอร์เรเนียนได้อย่างน่าสนใจ

          
🎗 [THE PLACE] เจ้าของร้านรุ่นแรก Francisco (Paco) Moya และ Ramiro Redrado เปิดห้องอาหาร L’Escaleta ขึ้นเป็นครั้งแรกในปี 1980 ณ ตัวเมือง Cocentaina โดยทั้งสองคนเป็นเพื่อนสนิทและบริหารงานร่วมกัน ตัวร้านได้รับกระแสตอบรับอย่างดีจากคนท้องถิ่นแถบ Alicante กระทั่งต่อมาในปี 1998 เชฟ Kiko Moya (ลูกชายของคุณ Francisco Moya) จบการศึกษาจากโรงเรียนการอาหารชั้นนำของประเทศสเปนและเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในทีมก่อนที่ตัวร้านจะย้ายจากตำแหน่งดั้งเดิมมายังตำแหน่งปัจจุบันนอกตัวเมือง Cocentaina ไม่ไกลกันจาก Sierra de Mariola Natural Park หน้าร้านเป็นลานจอดรถที่กว้างขวางพอสำหรับรองรับลูกค้าได้ครบทุกคน เมื่อถึงเวลาประตูเหล็กดัดบานใหญ่จะเปิดออกนำพวกเราเข้าไปยังลานกว้างขนาดใหญ่พร้อมด้วยภาพพื้นหลังของภูเขา Montcabrer บริเวณนี้ยังมีโต๊ะอาหารสำหรับผู้ที่ต้องการเริ่มต้นมื้ออาหารด้วย Snacks กันนอกตัวอาคารอีกด้วย เดินผ่านประตูไม้เข้าไปจะพบเคาน์เตอร์สำหรับตรวจสอบการจอง ในส่วนของห้องรับประทานอาหารหลักสามารถรองรับลูกค้าได้ราว ๆ 35 คน ภายในตกแต่งแบบย้อนยุคสังเกตได้จากการเลือกใช้เฟอร์นิเจอร์ไม้โบราณจำนวนมากและเก้าอี้สีแดงแบบดั้งเดิมตัดกันกับสีขาวของผ้าลินินที่ใช้ปูโต๊ะ ข้างกันมีห้องเก็บไวน์ขนาดใหญ่ เมื่อจบมื้ออาหารเชฟ Kiko Moya จะนำลูกค้าสลับกันเข้าไปชมห้องครัวและโต๊ะ Chef’s Table ที่เพิ่งได้รับการปรับปรุงใหม่เมื่อตัวร้านมีอายุครบ 40 ปีในปี 2020 ที่ผ่านมานั่นเอง ห้องอาหาร L’Escaleta ได้รับรางวัล 🌟 1 Michelin Star ใน Michelin Guide Spain and Portugal 2001 โดยในช่วงนั้นเป็น Ramiro คุณลุงของเขาที่กุมบังเหียนห้องอาหารแห่งนี้อยู่ ส่วนรางวัล 🌟🌟 2 Michelin Stars ตามมาใน Michelin Guide Spain and Portugal 2017 พ่วงด้วยรางวัล ☀️☀️☀️ 3 Soles Guía Repsol ในปีเดียวกันและเป็นสองรางวัลนี้เองที่เชฟ Kiko รู้สึกได้ว่าเขาเป็นคนคว้ามาครองได้สำเร็จด้วยตัวเอง

🎗 [THE CHEF] Kiko Moya เป็นลูกชายคนกลางของ Francisco (Paco) (หุ้นส่วนรุ่นแรกคนที่หนึ่ง) และ Rita โดยตัวเขานั้นมีชีวิตผูกพันธ์กับการอาหารตั้งแต่มีอายุได้เพียง 10 ปี หลังจากจบการศึกษาจากโรงเรียนการอาหารชั้นนำของประเทศเมื่ออายุได้ 22 ปี เขามีโอกาสร่วมงานในตำแหน่ง Internship กับห้องอาหารชื่อก้องโลกอย่าง El Bulli เชฟ Kiko บอกว่าในช่วงนั้นเขายังไม่ตัดสินใจที่จะเลือกเส้นทางสายอาชีพเชฟเป็นหลักจนกระทั่งในปี 2002 เมื่ออายุได้ 26 ปีและได้ร่วมงานกับ El Celler de Can Roca ซึ่งเป็นห้องอาหารที่บริหารโดยครอบครัวพี่น้อง Josep, Joan และ Jordi Roca ทำให้เขาคิดและมองย้อนกลับมายังครอบครัวของตัวเองและมุ่งมั่นตั้งใจที่จะเป็นเชฟในที่สุด แม้ว่าเชฟ Kiko ย้ายกลับมาร่วมงานกับ L’Escaleta ตั้งแต่ช่วงปี 1998 แต่ต้องรอถึงเดือนพฤศจิกายนปี 2000 ที่ Alberto ลูกชายคนโตของ Ramiro (หุ้นส่วนรุ่นแรกคนที่สอง) และ Nieves จะก้าวเข้ามารับตำแหน่ง Sommelier ประจำร้านจนเรียกได้ว่าห้องอาหาร L’Escaleta ตั้งแต่ช่วงนั้นถูกควบคุมโดยทายาทรุ่นที่สองของผู้ก่อตั้งร้านรุ่นแรกทั้งสองคนเช่นเดียวกับในอดีตนั่นเอง

🎗 [THE FOOD] เชฟ Kiko Moya รังสรรค์อาหารโดยใช้วัตถุดิบท้องถิ่นที่หาได้ในแถบ Alicante ทั้งยังสามารถผสมผสานเทคนิคยุคใหม่เข้าไปในอาหารแต่ละจานจนได้ออกมาเป็นเมนูที่แปลกใหม่ไม่ซ้ำใคร ลูกค้าสามารถเลือกรับประทาน Tasting Menu 2 แบบคือ MENÚ SABOR (95 €/p) ซึ่งประกอบไปด้วยของขบเคี้ยว 2 อย่าง, อาหารเรียกน้ำย่อย 2 จาน, อาหารจานหลัก 7 จาน และของหวาน 2 จาน หรือจะเป็น MENÚ SABOER (125 €/p) ซึ่งประกอบไปด้วยของขบเคี้ยว 2 อย่าง, อาหารเรียกน้ำย่อย 4 จาน, อาหารจานหลัก 8 จาน และของหวาน 3 จาน สุดท้ายคือเมนูแบบ À LA CARTE ให้เลือกชิมกันได้ตามใจชอบ สำหรับจานที่ทำออกมาได้อย่างโดดเด่นเช่น

✨ VENTRESCA de atún con salmorejo de rancios & mole mediterráneo
Ventresca หรือส่วนท้องของปลาทูน่าซึ่งเป็นหนึ่งในวัตถุดิบที่ขึ้นชื่อที่สุดของท้องทะเลประเทศสเปน เนื้อสัมผัสนุ่มมากจนแทบจะละลายในปาก เสิร์ฟมากับ Salmorejo (ซาลโมเรโฮ่) หรือซุปเย็นที่ทำมาจากมะเขือเทศให้รสชาติเปรี้ยวอุมามิและองค์ประกอบของ Mole หรือซอสสไตล์เมดิเตอร์เรเนียนท้องถิ่น รสชาติของซอสตัดกันกับความมันของไขมันปลาได้อย่างไร้ที่ติ (18/20)

✨ Arroz seco de PIMIENTO asado & secreto de ibérico
Arroz al Cuadrado เป็นกลุ่มเมนูข้าว Signature Dish ประจำร้านที่ได้รับการรังสรรค์ขึ้นมาตั้งแต่ปี 2007 โดยได้ชื่อมาจากภาชนะทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าทำจากเหล็กที่สามารถควบคุมอุณหภูมิที่พอเหมาะต่อการสุกของเมล็ดข้าว ในหมวดหมู่นี้ก็มีเมนูย่อยอีกหลายรายการขึ้นอยู่กับวัตถุดิบหลักอต่จานเราจะได้ชิมในวันนี้คือ Dry rice with Iberian secret and roast pepper กระบวนการทำได้จากการนำข้าวสายพันธุ์สเปน Arroz Bombón ผัดในกระทะจนสุกได้ที่ ส่วนโปรตีนหลักเชฟ Kiko เลือกใช้เห็ดและ Iberico Secreto หรือส่วนนอกของหัวไหล่หมูดำสายพันธุ์ไอบีเรียซึ่งเป็นบริเวณที่มีราคาสูงที่สุด ทั้งยังมีกลิ่นหอมเฉพาะตัวเด่นชัดและมีอัตราส่วนไขมันในกล้ามเนื้อสูงทำให้แม้ปรุงจนแห้งแต่กลับไร้ซึ่งความกระด้างเข้ากันเมล็ดข้าวได้เป็นอย่างดี จากนั้นเตรียม Pimiento (Red Pepper) ด้วยวิธีย่างในไฟแรงจนผิวด้านนอกเกรียมก่อนที่จะตัดส่วนที่ไหม้ออก นำมาวางบนข้าว จากนั้นจบด้วยการนำเข้าเตาอบที่อุณหภูมิ 220 องศาเซลเซียสนาน 6 นาที ถึงขั้นตอนนี้เมล็ดข้าวจะมีความกรอบหรือที่ชาวสเปนเรียกกันว่า Socarrat ก่อนเสิร์ฟจบด้วยการ Torched Red Pepper เพิ่มเติมจนผิวนอกเกรียมนิด ๆ ให้อโรมาเฉพาะตัว มีรสชาติหวานนำ ขมตามเบา ๆ เป็น Aftertaste ถือเป็นหนึ่งในข้าวสไตล์สเปนที่อร่อยที่สุดเท่าที่เราเคยชิมมาเลยทีเดียว (18/20)

✨ En el espíritu de un BRIOCHE
Brioche spirit เป็นของหวาน Signature Dish ที่เชฟ Kiko ได้รับแรงบันดาลใจมาจากการทำขนมปังบริยอช องค์ประกอบหน้าตาคล้ายไข่แดงเป็นขนมหวานพื้นเมืองของสเปนทำมาจากไข่แดงและน้ำตาล องค์ประกอบรอบ ๆ เป็น Lemon Cream สีเหลืองนวลโดยเชฟได้รับแรงบันดาลใจมาจากเนย ด้านล่างเป็น Yeast Ice Cream และ Brioche Crumble กรอบ ๆ เมื่อตักทุกองค์ประกอบรับประทานพร้อมกันจะได้รสชาติครบทั้งเปรี้ยวและหวาน กลิ่นหอม เนื้อสัมผัสกรอบและนุ่มหลากหลายมิติมากจริง ๆ (18/20)

🎗 [CONCLUSION] L’Escaleta เป็นห้องอาหาร 2 ดาวมิชลินที่สามารถยกระดับวัตถุดิบท้องถิ่นประจำแคว้น Valencia โดยเฉพาะแถบ Alicante ออกมาได้อย่างน่าสนใจ ทั้งยังมีราคาที่เข้าถึงได้ง่ายเทียบกับห้องอาหารระดับเดียวกัน บริการมีความเรียบง่ายและเป็นกันเอง พนักงานสื่อสารภาษาอังกฤษได้พอประมาณแต่อาจยังไม่คล่องแคล่วมากนัก อย่างไรก็ตามด้วยตำแหน่งที่อยู่ห่างจากตัวเมือง Valencia ลงมาทางใต้ราว 1 ชั่วโมงเศษทำให้ลูกค้าจำเป็นต้องมีพาหนะส่วนตัวหรือรถเช่าในการเดินทางและเหมาะสมเป็นอย่างมากสำหรับใช้เป็นจุดแวะพักระหว่างเมือง Valencia และ Alicante นั่นเอง

Price :

60-145 €/p

Parking :

จอดหน้าร้าน

Operating Time :

อังคาร-พฤหัส และ อาทิตย์ 13.00-15.00, ศุกร์-เสาร์ 13.00-15.00 และ 20.30-20.00, ปิดวันจันทร์

Dress Code :

Smart Casual

Score

👍 ร้านอาหารชั้นนำแห่งแคว้น Valencia ที่สามารถยกระดับวัตถุดิบท้องถิ่นแถบ Alicante ออกมาได้อย่างน่าสนใจ ราคาเข้าถึงได้ง่ายและบริการเป็นกันเอง

อาหาร :

16.5

ราคา :

5/5

เทคนิค :

4/5

อัตลักษณ์ :

5/5

บรรยากาศ :

4/5

บริการ :

4/5

ไวน์ :

/5

Map

🇪🇸 MENÚ SABOR (95 €)

          

2 Snacks & 2 aperitivos, 7 Platos & 2 Postres

🥄 EMPEZAMOS CON…

Turrones salados de alicante

Mejillones a la brasa con recado negro

Oreo de ajoblanco & ajo nero

Queso de leche almendras, miel & AOVE

🥄 PEQUEŃOS BOCADOS INDIVIDUALES…

Crema de MOSTAZA silvestre con hierbas recién cortadas

VENTRESCA de atún con salmorejo de rancios & mole mediterráneo

MAÍZ tierno, huitlacoche & huevo ahumado

BLANQUET con su caldo de cocción, garrofó & trufa

🥄 PESCADOS DEL MEDITERRÁNEO & DEL CANTÁBRICO…

MERO asado con hongos, aliño de mantequilla avellana

🥄 ARROCES…

Arroz seco de PIMIENTO asado & secreto de ibérico

🥄 CARNES DEL PAÍS

TIRA DE ASADO lacada en su jugo con berenjena a la brasa

🥄 REPOSTERÍA ‘ARTESANA …

En el espíritu de un BRIOCHE

El postre de HIGUERA

🇪🇸 L’Escaleta – เลสคาเลต้า

🌟🌟 2 Michelin Stars – 2 ดาวมิชลิน

☀️☀️☀️ 3 Soles Guía Repsol – 3 ดวงอาทิตย์เรปโซล

🍴 Creative, Mediterranean Cuisine – อาหารเชิงความคิดสร้างสรรค์, อาหารเมดิเตอเรเนียน

👨🏻‍🍳 Chef Kiko Moya – เชฟกิโก้ โมย่า

🌟🌟 2 Michelin Stars – 2 ดาวมิชลิน

☀️☀️☀️ 3 Soles Guía Repsol – 3 ดวงอาทิตย์เรปโซล

บทความในวันนี้เราอาสาพาเพื่อน ๆ ไปพบกับห้องอาหาร Family-Run ชั้นนำแห่งแคว้น Valencia ที่มีชื่อว่า L’Escaleta เชฟเจ้าของร้าน Kiko Moya มีจุดเด่นในการยกระดับวัตถุดิบท้องถิ่นและนำเสนออกมาในเชิงความคิดสร้างสรรค์และเมดิเตอร์เรเนียนได้อย่างน่าสนใจ

Turrones salados de alicante

Turrón เป็นของขบเคี้ยวพื้นเมืองที่ชาวสเปนได้รับอิทธิพลมาจากพวก Moor ทำให้หน้าตาดูคุ้นเคยกับขนมฝั่งอาหรับ ทางร้านเสิร์ฟมา 2 ชนิดเริ่มต้นด้วย Turrón de Jijona ชิ้นสีน้ำตาลฝั่งขวามือมีเนื้อสัมผัสนุ่มละลายในปาก รสชาติติดเค็มเบา ๆ ในขณะที่ Turrón de Alicante สีขาวฝั่งซ้ายมีความกรอบและรสชาติออกหวานแตกต่างกันอย่างชัดเจน (15/20)

Mejillones a la brasa con recado negro

หอยแมลงภู่ เตรียมมาในรูปแบบ A La Brasa หรือการย่างจนเนื้อมีความหนึบ ไม่เหนียว ไร้ซึ่งกลิ่นคาว ด้านล่างเป็น Recado Negro ซอสสีดำสนิทที่มีกลิ่นหอมและรสชาติเฉพาะตัว (16/20)

Oreo de ajoblanco & ajo nero

ไฮไลท์ของอาหารเรียกน้ำย่อยต้องยกให้กับ White and black garlic Oreo หรือโอรีโอ้ที่ทางร้านทำเอง ฝาทั้งสองชิ้นทำมาจาก Black Garlic มีความกรอบมาก ๆ ทั้งยังมีกลิ่นหอมกระเทียมขึ้นจมูกในขณะที่ครีมตรงกลางทำมาจาก White Garlic ซึ่งจะมีความเบาและละมุนมากกว่า รสชาติออกไปทางหวานนิด ๆ บอกเลยว่าอร่อยกว่าหน้าตามาก ๆ (17/20)

Queso de leche almendras, miel & AOVE

ปิดท้ายด้วยชีสที่ทำมาจากนมถั่วอัลมอนด์จึงมีความนุ่ม หอม มัน เสิร์ฟมาคู่กับ AOVE หรือน้ำมันมะกอกเอ็กซ์ตร้าเวอร์จิ้นท้องถิ่นและน้ำผึ้งให้ความหวานเสริมกันกับความมันของชีสได้อย่างพอเหมาะ (17/20)

Bread & Butter

ถัดมาพนักงานจะนำเสิร์ฟขนมปังก้อนโต เนื้อสัมผัสกรอบ ฟู คล้ายปาท่องโก๋บ้านเรา เสิร์ฟมาคู่กับเนยที่มีส่วนผสมของ Lard หรือไขมันสัตว์และอโรมาของ Rosemary, Thyme และ Chamomile

Crema de MOSTAZA silvestre con hierbas recién cortadas

เริ่มต้นจานหลักคอร์สแรกอย่าง Mustard cream with freshly cut herbs ที่ประกอบไปด้วยครีมทำมาจาก Wild Mustard ท้องถิ่นจาก Sierra de Mariola ทอปด้านบนด้วยสมุนไพรและดอกไม้ที่เพิ่งตัดมาสด ๆ (14/20)

Crema de MOSTAZA silvestre con hierbas recién cortadas

สมุนไพรแต่ละชนิดล้วนมีกลิ่นของตัวเองช่วยเรียกความสดชื่นได้เป็นอย่างดีเชื่อมเนื้อสัมผัสด้วยครีมมัสตาร์ด (14/20)

VENTRESCA de atún con salmorejo de rancios & mole mediterráneo

Ventresca หรือส่วนท้องของปลาทูน่าซึ่งเป็นหนึ่งในวัตถุดิบที่ขึ้นชื่อที่สุดของท้องทะเลประเทศสเปน เนื้อสัมผัสนุ่มมากจนแทบจะละลายในปาก เสิร์ฟมากับ Salmorejo (ซาลโมเรโฮ่) หรือซุปเย็นที่ทำมาจากมะเขือเทศให้รสชาติเปรี้ยวอุมามิและองค์ประกอบของ Mole หรือซอสสไตล์เมดิเตอร์เรเนียนท้องถิ่น รสชาติของซอสตัดกันกับความมันของไขมันปลาได้อย่างไร้ที่ติ (18/20)

MAÍZ tierno, huitlacoche & huevo ahumado

คอร์สถัดมาพนักงานจะนำเสิร์ฟมาเป็นสององค์ประกอบคือเครื่องดื่มที่ทำมาจากข้าวโพด Maíz Tierno และ Huilacoche เสิร์ฟมาบนใบข้าวโพดข้าง ๆ กันนั่นเอง (16/20)

MAÍZ tierno, huitlacoche & huevo ahumado

องค์ประกอบหลักคือ Maíz Tierno ข้าวโพดที่มีเนื้อสัมผัสคล้ายกับข้าวโพดข้าวเหนียวบ้านเรา องค์ประกอบสีดำคือ Huitlacoche (อ่านว่า wee-tlah-KOH-cheh) หรือที่เรียกกันว่า Corn smut เป็นเห็ดทรัฟเฟิลหรือเชื้อรา (Fungus) ที่เจริญเติบโตบนข้าวโพด (หรือพูดง่าย ๆ ก็คือคือข้าวโพดติดเชื้อรานั่นเอง) แม้หน้าตาของตัววัตถุดิบอาจดูไม่สวยงามนักแต่ Huitlacoche นี้กลับให้กลิ่นและอโรม่าเฉพาะตัวชนิดหาใครเทียบได้ยาก ยังมีองค์ประกอบของไข่แดงรมควันให้ความครีมมี่ หอม มัน ช่วยเชื่อมทุกองค์ประกอบเข้าด้วยกัน (16/20)

MAÍZ tierno, huitlacoche & huevo ahumado

ข้างกันคือข้าวโพดที่เสิร์ฟมาในลักษณะคล้ายเครื่องดื่มโดยเชฟ Infused วานิลลาลงไปจนมีกลิ่นหอมขึ้นมานั่นเอง (16/20)

BLANQUET con su caldo de cocción, garrofó & trufa

จานนี้เชฟให้ชื่อว่า ‘Blanquet’ with black truffle and beans โดย Blanquet เป็นไส้กรอกที่คนพื้นเมืองในแถบ Valencia และพื้นที่โดยรอบนิยมทำรับประทานกันในครัวเรือน เชฟ Kiko เตรียมโดยใช้ส่วนแก้มของหมูปรุงรสด้วยเครื่องเทศให้เนื้อสัมผัสค่อนข้างโดดเด่นคือมีความเด้งนิด ๆ แต่เคี้ยวไปกลับมีความนุ่มจนเกือบละลายในปาก ละมุนลิ้นมาก ๆ รสชาติเค็มนำพอประมาณ ด้านบนทอปด้วยทรัฟเฟิล (Tuber astium) สไลด์มาบาง ๆ เสริมอโรม่าให้หอมโดดเด่นเป็นอย่างมาก ข้างกันคือ Garrofó หรือถั่ว Lima Bean ซึ่งเป็นวัตถุดิบที่นิยมใส่ลงไปใน Paella แต่เชฟเสิร์ฟมาให้มีเนื้อสัมผัสที่แตกต่างกันกับชิ้นไส้กรอกซอสด้านนอกรสชาติกลมกล่อม ถือเป็นคอร์สที่สามารถยกระดับวัตถุดิบท้องถิ่นในภูมิภาค Valencia ออกมาได้อย่างน่าสนใจเลยทีเดียว (17/20)

MERO asado con hongos, aliño de mantequilla avellana

สำหรับจานปลาเชฟ Kiko นำเสนอ Mero หรือปลาเก๋า ด้านบนโรยเกลือมาเล็กน้อย ด้านล่างเป็นองค์ประกอบของเห็ดผัดหลายชนิด ซอส Mantequilla Avellana สีเหลืองที่ทำมาจากเนยและถั่วฮาเซลนัท (17/20)

MERO asado con hongos, aliño de mantequilla avellana

ปลาเก๋าถูกเซียมาได้ดีมาก ๆ สังเกตจากหนังปลาที่กรอบและเนื้อที่ยังคงฉ่ำนุ่ม ดห็ดผัดมีความหนึบแต่ไม่เหนียวทั้งยังมี Earthy Aroma ให้สัมผัสได้เบา ๆ ซอส Mantequilla Avellana มีความหอม มัน ครีมมี่ ช่วยเชื่อมเนื้อสัมผัสของปลากับเห็ดแต่ละชนิดเข้าด้วยกันได้อย่างไร้ที่ติ เชฟยังโรยเกลือมาด้านบนเล็กน้อยเพื่อเบรคความมันของซอสไม่ให้โดดจนเกินไปนั่นเอง (17/20)

Arroz seco de PIMIENTO asado & secreto de ibérico

Arroz al Cuadrado เป็นกลุ่มเมนูข้าว Signature Dish ประจำร้านที่ได้รับการรังสรรค์ขึ้นมาตั้งแต่ปี 2007 โดยได้ชื่อมาจากภาชนะทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าทำจากเหล็กที่สามารถควบคุมอุณหภูมิที่พอเหมาะต่อการสุกของเมล็ดข้าว สำหรับ Arroz al Cuadrado ก็จะมีเมนูย่อยอีกหลายรายการขึ้นอยู่กับวัตถุดิบหลักเช่น Pimiento Asado หรือพริกหวานเผาที่เราจะได้ชิมกันในวันนี้, Ortiguillas de Mar หรือดอกไม้ทะเล และ Cocochas de Merliza หรือส่วนคางของปลา Hake นั่นเอง สำหรับ Arroz al Cuadroda ที่เราได้ชิมในวันนี้คือ Dry rice with Iberian secret and roast pepper ได้จากการนำข้าวสายพันธุ์สเปน Arroz Bombón ผัดในกระทะจนสุกได้ที่ ส่วนโปรตีนหลักเชฟ Kiko เลือกใช้เห็ดและ Iberico Secreto หรือส่วนนอกของหัวไหล่หมูดำสายพันธุ์ไอบีเรียซึ่งเป็นบริเวณที่มีราคาสูงที่สุด ทั้งยังมีกลิ่นหอมเฉพาะตัวเด่นชัดและมีอัตราส่วนไขมันในกล้ามเนื้อสูงทำให้แม้ปรุงจนแห้งแต่กลับไร้ซึ่งความกระด้างเข้ากันเมล็ดข้าวได้เป็นอย่างดี จากนั้นเตรียม Pimiento (Red Pepper) ด้วยวิธีย่างในไฟแรงจนผิวด้านนอกเกรียมก่อนที่จะตัดส่วนที่ไหม้ออก นำมาวางบนข้าว จากนั้นจบด้วยการนำเข้าเตาอบที่อุณหภูมิ 220 องศาเซลเซียสนาน 6 นาที ถึงขั้นตอนนี้เมล็ดข้าวจะมีความกรอบหรือที่ชาวสเปนเรียกกันว่า Socarrat ก่อนเสิร์ฟจบด้วยการ Torched Red Pepper เพิ่มเติมจนผิวนอกเกรียมนิด ๆ ให้อโรมาเฉพาะตัว มีรสชาติหวานนำ ขมตามเบา ๆ เป็น Aftertaste ถือเป็นหนึ่งในข้าวสไตล์สเปนที่อร่อยที่สุดเท่าที่เราเคยชิมมาเลยทีเดียว (18/20)

TIRA DE ASADO lacada en su jugo con berenjena a la brasa

ปิดท้ายเมนคอร์สด้วย Striploin หรือเนื้อวัวส่วนสันนอกติดกระดูก ย่างจนสุกระดับ Medium เสิร์ฟมากับ Beef Jus ที่ผ่านการ Reduction มาจนงวดเพื่อเพิ่มความเข้มข้น รสชาติออกหวานกำลังดี (15/20)

TIRA DE ASADO lacada en su jugo con berenjena a la brasa

เนื้อวัวนุ่มได้ระดับ เคี้ยวสู้ฟันแต่ไม่เหนียว มีกลิ่นเฉพาะตัวเล็กน้อยตามลักษณะของวัวในแถบนี้ (15/20)

TIRA DE ASADO lacada en su jugo con berenjena a la brasa

ข้างกันคือ Roasted Aubergine หรือมะเขือเผาเนท้อสัมผัสนิ่มคล้ายเจลลี่และ Vanilla Parmentier หอมมัน (15/20)

El postre de HIGUERA

ขนมหวานที่ชูวัตถุดิบหลักคือ Fig หรือมะเดื่อฝรั่งในหลากหลายเนื้อสัมผัส ทั้งจานประกอบไปด้วยผลมะเดื่อฝรั่งสด มะเดื่อฝรั่งอบแห้ง ตรงกลางคือไอศกรีมหอมมันที่จับคู่กับ Pickled Fig Leaf หรือใบมะเดื่อฝรั่งดองรสชาติออกเปรี้ยวตัดรสกับความหวานของผลมะเดื่อฝรั่ง เชฟ Kiko เล่าว่าเขาตั้งใจเก็บมาตั้งแต่ช่วงต้นฤดูใบไม้ผลิเพื่อนำมาใช้กับอาหารจานนี้เลยทีเดียว (16/20)

En el espíritu de un BRIOCHE

Brioche spirit เป็นของหวาน Signature Dish ที่เชฟ Kiko ได้รับแรงบันดาลใจมาจากการทำขนมปังบริยอช องค์ประกอบหน้าตาคล้ายไข่แดงเป็นขนมหวานพื้นเมืองของสเปนทำมาจากไข่แดงและน้ำตาล องค์ประกอบรอบ ๆ เป็น Lemon Cream สีเหลืองนวลโดยเชฟได้รับแรงบันดาลใจมาจากเนย ด้านล่างเป็น Yeast Ice Cream และ Brioche Crumble กรอบ ๆ เมื่อตักทุกองค์ประกอบรับประทานพร้อมกันจะได้รสชาติครบทั้งเปรี้ยวและหวาน กลิ่นหอม เนื้อสัมผัสกรอบและนุ่มหลากหลายมิติมากจริง ๆ (18/20)

Barras de CHOCOLATE

ปิดท้ายด้วยของฝากกลับบ้านเป็น Chocolate Bar แท่งใหญ่ที่มีส่วนผสมของสตรอว์เบอร์รี่รสชาติเปรี้ยวนิด ๆ ตัดกันกับความขมของช็อกโกแลตได้ดีมาก ๆ

Hierbas y miel

หลังจากเชฟ Kiko พาชมห้องครัวเราจะได้ดื่มเครื่องดื่มทำมาจากน้ำผึ้งและสมุนไพรก่อนกลับบ้าน

💰 ราคา 227,29 €

เชฟ Kiko Moya รังสรรค์อาหารโดยใช้วัตถุดิบท้องถิ่นที่หาได้ในแถบ Alicante ทั้งยังสามารถผสมผสานเทคนิคยุคใหม่เข้าไปในอาหารแต่ละจานจนได้ออกมาเป็นเมนูที่แปลกใหม่ไม่ซ้ำใคร

ลูกค้าสามารถเลือกรับประทาน Tasting Menu 2 แบบคือ MENÚ SABOR (95 €/p) ซึ่งประกอบไปด้วยของขบเคี้ยว 2 อย่าง, อาหารเรียกน้ำย่อย 2 จาน, อาหารจานหลัก 7 จาน และของหวาน 2 จาน หรือจะเป็น MENÚ SABOER (125 €/p) ซึ่งประกอบไปด้วยของขบเคี้ยว 2 อย่าง, อาหารเรียกน้ำย่อย 4 จาน, อาหารจานหลัก 8 จาน และของหวาน 3 จาน

สุดท้ายคือเมนูแบบ À LA CARTE ให้เลือกชิมกันได้ตามใจชอบ

บนโต๊ะอาหาร

เมื่อจบมื้ออาหารเชฟ Kiko Moya จะนำลูกค้าสลับกันเข้าไปชมห้องครัว

โต๊ะ Chef’s Table เพิ่งได้รับการปรับปรุงใหม่เมื่อตัวร้านมีอายุครบ 40 ปีในปี 2020 ที่ผ่านมานั่นเอง

บริเวณห้องครัว

Kiko Moya เป็นลูกชายคนกลางของ Francisco (Paco) (หุ้นส่วนรุ่นแรกคนที่หนึ่ง) และ Rita โดยตัวเขานั้นมีชีวิตผูกพันธ์กับการอาหารตั้งแต่มีอายุได้เพียง 10 ปี หลังจากจบการศึกษาจากโรงเรียนการอาหารชั้นนำของประเทศเมื่ออายุได้ 22 ปี เขามีโอกาสร่วมงานในตำแหน่ง Internship กับห้องอาหารชื่อก้องโลกอย่าง El Bulli เชฟ Kiko บอกว่าในช่วงนั้นเขายังไม่ตัดสินใจที่จะเลือกเส้นทางสายอาชีพเชฟเป็นหลักจนกระทั่งในปี 2002 เมื่ออายุได้ 26 ปีและได้ร่วมงานกับ El Celler de Can Roca ซึ่งเป็นห้องอาหารที่บริหารโดยครอบครัวพี่น้อง Josep, Joan และ Jordi Roca ทำให้เขาคิดและมองย้อนกลับมายังครอบครัวของตัวเองและมุ่งมั่นตั้งใจที่จะเป็นเชฟในที่สุด แม้ว่าเชฟ Kiko ย้ายกลับมาร่วมงานกับ L’Escaleta ตั้งแต่ช่วงปี 1998

อย่างไรก็ตามต้องรอจนถึงเดือนพฤศจิกายนปี 2000 ที่ Alberto ลูกชายคนโตของ Ramiro (หุ้นส่วนรุ่นแรกคนที่สอง) และ Nieves จะก้าวเข้ามารับตำแหน่ง Sommelier ประจำร้านจนเรียกได้ว่าห้องอาหาร L’Escaleta ตั้งแต่ช่วงนั้นถูกควบคุมโดยทายาทรุ่นที่สองของผู้ก่อตั้งร้านรุ่นแรกทั้งสองคนเช่นเดียวกับในอดีตนั่นเอง

ส่วนของห้องรับประทานอาหารหลักที่สามารถรองรับลูกค้าได้ราว ๆ 35 คน

ภายในตกแต่งแบบย้อนยุคสังเกตได้จากการเลือกใช้เฟอร์นิเจอร์ไม้โบราณจำนวนมากและเก้าอี้สีแดงแบบดั้งเดิมตัดกันกับสีขาวของผ้าลินินที่ใช้ปูโต๊ะ ข้างกันมีห้องเก็บไวน์ขนาดใหญ่

ห้องอาหาร L’Escaleta ได้รับรางวัล 🌟 1 Michelin Star ใน Michelin Guide Spain and Portugal 2001 โดยในช่วงนั้นเป็น Ramiro คุณลุงของเขาที่กุมบังเหียนห้องอาหารแห่งนี้อยู่ ส่วนรางวัล 🌟🌟 2 Michelin Stars ตามมาใน Michelin Guide Spain and Portugal 2017 พ่วงด้วยรางวัล ☀️☀️☀️ 3 Soles Guía Repsol ในปีเดียวกันและเป็นสองรางวัลนี้เองที่เชฟ Kiko รู้สึกได้ว่าเขาเป็นคนคว้ามาครองได้สำเร็จ

เฟอร์นิเจอร์ไม้ช่วยให้บรรยากาศภายในห้องอาหารดูย้อนยุค

ภายในห้องอาหาร

บริเวณทางเข้าห้องอาหาร

เดินผ่านประตูไม้เข้าไปจะพบเคาน์เตอร์สำหรับตรวจสอบการจอง

บริเวณลานกว้างกว้างโดดเด่นด้วยภาพพื้นหลังของภูเขา Montcabrer

บริเวณนี้ยังมีโต๊ะอาหารสำหรับผู้ที่ต้องการเริ่มต้นมื้ออาหารด้วย Snacks กันนอกตัวอาคารอีกด้วย

L’Escaleta เป็นห้องอาหาร 2 ดาวมิชลินที่สามารถยกระดับวัตถุดิบท้องถิ่นประจำแคว้น Valencia โดยเฉพาะแถบ Alicante ออกมาได้อย่างน่าสนใจ ทั้งยังมีราคาที่เข้าถึงได้ง่ายเทียบกับห้องอาหารระดับเดียวกัน บริการมีความเรียบง่ายและเป็นกันเอง พนักงานสื่อสารภาษาอังกฤษได้พอประมาณแต่อาจยังไม่คล่องแคล่วมากนัก

อย่างไรก็ตามด้วยตำแหน่งที่อยู่ห่างจากตัวเมือง Valencia ลงมาทางใต้ราว 1 ชั่วโมงเศษทำให้ลูกค้าจำเป็นต้องมีพาหนะส่วนตัวหรือรถเช่าในการเดินทางและเหมาะสมเป็นอย่างมากสำหรับใช้เป็นจุดแวะพักระหว่างเมือง Valencia และ Alicante นั่นเอง

รางวัลท้องถิ่น

☀️☀️☀️ 3 Soles Guía Repsol – 3 ดวงอาทิตย์เรปโซล

เจ้าของร้านรุ่นแรก Francisco (Paco) Moya และ Ramiro Redrado เปิดห้องอาหาร L’Escaleta ขึ้นเป็นครั้งแรกในปี 1980 ณ ตัวเมือง Cocentaina โดยทั้งสองคนเป็นเพื่อนสนิทและบริหารงานร่วมกัน ทั้งนี้ตัวร้านได้รับกระแสตอบรับอย่างดีจากคนท้องถิ่นแถบ Alicante

ต่อมาในปี 1998 เชฟ Kiko Moya (ลูกชายของคุณ Francisco Moya) จบการศึกษาจากโรงเรียนการอาหารชั้นนำของประเทศสเปนและเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในทีมก่อนที่ตัวร้านจะย้ายจากตำแหน่งดั้งเดิมมายังตำแหน่งปัจจุบันนอกตัวเมือง Cocentaina ไม่ไกลกันจาก Sierra de Mariola Natural Park

เมื่อถึงเวลาประตูเหล็กดัดบานใหญ่จะเปิดออกนำพวกเราเข้าไปยังลานกว้างขนาดใหญ่

หน้าร้านเป็นลานจอดรถที่กว้างขวางพอสำหรับรองรับลูกค้าได้ครบทุกคน

ที่จอดรถอีกมุมหนึ่ง