Visit: April 19, 2022

🇫🇷 L'Orchidée - ลอร์กิเด

👨🏻‍🍳 Chef Chatchai & Chef Kriangkai Klanklong - เชฟฉัตรชัย และ เชฟเกรียงไกร กลั่นกลอง

Restaurant l’Orchidée, 33 Rue Gilardoni 68130 Altkirch

Tel: (+33) 3 89 88 50 39

Cuisine

🍴 Thai, Asian Contemporary - อาหารไทย, อาหารเอเชียร่วมสมัย

Country

France

MICHELIN Guide

1 MICHELIN Star

Score

14.5/20

Price

3/5
          

🎗 [INTRO] ในพิธีประกาศผลรางวัลร้านอาหารที่ได้รับการคัดเลือกในคู่มือ MICHELIN Guide ประเทศฝรั่งเศสปี 2019 นอกจากการได้รับรางวัล 3 MICHELIN Stars พร้อมกันของห้องอาหารชั้นสูงอย่าง Mirazur, Le Clos des Sens และ AM par Alexandre Mazzia แล้วยังมีอีกหนึ่งกระแสที่ได้กลายมาเป็นจุดสนใจของเหล่านักชิมทั่วทั้งทวีปยุโรปนั่นก็คือการคว้ารางวัล 1 MICHELIN Star ของ L’Orchidée ห้องอาหารไทยร่วมสมัยในแคว้น Alsace จนได้รับการบันทึกให้เป็นห้องอาหารไทยแห่งแรกที่สามารถคว้ารางวัลอันทรงเกียรตินี้มาครองได้บนผืนแผ่นดินประเทศฝรั่งเศสเลยทีเดียว

          

🎗 [THE PLACE] L’Orchidée ตั้งอยู่ใน Altkirch เมืองเล็ก ๆ ในแคว้น Alsace บริเวณพรมแดนประเทศฝรั่งเศส สวิสเซอร์แลนด์ และเยอรมนี หากเริ่มต้นการเดินทางจากเมืองท่องเที่ยวอย่าง Colmar อาจใช้ระยะเวลาราว 50 นาทีสำหรับการเดินทางด้วยรถยนต์หรือราว 35 นาทีสำหรับใครที่เริ่มต้นจากนคร Basel ลูกค้าสามารถจอดรถได้ริมถนนหน้าร้าน บริเวณทางเข้ามีตุ๊กตาไม้อย่างไทยวางประดับไว้ ภายในห้องอาหารมีขนาดไม่ใหญ่นักแต่กลับให้บรรยากาศที่อบอุ่น พนักงานให้บริการอย่างเป็นกันเอง ก่อนกลับเชฟฉัตรชัยจะเดินออกมาทักทายลูกค้าทุก ๆ คนพร้อมมอบรายการเมนูเขียนลงในสมุดพาสปอร์ตประเทศไทยให้เราติดไม้ติดมือกลับไปเป็นที่ระลึกอีกด้วย

🎗 [THE CHEF] ฉัตรชัย กลั่นกลอง (และพี่ชายคือคุณเกรียงไกร กลั่นกลอง) เกิดในจังหวัดเพชรบุรีโดยมีคุณแม่ไก่ทำงานขายอาหารริมทางเพื่อหาเงินมาจุนเจือครอบครัว กระทั่งวันหนึ่งเธอได้พบรักกับชายชาวฝรั่งเศส Jean-Luc Rasser และย้ายมาตั้งรกรากใหม่ใน Jettingen เมืองเล็ก ๆ ในแคว้น Alsace ตั้งแต่คุณฉัตรชัยมีอายุได้เพียง 7 ขวบ สำหรับเส้นทางสายอาชีพเชฟนั้นคุณฉัตรชัยได้รับแรงบันดาลใจจากคุณแม่ไก่มาเต็ม ๆ โดยเขาเริ่มฝึกงานกับห้องอาหาร Le Trianon ในเมือง Saint-Louis ต่อด้วย Rendez-vous de Chasse ในเมือง Colmar รวมไปถึงการรับงานในตำแหน่ง Chef de Cuisine ให้กับห้องอาหารระดับสูงในแถบ Basel บริเวณชายแดนประเทศสวิสเซอแลนด์-ฝรั่งเศสอีกด้วย ครั้นสั่งสมประสบการณ์มานานกว่า 10 ปีพี่ชายของเขาคือคุณเกรียงไกรได้เอ่ยปากชักชวนให้คุณฉัตรชัยกลับมาเปิดร้านอาหารเป็นของตัวเองในเดือนตุลาคมปี 2017 โดยเลือกใช้คำว่า L’Orchidée ซึ่งแปลว่าดอกกล้วยไม้ (Orchid) มาตั้งเป็นชื่อร้าน อาจเพราะอาหารไทยร่วมสมัยถือเป็นสิ่งที่ค่อนข้างใหม่สำหรับภูมิภาค Alsace ทำให้ในช่วงแรกตัวร้านยังไม่ได้รับความนิยมจากคนท้องถิ่นมากนักจนกระทั่งการได้รับมอบรางวัล 🌟 1 MICHELIN Star ในพิธีประกาศผลรางวัลร้านอาหารที่ได้รับการคัดเลือกในคู่มือ MICHELIN Guide ประเทศฝรั่งเศสประจำปี 2019 ทำให้ L’Orchidée กลายเป็นห้องอาหารไทยแห่งแรกและแห่งเดียวในประวัติศาสตร์ประเทศฝรั่งเศสที่สามารถคว้ารางวัลอันทรงเกียรตินี้ไปครองได้นั่นเอง

🎗 [THE FOOD] ห้องอาหาร L’Orchidée นำเสนออาหารไทยที่ผ่านการจัดเตรียมโดยใช้เทคนิคฝรั่งเศสยุคใหม่ ลูกค้าสามารถเลือกชิมอาหารแบบ À La Carte กันได้ตามใจโดยมีราคาต่อจานอยู่ที่ราว ๆ 14-49 € แต่เราขอแนะนำ Menu Déjuner (55 €/p) จำนวน 3 คอร์สซึ่งจัดเสิร์ฟเฉพาะช่วงกลางวันโดยแต่ละคนยังสามารถเลือกอาหารที่แตกต่างกันออกไปได้ ถัดมาคือ Menu Evasion (75 €/p) เซ็ตเมนูจำนวน 4 คอร์สที่เชฟจะเป็นคนเลือกและเตรียมให้กับลูกค้าทุกคนในโต๊ะนั้น ๆ สุดท้ายคือ Menu Création (95 €/p) เซ็ตเมนูจำนวน 6 คอร์สที่เราได้เลือกชิมในวันนี้ซึ่งเชฟฉัตรชัยได้เลือกเมนูเด็ดประจำร้านมาให้ลิ้มลองกันโดยมีจานที่เตรียมออกมาได้อย่างโดดเด่นคือ

✨ Trout Tartare

เริ่มต้นคอร์สแรกด้วยทาทาร์ที่ได้จากการนำเนื้อปลาเทราท์ท้องถิ่นของภูมิภาค Alsace มาสับเป็นทาทาร์ จากนั้น Perfumed กลิ่นของยูซุ, Citronella และข่าลงไป เลเยอร์ตรงกลางคือกรานิต้าเย็น ๆ ที่มีอโรมาของข่าช่วยเรียกความสดชื่น เลเยอร์ชั้นบนสุดคือไข่ปลาเทราท์ให้เนื้อสัมผัสค่อนข้างหนึบ มีอัตราส่วนน้ำน้อยกว่าและมีกลิ่นเบากว่าไข่ปลาแซลมอนนอร์เวย์ที่เราคุ้นเคยกัน ที่โต๊ะพนักงานจะเท Coconut Milk Emulsion ที่มีกลิ่นของสมุนไพรต่าง ๆ ทั้งข่า ใบมะกรูดช่วยเชื่อมแต่ละองค์ประกอบเข้าด้วยกัน สุดท้ายคือองค์ประกอบของ Alsatian Grape หรือองุ่นสายพันธุ์ท้องถิ่นจาก Tagsdorf หมู่บ้านเล็ก ๆ ไม่ไกลกันจากตัวร้าน ทั้งยังได้รับการการันตีด้วย Label Rouge Certification เพื่อช่วยบาลานซ์รสชาติของสมุนไพรอื่น ๆ ในจานได้อย่างลงตัว (15/20)

✨ Egg Yolk / Wild Garlic / Morels

หนึ่งในจานที่ดีที่สุดในวันนี้ต้องให้กับไข่แดงที่ผ่านการกงฟีในน้ำมันด้วยไฟอ่อน ๆ จนสุกวางอยู่ที่ก้นจานเคียงคู่กับเห็ด Shiitake และ Morels ด้านบนคือ Champignon de Paris แล่มาบาง ๆ คล้ายกับ Carpaccio โรยด้วยผงสีดำทำมาจากกระเทียมดำ เพิ่มมิติทางเนื้อสัมผัสด้วยการใส่ข้าวพองและครูตองกรอบ สุดท้ายคือ Emulsion สีเขียวที่ผสมผสานแกงเขียวหวาน, น้ำกะทิ และกระเทียมป่าเข้าด้วยกัน แกงเขียวหวานแม้สีสันจะดูสดใสแต่ต้องยอมรับว่าเมื่อตักชิมแล้วมีกลิ่นอายของแกงเขียวหวานอย่างไทยอยู่ไม่น้อย ไข่แดงกงฟีให้เนื้อสัมผัสที่เคี้ยวหนึบและครีมมี่ เห็ดต่าง ๆ ให้เนื้อสัมผัสความนุ่มที่แตกต่างกันรวมไปถึงข้าวพองและครูตองก็ทำหน้าที่เพิ่มความกรอบอย่างมีมิติให้กับจานได้อย่างพอเหมาะ จุดสังเกตเดียวคือการที่ใส่ไข่แดงกงฟีมาถึง 2 ฟองอาจทำให้บางคนรู้สึกหนักไปบ้างสำหรับอาหารคอร์สที่ 2 นั่นเอง (15/20)

✨ Sisteron Lamb / Eggplant / Tamarind

เมนคอร์สจานสุดท้ายคือเนื้อลูกแกะจาก Sisteron เมืองเล็ก ๆ ท่ามกลางหุบเขาในแคว้น Provence เชฟย่างมาในสไตล์ Japanese Barbecue เสิร์ฟมาที่ความสุกระดับ Medium Rare ทำให้เนื้อสัมผัสค่อนข้างนุ่มทั้งยังมีอัตราส่วนไขมันค่อนข้างสูง รอบ ๆ คือ Tamarind Juice หรือซอสมะขามช่วยเสริมรสอมเปรี้ยวได้อย่างพอดิบพอดี ข้างกันคือ Chinese Eggplant นุ่ม ๆ ท็อปด้านบนด้วยองค์ประกอบจากพริกไทย ผักโขม และกระเทียมดำให้รสชาติและอโรมาที่แตกต่างกันออกไป เนื้อลูกแกะเสิร์ฟมาให้รับประทานควบคู่ไปกับ Espuma มันหวาน ด้านบนท็อปด้วย Espelette Pepper หรือพริกไทยจากตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศฝรั่งเศสนั่นเอง (15/20)

🎗 [WHY GO] แม้จะไม่ใช่ห้องอาหารไทยดั้งเดิมแต่ L’Orchidée สามารถผสมผสานรสชาติความเป็นไทยเข้ากับเทคนิคการปรุงอย่างฝรั่งเศสชั้นสูงออกมาได้อย่างลงตัว ด้วยราคาเริ่มต้นเพียง 55 €/p ทำให้ตัวร้านสามารถเข้าถึงได้ง่ายจากลูกค้าทุกกลุ่ม สำหรับใครที่มีรถยนต์และวางแผนเดินทางมาท่องเที่ยวแถบแคว้น Alsace อาจลองเพิ่ม L’Orchidée เข้าไปอยู่ในแพลนเพื่อลิ้มลองประสบการณ์อาหารไทยที่แปลกใหม่ไม่ซ้ำใคร

Price :

55-95 €/p

Parking :

จอดริมทางหน้าร้าน

Operating Time :

12.00-14.00, 19.00-21.00 ปิดวันอาทิตย์-จันทร์

Dress Code :

Smart Casual

Score

👍 ร้านอาหารไทยร่วมสมัยเพียงหนึ่งเดียวในประเทศฝรั่งเศส รสชาติดี ราคาเข้าถึงง่าย

อาหาร :

14.5

ราคา :

3/5

เทคนิค :

3/5

อัตลักษณ์ :

3/5

บรรยากาศ :

3/5

บริการ :

3/5

ไวน์ :

/5

Map

📃 Menu Création (95 €/p)

          

Mises en Bouche

Trout Tartare

Egg Yolk / Wild Garlic / Morels

Tom Yum / King Crab / Galanga

Skrei Fish / Peas / Rhubarb / Yellow Curry

Sisteron Lamb / Eggplant / Tamarind

Li Chou Chocolate 64 % / Coffee / Whisky

Mignardises

🇫🇷 L’Orchidée – ลอร์กิเด

🌟 1 MICHELIN Star – 1 ดาวมิชลิน

🍴 Thai, Asian Contemporary – อาหารไทย, อาหารเอเชียร่วมสมัย

👨🏻‍🍳 Chef Chatchai & Chef Kriangkai Klanklong – เชฟฉัตรชัย และ เชฟเกรียงไกร กลั่นกลอง

🎗 [THE CHEF] ฉัตรชัย กลั่นกลอง (และพี่ชายคือคุณเกรียงไกร กลั่นกลอง) เกิดในจังหวัดเพชรบุรีโดยมีคุณแม่ไก่ทำงานขายอาหารริมทางเพื่อหาเงินมาจุนเจือครอบครัว กระทั่งวันหนึ่งเธอได้พบรักกับชายชาวฝรั่งเศส Jean-Luc Rasser และย้ายมาตั้งรกรากใหม่ใน Jettingen เมืองเล็ก ๆ ในแคว้น Alsace ตั้งแต่คุณฉัตรชัยมีอายุได้เพียง 7 ขวบ สำหรับเส้นทางสายอาชีพเชฟนั้นคุณฉัตรชัยได้รับแรงบันดาลใจจากคุณแม่ไก่มาเต็ม ๆ โดยเขาเริ่มฝึกงานกับห้องอาหาร Le Trianon ในเมือง Saint-Louis ต่อด้วย Rendez-vous de Chasse ในเมือง Colmar รวมไปถึงการรับงานในตำแหน่ง Chef de Cuisine ให้กับห้องอาหารระดับสูงในแถบ Basel บริเวณชายแดนประเทศสวิสเซอแลนด์-ฝรั่งเศสอีกด้วย ครั้นสั่งสมประสบการณ์มานานกว่า 10 ปีพี่ชายของเขาคือคุณเกรียงไกรได้เอ่ยปากชักชวนให้คุณฉัตรชัยกลับมาเปิดร้านอาหารเป็นของตัวเองในเดือนตุลาคมปี 2017 โดยเลือกใช้คำว่า L’Orchidée ซึ่งแปลว่าดอกกล้วยไม้ (Orchid) มาตั้งเป็นชื่อร้าน

อาจเพราะอาหารไทยร่วมสมัยถือเป็นสิ่งที่ค่อนข้างใหม่สำหรับภูมิภาค Alsace ทำให้ในช่วงแรกตัวร้านยังไม่ได้รับความนิยมจากคนท้องถิ่นมากนักจนกระทั่งการได้รับมอบรางวัล 🌟 1 MICHELIN Star ในพิธีประกาศผลรางวัลร้านอาหารที่ได้รับการคัดเลือกในคู่มือ MICHELIN Guide ประเทศฝรั่งเศสประจำปี 2019 ทำให้ L’Orchidée กลายเป็นห้องอาหารไทยแห่งแรกและแห่งเดียวในประวัติศาสตร์ประเทศฝรั่งเศสที่สามารถคว้ารางวัลอันทรงเกียรตินี้ไปครองได้นั่นเอง

Mises en Bouche

เริ่มต้นมื้ออาหารด้วย Mises en Bouche สำหรับกระตุ้นน้ำย่อยเสิร์ฟมาในภาชนะทรงไข่

Mises en Bouche

Mises en Bouche อย่างแรกคือ Charcoal Macaron สีดำสนิท รสชาติหวานเบา ๆ ด้านในสอดไส้พริกไทยและถั่วลิสงกรอบ (13/20)

Mises en Bouche

ชิ้นที่สองคือ Cabbage Raviole หรือกะหล่ำปลีชิ้นบางกรอบห่อมาเป็นทรงเกี๊ยว ด้านในสอดไส้อกไก่เสริมด้วยอโรมาเฉพาะตัวของ Citronella Perfume (14/20)

Mises en Bouche

คำสุดท้ายคือ Miang Kam ที่เชฟห่อมาแบบพร้อมรับประทาน ใบด้านนอกมีความกรอบ รสชาติอมขมนิด ด้านในเป็น Jumbo Shrimp หรือเนื้อกุ้งปรุงรสด้วยขิง มะพร้าว และถั่วลิสงนั่นเอง (14/20)

Trout Tartare

เริ่มต้นคอร์สแรกด้วยทาทาร์ที่ได้จากการนำเนื้อปลาเทร้าท์ท้องถิ่นของภูมิภาค Alsace มาสับ จากนั้น Perfumed กลิ่นของยูซุ, Citronella และ ข่าลงไป เลเยอร์ตรงกลางคือกรานิต้าเย็น ๆ ที่มีอโรมาของข่าช่วยเรียกความสดชื่น เลเยอร์ชั้นบนสุดคือไข่ปลาเทร้าท์ให้เนื้อสัมผัสค่อนข้างหนึบ มีอัตราส่วนน้ำน้อยกว่า และมีกลิ่นเบากว่าไข่ปลาแซลมอนนอร์เวย์ที่เราคุ้นเคยกัน ที่โต๊ะพนักงานจะเท Coconut Milk Emulsion ที่มีกลิ่นของสมุนไพรต่าง ๆ ทั้งข่า ใบมะกรูดช่วยเชื่อมแต่ละองค์ประกอบเข้าด้วยกัน สุดท้ายคือองค์ประกอบของ Alsatian Grape หรือองุ่นสายพันธุ์ท้องถิ่นจาก Tagsdorf หมู่บ้านเล็ก ๆ ไม่ไกลกันจากตัวร้าน ทั้งยังได้รับการการันตีด้วย Label Rouge Certification เพื่อช่วยบาลานซ์รสชาติของสมุนไพรอื่น ๆ ในจานได้อย่างลงตัว (15/20)

Bread

คั่นกลางด้วยขนมปังท้องถิ่นของภูมิภาค Alsace เสิร์ฟให้ชิมกันระหว่างรออาหาร

Bread

ตัวขนมปังยังสามารถใช้ปาดซอสในอาหารจานถัด ๆ ไปได้อีกด้วย

Egg Yolk / Wild Garlic / Morels

หนึ่งในจานที่ดีที่สุดในวันนี้ต้องให้กับไข่แดงที่ผ่านการกงฟีในน้ำมันด้วยไฟอ่อน ๆ จนสุกวางอยู่ที่ก้นจานเคียงคู่กับเห็ด Shiitake และ Morels ด้านบนคือ Champignon de Paris แล่มาบาง ๆ คล้ายกับ Carpaccio โรยด้วยผงสีดำทำมาจากกระเทียมดำ เพิ่มมิติทางเนื้อสัมผัสด้วยการใส่ข้าวพองและครูตองกรอบ สุดท้ายคือ Emulsion สีเขียวที่ผสมผสานแกงเขียวหวาน, น้ำกะทิ และกระเทียมป่าเข้าด้วยกัน (15/20)

Egg Yolk / Wild Garlic / Morels

แกงเขียวหวานแม้สีสันจะดูสดใสแต่ต้องยอมรับว่าเมื่อตักชิมแล้วมีกลิ่นอายของแกงเขียวหวานอย่างไทยอยู่ไม่น้อย ไข่แดงกงฟีให้เนื้อสัมผัสที่เคี้ยวหนึบและครีมมี่ เห็ดต่าง ๆ ให้เนื้อสัมผัสความนุ่มที่แตกต่างกันรวมไปถึงข้าวพองและครูตองก็ทำหน้าที่เพิ่มความกรอบอย่างมีมิติให้กับจานได้อย่างพอเหมาะ จุดสังเกตเดียวคือการที่ใส่ไข่แดงกงฟีมาถึง 2 ฟองอาจทำให้บางคนรู้สึกหนักไปบ้างสำหรับอาหารคอร์สที่ 2 นั่นเอง (15/20)

Tom Yum / King Crab / Galanga

ห้ามพลาดเมนู Signature Dish ประจำร้านอย่างต้มยำปูคิงแครบ เชฟนำปูคิงแครบไปปรุงสุกเพียงเล็กน้อยในเนยกุ้งล็อบสเตอร์ ข้าง ๆ กันคือหน่อไม้ฝรั่งย่างบาบีคิวสไตล์ญี่ปุ่น ยังมีองค์ประกอบของครีมกระเทียมดำและแผ่น Tuile กรอบทำมาจากกระเทียมดำเช่นกัน น้ำมันสีเขียวทำมาจากใบมะกรูด สุดท้ายคือ Coconut Milk Emulsion หรืออีมัลชั่นน้ำกะทิที่มีเครื่องเทศผสมอยู่ด้วย (15/20)

Tom Yum / King Crab / Galanga

จากนั้นพนักงานจะเทราดซอสต้มยำที่เตรียมด้วย Lobster Jus ผสมกับน้ำกะทิ ข่า และรสชาติของโหระพาลงไปในจาน (15/20)

Tom Yum / King Crab / Galanga

เนื้อปูคิงแครบให้ความหวานและเนื้อสัมผัสที่ดีตัดกันกับความกรอบที่พอเหมาะพอดีของหน่อไม้ฝรั่งเสริมด้วยความกรึบของไข่ปลาบินด้านล่าง ซอสต้มยำให้รสชาติที่ก้ำกึ่งระหว่างต้มยำและต้มข่าทั้งยังกลิ่นหอมของสมุนไพรต่าง ๆ เด่นชัดไม่เบา (15/20)

Skrei Fish / Peas / Rhubarb / Yellow Curry

Skrei หรือปลาค็อดเสิร์ฟมาเป็นชิ้นขนาดค่อนข้างใหญ่แต่กลับมีระดับความสุกที่พอเหมาะ ด้านบนท็อปด้วยผงปาปริก้าให้ความขมที่นุ่มลึก รอบ ๆ คือถั่วและพูเรถั่วซึ่งดูจะมีปริมาณเยอะไปนิดเมื่อเทียบกับปริมาณขององค์ประกอบอื่น ๆ ในจาน ยังมีรูบาห์บสีแดงที่ผ่านการ Poached ใน Spicy Syrup (14/20)

Skrei Fish / Peas / Rhubarb / Yellow Curry

สุดท้ายคือองค์ประกอบของแกงเหลืองให้อโรมาที่โดดเด่นไม่เหมือนใคร (14/20)

Sisteron Lamb / Eggplant / Tamarind

จานนี้เชฟนำเสนอการจับคู่กันของเนื้อลูกแกะ มะเขือ และซอสมะขามอย่างไทย (15/20)

Sisteron Lamb / Eggplant / Tamarind

เมนคอร์สจานสุดท้ายคือเนื้อลูกแกะจาก Sisteron เมืองเล็ก ๆ ท่ามกลางหุบเขาในแคว้น Provence เชฟย่างมาในสไตล์ Japanese Barbecue เสิร์ฟมาที่ความสุกระดับ Medium Rare ทำให้เนื้อสัมผัสค่อนข้างนุ่มทั้งยังมีอัตราส่วนไขมันค่อนข้างสูง รอบ ๆ คือ Tamarind Juice หรือซอสมะขามช่วยเสริมรสอมเปรี้ยวได้อย่างพอดิบพอดี ข้างกันคือ Chinese Eggplant นุ่ม ๆ ท็อปด้านบนด้วยองค์ประกอบจากพริกไทย ผักโขม และกระเทียมดำให้รสชาติและอโรมาที่แตกต่างกันออกไป (15/20)

Sisteron Lamb / Eggplant / Tamarind

เนื้อลูกแกะเสิร์ฟมาให้รับประทานควบคู่ไปกับ Espuma มันหวาน ด้านบนท็อปด้วย Espelette Pepper หรือพริกไทยจากตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศฝรั่งเศสนั่นเอง (15/20)

Li Chou Chocolate 64 % / Coffee / Whisky

สำหรับของหวานเชฟนำเสนอช็อกโกแลต Li Chou 64 % นำเข้าจากประเทศเวียดนามจับคู่กับไอศกรีมทำมาจากาแฟ Arabica 100 % ด้านล่างมี Chocolate Soebet ส่วนด้านบนมีแผ่น Crispy ช่วยเพิ่มมิติความกรอบอีกเช่นกัน สุดท้ายคือเจลตรงกลางที่ทำมาจาก Smoked Alsatian Whisky ให้กลิ่นและรสชาติเฉพาะตัว (15/20)

Mignardises

ปิดท้ายด้วยขนมชิ้นเล็ก ๆ 3 อย่างคือ Honey Madeleine with Passionfruit ชิ้นที่สองคือ Tartlette with Apple, Basil and Caramel สุดท้ายคือ Chocolate with Coconut หรือช็อกโกแลตที่สอดไส้มะพร้าวอยู่ด้านใน (14/20)

💰 ราคา 190 €

ห้องอาหาร L’Orchidée นำเสนออาหารไทยที่ผ่านการจัดเตรียมโดยใช้เทคนิคฝรั่งเศสยุคใหม่ ลูกค้าสามารถเลือกชิมอาหารแบบ À La Carte กันได้ตามใจโดยมีราคาต่อจานอยู่ที่ราว ๆ 14-49 €

เราขอแนะนำ Menu Déjuner (55 €/p) จำนวน 3 คอร์สซึ่งจัดเสิร์ฟเฉพาะช่วงกลางวันโดยแต่ละคนยังสามารถเลือกอาหารที่แตกต่างกันออกไปได้ ถัดมาคือ Menu Evasion (75 €/p) เซ็ตเมนูจำนวน 4 คอร์สที่เชฟจะเป็นคนเลือกและเตรียมให้กับลูกค้าทุกคนในโต๊ะนั้น ๆ สุดท้ายคือ Menu Création (95 €/p) เซ็ตเมนูจำนวน 6 คอร์สที่เราได้เลือกชิมในวันนี้ซึ่งเชฟฉัตรชัยได้เลือกเมนูเด็ดประจำร้านมาให้ลิ้มลองกัน

ในพิธีประกาศผลรางวัลร้านอาหารที่ได้รับการคัดเลือกในคู่มือ MICHELIN Guide ประเทศฝรั่งเศสปี 2019 นอกจากการได้รับรางวัล 3 MICHELIN Stars พร้อมกันของห้องอาหารชั้นสูงอย่าง Mirazur, Le Clos des Sens และ AM par Alexandre Mazzia แล้วยังมีอีกหนึ่งกระแสที่ได้กลายมาเป็นจุดสนใจของเหล่านักชิมทั่วทั้งทวีปยุโรปนั่นก็คือการคว้ารางวัล 1 MICHELIN Star ของ L’Orchidée ห้องอาหารไทยร่วมสมัยในแคว้น Alsace จนได้รับการบันทึกให้เป็นห้องอาหารไทยแห่งแรกที่สามารถคว้ารางวัลอันทรงเกียรตินี้มาครองได้บนผืนแผ่นดินประเทศฝรั่งเศสเลยทีเดียว

ภายในห้องอาหารมีขนาดไม่ใหญ่นักแต่กลับให้บรรยากาศที่อบอุ่น พนักงานให้บริการอย่างเป็นกันเอง

ก่อนกลับเชฟฉัตรชัยจะเดินออกมาทักทายลูกค้าทุก ๆ คนพร้อมมอบรายการเมนูเขียนลงในสมุดพาสปอร์ตประเทศไทยให้เราติดไม้ติดมือกลับไปเป็นที่ระลึกอีกด้วย

ลูกค้าสามารถจอดรถได้ริมถนนหน้าร้าน บริเวณทางเข้ามีตุ๊กตาไม้อย่างไทยวางประดับไว้

L’Orchidée ตั้งอยู่ใน Altkirch เมืองเล็ก ๆ ในแคว้น Alsace บริเวณพรมแดนประเทศฝรั่งเศส สวิสเซอร์แลนด์ และเยอรมนี หากเริ่มต้นการเดินทางจากเมืองท่องเที่ยวอย่าง Colmar อาจใช้ระยะเวลาราว 50 นาทีสำหรับการเดินทางด้วยรถยนต์หรือราว 35 นาทีสำหรับใครที่เริ่มต้นจากนคร Basel

🎗 [WHY GO] แม้จะไม่ใช่ห้องอาหารไทยดั้งเดิมแต่ L’Orchidée สามารถผสมผสานรสชาติความเป็นไทยเข้ากับเทคนิคการปรุงอย่างฝรั่งเศสชั้นสูงออกมาได้อย่างลงตัว ด้วยราคาเริ่มต้นเพียง 55 €/p ทำให้ตัวร้านสามารถเข้าถึงได้ง่ายจากลูกค้าทุกกลุ่ม สำหรับใครที่มีรถยนต์และวางแผนเดินทางมาท่องเที่ยวแถบแคว้น Alsace อาจลองเพิ่ม L’Orchidée เข้าไปอยู่ในแพลนเพื่อลิ้มลองประสบการณ์อาหารไทยที่แปลกใหม่ไม่ซ้ำใคร

🌟 1 MICHELIN Star – 1 ดาวมิชลิน

Gault & Millau