หน้าแรก » 🇹🇭 Paste – เพสต์
Visit: February 24, 2022
🇹🇭 Paste - เพสต์
👨🏻🍳 Chef Bongkoch Satongun (Chef Bee) - เชฟบงกช สระทองอุ่น (เชฟบี)
ชั้น 3 เกษร วิลเลจ, 999 ถนนเพลินจิต แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร 10330
Tel: 02-656-1003
Cuisine
🍴 Thai - อาหารไทย
Country
Thailand
MICHELIN Guide
Selected by MICHELIN Guide
Score
15/20
Price
[INTRO] ย้อนไปราว 10 ปีก่อน Paste จัดเป็นห้องอาหารแรก ๆ ที่สามารถยกระดับอาหารไทยให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล เชฟบีเจ้าของร้านสามารถผสมผสานวัตถุดิบทัองถิ่นและวัตถุดิบนำเข้าประกอบกับรสมือชั้นยอดทำให้อาหารที่นี่มีความโดดเด่นไม่ซ้ำใคร
[THE PLACE] ห้องอาหาร Paste ตั้งอยู่ ณ ชั้น 3 ของเกษร วิลเลจ หน้าร้านเป็นเคาน์เตอร์ยาวตกแต่งด้วยดอกไม้สำหรับตรวจเช็คการจอง ภายในโดดเด่นด้วยประติมากรรมรังไหมหมุนเป็นรูปเกลียวจากพื้นจรดเพดานดูสง่างามอย่างไทย รอบ ๆ เป็นที่นั่งแบบโซฟาและโต๊ะกลมโดยมีผนังเป็นกระจกใสช่วยให้บรรยากาศภายในดูโปร่งไม่อึดอัดตา ส่วนใครที่เลือกนั่งอีกมุมหนึ่งเป็นโต๊ะสี่เหลี่ยมพร้อมด้วยแสงไฟสลัว ๆ ก็ดูโรแมนติคไม่เบา ตรงกลางมีเคาน์เตอร์บาร์สำหรับชงเครื่องดื่มและห้องครัวแบบปิดกั้นด้วยกระจกใสทำให้ลูกค้าสามารถมองเข้าไปเห็นทีมเชฟจัดเตรียมอาหารได้นั่นเอง
[THE CHEF] บงกช สระทองอุ่น หรือเชฟบีเติบโตมาในครอบครัวที่มีธุรกิจร้านอาหารริมทางทำให้ชีวิตของเธอผ่านประสบการณ์งานครัวตั้งแต่อายุได้ราว 13 ปี อย่างไรก็ตามชีวิตในช่วงแรกดูจะไม่ค่อยใกล้เคียงกับการเป็นเชฟเท่าไหร่นักเพราะเธอเริ่มต้นด้วยการเรียนจบครุศาสตร์ต่อด้วยการทำงานเป็นพนักงานออฟฟิศแต่เป็นคุณ Jason Bailey ชายชาวออสเตรเลียผู้ซึ่งกลายมาเป็นทั้งหุ้นส่วนธุรกิจและคู่ชีวิตในเวลาต่อมาได้ชักชวนเธอให้เข้ามารับตำแหน่งแม่ครัวที่ร้านอาหารไทยของสามีในประเทศออสเตรเลียทั้งยังได้รับกระแสตอบรับเป็นอย่างดีจนเป็นสาเหตุให้เชฟบีตัดสินใจท้าทายตัวเองครั้งสำคัญโดยการปิดร้านที่ออสเตรเลียและกลับมาเปิดร้านอาหารไทยในประเทศไทยนั่นเอง ห้องอาหาร Paste เปิดทำการเป็นครั้งแรกในซอยสุขุมวิท 49 อยู่ราว 2 ปีก่อนที่เชฟบีจะได้รับการทาบทามให้ย้ายมายังเกษร วิลเลจซึ่งเป็นที่อยู่ ณ ปัจจุบัน ตัวร้านได้กระแสในเชิงบวกอย่างล้นหลามจากนักชิมท้องถิ่นและต่างชาติทั้งยังสามารถคว้ารางวัล
1 Michelin Star มาครองได้ตั้งแต่ Michelin Guide ปี 2018 จนถึงปัจจุบันห้องอาหาร Paste ขยับขยายสาขาออกไปหลากแห่งทั้ง Paste at the Apsara ในเมืองหลวงพระบาง และ Paste Australia ในเมือง Mittagong รวมถึงมีแผนจะเปิดสาขาที่ 4 ขึ้นในกรุงเวียงจันทน์เร็ว ๆ นี้อีกด้วย
[THE FOOD] อาหารที่ Paste นำเสนอออกมาในสไตล์อาหารโมเดิร์นโดยผสมผสานสมุนไพร เครื่องแกง และวัตถุดิบท้องถิ่นของไทยเข้ากับวัตถุดิบระดับโลกออกมาได้อย่างน่าสนใจ เชฟบีได้นำตำราอาหารโบราณมาแกะสูตรและทดลองรสชาติตามรสมือของตัวเองทำให้อาหารทุกจานมีเอกลักษณ์แตกต่างจากอาหารไทย Fine Dining ร้านอื่น ๆ อย่างชัดเจน ลูกค้าสามารถเลือกรับประทานอาหารได้จาก Tasting Menu ทั้งมื้อกลางวัน (2,400++/p) และมื้อกลางคืน (3,400++, 3,600++ และ 3,800++) นอกจากนี้ยังมีเมนู À La Carte ให้เลือกกันได้ตามใจชอบ สำหรับเมนูที่ทำออกมาได้โดดเด่นเป็นอย่างมากคือ
ห้ามพลาดยำส้มโอที่เชฟคัดสรรค์ส้มโอทับทิมสยามจากจังหวัดนครศรีธรรมราชเสิร์ฟมาบนซอสที่ได้จากการผสมผสานน้ำพริกเผาสูตรพิเศษและกะปิเคยชั้นดี ส้มโอหวานฉ่ำ มีรสอมเปรี้ยวเบา ๆ เข้ากันดีกับความหวาน หอม มัน เผ็ด อุมามิของซอสน้ำพริกเผาและกะปิเคย เราขอแนะนำให้ตักมันกุ้งเยิ้ม ๆ ราดลงไปบนตัวซอสด้วย ด้านบนเป็นกุ้งแม่น้ำไซซ์ยักษ์จากจังหวัดอยุธยาย่างมาหอม ๆ สุกพอดีไร้ที่ติ (15/20)
จานที่ดีที่สุดต้องยกให้กับแกงแพนงสูตรโบราณที่ทางร้านทำเอง เชฟเคี่ยวน้ำกะทิในไฟอ่อนจนแตกมันสังเกตได้จากการกลืนเป็นเนื้อเดียวกันไปกับเครื่องแกง ทั้งยังมีระดับความเข้มข้นพอเหมาะ รสชาติออกหวานนำในขณะที่รสเผ็ดจะค่อย ๆ ตามมาทีหลัง เนื้อแก้มวัวออสเตรเลียผ่านการตุ๋นมาจนนุ่ม ด้านล่างมีถั่วลิสงคั่วช่วยเพิ่มกลิ่นหอมและมิติทางเนื้อสัมผัสขณะเคี้ยว ด้านบนโรยด้วยใบมะกรูดและใบโหระพาให้กลิ่นหอมและอโรมาเฉพาะตัว (16/20)
เมนู Signature Dish จานนี้คือแกงปูตำรับปักษ์ใต้ที่ผ่านการรมควันมาอย่างดี ตักเข้าปากจะสัมผัสได้ถึงความหอมมันจากกะทิตามมาด้วยความเผ็ดร้อนจากพริกไทย เนื้อปูจั๊กจั่นนำเข้าจากออสเตรเลียให้เนื้อสัมผัสค่อนข้างเฟิร์มแต่ไม่แแข็งกระด้าง ด้านบนตกแต่งด้วยดอกแคและดอกไม้รับประทานได้ ยังมีใบชะครามให้ความเป็นกรดรสชาติอมเปรี้ยวเล็กน้อยบาลานซ์ความมันและความเผ็ดไม่ให้โดดเด่นจนเกินไป (15/20)
Price :
2,400-3,800++ THB/p
Parking :
จอดรถที่ Gaysorn Village
Operating Time :
12.00-14.00, 18.30-23.00
Dress Code :
Smart Casual
Score
👍 ร้านอาหารไทยโมเดิร์นที่ผสมผสานวัตถุดิบท้องถิ่นและนำเข้าออกมาได้อย่างน่าสนใจ
อาหาร :
15
ราคา :
เทคนิค :
อัตลักษณ์ :
บรรยากาศ :
บริการ :
ไวน์ :
Map
📃 À LA CARTE
Amuse-bouche
& gapi khoei plankton paste
Old style hot & sour soup of crisp pork leg, jackfruit seeds & smoky chicken broth
Watermelon rind and fish roe soup with seabass & jicaman dumplings
toasted peanuts & Thai sweet basil
Smoky southern yellow curry with premium Australian spanner crab, hummingbird flowers, & Thai samphire
Chiang Rai jasmine rice perfumed with organic jasmine flower
Organic riceberry from Surin province
Kanom mor gang chestnuts, salted caramel, fried shallots.
Smoked coconut noodles with palm sugar sabayon, lemon basil seed, dried pineapple.
Floating on the Fresh milk infused with longan honey
Paste – เพสต์
1 Michelin Star – 1 ดาวมิชลิน
Thai – อาหารไทย
Chef Bongkoch Satongun (Chef Bee) – เชฟบงกช สระทองอุ่น (เชฟบี)
1 Michelin Star – 1 ดาวมิชลิน
ช่อม่วงโบราณ
Amuse-bouche
เริ่มต้นมื้ออาหารด้วยจานเรียน้ำย่อยอย่างช่อม่วงที่พับจับจีบได้อย่างปราณีตสวยงาม แป้งเนื้อนุ่มหนึบ ตกแต่งด้วยดอกไม้รับประทานได้ ด้านในสอดไส้เนื้อปลาเทร้าต์ที่ผ่านการรมควันจนหอม รสชาติละมุนเนียนไปกับแป้งช่อม่วงได้อย่างลงตัว (15/20)
ยำส้มโอ, ใบชะพลู, กุ้งแม่น้ำอยุธยา, ส้มแก้ว, น้ำพริกเผาสูตรทางร้านและกะปิเคย (1,600++)
Pomelo salad with char-grilled Ayutthaya river prawn, chili jam & gapi khoei plankton paste
ห้ามพลาดยำส้มโอที่เชฟคัดสรรค์ส้มโอทับทิมสยามจากจังหวัดนครศรีธรรมราชเสิร์ฟมาบนซอสที่ได้จากการผสมผสานน้ำพริกเผาสูตรพิเศษและกะปิเคยชั้นดี ด้านบนเป็นกุ้งแม่น้ำไซซ์ยักษ์จากจังหวัดอยุธยาย่างมาหอม ๆ สุกกำลังดี (15/20)
ยำส้มโอ, ใบชะพลู, กุ้งแม่น้ำอยุธยา, ส้มแก้ว, น้ำพริกเผาสูตรทางร้านและกะปิเคย (1,600++)
Pomelo salad with char-grilled Ayutthaya river prawn, chili jam & gapi khoei plankton paste
ส้มโอหวานฉ่ำ มีรสอมเปรี้ยวเบา ๆ เข้ากันดีกับความหวาน หอม มัน เผ็ด อุมามิของซอสน้ำพริกเผาและกะปิเคย เราขอแนะนำให้ตักมันกุ้งเยิ้ม ๆ ราดลงไปบนตัวซอสด้วย ส่วนเนื้อกุ้งย่างมาได้ไร้ที่ติเช่นกัน (15/20)
ต้มยำเม็ดขนุนและขาหมูโบราณใส่หอมแดงเผา (650++)
Old style hot & sour soup of crisp pork leg, jackfruit seeds & smoky chicken broth
ต้มยำขาหมูเสิร์ฟมาแบบน้ำใสตามตำรับโบราณโดยใช้น้ำสต๊อกไก่ทำให้ตัวซุปค่อนข้างเบา (Light) เพื่อที่จะสามารถชูองค์ประกอบอื่น ๆ ให้โดดเด่นขึ้นมาได้โดยง่าย ส่วนรสชาตินั้นมีระดับความเผ็ดจีดจ้านพอประมาณ มีรสเปรี้ยวอุมิมาจากมะเขือเทศ นอกจากนี้ยังมีองค์ประกอบของมะเขือเผาและหอมแดงเผาทำให้ตัวน้ำซุปเองมี Smoky Aroma แทรกอยู่มากจนหอมขึ้นจมูก ขาหมูมีความมันและความกรอบนิด ๆ แต่ไม่เหนียวติดฟัน ยังมีเม็ดขนุนใส่ลงไปเพื่อเพิ่มเนื้อสัมผัสที่ดีอีกด้วย (15/20)
ต้มยำเม็ดขนุนและขาหมูโบราณใส่หอมแดงเผา (650++)
Old style hot & sour soup of crisp pork leg, jackfruit seeds & smoky chicken broth
ขาหมูกรอบ มัน เข้ากันดีกับน้ำซุปมาก ๆ (15/20)
แกงเปลือกแตงโมกับฟองเต้าหู้ห่อปลากับมันแกว (700++)
Watermelon rind and fish roe soup with seabass & jicaman dumplings
แกงเปลือกแตงโมให้รสชาติอยู่ระหว่างแกงเลียงและต้มยำ มีกลิ่นหอมเฉพาะตัว เปลือกแตงโมมีความนุ่มคล้ายกันกับฟักแต่นุ่มกว่าอยู่เล็กน้อย เชฟเพิ่มความหอมมันโดยการใส่ไข่ปลาลงไปด้วย เ้านบนเป็นฟองเต้าหู้กรอบ ด้านในสอดไส้มันแกวและเนื้อปลากะพงทำให้เกิดมิติเนื้อสัมผัสที่ลงตัว (15/20)
แพนงเนื้อออสเตรเลีย (950++)
Panaeng curry of roasted Australian grain feed-beef cheek, toasted peanuts & Thai sweet basil
จานที่ดีที่สุดต้องยกให้กับแกงแพนงสูตรโบราณที่ทางร้านทำเอง เชฟเคี่ยวน้ำกะทิในไฟอ่อนจนแตกมันสังเกตได้จากการกลืนเป็นเนื้อเดียวกันไปกับเครื่องแกง ทั้งยังมีระดับความเข้มข้นพอเหมาะ รสชาติออกหวานนำในขณะที่รสเผ็ดจะค่อย ๆ ตามมาทีหลัง เนื้อแก้มวัวออสเตรเลียผ่านการตุ๋นมาจนนุ่ม ด้านล่างมีถั่วลิสงคั่วช่วยเพิ่มกลิ่นหอมและมิติทางเนื้อสัมผัสขณะเคี้ยว ด้านบนโรยด้วยใบมะกรูดและใบโหระพาให้กลิ่นหอมและอโรมาเฉพาะตัว (16/20)
แกงปูปักษ์ใต้รมควันใส่ปูจั๊กจั่นออสเตรเลีย, ดอกแค และใบชะครามจากสมุทรสาคร (1,400++)
Smoky southern yellow curry with premium Australian spanner crab, hummingbird flowers, & Thai samphire
เมนู Signature Dish จานนี้คือแกงปูตำรับปักษ์ใต้ที่ผ่านการรมควันมาอย่างดี ตักเข้าปากจะสัมผัสได้ถึงความหอมมันจากกะทิตามมาด้วยความเผ็ดร้อนจากพริกไทย เนื้อปูจั๊กจั่นนำเข้าจากออสเตรเลียให้เนื้อสัมผัสค่อนข้างเฟิร์มแต่ไม่แแข็งกระด้าง ด้านบนตกแต่งด้วยดอกแคและดอกไม้รับประทานได้ ยังมีใบชะครามให้ความเป็นกรดรสชาติอมเปรี้ยวเล็กน้อยบาลานซ์ความมันและความเผ็ดไม่ให้โดดเด่นจนเกินไป (15/20)
ข้าวหอมมะลิจากเชียงรายหุงน้ำลอยดอกมะลิออร์แกนิค (150++/p)
Chiang Rai jasmine rice perfumed with organic jasmine flower
กระทั่งข้าวของทางร้านก็ผ่านการคัดสรรค์มาอย่างดีโดยใช้ข้าวหอมมะลิจากจังหวัดเชียงรายหุงด้วยน้ำลอยดอกมะลิให้อโรม่าความหอมเด่นชัด
ข้าวไรซ์เบอร์รี่จากจังหวัดสุรินทร์ (150++/p)
Organic riceberry from Surin province
หรือจะเป็นข้าวไรซ์เบอร์รี่จากจังหวัดสุรินทร์ซึ่งจะมีเนื้อสัมผัสที่หนึบแน่นมากขึ้น
ขนมหม้อแกง (550++)
Kanom mor gang chestnuts, salted caramel, fried shallots
ของหวานอย่างแรกเริ่มต้นด้วยคัสตาร์ดเกาลัดที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากขนมหม้อแกงไข่ มีความหอม เนื้อสัมผัสนุ่ม หวานไม่บาดคอ รอบ ๆ เป็นซอสทำมาจากหอมเจียวและ Salted Caramel (15/20)
โคโคนัท นู้ดเดิ้ลส์ (550++)
Smoked coconut noodles with palm sugar sabayon, lemon basil seed, dried pineapple.
อาหารหวานยอดนิยมประจำร้านจานนี้คือเมนูที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากขนมประเพณีสี่ภาคคือไข่กบ นกปล่อย บัวลอย อ้ายตื้อโดยนำเสนอมาเป็นเส้นก๋วยเตี๋ยวที่ทำมาจากมะพร้าว รอบ ๆ เป็นซอส Sabayon ทำมาจากน้ำตาลมะพร้าวพร้อมรมควันเทียนตำรับชาววัง ด้านบนเป็นเม็ดแมงลักช่วยเพิ่มมิติทางเนื้อสัมผัส อย่างไรก็ตามด้วยความเราเคยชิม Coconut Noodles จานนี้มาแล้ว 2-3 ครั้งต้องบอกเลยว่าสตรอว์เบอร์รี่สไลด์ที่ทอปมาด้านบนในวันนี้รสชาติค่อนข้างเปรี้ยวโดดและแยกโทนของรสชาติออกจากองค์ประกอบอื่น ๆ อย่างชัดเจน (15/20)
บัวลอยไข่เค็มลาวา (550++)
Floating on the Fresh milk infused with longan honey
บัวลอยไข่เค็มลาวาจานนี้เชฟนำแป้งมาสอดไส้ด้วยไข่เค็มลาวาที่จะละลายในปากเทื่อเคี้ยว ด้านบนโรยด้วยงาขาว จากนั้นประดับด้วยทองคำเปลวรับประทานได้ เสิร์ฟมาคู่กับมะพร้าวอ่อน และซอสนมสดหอมมัน (15/20)
ไอศกรีม
Ice cream
ปิดท้ายมื้ออาหารระหว่างรอเก็บเงินด้วยไอศกรีมโบราณทำมาจากส้ม 3 ชนิดคือส้มจี๊ด ส้มซ่า และส้มเขียวหวานนั่นเอง (12/20)
เวลคัม ดริ้งค์
Welcome drink
ทางร้านนำเสิร์ฟ Welcome Drink เป็นนำมะตูมผสมกับกับ Elderflower Syrup และโซดาช่วยเรียกความสดชื่นได้เป็นอย่างดี
ราคา 8,427 บาท (ทางร้าน Complementary ขนมหม้อแกงให้)
ภายในโดดเด่นด้วยประติมากรรมรังไหมหมุนเป็นรูปเกลียวจากพื้นจรดเพดานดูสง่างามอย่างไทย รอบ ๆ เป็นที่นั่งแบบโซฟาและโต๊ะกลมโดยมีผนังเป็นกระจกใสช่วยให้บรรยากาศภายในดูโปร่งไม่อึดอัดตา
ตรงกลางมีเคาน์เตอร์บาร์สำหรับชงเครื่องดื่มและห้องครัวแบบปิดกั้นด้วยกระจกใสทำให้ลูกค้าสามารถมองเข้าไปเห็นทีมเชฟจัดเตรียมอาหารได้นั่นเอง
ส่วนใครที่เลือกนั่งอีกมุมหนึ่งเป็นโต๊ะสี่เหลี่ยมพร้อมด้วยแสงไฟสลัว ๆ ก็ดูโรแมนติคไม่เบา
ย้อนไปราว 10 ปีก่อน Paste จัดเป็นห้องอาหารแรก ๆ ที่สามารถยกระดับอาหารไทยให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล เชฟบีเจ้าของร้านสามารถผสมผสานวัตถุดิบทัองถิ่นและวัตถุดิบนำเข้าประกอบกับรสมือชั้นยอดทำให้อาหารที่นี่มีความโดดเด่นไม่ซ้ำใคร
อาหารที่ Paste นำเสนอออกมาในสไตล์อาหารโมเดิร์นโดยผสมผสานสมุนไพร เครื่องแกง และวัตถุดิบท้องถิ่นของไทยเข้ากับวัตถุดิบระดับโลกออกมาได้อย่างน่าสนใจ เชฟบีได้นำตำราอาหารโบราณมาแกะสูตรและทดลองรสชาติตามรสมือของตัวเองทำให้อาหารทุกจานมีเอกลักษณ์แตกต่างจากอาหารไทย Fine Dining ร้านอื่น ๆ อย่างชัดเจน ลูกค้าสามารถเลือกรับประทานอาหารได้จาก Tasting Menu ทั้งมื้อกลางวัน (2,400++/p) และมื้อกลางคืน (3,400++, 3,600++ และ 3,800++) นอกจากนี้ยังมีเมนู À La Carte ให้เลือกกันได้ตามใจชอบ
บงกช สระทองอุ่น หรือเชฟบีเติบโตมาในครอบครัวที่มีธุรกิจร้านอาหารริมทางทำให้ชีวิตของเธอผ่านประสบการณ์งานครัวตั้งแต่อายุได้ราว 13 ปี อย่างไรก็ตามชีวิตในช่วงแรกดูจะไม่ค่อยใกล้เคียงกับการเป็นเชฟเท่าไหร่นักเพราะเธอเริ่มต้นด้วยการเรียนจบครุศาสตร์ต่อด้วยการทำงานเป็นพนักงานออฟฟิศแต่เป็นคุณ Jason Bailey ชายชาวออสเตรเลียผู้ซึ่งกลายมาเป็นทั้งหุ้นส่วนธุรกิจและคู่ชีวิตในเวลาต่อมาได้ชักชวนเธอให้เข้ามารับตำแหน่งแม่ครัวที่ร้านอาหารไทยของสามีในประเทศออสเตรเลียทั้งยังได้รับกระแสตอบรับเป็นอย่างดีจนเป็นสาเหตุให้เชฟบีตัดสินใจท้าทายตัวเองครั้งสำคัญโดยการปิดร้านที่ออสเตรเลียและกลับมาเปิดร้านอาหารไทยในประเทศไทยนั่นเอง ห้องอาหาร Paste เปิดทำการเป็นครั้งแรกในซอยสุขุมวิท 49 อยู่ราว 2 ปีก่อนที่เชฟบีจะได้รับการทาบทามให้ย้ายมายังเกษร วิลเลจซึ่งเป็นที่อยู่ ณ ปัจจุบัน ตัวร้านได้กระแสในเชิงบวกอย่างล้นหลามจากนักชิมท้องถิ่นและต่างชาติทั้งยังสามารถคว้ารางวัล
1 Michelin Star มาครองได้ตั้งแต่ Michelin Guide ปี 2018 จนถึงปัจจุบันห้องอาหาร Paste ขยับขยายสาขาออกไปหลากแห่งทั้ง Paste at the Apsara ในเมืองหลวงพระบาง และ Paste Australia ในเมือง Mittagong รวมถึงมีแผนจะเปิดสาขาที่ 4 ขึ้นในกรุงเวียงจันทน์เร็ว ๆ นี้อีกด้วย
ห้องอาหาร Paste ตั้งอยู่ ณ ชั้น 3 ของเกษร วิลเลจ หน้าร้านเป็นเคาน์เตอร์ยาวตกแต่งด้วยดอกไม้สำหรับตรวจเช็คการจอง
อาหารแต่ละจานที่ Paste ได้รับการออกแบบมาอย่างปราณีตสมกับรางวัล 1 ดาวมิชลิน บรรยากาศโดยรวมยังคงมีความเป็นกันเองและเข้าถึงง่ายแต่ก็ไม่ทิ้งการบริการที่ดีจากพนักงาน ปฏิเสธไม่ได้ว่าราคาอาหารที่นี่จัดว่าค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับร้านอาหารไทยชั้นสูงในระดับเดียวกันแต่นั่นก็แลกมาด้วยการคัดสรรค์วัตถุดิบคุณภาพดีนำเข้ามาจากทั่วทุกมุมโลก เราคงหาโอกาสแวะกลับมายัง Paste สักปีละครั้งตามโอกาสเพื่อสัมผัสอาหารไทยของเชฟบีที่ผ่านการตีความออกมาโดยมีเอกลักษณ์ไม่ซ้ำใคร