หน้าแรก » 🇪🇸 Lasarte – ลาซาร์เต้
Visit: February 15, 2022
🇪🇸 Lasarte - ลาซาร์เต้
👨🏻🍳 Chef Martín Berasategui & Chef Paolo Casagrande - เชฟมาร์ติน เบราซาเตกี & เชฟเปาโล กาซากรานเด
Mallorca 259, Barcelona, 08008, Spain
Tel: (+34) 934 45 32 42
Cuisine
🍴 Creative - อาหารเชิงความคิดสร้างสรรค์
Country
Spain
MICHELIN Guide
3 MICHELIN Stars
Score
19/20
Price
[Intro] Martín Berasategui เป็นเชฟชาวสเปนที่ควบคุมห้องอาหารหลายแห่งจนสามารถคว้า Michelin Star มาครองได้รวมกันถึง 12 ดวง ไม่เพียงแค่นั้นเพราะมีถึงสองจากเจ็ดแห่งที่เป็นห้องอาหารระดับ 3 Michelin Stars หนึ่งในนั้นคือ Lasarte ห้องอาหารเชิงความคิดสร้างสรรค์ที่ตั้งอยู่ ณ ใจกลางเมือง Barcelona แห่งนี้นั่นเอง
[The Place] หลังจากประสบความสำเร็จโดยการคว้ารางวัล 3 Michelin Stars ให้กับห้องอาหาร Martín Berasategui ใน Lasarte-Oria และ 2 Michelin Stars ให้กับห้องอาหาร M.B ในหมู่เกาะ Tenerife เชฟ Martín Berasategui ได้ตัดสินใจเปิดห้องอาหารแห่งใหม่ ณ ใจกลางเมืองท่องเที่ยวอย่าง Barcelona ขึ้นในเดือนมกราคมปี 2006 โดยอาศัยชื่อเมืองซึ่งเป็นที่ตั้งของห้องอาหารเรือธงมาใช้เป็นชื่อของห้องอาหารแห่งนี้ Lasarte ตั้งอยู่บริเวณชั้นล่างของ Monument Hotel (เดิมคือโรงแรม Condes de Barcelona) โรงแรมหรูระดับ Gran Lujo บนถนนช็อปปิ้งชื่อดัง Paseo de Gracia ห่างจากสถานที่ท่องเที่ยวอย่าง Casa Milá เพียง 260 เมตร ภายในออกแบบโดยสถาปนิกชื่อดัง 3 คนคือ Oscar Tusquets, Carles Bassó และ Tote Moreno โดยเน้นย้ำถึงการตกกระทบของแสง เนื้อสัมผัส และความโดดเด่นของไม้โอ้ค นอกจากนี้การคัดสรรค์เฟอร์นิเจอร์อย่างปราณีตยังช่วยให้บุคลิกของห้องรับประทานอาหารหลักมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวไม่ซ้ำใคร ส่วนใครที่มาเป็นกลุ่มใหญ่สามารถจองห้อง Semi-private Room ซึ่งจะมีความเป็นส่วนตัวมากยิ่งขึ้น บริเวณชั้นสองเป็นห้องอาหารสไตล์ Chef’s Table รองรับลูกค้าได้สูงสุดถึง 8 คนโดยมีจุดเด่นคือกระจกใสบานใหญ่มองลงมาเห็นบริเวณห้องครัวได้เกือบทั้งหมด Lasarte ได้รับรางวัล
1 Michelin Star ทันทีในปีแรกที่เปิดทำการตามมาด้วย ![]()
2 Michelin Stars ในปี 2009 และเลื่อนขั้นสู่ ![]()
![]()
3 Michelin Stars ในเดือนพฤศจิกายนปี 2016 (Michelin Guide Spain and Portugal 2017)
[The Executive Chef] Martín Berasategui Olazábal เกิดเมื่อปี 1960 ที่เมือง San Sebastián แคว้น Basque Country ประเทศสเปน ครอบครัวของเขาประกอบธุรกิจร้านอาหาร Bodegón Alejandro โดย Martín ในขณะนั้นเป็นคนเดียวในพี่น้องทั้งสี่ที่ให้ความสนใจเกี่ยวกับอาชีพเชฟทำให้ชีวิตของเขาเริ่มต้นเข้าครัวตั้งแต่มีอายุได้เพียง 13 ปี ต่อมาเมื่ออายุได้ 17 ปีเขาได้เข้ารับการศึกษาที่ Ecole Nationale Supérieure de la Pâtisserie ในเมือง Yssingeaux ประเทศฝรั่งเศสเพื่อเป็น Pastry Chef ก่อนที่จะเปลี่ยนมาเรียนรู้เกี่ยวกับอาหารคาวในภายหลัง เมื่อเรียนจบชีวิตของเชฟ Martin ยังคงวนเวียนอยู่ในฝรั่งเศสเพื่อลับฝีมือกับเชฟระดับตำนานหลายคนเช่นงานอาหารหวานกับ Jean Paul Heinard ที่เมือง Bayonne และเชฟ André Mandion ที่เมือง Anglet การเรียนรู้เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ Cured Meat กับเชฟ François Brouchicanin ที่เมือง Ustariz และร่วมงานกับเชฟ Bernard Lacarrau ที่เมือง Labatut แต่เหนือสิ่งอื่นใดประสบการณ์เกี่ยวกับการทำอาหารชั้นสูงนั้นได้มาจากการเข้าร่วมงานกับห้องอาหารระดับ 3 Michelin Stars คือ Les Prés D’Eugénie ของเชฟ Michel Guerard ณ เมือง Eugénie-les-Bains และ Le Louis XV ของเชฟ Alain Ducasse ใน Monaco นั่นเอง จุดเปลี่ยนในชีวิตเกิดขึ้นเมื่อเขาอายุได้ 20 ปีเมื่อบิดาของเขาเสียชีวิตทำให้เชฟ Martín ต้องกลับมาคุมธุรกิจห้องอาหาร Bodegón Alejandro ของทางบ้านจนกระทั่งในปี 1986 ตัวร้านสามารถคว้ารางวัล
1 Michelin Star มาครองได้สำเร็จ ต่อมาในปี 1993 เชฟ Martín ได้ตัดสินใจเปิดห้องอาหารชื่อเดียวกับตัวเอง Restaurante Martín Berasategui ขึ้น ณ เมือง Lasarte ห่างจากเมือง San Sebastián บ้านเกิดของเขาเพียง 7 กิโลเมตร ตัวร้านได้รับรางวัล 1 Michelin Star ทันทีภายในระยะเวลาเพียง 6 เดือน ตามมาด้วย ![]()
2 Michelin Stars ในปี 1996 และรางวัลสูงสุดคือ ![]()
![]()
3 Michelin Stars ในปี 2001 ปัจจุบันเชฟ Martín Berasategui เป็นเจ้าของห้องอาหารระดับ Michelin Star หลายแห่งคือ Martín Berasategui (![]()
![]()
3 Michelin Stars, Lasarte-Oria), Lasarte (![]()
![]()
3 Michelin Stars, Barcelona), M.B Restaurant (![]()
2 Michelin Stars, Tenerife), Oria Restaurant (
1 Michelin Star, Barcelona), eMe Be Garrote (
1 Michelin Star, San Sebastián), Ola Martín Berasategui (
1 Michelin Star, Bilbao) และ Fifty Seconds (
1 Michelin Star, Lisbon) และห้องอาหารอื่น ๆ ในเครืออีก 6 แห่งจากที่ว่ามาทำให้ Martín Berasategui เป็นเชฟชาวสเปนที่ครอบครอง Michelin Starในมือมากที่สุดถึง 12 ดวง, Repsol Suns อีก 11 ดวง รวมไปถึงงานเขียนหนังสือต่าง ๆ อีกกว่า 20 เล่มเลยทีเดียว
[The Head Chef] Paolo Casagrande เกิดเมื่อปี 1979 ในเมือง Treviso ประเทศอิตาลี หลังจากจบการศึกษาจากโรงเรียนการอาหาร Vittorio Veneto เชฟ Paolo ใช้ชีวิตช่วงแรกอยู่ในกรุง London ก่อนที่จะย้ายมาร่วมงานกับเชฟ Alain Solivérès อยู่นานถึง 3 ปี และเป็นเชฟ Alain นี้เองที่ได้แนะนำให้เขาเดินทางไปยัง Restaurant Martín Berasategui ณ เมือง Lasarte-Oria และพัฒนาฝีมือจนเชฟ Martín มอบความไว้วางใจให้เขาย้ายไปรับตำแหน่ง Head Chef ให้กับห้องอาหาร M.B ณ หมู่เกาะ Tenerife จนกระทั่งคว้ารางวัล
1 Michelin Star มาครองได้สำเร็จ จากนั้นเชฟ Paolo ได้ออกไปร่วมงานกับ Casta Diva Resort ที่ Lake Como อยู่ราว 2 ปีก่อนที่จะย้ายกลับมาร่วมงานกับเชฟ Martín โดยรับตำแหน่ง Head Chef ให้กับห้องอาหาร Lasarte (ซึ่งตอนนั้นเป็นร้านอาหารระดับ 2 Michelin Stars) ในปี 2012 ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน
[The Food] อาหารที่นี่จัดเตรียมออกมาในสไตล์ Creative โดยอาศัยรากเหง้าของ Basque Cuisine ซึ่งเป็นบ้านเกิดของเชฟ Martín Berasategui มานำเสนอในรูปแบบร่วมสมัยโดยแอบแฝงตัวตนความเป็นชาวอิตาเลียนของ Head Chef Paolo Casagrande เอาไว้ได้อย่างแนบเนียนและลงตัว อีกหนึ่งจุดเด่นที่ทำให้ Lasarte โดดเด่นกว่าห้องอาหารอื่น ๆ ในระดับเดียวกันคือความคุ้มค่าและการเข้าถึงง่ายเพราะทางร้านได้นำเสนอ MENÚ MIGDIA – BUSINESS LUNCH (175 €/p) เซ็ตเมนูช่วงกลางวันในวันอังคาร-ศุกร์ประกอบไปด้วยอาหารจำนวน 4 คอร์สยังไม่รวม Appetizers และ Petits-fours แต่ละคอร์สสามารถเลือกรายการอาหารแตกต่างกันได้ ทั้งหลายจานยังเป็นเมนูเดียวกันกับที่ใช้เสิร์ฟในเซ็ตเมนูชุดใหญ่อีกด้วย ถัดมาคือ MENÚ DEGUSTACIÓ – TASTING MENU (250 €/p) เซ็ตเมนูชุดใหญ่จำนวน 10 คอร์สยังไม่รวม Appetizers และ Petits-fours ซึ่งจะจัดเสิร์ฟแบบ Whole Table เท่านั้น สุดท้ายคือ LA CARTE หรือเมนูแบบอลาคาร์ทที่แต่ละคนสามารถเลือกอาหารได้ตามใจชอบโดยมีราคาเริ่มต้นที่จานละ 42 € สำหรับอาหารเรียกน้ำย่อย, 62 € สำหรับเมนคอร์สและ 31 € สำหรับของหวานแต่เมื่อลองรวมราคาดูแล้วน่าจะไม่ค่อยคุ้มค่าเท่าไหร่นักเทียบกับเซ็ตเมนูทั้ง 2 แบบข้างต้น ในขั้นตอนการจองทางร้านจะเรียกเก็บค่ามัดจำ 100 €/p โดยลูกค้าสามารถจ่ายผ่านบัตรเครดิตได้และยอดนี้จะถูกหักออกจากบิลค่าอาหารสุดท้าย (ไม่ต้องกังวลไปเพราะการจองสามารถยกเลิกและรีฟันด์เงินคืนเข้าบัตรได้ตามระยะเวลาที่ทางร้านกำหนด) ทั้งนี้อาหารมื้อนี้มีจานที่ทำออกมาได้โดดเด่นอย่างมากเช่น
ข้าวรีซอตโต้เสิร์ฟมาที่ความสุกระดับ Al Dente พอดิบพอดี รับประทานกับโฟมสีขาวหอม ๆ ทำมาจากเฟนเนล ด้านล่างมี Carpaccio และ Gelatin ของกุ้งล็อบสเตอร์ช่วยเสริมรสหวานและเนื้อสัมผัสที่นุ่มละมุนในหลายมิติให้กับจาน สุดท้ายคือเพรียงทะเลเคี้ยวหนึบแต่ไม่เหนียว ทั้งยังรับประทานง่ายจากการที่เชฟหั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ ในแต่ละคำของจานนี้มีเนื้อสัมผัสที่หลากหลายตั้งแต่ความเบาของโฟมไปจนถึงความหนึบของเพรียงนั่นเอง (20/20)
Wagyu ravioli and glazed eel, iodized cream, horseradish and caviar
ราวิโอลีหรือพาสต้าทรงเกี๊ยวรีดจนบางเฉียบแล้วเสิร์ฟมาที่ความสุกได้ระดับ ด้านในสอดไส้เป็นเนื้อวัววากิวและฟัวกราส์ เชฟบาลานซ์ความนุ่มละมุนของฟัวกราส์และความหอมมันของวากิวออกมาได้อย่างไร้ที่ติ ด้านบนเป็นคาเวียร์มีรสเค็มช่วยตัดความมันจากฟัวกราส์และวากิวไม่ให้โดดเด่นจนเกินไป ข้าง ๆ กันคือเนื้อปลาไหลที่ผ่านการเกลซมาอย่างดีให้เนื้อสัมผัสนุ่มและรสชาติหวานเข้มข้นแทรกด้วยรสเค็มนิด ๆ แตกต่างกันไปกับราวิโอลี ยังมีองค์ประกอบของ Iodized Cream และโฟมสีขาวตรงกลางทำมาจาก Horseradish ทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นว่าแม้เชฟ Paolo Casagrande จะทำงานภายใต้การชี้นำของของเชฟ Martín Berasategui แต่อาหารบางจานก็ยังคงแสดงถึงตัวตนความเป็นอิตาเลียนของเชฟ Paolo Casagrande จนได้มาเป็นจานลายเซ็นต์ของตัวเองที่มีรสชาติและเทคนิคไม่แพ้ Mentor ของเขาเลยจริง ๆ (20/20)
[Conclusion] Lasarte เป็นห้องอาหารที่นำเสนออาหารและวัตถุดิบจากภูมิภาค Basque Country บ้านเกิดของเชฟ Martín Berasategui ทั้งยังแอบแฝงรากเหง้าของอาหาร Italian ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของเชฟ Paolo Casagrande ออกมาได้อย่างไร้ที่ติ ทุกจานเต็มไปด้วยความคิดสร้างสรรค์ มีรสชาติที่เข้าถึงง่ายและไม่ต้องตีความ ราคาอาหารถือว่าคุ้มค่าเทียบกับปริมาณคอร์สและตำแหน่งของร้านที่ตั้งซึ่งอยู่ในโรงแรมหรูระดับ 5 ดาวใจกลางเมืองท่องเที่ยวอย่าง Barcelona และขอแนะนำเป็นอย่างยิ่งให้เหล่านักชิมได้แวะมาลิ้มลองกัน
Price :
175-250 €/p
Parking :
จอดรถที่ Interparking Bulevard Rosa หรือ Parking NN Valencia 2 Barcelona
Operating Time :
13.00-15.00, 20.00-22.00 ปิดวันอาทิตย์-อังคาร
Dress Code :
Smart Casual
Score
👍 ร้านอาหารระดับ 3 Michelin Stars ใจกลางเมือง Barcelona ที่ใช้เทคนิคชั้นสูงนำเสนออาหารที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวของเชฟ Martín Berasategui และเชฟ Paolo Casagrande ออกมาได้อย่างไร้ที่ติ
อาหาร :
19
ราคา :
เทคนิค :
อัตลักษณ์ :
บรรยากาศ :
บริการ :
ไวน์ :
Map
📃 TASTING MENU (250 €/p)
Appetizers
Pickled oyster with hibiscus, white garlic and purple shiso granita
Cod confit with sour cream, mustard and Kale
Squid tartare with liquid egg yolk, onion and kaffir consommé
Tempered Scarlet Shrimp with its coral soup
Fennel risotto with lobster and barnacles
Wagyu ravioli and glazed eel, iodized cream, horseradish and caviar
Grilled turbot, red shrimp, roasted tomato and pink grapefruit
Lamb shoulder with aubergine miso, crispy sweetbread, spicy juice
Cardamom spheres, apple and yogurt
Coconut and black sesame
Petits-fours
À LA CARTE
Ginger and passionfruit sorbet with coconut and carrot (31 €)
Lasarte – ลาซาร์เต้
![]()
![]()
3 Michelin Stars – 3 ดาวมิชลิน
![]()
![]()
3 Soles Guía Repsol – 3 ดวงอาทิตย์เรปโซล
Creative – อาหารเชิงความคิดสร้างสรรค์
Chef Martín Berasategui & Chef Paolo Casagrande – เชฟมาร์ติน เบราซาเตกี & เชฟเปาโล กาซากรานเด
Martín Berasategui เป็นเชฟชาวสเปนที่ควบคุมห้องอาหารหลายแห่งจนสามารถคว้า Michelin Star มาครองได้รวมกันถึง 12 ดวง ไม่เพียงแค่นั้นเพราะมีถึงสองจากเจ็ดแห่งที่เป็นห้องอาหารระดับ 3 Michelin Stars หนึ่งในนั้นคือ Lasarte ห้องอาหารเชิงความคิดสร้างสรรค์ที่ตั้งอยู่ ณ ใจกลางเมือง Barcelona แห่งนี้นั่นเอง
Appetizers
เริ่มต้นมื้ออาหารด้วยเมนูเรียกน้ำย่อยหลายชนิดเสิร์ฟมาต่อกัน อย่างแรกคือเนื้อปลาทอดแบบมีเกล็ดทอปด้านบนด้วยยูซูเจล เนื้อปลานุ่ม หอม เกล็ดปลาผ่านการทอดมาอย่างดี รับประทานแล้วกรอบ ไม่บาดปาก (20/20)
Appetizers
ถัดมาคือ Saffron Toast หรือขนมปังเเซฟฟรอนกรอบ ด้านบนทอปด้วย Beef Tartare ที่หั่นมาพอดี เนื้อสัมผัสนุ่มละมุน ยังมีไข่ปลาแซลมอนที่จะแตกออกในปากเวลาเคี้ยวอีกด้วย (20/20)
ข้างกันคือ Crisp of Topinambur แผ่นกรอบทำมาจากเยรูซาเร็มอาติโชค ทอปด้วยพูเรทำมาจากเยรูซาเร็มอาติโชคเช่นกัน จากนั้นโรยด้านบนด้วย Chili Powder หรือผงพริกไทยท้องถิ่นส่งกลิ่นหอมขึ้นจมูก (20/20)
Appetizers
ปิดท้ายด้วย Sable Toast เสิร์ฟมากับเนื้อกุ้งแดงดิบให้รสหวานธรรมชาติ ขนาบข้างด้วย Green Curry Sauce และ Tomato Gel รสชาติออกหวานช่วยเชื่อมเนื้อสัมผัสของขนมปังกรอบและเนื้อกุ้งเข้าด้วยกัน (20/20)
Appetizers
สุดยอดเมนู Classic และ Iconic ของเชฟ Martín Berasategui คือ Mille-feuille of smoked eel, foie-gras, spring onions and green apple ได้ถูกยกมาจัดเสิร์ฟที่ห้องอาหาร Lasarte กันด้วย มิลเฟยที่เปลี่ยนจากของหวานมาเป็นของคาวโดยใช้เนื้อปลาไหลทะเลจากทะเล Cantabrian นำมารมควันจับคู่กับฟัวกราส์เรียงซ้อนกันเป็นชั้นโดยให้เนื้อปลาไหลรมควันอยู่ตรงกลางแล้วขนาบชั้นบนล่างด้วยฟัวกราส์ เนื้อปลาไหลมีกลิ่นหอมจากการรมควันในขณะที่ฟัวกราส์ให้เนื้อสัมผัสที่นุ่ม ละมุน ครีมมี่จนเกือบละลายในปาก ด้านบนทอปด้วย Caramelized Granny Smith Apple ชิ้นบาง ๆ ให้รสชาติเปรี้ยวนำและรสหวานจากกระบวนการ Caramelization ทั้งยังช่วยให้มีเลเยอร์กรอบนิด ๆ เป็นการเพิ่มมิติทางเนื้อสัมผัส ครีมสีขาวรอบ ๆ คือ Spring Onion Cream ช่วยเพิ่มความครีมมี่เบา ๆ ให้กับมิลเฟย วิธีรับประทานให้แตะครีมลงบนมิลเฟยแล้วรับประทานทั้งคำแบบ One bite แม้จะถูกคิดค้นมานานกว่า 28 ปี ทั้งยังใช้เทคนิคอันซับซ้อนแต่กลับให้ผลออกมาเป็นเมนูที่ดูเรียบง่าย รสชาติที่ได้ยังคงมีความร่วมสมัย อร่อยชนิดที่หาใครเทียบได้ยากจนถึงปัจจุบัน (20/20)
The breads and our selection of butters: classic; mushroom; tomato; spinach; beetroot
สำหรับขนมปังที่นี่ทำกันสด ๆ ใหม่ ๆ ในร้าน ทั้งยังมีให้เลือกมากมายเต็มคันรถ
The breads and our selection of butters: classic; mushroom; tomato; spinach; beetroot
ขนมปังทุกชนิดทำออกมาได้อย่างไร้ที่ติ มีเนื้อสัมผัสและลักษณะเฉพาะตัวที่แตกต่างกัน
The breads and selection of butters: classic; mushroom; tomato; spinach; beetroot
ขนมปังเสิร์ฟมาพร้อมกับ Origival น้ำมันมะกอก Extravirgin Olive Oil เกรด Extra Premium จากพื้นที่แถบ Tarragona ทางตะวันตกเฉียงใต้ของ Barcelona
The breads and selection of butters: classic; mushroom; tomato; spinach; beetroot
ในส่วนของเนยนั้นมีให้เลือกด้วยกัน 4 ชนิดเรียงจากซ้ายไปขวาคือเนยคลาสสิค, เห็ด, มะเขือเทศ และชนิดสุดท้ายคือบีทรูท
Appetizers
อาหารเรียกน้ำย่อยจานสุดท้ายคือ Yellow Pepper จากประเทศเปรูซึ่งมีความเผ็ดร้อนพอประมาณ เสิร์ฟมาคู่กับ Fermented Kale และเนื้อกุ้งที่ชั้นล่างสุดให้รสชาติออกหวาน (20/20)
Appetizers
อย่าลืมตักรับประทานทุกองค์ประกอบพร้อม ๆ กัน (20/20)
Pickled oyster with hibiscus, white garlic and purple shiso granita
เมนูแรกของคอร์สหลักเป็นหอยนางรมที่ผ่านการดองกับดอกชบาจนมีสีชมพูสดใสทั้งยังช่วยเบรคกลิ่นเฉพาะตัวของหอยนางรมไม่ให้เด่นชัดจนเกินไป องค์ประกอบด้านบนคือ White Garlic Pearl หรือไข่มุกทำมาจากกระเทียมขาว ฝั่งซ้ายคือกรานิต้าทำมาจากชิโสะม่วงช่วยเรียกความสดชื่นให้กับจาน ฝั่งขวาคือ Ajoblanco หรือซุปเย็นที่ทำมาจากกระเทียมขาวส่งกลิ่นหอมขึ้นจมูกทั้งยังเชื่อมเนื้อสัมผัสของแต่ละองค์ประกอบเข้าด้วยกัน (20/20)
Cod confit with sour cream, mustard and Kale
เนื้อปลาค็อดแล่เป็นชิ้นขนาดพอดีคำแล้วนำไปกงฟีจนนุ่ม นุ่มมากจริง ๆ จนเรียกได้ว่าเกือบจะละลายในปาก เสิร์ฟมาคู่กับซอสที่มีส่วนผสมของซาวครีมหอม ๆ มีองค์ประกอบของมัสตาร์ดคาเวียร์กรอบ ๆ โดยมัสตาร์ดนี้มีกลิ่นเฉพาะตัวแต่ไม่มีรสเผ็ดมารบกวนองค์ประกอบอื่น ๆ ในจาน ฝั่งขวามือคือคะน้าใบหยักทอดซึ่งมีความกรอบแต่ไม่กระด้างทำให้เกิดมิติทางเนื้อสัมผัสกับชิ้นปลาได้อย่างลงตัว (20/20)
Squid tartare with liquid egg yolk, onion and kaffir consommé
ถัดมาคือหมึกหั่นเป็นทาทาร์จัดเรียงเป็นวง ตรงกลางคือไข่แดงที่ตะแตกออกเมื่อใช้ช้อนตัก ทั้งยังมีคอนซอมเม่หรือซุปใสทำมาจากหอมใหญ่และมะกรูดอีกด้วย (19/20)
Squid tartare with liquid egg yolk, onion and kaffir consommé
เชฟหั่นหมึกมาได้อัตราส่วนที่ดี รับประทานแล้วมีความหนึบแต่ไม่เละ ไร้ซึ่งกลิ่นคาว เบรคด้วยกลิ่นของมะกรูดและหอมใหญ่ ตัวซุปยังรสชาติหวานนิด ๆ ไข่แดงที่แตกออกมาเยิ้ม ๆ มีความครีมมี่ ช่วยเชื่อมแต่ละองค์ประกอบเข้าด้วยกัน (19/20)
Tempered Scarlet Shrimp with its coral soup
อีกหนึ่งคอร์สที่เชฟเตรียมออกมาได้โดดเด่นที่สุดในวันนี้คือคือกุ้งแดง Carabineros ซึ่งมีเนื้อสัมผัสนุ่มละมุนเฉพาะตัว ทั้งยังมีรสชาติหวานธรรมชาติ ด้านบนคือเห็ดเคี้ยวกรึบและ Camarones เป็นกุ้งชิ้นเล็ก ๆ เคี้ยวกรอบช่วยให้เกิดมิติทางเนื้อสัมผัสจากองค์ประกอบทั้งสามเมื่อรับประทานไปพร้อมกัน รอบ ๆ คือซุปสีส้มแดงหอมมันทำมาจากส่วนและเปลือกหัวของกุ้งแดง องค์ประกอบตรงกลางคือโฟมสีแดงทำมาจากพริกหวาน Rocoto Pepper ช่วยเพิ่มอโรม่าความหอมให้กับจาน จัดเป็นคอร์สที่ชูวัตถุดิบล้ำค่าหลายชนิดออกมาพร้อม ๆ กันได้อย่างไร้ที่ติโดยไม่มีใครโดดเด่นเกินเลยไปกว่ากัน สุดยอดมาก ๆ (20/20)
Fennel risotto with lobster and barnacles
ข้าวรีซอตโต้เสิร์ฟมาที่ความสุกระดับ Al Dente พอดิบพอดี รับประทานกับโฟมสีขาวหอม ๆ ทำมาจากเฟนเนล ด้านล่างมี Carpaccio และ Gelatin ของกุ้งล็อบสเตอร์ช่วยเสริมรสหวานและเนื้อสัมผัสที่นุ่มละมุนในหลายมิติให้กับจาน สุดท้ายคือเพรียงทะเลเคี้ยวหนึบแต่ไม่เหนียว ทั้งยังรับประทานง่ายจากการที่เชฟหั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ อีกด้วย (20/20)
Fennel risotto with lobster and barnacles
ในหนึ่งคำของจานนี้มีเนื้อสัมผัสที่หลากหลายตั้งแต่ความเบาของโฟมไปจนถึงความหนึบของเพรียงนั่นเอง (20/20)
Wagyu ravioli and glazed eel, iodized cream, horseradish and caviar
ราวิโอลีหรือพาสต้าทรงเกี๊ยวรีดจนบางเฉียบแล้วเสิร์ฟมาที่ความสุกได้ระดับ ด้านในสอดไส้เป็นเนื้อวัววากิวและฟัวกราส์ เชฟบาลานซ์ความนุ่มละมุนของฟัวกราส์และความหอมมันของวากิวออกมาได้อย่างไร้ที่ติ ด้านบนเป็นคาเวียร์มีรสเค็มช่วยตัดความมันจากฟัวกราส์และวากิวไม่ให้โดดเด่นจนเกินไป ข้าง ๆ กันคือเนื้อปลาไหลที่ผ่านการเกลซมาอย่างดีให้เนื้อสัมผัสนุ่มและรสชาติหวานเข้มข้นแทรกด้วยรสเค็มนิด ๆ แตกต่างกันไปกับราวิโอลี ยังมีองค์ประกอบของ Iodized Cream และโฟมสีขาวตรงกลางทำมาจาก Horseradish ทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นว่าแม้เชฟ Paolo Casagrande จะทำงานภายใต้การชี้นำของของเชฟ Martín Berasategui แต่อาหารบางจานก็ยังคงแสดงถึงตัวตนความเป็นอิตาเลียนของเชฟ Paolo Casagrande จนได้มาเป็นจานลายเซ็นต์ของตัวเองที่มีรสชาติและเทคนิคไม่แพ้ Mentor ของเขาเลยจริง ๆ (20/20)
Grilled turbot, red shrimp, roasted tomato and pink grapefruit
จานนี้เชฟตั้งใจใช้วัตถุดิบจากทะเลเมดิเตอร์เรเนียนหลายชนิดเริ่มจากเนื้อปลาเทอร์บอตย่าง หอยแคลม กุ้งแดงที่เสิร์ฟมาทั้งเนื้อกุ้งหวาน ๆ และหัวกุ้งกรอบรับประทานได้ ซอสสีเหลืองคือ Butter Vinaigrette หอมมัน ราดด้วยซอสสีแดงทำมาจากมะเขือเทศย่าง ซอสชมพูทำมาจาก Pink Grapefruit และองค์ประกอบสีเขียวกรอบ ๆ ทำมาจากแพลงก์ตอน วัตถุดิบจากทะเลทุกชิ้นสด รสชาติดีงามมาตรฐานแต่เทียบกับระดับของห้องอาหารและจานอื่น ๆ แล้วถือว่ายังไม่มีอะไรโดนเด่น (17/20)
Lamb shoulder with aubergine miso, crispy sweetbread, spicy juice
สำหรับเมนคอร์สจานสุดท้ายพนักงานนำเสิร์ฟ Lamb Shoulder หรือเนื้อส่วนไหล่ด้านหน้าของลูกแกะ เนื้อลูกแกะนุ่ม ฉ่ำ ราดด้วยซอส Jus เข้มข้น ฝั่งซ้ายมือคือ Sweetbread หรือส่วนต่อมไทมัสของลูกแกะที่ผ่านการทอดจนกรอบแต่ด้านในยังคงนุ่มละมุน องค์ประกอบที่เหลือมีอยู่ 3 อย่างคือ White Asparagus ที่เชฟทำเนื้อสัมผัสได้นุ่มดี, Aubergine Miso หรือมะเขือยาวที่ผ่านการแช่ในมิโสะจนหอม และ Tzatziki Sauce มีกลิ่นหอมและความสดชื่นของแตงกวา ทั้งยังช่วยบาลานซ์ไม่ให้รสชาติโดยรวมของจานหนักจนเกินไป (18/20)
Cardamom spheres, apple and yogurt
ของหวานชิ้นแรกเป็นสเฟียร์ทรงกลม เปลือกด้านนอกทำมาจากไวท์ช็อกโกแลต เมื่อกัดจะแตกออกมาเป็นของเหลวทำมาจากกระวานมีกลิ่นหอมเฉพาะตัว ข้าง ๆ กันคือสเฟียร์สีเขียวทำมาจากแอปเปิ้ลเขียวให้รสชาติตัดกันกับกระวาน สปองเค้กสีเขียวทำมาจากถั่วพิสตาชิโอ้ และคาเวียร์ทรงกลมสีขาวทำมาจากโยเกิร์ตช่วยเรียกความสดชื่นได้เป็นอย่างดี รับประทานแต่ละองค์ประกอบสลับกันเพื่อให้มีความแตกต่างทางรสชาติและเนื้อสัมผัส (19/20)
Ginger and passionfruit sorbet with coconut and carrot (31 €)
อาหารหวานจานนี้มีอยู่ในเซ็ตเมนูมื้อกลางวันโดยเราได้ขอสลับของหวาน 1 จานเพื่อชิมรสชาติดู องค์ประกอบแรกคือซอร์เบท์ที่มีส่วนผสมของเสาวรสและขิงให้รสชาติเปรี้ยวแซมความอโรม่าของขิง ด้านล่างรองด้วย Coconut Powder สีขาว รอบ ๆ คือเจลทำมาจากส้มและแครอท โดยรวมถือว่าเชฟผสมผสานรสชาติออกมาได้ดี แต่ยังไม่ว้าวนักสำหรับห้องอาหารระดับนี้ (17/20)
Coconut and black sesame
ปิดท้ายอาหารหวานด้วยบิสกิตงาดำกรอบ มีกลิ่นหอมของคาเคา ด้านบนคือองค์ประกอบที่ทำมาจากมะพร้าว มีทั้ง Coconut Ice Cream และ Coconut Powder ทั้งหอม และเย็นชื่นใจ วางแผ่น Tuile งาดำลงไปเพื่อเพิ่มเนื้อสัมผัสและความสวยงาม (18/20)
Petits-fours
ระหว่างเรียกเก็บเงินพนักงานจะมี Petits-fours เสิร์ฟมา 3 อย่าง
Petits-fours
เริ่มจาก Biscuit of Black Chocolate เป็นขนม Choux ทอปด้วยช็อกโกแลตเข้มข้น
Petits-fours
ถัดมาคือ Mango Sphere and Passionfruit เป็นแผ่น Sablé กรอบทอปด้วย สเฟียร์ทรงกลมที่มีรสหวานของมะม่วงสุกและรสเปรี้ยวจากเสาวรส
Petits-fours
สุดท้ายคือ Olive Oil Bonbon ซึ่งจะเน้นความหอมและอโรม่าของน้ำมันมะกอกนั่นเอง
ราคา 516 €/2 pp (จ่ายล่วงหน้าตั้งแต่ขั้นตอนการจอง 200 €)
จุดเด่นที่ทำให้ Lasarte โดดเด่นกว่าห้องอาหารอื่น ๆ ในระดับเดียวกันคือความคุ้มค่าและการเข้าถึงง่ายเพราะทางร้านได้นำเสนอ MENÚ MIGDIA – BUSINESS LUNCH (175 €/p) เซ็ตเมนูช่วงกลางวันในวันอังคาร-ศุกร์ประกอบไปด้วยอาหารจำนวน 4 คอร์สยังไม่รวม Appetizers และ Petits-fours แต่ละคอร์สสามารถเลือกรายการอาหารแตกต่างกันได้ ทั้งหลายจานยังเป็นเมนูเดียวกันกับที่ใช้เสิร์ฟในเซ็ตเมนูชุดใหญ่อีกด้วย
ถัดมาคือ MENÚ DEGUSTACIÓ – TASTING MENU (250 €/p) เซ็ตเมนูชุดใหญ่จำนวน 10 คอร์สยังไม่รวม Appetizers และ Petits-fours ซึ่งจะจัดเสิร์ฟแบบ Whole Table เท่านั้น สุดท้ายคือ LA CARTE หรือเมนูแบบอลาคาร์ทที่แต่ละคนสามารถเลือกอาหารได้ตามใจชอบโดยมีราคาเริ่มต้นที่จานละ 42 € สำหรับอาหารเรียกน้ำย่อย, 62 € สำหรับเมนคอร์สและ 31 € สำหรับของหวานแต่เมื่อลองรวมราคาดูแล้วน่าจะไม่ค่อยคุ้มค่าเท่าไหร่นักเทียบกับเซ็ตเมนูทั้ง 2 แบบข้างต้น ในขั้นตอนการจองทางร้านจะเรียกเก็บค่ามัดจำ 100 €/p โดยลูกค้าสามารถจ่ายผ่านบัตรเครดิตได้และยอดนี้จะถูกหักออกจากบิลค่าอาหารสุดท้าย (ไม่ต้องกังวลไปเพราะการจองสามารถยกเลิกและรีฟันด์เงินคืนเข้าบัตรได้ตามระยะเวลาที่ทางร้านกำหนด)
[The Head Chef] Paolo Casagrande เกิดเมื่อปี 1979 ในเมือง Treviso ประเทศอิตาลี หลังจากจบการศึกษาจากโรงเรียนการอาหาร Vittorio Veneto เชฟ Paolo ใช้ชีวิตช่วงแรกอยู่ในกรุง London ก่อนที่จะย้ายมาร่วมงานกับเชฟ Alain Solivérès อยู่นานถึง 3 ปี และเป็นเชฟ Alain นี้เองที่ได้แนะนำให้เขาเดินทางไปยัง Restaurant Martín Berasategui ณ เมือง Lasarte-Oria และพัฒนาฝีมือจนเชฟ Martín มอบความไว้วางใจให้เขาย้ายไปรับตำแหน่ง Head Chef ให้กับห้องอาหาร M.B ณ หมู่เกาะ Tenerife จนกระทั่งคว้ารางวัล
1 Michelin Star มาครองได้สำเร็จ จากนั้นเชฟ Paolo ได้ออกไปร่วมงานกับ Casta Diva Resort ที่ Lake Como อยู่ราว 2 ปีก่อนที่จะย้ายกลับมาร่วมงานกับเชฟ Martín โดยรับตำแหน่ง Head Chef ให้กับห้องอาหาร Lasarte (ซึ่งตอนนั้นเป็นร้านอาหารระดับ 2 Michelin Stars) ในปี 2012 ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน
หลังจากประสบความสำเร็จโดยการคว้ารางวัล 3 Michelin Stars ให้กับห้องอาหาร Martín Berasategui ใน Lasarte-Oria และ 2 Michelin Stars ให้กับห้องอาหาร M.B ในหมู่เกาะ Tenerife เชฟ Martín Berasategui ได้ตัดสินใจเปิดห้องอาหารแห่งใหม่ ณ ใจกลางเมืองท่องเที่ยวอย่าง Barcelona ขึ้นในเดือนมกราคมปี 2006 โดยอาศัยชื่อเมืองซึ่งเป็นที่ตั้งของห้องอาหารเรือธงมาใช้เป็นชื่อของห้องอาหารแห่งนี้
Lasarte ตั้งอยู่บริเวณชั้นล่างของ Monument Hotel (เดิมคือโรงแรม Condes de Barcelona) โรงแรมหรูระดับ Gran Lujo บนถนนช็อปปิ้งชื่อดัง Paseo de Gracia ห่างจากสถานที่ท่องเที่ยวอย่าง Casa Milá เพียง 260 เมตร
ภายในออกแบบโดยสถาปนิกชื่อดัง 3 คนคือ Oscar Tusquets, Carles Bassó และ Tote Moreno โดยเน้นย้ำถึงการตกกระทบของแสง เนื้อสัมผัส และความโดดเด่นของไม้โอ้ค นอกจากนี้การคัดสรรค์เฟอร์นิเจอร์อย่างปราณีตยังช่วยให้บุคลิกของห้องรับประทานอาหารหลักมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวไม่ซ้ำใคร
ส่วนใครที่มาเป็นกลุ่มใหญ่สามารถจองห้อง Semi-private Room ซึ่งจะมีความเป็นส่วนตัวมากยิ่งขึ้น
บริเวณชั้นสองเป็นห้องอาหารสไตล์ Chef’s Table รองรับลูกค้าได้สูงสุดถึง 8 คน
จุดเด่นคือกระจกใสบานใหญ่มองลงมาเห็นบริเวณห้องครัวได้เกือบทั้งหมด
อาหารที่นี่จัดเตรียมออกมาในสไตล์ Creative โดยอาศัยรากเหง้าของ Basque Cuisine ซึ่งเป็นบ้านเกิดของเชฟ Martín Berasategui มานำเสนอในรูปแบบร่วมสมัยโดยแอบแฝงตัวตนความเป็นชาวอิตาเลียนของ Head Chef Paolo Casagrande เอาไว้ได้อย่างแนบเนียนและลงตัว
[The Executive Chef] Martín Berasategui Olazábal (รูปด้านล่าง) เกิดเมื่อปี 1960 ที่เมือง San Sebastián แคว้น Basque Country ประเทศสเปน ครอบครัวของเขาประกอบธุรกิจร้านอาหาร Bodegón Alejandro โดย Martín ในขณะนั้นเป็นคนเดียวในพี่น้องทั้งสี่ที่ให้ความสนใจเกี่ยวกับอาชีพเชฟทำให้ชีวิตของเขาเริ่มต้นเข้าครัวตั้งแต่มีอายุได้เพียง 13 ปี ต่อมาเมื่ออายุได้ 17 ปีเขาได้เข้ารับการศึกษาที่ Ecole Nationale Supérieure de la Pâtisserie ในเมือง Yssingeaux ประเทศฝรั่งเศสเพื่อเป็น Pastry Chef ก่อนที่จะเปลี่ยนมาเรียนรู้เกี่ยวกับอาหารคาวในภายหลัง เมื่อเรียนจบชีวิตของเชฟ Martin ยังคงวนเวียนอยู่ในฝรั่งเศสเพื่อลับฝีมือกับเชฟระดับตำนานหลายคนเช่นงานอาหารหวานกับ Jean Paul Heinard ที่เมือง Bayonne และเชฟ André Mandion ที่เมือง Anglet การเรียนรู้เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ Cured Meat กับเชฟ François Brouchicanin ที่เมือง Ustariz และร่วมงานกับเชฟ Bernard Lacarrau ที่เมือง Labatut แต่เหนือสิ่งอื่นใดประสบการณ์เกี่ยวกับการทำอาหารชั้นสูงนั้นได้มาจากการเข้าร่วมงานกับห้องอาหารระดับ 3 Michelin Stars คือ Les Prés D’Eugénie ของเชฟ Michel Guerard ณ เมือง Eugénie-les-Bains และ Le Louis XV ของเชฟ Alain Ducasse ใน Monaco นั่นเอง จุดเปลี่ยนในชีวิตเกิดขึ้นเมื่อเขาอายุได้ 20 ปีเมื่อบิดาของเขาเสียชีวิตทำให้เชฟ Martín ต้องกลับมาคุมธุรกิจห้องอาหาร Bodegón Alejandro ของทางบ้านจนกระทั่งในปี 1986 ตัวร้านสามารถคว้ารางวัล
1 Michelin Star มาครองได้สำเร็จ ต่อมาในปี 1993 เชฟ Martín ได้ตัดสินใจเปิดห้องอาหารชื่อเดียวกับตัวเอง Restaurante Martín Berasategui ขึ้น ณ เมือง Lasarte ห่างจากเมือง San Sebastián บ้านเกิดของเขาเพียง 7 กิโลเมตร ตัวร้านได้รับรางวัล 1 Michelin Star ทันทีภายในระยะเวลาเพียง 6 เดือน ตามมาด้วย ![]()
2 Michelin Stars ในปี 1996 และรางวัลสูงสุดคือ ![]()
![]()
3 Michelin Stars ในปี 2001 ปัจจุบันเชฟ Martín Berasategui เป็นเจ้าของห้องอาหารระดับ Michelin Star หลายแห่งคือ Martín Berasategui (![]()
![]()
3 Michelin Stars, Lasarte-Oria), Lasarte (![]()
![]()
3 Michelin Stars, Barcelona), M.B Restaurant (![]()
2 Michelin Stars, Tenerife), Oria Restaurant (
1 Michelin Star, Barcelona), eMe Be Garrote (
1 Michelin Star, San Sebastián), Ola Martín Berasategui (
1 Michelin Star, Bilbao) และ Fifty Seconds (
1 Michelin Star, Lisbon) และห้องอาหารอื่น ๆ ในเครืออีก 6 แห่งจากที่ว่ามาทำให้ Martín Berasategui เป็นเชฟชาวสเปนที่ครอบครอง Michelin Starในมือมากที่สุดถึง 12 ดวง, Repsol Suns อีก 11 ดวง รวมไปถึงงานเขียนหนังสือต่าง ๆ อีกกว่า 20 เล่มเลยทีเดียว
Lasarte ได้รับรางวัล
1 Michelin Star ทันทีในปีแรกที่เปิดทำการตามมาด้วย ![]()
2 Michelin Stars ในปี 2009 และเลื่อนขั้นสู่ ![]()
![]()
3 Michelin Stars ในเดือนพฤศจิกายนปี 2016 (Michelin Guide Spain and Portugal 2017)
Lasarte เป็นห้องอาหารที่นำเสนออาหารและวัตถุดิบจากภูมิภาค Basque Country บ้านเกิดของเชฟ Martín Berasategui ทั้งยังแอบแฝงรากเหง้าของอาหาร Italian ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของเชฟ Paolo Casagrande ออกมาได้อย่างไร้ที่ติ ทุกจานเต็มไปด้วยความคิดสร้างสรรค์ มีรสชาติที่เข้าถึงง่ายและไม่ต้องตีความ ราคาอาหารถือว่าคุ้มค่าเทียบกับปริมาณคอร์สและตำแหน่งของร้านที่ตั้งซึ่งอยู่ในโรงแรมหรูระดับ 5 ดาวใจกลางเมืองท่องเที่ยวอย่าง Barcelona และขอแนะนำเป็นอย่างยิ่งให้เหล่านักชิมได้แวะมาลิ้มลองกัน