หน้าแรก » 🇹🇭 Le Boeuf – เลอเบิฟ (2022)
Visit: April 17, 2022
🇹🇭 Le Boeuf - เลอเบิฟ (2022)
👨🏻🍳 Chef Surasak (Chef Benz) - เชฟสุรศักดิ์ (เชฟเบ๊นซ์)
Marriott Mayfair Hotel, 60 ซ.หลังสวน แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร 10330
Tel: 097-991-4414
Cuisine
🍴 Steakhouse - สเต๊กเฮ้าส์
Country
Thailand
MICHELIN Guide
None
Score
Price
[INTRO] รีวิวในวันนี้เราจะพาเพื่อน ๆ ไปพบกับห้องอาหารเพียงแห่งเดียวในประเทศไทยที่ได้รับการสืบทอดสูตรซอสระดับตำนาน Café de Paris มาจากห้องอาหาร Le Relais de Venise – son entrecôte โดยตรง
[CAFÉ DE PARIS – The Origin] ย้อนกลับไปในปี 1930 นาย Boubier เชฟเจ้าของห้องอาหาร La Coq d’Or ในนคร Geneva ได้คิดค้นเนยสูตรพิเศษที่มีองค์ประกอบของสมุนไพรหลากหลายชนิดเสิร์ฟคู่กันไปกับเนื้อย่างจนกลายเป็นที่นิยมอย่างในหมู่คนท้องถิ่น ต่อมาลูกสาวของนาย Boubier ผู้เป็นภรรยาของ Sir Arthur Francis Dumont เจ้าของ Café de Paris ซึ่งตั้งอยู่บนถนน Rue du Mont Blanc ไม่ไกลกันจากสถานีรถไฟได้เกิดความคิดที่จะนำเนยชนิดนี้มาเสิร์ฟคู่กันไปกับเนื้อสเต๊กส่วนซี่โครงจึงติดสินใจเปลี่ยนร้านคาเฟ่เล็ก ๆ ให้กลายมาเป็นห้องอาหารที่เสิร์ฟเมนูเฉพาะตัว ทั้งนี้เขายังมีโอกาสเผยแพร่สูตรของเขาที่ National Exhibition ในนคร Lausanne อีกด้วย อย่างไรก็ตามแม้จะรับหน้าที่เป็น Head Chef อยู่นานถึง 38 ปีแต่ด้วยความที่นาย Dumont ไม่มีทายาทผู้สืบทอดกิจการทำให้เขาจำเป็นต้องขายกิจการและเนยสูตรลับเฉพาะนี้ให้กับ Aline Abriel ซึ่งเธอก็ได้ส่งไม้ต่อให้กับ François Vouillamoz ผู้เป็นหลานในอีก 5 ปีต่อมาโดยเป็นนาย Vouillamoz นี้เองที่ขยับขยายสาขาของร้านภายใต้ชื่อ Café de Paris Chez Boubier ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน
[CAFÉ DE PARIS – From Entrecôte Group to Le Boeuf] ในปี 1959 นาย Paul Gineste de Saurs ได้ซื้อต่อกิจการห้องอาหารอิตาลีที่ตั้งอยู่ในเขต 17 ของกรุง Paris นามว่า Le Relais de Venise ทั้งยังปรับเปลี่ยนรูปแบบจากอาหารอิตาลีมาเป็นอาหารฝรั่งเศสพื้นบ้านสไตล์ Bistro โดยมีเมนคอร์สเป็น Steak frites เพียงเมนูเดียวเท่านั้น จุดเด่นคงหนีไม่พ้นการนำสูตรซอส Café de Paris จากร้านต้นตำรับในกรุง Geneva เสิร์ฟมาคู่กันกับ Walnut Salad และ French Fries จนได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในหมู่ชาว Parisian และขยับขยายสาขาไปอีกหลายแห่งรวมไปถึงยังนคร Zurich และ Geneva อีกด้วย สำหรับห้องอาหาร Le Boeuf นั้นเจ้าของร้านคุณ David Perrot ได้สืบทอดสูตรมาจาก Le Relais de Venise – son entrecôte โดยตรงก่อนที่จะมาเปิดร้านอยู่บริเวณด้านหน้าอาคาร Marriot Mayfair Service Suite มองจากภายนอกมีลักษณะเป็น Glasshouse สุดคลาสสิค ภายในตกแต่งสไตล์ French Bistro สังเกตจากการใช้ผ้าปูโต๊ะสีแดง เก้าอี้ไม้ โซฟาหนังและฉากกั้นกระจกใสช่วยเสริมให้บรรยากาศเต็มไปด้วยความเรียบง่ายและเป็นกันเองเหมาะกับการพาเพื่อน ๆ หรือคนรู้ใจมาลิ้มลองเมนูสเต๊กชั้นดีในทุกโอกาส
[THE CHEF & THE FOOD] ห้องอาหาร Le Boeuf นำเสนอเซ็ตเมนูชุดพิเศษเพื่อเฉลิมฉลองครบรอบ 7 ปีโดยในเซ็ตประกอบไปด้วยสลัด 2 จาน, ซุป 2 จาน, อาหารเรียกน้ำย่อย 2 จาน, สเต๊กเนื้อเลือกได้ตามใจชอบจับคู่กับซอส Café de Paris และอาหารหวานรสเลิศอีก 2 จานในราคา 3,990++ ต่อ 2 คน ทุกจานจะถูกจัดเสิร์ฟโดยเชฟสุรศักดิ์หรือเชฟเบ๊นซ์ผู้ผ่านงานในห้องอาหารระดับ Michelin Star แนวหน้าของประเทศไทยตั้งแต่อาหารเรียกน้ำย่อยไปจนถึงอาหารหวานเลยทีเดียว อย่างไรก็ตามเราขอแนะนำ Australian Wagyu Tomahawk ชิ้นโตที่แบ่งกันชิมได้ถึง 2 คนรับประกันทั้งรสชาติปริมาณว่าอิ่มจุใจแน่นอนหรือจะเป็น Tenderloin Black Angus ก็โดดเด่นไม่แพ้กัน
[WHY GO] หากเพื่อนๆคนใดกำลังมองหาร้านสเต๊กชั้นดีในราคาสมเหตุสมผล ทั้งยังมีตำแหน่งตั้งอยู่ใจกลางย่านธุรกิจของกรุงเทพ ห้องอาหาร Le Boeuf น่าจะเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมและสร้างความประทับใจได้อย่างแน่นอน
Price :
3,990++/2 People
Parking :
จอดที่ Marriott Mayfair Hotel
Operating Time :
พุธ-อาทิตย์ 11.00-13.00, 17.00-19.00 และ 19.00-21.00
Dress Code :
Casual
Score
อาหาร :
ราคา :
เทคนิค :
อัตลักษณ์ :
บรรยากาศ :
บริการ :
ไวน์ :
Map
📃 7th Celebrate Anniversary Set Menu (3,990++ For 2 People)
Iceberg & Red Oak Salad with Red Radish, Roasted Walnut and French Vinaigrette
Romaine Lettuce Salad with Crispy Bacon, Parmesan and Anchovies Dressing
Deep-fired Marennes Oleron Oyster and Seared Foie Gras served with Lemon Beurre Blanc Sauce, Sturgeon Caviar
Classic French Truffle Soup and Homemade Truffle Paste with Aromatic Truffle Infuse
Australian Wagyu Tomahawk, 200 days Grain-fed 1 kg. The best in class and awarded a gold medal from ”Australian Food Awards (AFA)“ (served 1 main course for 2 people)
Or
Grilled Australian Black Angus Beef, 200 Days Grain-fed
Pan Roasted Dry-aged Duck Breast 14 Days Smoked with Alder Wood
White Chocolate Ganache with Strawberry Gazpacho and Yogurt Ice
Le Boeuf – เลอเบิฟ
Steakhouse – สเต๊กเฮ้าส์
Chef Surasak (Chef Benz) – เชฟสุรศักดิ์ (เชฟเบ๊นซ์)
Tenderloin Black Angus
Grilled Australian Black Angus Beef, 200 Days Grain-fed
อีกหนึ่งจานที่เด็ดไม่แพ้กันคือเนื้อวัวแบล็คแองกัสส่วนสันในนำเข้าจากประเทศออสเตรเลียย่างแล้วเสิร์ฟมาที่ความสุกระดับ Medium Rare เช่นกัน
Tenderloin Black Angus
Grilled Australian Black Angus Beef, 200 Days Grain-fed
เชฟจะหั่นออกเป็นสองชิ้นจนสามารถเห็นความสวยงามของเนื้อวัวชั้นดี ตัดกันกับสีเขียวของซอสเนย Café de Paris รอบ ๆ ดูน่าชิมมากจริง ๆ
Roasted Duck Breast
Pan Roasted Dry-aged Duck Breast 14 Days Smoked with Alder Wood
สำหรับใครที่เลือกเมนูเป็ดทางร้านนำเสนอ Moscovy Duck จากฟาร์มในจังหวัดชัยนาท เชฟเลือกใช้ส่วนอกเป็ดที่ผ่านกระบวนการ Dry Aging นาน 14 วันนำมารมควันกับ Alder Wood ทำให้เนื้อเป็ดมีรสชาติที่เข้มข้น
Roasted Duck Breast
Pan Roasted Dry-aged Duck Breast 14 Days Smoked with Alder Wood
เนื้อเป็ดจะมีความเฟิร์มกว่าเนื้อเป็ดที่เราคุ้นชินกันทั่วไปแต่ไร้ซึ่งความกระด้าง เคี้ยวและหนึบ ฉ่ำเข้ากันดีกับซอสเนยสมุนไพร Café de Paris สุด ๆ
Australian Wagyu Tomahawk, 200 days Grain-fed 1 kg. The best in class and awarded a gold medal from ”Australian Food Awards (AFA)“ (served 1 main course for 2 people)
สำหรับใครที่เป็นสายเนื้อห้ามพลาดสเต๊ก Tomahawk สำหรับลูกค้า 2 ท่าน ทางร้านเลือกใช้เนื้ออสเตรเลียนวากิวเลี้ยงด้วยธัญพืชน้ำหนักกว่า 1 กิโลกรัมเสิร์ฟมาที่ความสุกระดับ Medium Rare พอดิบพอดี
Australian Wagyu Tomahawk, 200 days Grain-fed 1 kg. The best in class and awarded a gold medal from ”Australian Food Awards (AFA)“ (served 1 main course for 2 people)
เนื้อทุกชิ้นแล่มาในขนาดค่อนข้างใหญ่เต็มปากเต็มคำ ตรงกลางยังคงมีความฉ่ำอยู่มาก เชฟเบ๊นซ์จะแล่ให้ลูกค้าทุกโต๊ะด้วยตัวเอง ราดด้วย Beef Jus เล็กน้อย จากนั้นจึงวางลงบนถาดเงินที่มีซอสเนย Café de Paris ส่งอโรมาหอม ๆ เข้ากันกับเนื้อได้เป็นอย่างดี
Sautéed Vegetables
ยังมีผักเคียงนานาชนิด ๆ ใส่มาในถ้วยสีเงินสุดคลาสสิค
Pommes Frites
สเต๊กทุกจานจัดเสิร์ฟมาพร้อมกับ French Fries เติมได้ไม่อั้นแบบเดียวกับร้านต้นตำรับ ณ กรุง Paris
Salades
สำหรับสลัดต่าง ๆ เชฟเบ๊นซ์จะเป็นคนออกมาเตรียมให้ลูกค้าด้วยตัวเอง
Iceberg & Red Oak Salad with Red Radish, Roasted Walnut and French Vinaigrette
Walnut Salad เป็นเมนูดั้งเดิมของห้องอาหาร Le Relais de Venise – son entrecôte สำหรับห้องอาหาร Le Boeuf เชฟเตรียม Iceberg Lettuce และผัก Red Oak จากฟาร์มออร์แกนิคคลุกเคล้ากับ Vinaigrette เสริมด้วย Walnut Oil และ Mustard จากนั้นนำลงจานแล้วตกแต่งด้วย Red Radish และถั่ว Walnut เป็นอันเสร็จ เมนูนี้จะค่อนข้างเบาเพื่อใช้เรียกความสดชื่นโดยมีความกรอบในหลากหลายระดับของผักต่าง ๆ และถั่ว Walnut เสริมด้วยกลิ่นหอมเฉพาะตัวของ Mustard ได้อย่างลงตัว
Romaine Lettuce Salad with Crispy Bacon, Parmesan and Anchovies Dressing
ด้วยความที่ Caesar Salad เป็นเมนูยอดนิยมประจำ Steakhouse ทุกหนแห่งทางร้านจึงนำมาใส่เอาไส้ในรายการเมนูด้วย เชฟเตรียมโดยการนำผักกาด Romain คลุกเคล้ากับ Crispy Bacon และ Anchovies Dressing จนเข้ากัน ทันทีที่ได้ชิมจะสัมผัสได้ถึงความกรอบของ Romain และ Bacon เสริมด้วยกลิ่นหอมเฉพาะตัวของ Anchovies Dressing ตัดด้วยรสเค็มของ Parmesan Cheese ที่สไลด์ท็อปมาด้านบน
Escargots
Escargots หรือหอยทากนำเข้าจากประเทศฝรั่งเศสเสิร์ฟมาแบบแกะเปลือกพร้อมรับประทานจำนวน 6 ตัว เชฟคลุกเคล้ากับซอสกระเทียมและพาสลีย์ โรย Gruyères และ Cheddar Cheese ลงไปด้านบนแล้วอบจนได้ที่ เนื้อหอยทากมีความนุ่มหนึบเพราะทางร้านใช้หอยสด ๆ ไม่ได้ผ่านการแช่แข็งนำไป Poached จนสุกก่อน ขอบอกว่าจานนี้รับประทานง่ายกว่าที่คิดเพราะกลิ่นดินหรือ Earthy Aroma ถูกบาลานซ์ด้วยสมุนไพรได้อย่างพอดีไร้ที่ติ ชีสด้านบนหอมมัน อย่าลืมรีบชิมตั้งแต่ยังร้อนเพื่อให้ได้เนื้อสัมผัสที่ดีที่สุด
Deep-fired Marennes Oleron Oyster and Seared Foie Gras served with Lemon Beurre Blanc Sauce, Sturgeon Caviar
จานถัดมาเราจะได้ลิ้มลองวัตถุดิบราคาสูงอย่างคาเวียร์กันด้วย
Deep-fired Marennes Oleron Oyster and Seared Foie Gras served with Lemon Beurre Blanc Sauce, Sturgeon Caviar
จานนี้คือหอยนางรม Marennes Oleron นำเข้าจากฝรั่งเศสเช่นกันโดยเชฟนำไปชุบแป้งทอดจนกรอบเสิร์ฟมาคู่กับซอส Lemon Beurre Blanc รสชาติออกเปรี้ยวนิด ๆ ตัดกับกับความมันและกลิ่นของหอยนางรมได้อย่างลงตัว ส่วนด้านบนคือคาเวียร์ที่ใส่ท็อปลงไปเพื่อให้มีรสเค็มกลมกล่อมทั้งยังเบรคอโรมาของทะเลจากหอยนางรมไม่ให้โดดจนเกินไป
Classic French Truffle Soup and Homemade Truffle Paste with Aromatic Truffle Infuse
สำหรับคอร์สซุปทางร้านนำเห็ด Champignons มาปั่นจนละเอียดแล้วใส่ Truffle Paste ลงไปเพื่อเสริมอโรมาของทรัฟเฟิล ด้านบนท็อปด้วยทรัฟเฟิลขูดส่งกลิ่นหอมน่าลิ้มลองมาก
Bread
ระหว่างรออาหารพนักงานจะนำขนมปังมาเสิร์ฟให้ก่อน
White Chocolate Ganache with Strawberry Gazpacho and Yogurt Ice
สำหรับของหวานทางร้านได้นำองค์ประกอบของ Strawberry, Whipping Cream และเหล้า Strawberry Kirsch ใส่ลงไปในไนโตรเจนเหลวจนเกิดกระบวนการ Flash Nitro ก่อนที่จะนำมาเทใส่ลงในจานอีกทีหนึ่ง
White Chocolate Ganache with Strawberry Gazpacho and Yogurt Ice
ในจานมี White Chocolate Ganache นุ่ม ๆ หอม ๆ กับซอสสีแดงคือ Strawberry Gazpacho ช่วยเรียกความสดชื่น ด้านบนคือสตรอว์เบอร์รี่สดปิดท้ายมื้ออาหารอย่างสมบูรณ์
[THE CHEF & THE FOOD] ห้องอาหาร Le Boeuf นำเสนอเซ็ตเมนูชุดพิเศษเพื่อเฉลิมฉลองครบรอบ 7 ปีโดยในเซ็ตประกอบไปด้วยสลัด 2 จาน, ซุป 2 จาน, อาหารเรียกน้ำย่อย 2 จาน, สเต๊กเนื้อเลือกได้ตามใจชอบจับคู่กับซอส Café de Paris และอาหารหวานรสเลิศอีก 2 จานในราคา 3,990++ ต่อ 2 คน
ทุกจานจะถูกจัดเสิร์ฟโดยเชฟสุรศักดิ์หรือเชฟเบ๊นซ์ผู้ผ่านงานในห้องอาหารระดับ Michelin Star แนวหน้าของประเทศไทยตั้งแต่อาหารเรียกน้ำย่อยไปจนถึงอาหารหวานเลยทีเดียว อย่างไรก็ตามเราขอแนะนำ Australian Wagyu Tomahawk ชิ้นโตที่แบ่งกันชิมได้ถึง 2 คนรับประกันทั้งรสชาติปริมาณว่าอิ่มจุใจแน่นอนหรือจะเป็น Tenderloin Black Angus ก็โดดเด่นไม่แพ้กัน
[CAFÉ DE PARIS – The Origin] ย้อนกลับไปในปี 1930 นาย Boubier เชฟเจ้าของห้องอาหาร La Coq d’Or ในนคร Geneva ได้คิดค้นเนยสูตรพิเศษที่มีองค์ประกอบของสมุนไพรหลากหลายชนิดเสิร์ฟคู่กันไปกับเนื้อย่างจนกลายเป็นที่นิยมอย่างในหมู่คนท้องถิ่น ต่อมาลูกสาวของนาย Boubier ผู้เป็นภรรยาของ Sir Arthur Francis Dumont เจ้าของ Café de Paris ซึ่งตั้งอยู่บนถนน Rue du Mont Blanc ไม่ไกลกันจากสถานีรถไฟได้เกิดความคิดที่จะนำเนยชนิดนี้มาเสิร์ฟคู่กันไปกับเนื้อสเต๊กส่วนซี่โครงจึงติดสินใจเปลี่ยนร้านคาเฟ่เล็ก ๆ ให้กลายมาเป็นห้องอาหารที่เสิร์ฟเมนูเฉพาะตัว ทั้งนี้เขายังมีโอกาสเผยแพร่สูตรของเขาที่ National Exhibition ในนคร Lausanne อีกด้วย อย่างไรก็ตามแม้จะรับหน้าที่เป็น Head Chef อยู่นานถึง 38 ปีแต่ด้วยความที่นาย Dumont ไม่มีทายาทผู้สืบทอดกิจการทำให้เขาจำเป็นต้องขายกิจการและเนยสูตรลับเฉพาะนี้ให้กับ Aline Abriel ซึ่งเธอก็ได้ส่งไม้ต่อให้กับ François Vouillamoz ผู้เป็นหลานในอีก 5 ปีต่อมาโดยเป็นนาย Vouillamoz นี้เองที่ขยับขยายสาขาของร้านภายใต้ชื่อ Café de Paris Chez Boubier ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน
[CAFÉ DE PARIS – From Entrecôte Group to Le Boeuf] ในปี 1959 นาย Paul Gineste de Saurs ได้ซื้อต่อกิจการห้องอาหารอิตาลีที่ตั้งอยู่ในเขต 17 ของกรุง Paris นามว่า Le Relais de Venise ทั้งยังปรับเปลี่ยนรูปแบบจากอาหารอิตาลีมาเป็นอาหารฝรั่งเศสพื้นบ้านสไตล์ Bistro โดยมีเมนคอร์สเป็น Steak frites เพียงเมนูเดียวเท่านั้น จุดเด่นคงหนีไม่พ้นการนำสูตรซอส Café de Paris จากร้านต้นตำรับในกรุง Geneva เสิร์ฟมาคู่กันกับ Walnut Salad และ French Fries จนได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในหมู่ชาว Parisian และขยับขยายสาขาไปอีกหลายแห่งรวมไปถึงยังนคร Zurich และ Geneva อีกด้วย
สำหรับห้องอาหาร Le Boeuf นั้นเจ้าของร้านคุณ David Perrot ได้สืบทอดสูตรมาจาก Le Relais de Venise – son entrecôte โดยตรงก่อนที่จะมาเปิดร้านอยู่บริเวณด้านหน้าอาคาร Marriot Mayfair Service Suite มองจากภายนอกมีลักษณะเป็น Glasshouse สุดคลาสสิค ภายในตกแต่งสไตล์ French Bistro สังเกตจากการใช้ผ้าปูโต๊ะสีแดง เก้าอี้ไม้ โซฟาหนังและฉากกั้นกระจกใสช่วยเสริมให้บรรยากาศเต็มไปด้วยความเรียบง่ายและเป็นกันเองเหมาะกับการพาเพื่อน ๆ หรือคนรู้ใจมาลิ้มลองเมนูสเต๊กชั้นดีในทุกโอกาส
[WHY GO] หากเพื่อนๆคนใดกำลังมองหาร้านสเต๊กชั้นดีในราคาสมเหตุสมผล ทั้งยังมีตำแหน่งตั้งอยู่ใจกลางย่านธุรกิจของกรุงเทพ ห้องอาหาร Le Boeuf น่าจะเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมและสร้างความประทับใจได้อย่างแน่นอน