หน้าแรก » 🇫🇷 Jean Sulpice – ฌอง ซูลปิส
Visit: April 18, 2022
🇫🇷 Jean Sulpice - ฌอง ซูลปิส
👨🏻🍳 Chef Jean Sulpice - เชฟฌอง ซูลปิส
303 Rte du Port, 74290 Talloires-Montmin, France
Tel: +33 450 60 72 01
Cuisine
🍴 Creative - อาหารเชิงสร้างสรรค์
Country
France
MICHELIN Guide
2 MICHELIN Stars
Score
18/20
Price
[INTRO] รีวิวในวันนี้เราจะพาเพื่อน ๆ ไปพบกับห้องอาหารระดับตำนานที่เคยได้รับรางวัล 3 MICHELIN Stars ในช่วงปี 1951-1987 ก่อนที่จะได้รับการปรับโฉมโดยเชฟรุ่นใหม่จนกลายมาเป็นร้านที่น่าประทับใจที่สุดแห่งหนึ่งในทริปฝรั่งเศสครั้งนี้
[THE PLACE] L’Auberge du Père Bise เปิดทำการเป็นครั้งแรกโดย Marie และ François ในปี 1903 ใช้ชื่อว่า “le Père” Bise แต่เดิมมีลักษณะเป็น Inn หรือกระท่อมเล็ก ๆ ริมทะเลสาบนำเสนออาหารอย่างง่ายที่ปรุงโดยคุณ Marie เอง ต่อมาในปี 1928 ลูกชายคือคุณ Marius ผู้รับช่วงต่อเป็นเจ้าของร้านรุ่นที่ 2 ทำการปรับปรุงตัวอาคารให้กลายมาเป็นโรงแรมชั้นนำระดับโลกในสมัยนั้น นอกจากนี้ภรรยาของเขา Marguerite ยังเป็นเชฟหญิงที่มีชื่อเสียงเป็นอย่างมากจนสามารถคว้ารางวัล 3 MICHELIN Stars มาครองได้สำเร็จใน MICHELIN Guide France ปี 1951 กิจการสืบทอดมายังเจ้าของร้านรุ่นที่ 3 คือ François (ตั้งชื่อตามคุณปู่) และ Charlyne ผู้เป็นภรรยาสืบทอดกิจการต่อและรักษาดาวทั้งสามดวงเอาไว้ได้จนถึงปี 1987 ต่อมาลูกสาวของทั้งคู่คือคุณ Sophie ได้สานต่อกิจการเป็นเจ้าของร้านรุ่นที่ 4 และปรับปรุงตัวอาคารในปี 2007 ทั้งยังรับหน้าที่เป็นเชฟหลักประจำห้องอาหารอีกด้วย กระทั่งในปี 2016 คุณ Charlyne ได้ทาบทามให้เชฟ Jean และภรรยา Magali Sulpice ซื้อต่อกิจการ L’Auberge du Père Bise และเปลี่ยนโฉมโรงแรมและห้องอาหารครั้งใหญ่จนกลายมาเป็นรีสอร์ทสุดหรูระดับ 5 ดาวดังที่เห็นในปัจจุบัน การเดินทางด้วยรถยนต์จากเมืองท่องเที่ยวยอดนิยมอย่าง Annecy ใช้ระยะเวลาเพียง 20 นาทีเท่านั้น ลูกค้าสามารถนำรถเข้าจอดที่โรงแรมได้โดยตรง บริเวณด้านหน้าเป็น Boutique du Père Bise นำเสนอของฝาก, อาหารคาวอย่างง่าย และขนมหวานต่าง ๆ ให้กับผู้คนที่เดินผ่านไปมาได้แวะชิมหรือซื้อกลับบ้าน เมื่อเดินต่อเข้ามาในพื้นที่รีสอร์ทจะพบกับ Bistrot 1903 ตั้งอยู่ฝั่งขวามือนำเสนออาหารที่เข้าถึงได้สำหรับบุคคลทั่วไปและมีจานที่โดดเด่นคือ Crayfish gratinated ‘new style’ by Jean Sulpice เมนูที่เชฟ Jean Sulpice หยิบยืม Signature Dish ของเชฟ Marguerite Bise อย่าง Gratin de Queues d’Écrevisses (Crayfish Tail Gratin) ซึ่งถูกรังสรรค์เอาไว้ตั้งแต่ปี 1925 โดยนำมาปรับรูปแบบการนำเสนอเสียใหม่ในสไตล์ของตัวเอง ต่อมาคือ Maison Sulpice โรงแรมระดับ Relais & Châteaux จำนวน 23 ห้องออกแบบโดย Interior Designer ชื่อดัง Émilie Bonaventure ทั้งยังขยับขยาย The Spa by Auberge du Père Bise เพิ่มเติมเข้าไปในปี 2020 ที่ผ่านมา สุดท้ายคือ Restaurant Jean Sulpice ห้องอาหารระดับ 2 MICHELIN Stars ที่โดดเด่นด้วยทัศนียภาพมุมกว้างของ Lac d’Annecy และ Château de Duingt ณ ฝั่งตรงข้าม ทางเดินเข้าสู่ห้องรับประทานอาหารหลักตกแต่งด้วยหนังสือ MICHELIN Guide สมัยที่ L’Auberge du Père Bise ยังคงความรุ่งโรจน์ด้วยรางวัล 2 และ 3 MICHELIN Stars โต๊ะอาหารถูกปูด้วยผ้าลินินสีขาวเข้ากันดีกับผนังสีน้ำเงินเข้ม อย่าลืมเดินออกไปสูดอากาศอันแสนบริสุทธิ์ริมทะเลสาบที่ The Marius Bar ซึ่งตั้งอยู่ติดกันช่วยเติมเต็มให้มื้ออาหารนี้ตราตรึงอยู่ในความทรงจำตลอดไป
[THE CHEF] Jean Sulpice เกิดเมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 1978 ณ เมือง Aix-Les-Bains ในภูมิภาค Savoie ด้วยความที่ครอบครัวประกอบกิจการร้านอาหารอยู่เดิมทำให้ตัวเขาเกิดแรงบันดาลใจในการเป็นเชฟตั้งแต่อายุยังน้อย พอมีอายุได้ 16 ปีเขาจึงเริ่มต้นฝึกงานกับห้องอาหาร Auberge Lamartine (1 MICHELIN Star) และได้เริ่มต้นเรียนรู้เกี่ยวกับอาหารชั้นสูงกับเชฟชื่อดังอย่าง Jean และ Pierre Marin ต่อมาในปี 1998 เขาได้พบกับเชฟ Marc Veyrat และได้รับการทาบทามให้ไปร่วมงานด้วยที่ห้องอาหาร La Ferme de mon Père ก่อนที่จะไต่อันดับไปถึงตำแหน่ง Sous Chef หลังจากนั้นเชฟ Jean Sulpice ยังผ่านงานในห้องอาหารชั้นสูงอีกหลายแห่งเช่น L’Arnsbourg (1 MICHELIN Star) ต่อด้วยการร่วมงานกับโรงแรม Hotel de Carantec รวมไปถึงการใช้ชีวิตอยู่ในกรุง Paris นานถึง 2 ปีจนตัวเขาเองสามารถผสมผสานศิลปะกับอาหารเข้าด้วยกันอย่างลงตัว กระทั่งเดือนธันวาคม 2002 เชฟ Jean และภรรยา Magali Sulpice ได้เปิดห้องอาหารแห่งแรกเป็นของตัวเองขึ้นที่ Val Thorens เมืองสกีเล็ก ๆ ที่ตั้งอยู่ใน French Alps โดยชื่อว่า Restaurant L’Oxalys ทั้งนี้ตัวร้านยังสามารถคว้ารางวัล
1 MICHELIN Star มาครองได้ในปี 2006 ต่อด้วย ![]()
2 MICHELIN Stars ในปี 2010 สร้างประวัติศาสตร์เป็นห้องอาหาร MICHELIN Stars ที่ตั้งอยู่ ณ ตำแหน่งสูงที่สุดในยุโรปคือ 2,300 เมตรก่อนจะเปลี่ยนชื่อมาเป็น Restaurant de Jean Sulpice ในปี 2014 หลังจากนั้นเชฟ Jean Sulpice ได้ตัดสินใจขายร้านเพื่อซื้อต่อ L’Auberge du Père Bise ห้องอาหารระดับตำนานที่เปิดทำการมาตั้งแต่ปี 1903 ทั้งยังสามารถคว้ารางวัล ![]()
2 MICHELIN Stars มาครองได้ในปี 2018 พ่วงด้วยรางวัล “Chef of The Year” จาก Gault & Millau อีกด้วย
[THE FOOD] Resturant Jean Sulpice นำเสนออาหารในสไตล์ Creative โดยอาศัยวัตถุดิบทัองถิ่นจากแถบ Savoie เช่นปลา Fera จาก Lake Geneva, Immortelle Flower ดอกไม้สีเหลืองที่ให้กลิ่นคล้ายแกง, Beaufort ชีสคุณภาพดีที่เชฟปรับรูปแบบการเสิร์ฟจนได้ออกมาเป็นเมนูชั้นยอด แต่สิ่งที่สร้างความประทับใจกับเรามากที่สุดคือการใส่อโรมาของมอสและต้นสนจากป่าสนในแถบ Savoie ลงมาในอาหารได้อย่างน่าประทับใจ ลูกค้าสามารถเลือกเซ็ตเมนูประจำร้านหรือ ITINÉRAIRE(S) ได้ 2 รูปแบบคือ 6 ÉTAPES (235 €/p) และ 8 ÉTAPES (275 €/p) ยังไม่รวม Mises en Bouches และ Mignardises โดยมีจานที่เตรียมออกมาได้อย่างน่าประทับใจคือ
Brochet หรือ Pike Fish เป็นปลาน้ำจืดที่พบได้ในแถบนี้ เชฟนำเสนอมาในหลากหลายองค์ประกอบเริ่มจากส่วนเนื้อปลาที่เชฟนำไปหมักกับเลมอน องค์ประกอบสีขาวรอบ ๆ คือ Brochet Quenelle หรือเนื้อปลาที่นำไปผสมกับครีมทำออกมาเป็นเคอร์เนลเนื้อนุ่มละมุน ยังมีไข่ปลา Pike Fish ใส่มารอบ ๆ จากนั้นจับคู่กับ Wild Garlic หรือกระเทียมป่าเสิร์ฟทั้งในรูปแบบ Wild Garlic Emulsion, Wild Garlic Crispy และ Wild Garlic Pesto นั่นเอง เนื้อปลามีความเฟิร์มแต่ไร้ซึ่งความกระด้างทั้งยังให้อโรมาหอม ๆ จากการเผาไฟ เมื่อตักเข้าปากจะได้รสชาติเปรี้ยวจากการหมักด้วยเลมอน ไข่ปลาและเคอร์เนลล์ให้เนื้อสัมผัสนุ่มในระดับที่แตกต่างกัน เมื่อจับคู่กับกลิ่นเฉพาะตัวจากองค์ประกอบของ Wild Garlic พบว่าเข้ากันดีจนต้องขอยกให้เป็นจานที่ดีที่สุดในมื้อนี้เลยทีเดียว (20/20)
คอร์สชีสที่ Restaurant Jean Sulpice นั้นได้รับการกล่าวถึงอย่างมากจากบรรดานักชิมรวมไปถึงใน MICHELIN Guide และ Gault & Millau โดยเชฟ Jean Sulpice ตั้งใจนำเสนอมาแทน Cheese Platter แบบดั้งเดิม องค์ประกอบแรกคือ Beaufort Cheese Mousse จากผู้ผลิต Gaël Machet ด้านบนโรยด้วยผักและสมุนไพรจากแถบภูเขา เพิ่มมิติทางเนื้อสัมผัสด้วยถั่ววอลนัทจากเมือง Grenoble แต่งแต้มกลิ่นและรสชาติด้วย Beetroot Coulis ช่วยบาลานซ์กลิ่นของชีสไม่ให้โดดจนเกินไป นอกจากนี้พนักงานจะทำการเสิร์ฟ Beaufort Cheese อายุ 12 เดือนแบบ Tableside ที่ข้างโต๊ะอีกด้วย ตัวชีสให้เนื้อสัมผัสที่ดี รับประทานง่าย เป็นชีสที่สามารถสร้างความประทับใจให้กับทั้งผู้ที่หลงไหลในชีสอยู่เดิมและผู้ที่เริ่มต้นลิ้มลองชีสคุณภาพสูง (18/20)
ของหวานที่น่าสนใจในวันนี้คือผลไม้จำพวกซิตรัสหลากชนิดและผิวส้มให้รสชาติเปรี้ยวในระดับที่แตกต่างกัน เชฟเพิ่มมิติทางเนื้อสัมผัสด้วยการใส่เมล็ดถั่วลงไปด้วย ตรงกลางคือวานิลลาจาก Saint-Phillippe แช่แข็งมาเป็นทรงกระบอกบรรจุซอสรสเปรี้ยวอีกเช่นกัน ด้านบนเป็นแผ่นกรอบช่วยเรียกความแตกต่างทางเนื้อสัมผัส รอบ ๆ คือ Sorrel Granita ช่วยเรียกความสดชื่นและบาลานซ์ความเปรี้ยวของซิตรัสต่าง ๆ ไม่ให้โดดจนเกินไป (19/20)
Price :
235-275 €/p
Parking :
จอดรถที่ Auberge du Père Bise
Operating Time :
12.00-14.30, 19.39-21.30 ปิดวันอังคาร-พุธ
Dress Code :
Smart Casual
Score
👍 ห้องอาหารชั้นสูงในภูมิภาค Haute Savoie ที่โดดเด่นด้วยทัศนียภาพของทะเลสาบ Lac d'Annecy พร้อมด้วยเทือกเขา French Alps เป็นฉากหลัง
อาหาร :
18
ราคา :
เทคนิค :
อัตลักษณ์ :
บรรยากาศ :
บริการ :
ไวน์ :
Map
📃 ITINÉRAIRE(S) 6 ÉTAPES (235 €/p), 8 ÉTAPES (275 €/p)
Mises en Bouche
Fera, watercress water
Pike fish and wood garlic
Swiss chard, camomile and polenta
Picking with the Italian immortelle flower
Roasted and smoked Montbeliard beef with juniper wood
Beaufort cheese spirit from an alpine pasture
Sorrel, citrus and the frosted vanilla from Saint Philippe
Chocolate and saffron from Savoie
Mignardises
Jean Sulpice – ฌอง ซูลปิส
![]()
2 MICHELIN Stars – 2 ดาวมิชลิน
MICHELIN Green Star – ดาวมิชลินรักษ์โลก
![]()
![]()
![]()
18.5/20 Gault et Millau – 18.5/20 โก เอ็ท มิโย
Creative – อาหารเชิงสร้างสรรค์
Chef Jean Sulpice – เชฟฌอง ซูลปิส
[INTRO] รีวิวในวันนี้เราจะพาเพื่อน ๆ ไปพบกับห้องอาหารระดับตำนานที่เคยได้รับรางวัล 3 MICHELIN Stars ในช่วงปี 1951-1987 ก่อนที่จะได้รับการปรับโฉมโดยเชฟรุ่นใหม่จนกลายมาเป็นร้านที่น่าประทับใจที่สุดแห่งหนึ่งในทริปฝรั่งเศสครั้งนี้
Mises en Bouche
เริ่มต้นมื้ออาหารด้วยคอร์ส Mise en Bouche เพื่อช่วยเรียกน้ำย่อยในที่นี้คือเนื้อไก่หมักกับ Lemon และ Terragon จนนุ่มได้ระดับ รสชาติออกเปรี้ยวพอประมาณแต่มีความโดดเด่นคือกลิ่นที่หอมชวนหลงไหลนั่นเอง (16/20)
Mises en Bouche
ต่อด้วย Tartelette แป้งกรอบที่บรรจุสมุนไพรต่างชนิดกันเอาไว้จำนวนมาก รสชาติออกเปรี้ยวทั้งยังมีอโรมาหอมโดดเด่นเฉพาะตัวช่วยกระตุ้นน้ำย่อยได้เป็นอย่างดี (18/20)
Mises en Bouche
Pormonier เป็น Charcuterie พื้นบ้านที่มีต้นกำเนิดมาจากภูมิภาค Haute-Savoie มีลักษณะเป็น Saucisse Verte (Green Sausage) หรือไส้กรอกที่มีส่วนผสมของสมุนไพรนานาชนิด ในที่นี้เชฟ Jean Salpice ได้นำมาปรับรูปแบบการเสิร์ฟโดยคงลักษณะของการเป็นไส้กรอกอย่างเดิมเอาไว้ทำให้มีเนื้อสัมผัสเคี้ยวหนึบ ไส้ด้านในทำมาจากหอยทากและสมุนไพรเมื่อเคี้ยวแล้วจะมีความเฟิร์มแต่ไม่เหนียวและไม่กระด้าง รสชาติออกเค็มพอประมาณ Earthy Aroma ที่มีอยู่ถูกบาลานซ์ด้วยสมุนไพรและไม่แสดงกลิ่นออกมามากจนเกินไป ถือเป็นเมนูพื้นบ้านที่เตรียมออกมาในรูปแบบใหม่ได้อย่างน่าประทับใจ (18/20)
Mises en Bouche
ปิดท้าย Mise en Bouche ด้วยจานที่เชฟได้ตั้งใจนำเสนออโรมาของป่าสนในแคว้น Haute-Savoie โดยนำเสนอกลิ่นของมอสและเห็ดมาไว้ในคำเดียวโดยกลิ่นของป่าจะพุ่งขึ้นด้านหลังจมูกทันทีที่หยิบเข้าปาก สปองเค้กนุ่ม ๆ ด้านล่างและครีมสีเขียวเนื้อเนียนละมุนมีส่วนผสมของมอสทั้งยังมีอุณหภูมิค่อนข้างเย็น ด้านบนท็อปด้วยเห็ดฝานมาเป็นชิ้นบาง ๆ เคี้ยวหนึบตัดเนื้อสัมผัสกันได้อย่างลงตัว (19/20)
Bread wirh carvi butter
ถัดมาพนักงานจะนำขนมปังมาแสดงให้เราดูพร้อมบอกว่าขนมปังทั้งก้อนที่เสิร์ฟให้เฉพาะโต๊ะเราเท่านั้น
Bread wirh carvi butter
จากนั้นพนักงานจะนำขนมปังไปหั่นมาเสิร์ฟต่อโต๊ะคู่กันกับเนยคาราเวย์ที่มีกลิ่นหอมเฉพาะตัว
Féra, eau de cresson
Fera, watercress water
Fera เป็นปลาในสกุล Salmonidae ที่อาศัยอยู่ในน้ำจืดพบมากในพื้นที่แถบ Lake Geneva ทั้งฝั่งสวิสเซอร์แลนด์และฝรั่งเศส ในที่นี้เชฟนำปลาไปรมควันแล้วเผาจนสุกได้ระดับ จากนั้นเสิร์ฟมาคู่กับซุปผัก Watercress สีเขียวเข้ม ครีมสีขาวคือ Fera Fish Tarama และแผ่น Crispy Potato สีเหลืองนั่นเอง (19/20)
Féra, eau de cresson
Fera, watercress water
เนื้อปลา Fera มีความหนึบแต่ยังคงความเคี้ยวง่าย น้ำ Watercress มีความใสและมีกลิ่นเฉพาะตัวอยู่บ้างแต่เมื่อรับประทานกับเนื้อปลาแล้วพบว่าถูกลดทอนอยู่ในระดับที่พอเหมาะ Tarama ทำมาจากเนื้อปลา Fera เช่นกันมีความครีมมี่และเข้มข้นบาลานซ์กันกับความใสของน้ำผัก Watercress ได้อย่างลงตัว สุดท้ายคือแผ่นกรอบทำมาจากมันฝรั่งช่วยเติมเต็มเนื้อสัมผัสที่ขาดหายไปของจานได้อย่างไร้ที่ติ (19/20)
Brochet et ail des ours
Pike fish and wood garlic
Brochet หรือ Pike Fish เป็นปลาน้ำจืดที่พบได้ในแถบนี้ เชฟนำเสนอมาในหลากหลายองค์ประกอบเริ่มจากส่วนเนื้อปลาที่เชฟนำไปหมักกับเลมอน องค์ประกอบสีขาวรอบ ๆ คือ Brochet Quenelle หรือเนื้อปลาที่นำไปผสมกับครีมทำออกมาเป็นเคอร์เนลเนื้อนุ่มละมุน ยังมีไข่ปลา Pike Fish ใส่มารอบ ๆ จากนั้นจับคู่กับ Wild Garlic หรือกระเทียมป่าเสิร์ฟทั้งในรูปแบบ Wild Garlic Emulsion, Wild Garlic Crispy และ Wild Garlic Pesto นั่นเอง (20/20)
Brochet et ail des ours
Pike fish and wood garlic
เนื้อปลามีความเฟิร์มแต่ไร้ซึ่งความกระด้างทั้งยังให้อโรมาหอม ๆ จากการเผาไฟ เมื่อตักเข้าปากจะได้รสชาติเปรี้ยวจากการหมักด้วยเลมอน ไข่ปลาและเคอร์เนลล์ให้เนื้อสัมผัสนุ่มในระดับที่แตกต่างกัน เมื่อจับคู่กับกลิ่นเฉพาะตัวจากองค์ประกอบของ Wild Garlic พบว่าเข้ากันดีจนต้องขอยกให้เป็นจานที่ดีที่สุดในมื้อนี้เลยทีเดียว (20/20)
Blette, camomille et polenta
Swiss chard, camomile and polenta
จานนี้คือ Blette หรือผัก Swiss Chard เสิร์ฟมาทั้งส่วนสีขาวและสีเขียว ด้านล่างรองด้วย Polenta สูตรดั้งเดิมของแคว้น Savoie เพิ่มมิติทางเนื้อสัมผัสด้วยถั่วฮาเซลนัท ปิดท้ายด้วยการราดซอสสีครีมทำมาจาก Camomile ลงไปรอบ ๆ (18/20)
Blette, camomille et polenta
Swiss chard, camomile and polenta
ผัก Swiss Chard สีเขียวให้เนื้อสัมผัสที่นุ่มพอดี ชิ้นสีขาวมีความกรอบเบา ๆ แต่ไม่มี Earthy Aroma ติดมามากจนเกินไป ซอส Camomile ให้กลิ่นหอมสดชื่น Polenta ทำมาจากข้าวโพดให้เนื้อสัมผัสที่นุ่มละมุนเช่นกันจัดเป็นหนึ่งในเมนูจาก Swiss Chard ที่ดีที่สุดเท่าที่เราเคยชิมมาเลยทีเดียว (18/20)
Cueillette et fleur d’immortelle d’italie
Picking with the Italian immortelle flower
Immortelle Flower (Helichrysum arenarium) เป็นดอกไม้สีเหลืองขนาดเล็ก พบได้ทั่วไปในพื้นที่ฝั่งตะวันออกของประเทศฝรั่งเศสมีคุณสมบัติทางยาอันหลากหลาย แต่เมื่อนำมาประกอบอาหารจะมีลักษณะเด่นคือกลิ่นและอโรมาคล้ายกับแกงซึ่งเชฟ Jean Sulpice นำเสนอมาใน ITINÉRAIRE(S) 8 ÉTAPES (275 €/p) เท่านั้น (17/20)
Cueillette et fleur d’immortelle d’italie
Picking with the Italian immortelle flower
เชฟนำผักสดที่ผ่านการคัดสรรค์มาอย่างดีจัดวางมาอย่างสวยงาม ผักแต่ละชนิดจะให้ระดับความกรอบ-นุ่มรวมไปถึงรสชาติที่แตกต่างกัน ที่โต๊ะพนักงานจะทำการเทราดซอสที่มีส่วนผสมของครีมและดอก Immortelle Flower ลงไป (17/20)
Cueillette et fleur d’immortelle d’italie
Picking with the Italian immortelle flower
ตัวซอสมีรสชาติและอโรมาคล้ายกับแกงสไตล์อินเดียแต่ไม่แรงเท่ากับตัวแกงที่ทำมาจากเครื่องเทศจริง ๆ เมื่อประกอบกับผักต่าง ๆ สามารถตัดกับความครีมมี่ของ Swiss Chard จานก่อนหน้าได้อย่างลงตัว (17/20)
Boœuf Montbéliarde fumé au bois de genièvre
Roasted and smoked Montbeliard beef with juniper wood
สำหรับเมนคอร์สเชฟนำเสนอ Montbeliard Beef เนื้อวัวคุณภาพสูงที่ผ่านการรมควันด้วยหญ้าฟางและไม้จูนิเปอร์เสิร์ฟมาที่ความสุกระดับ Medium Rare พอดิบพอดี เนื้อวัวมีความนุ่มพอเหมาะราดด้วยซอส Beef Jus เข้มข้นให้รสชาติคล้ายกับซอสยากินิคุแบบญี่ปุ่น ด้านบนตกแต่งด้วย Herb Salad และผลสตรอว์เบอร์รี่ช่วยเรียกความสดชื่นและบาลานซ์ความหนักของเนื้อวัวและซอส Jus ไม่ให้โดดจนเกินไป (18/20)
Beaufort dans l’esprit d’un alpage
Beaufort cheese spirit from an alpine pasture
คอร์สชีสที่ Restaurant Jean Sulpice นั้นได้รับการกล่าวถึงอย่างมากจากบรรดานักชิมรวมไปถึงใน MICHELIN Guide และ Gault & Millau โดยเชฟ Jean Sulpice ตั้งใจนำเสนอมาแทน Cheese Platter แบบดั้งเดิม (18/20)
Beaufort dans l’esprit d’un alpage
Beaufort cheese spirit from an alpine pasture
องค์ประกอบตรงกลางคือ Beaufort Cheese Mousse จากผู้ผลิต Gaël Machet ด้านบนโรยด้วยผักและสมุนไพรจากแถบภูเขา เพิ่มมิติทางเนื้อสัมผัสด้วยถั่ววอลนัทจากเมือง Grenoble แต่งแต้มกลิ่นและรสชาติด้วย Beetroot Coulis ช่วยบาลานซ์กลิ่นของชีสไม่ให้โดดจนเกินไป (18/20)
Beaufort dans l’esprit d’un alpage
Beaufort cheese spirit from an alpine pasture
นอกจากนี้พนักงานจะทำการเสิร์ฟ Beaufort Cheese อายุ 12 แบบ Tableside ที่ข้างโต๊ะอีกด้วย (18/20)
Beaufort dans l’esprit d’un alpage
Beaufort cheese spirit from an alpine pasture
Beaufort Cheese ให้เนื้อสัมผัสที่ดี รับประทานง่าย เป็นชีสที่สามารถสร้างความประทับใจให้กับทั้งผู้ที่หลงไหลในชีสอยู่เดิมและผู้ที่เริ่มต้นลิ้มลองชีสคุณภาพสูง (18/20)
Oseille, agrumes et la vanille givrée de Saint-Philippe
Sorrel, citrus and the frosted vanilla from Saint Philippe
ของหวานจานแรกคือผลไม้จำพวกซิตรัสหลากชนิดและผิวส้มให้รสชาติเปรี้ยวในระดับที่แตกต่างกัน เชฟเพิ่มมิติทางเนื้อสัมผัสด้วยการใส่เมล็ดถั่วลงไปด้วย ตรงกลางคือวานิลลาจาก Saint-Phillippe แช่แข็งมาเป็นทรงกระบอกบรรจุซอสรสเปรี้ยวอีกเช่นกัน (19/20)
Oseille, agrumes et la vanille givrée de Saint-Philippe
Sorrel, citrus and the frosted vanilla from Saint Philippe
ด้านบนเป็นแผ่นกรอบช่วยเรียกความแตกต่างทางเนื้อสัมผัส รอบ ๆ คือ Sorrel Granita ช่วยเรียกความสดชื่นและบาลานซ์ความเปรี้ยวของซิตรัสต่าง ๆ ไม่ให้โดดจนเกินไป (19/20)
Chocolat et safran de Savoie
Chocolate and saffron from Savoie
ของหวานจานสุดท้ายเป็นเมนูที่มีเสิร์ฟเฉพาะในเซ็ตเมนู 8 คอร์สเท่านั้น เชฟนำเสนอช็อกโกแลตจับคู่กับวัตถุดิบล้ำค่าอย่างหญ้าฝรั่นจากแคว้น Savoie ด้านบนมีลักษณะเป็นแผ่นช็อกโกแลตบางกรอบรองด้านล่างด้วยองค์ประกอบของหญ้าฝรั่นและช็อกโกแลตเช่นกัน (18/20)
Chocolat et safran de Savoie
Chocolate and saffron from Savoie
วิธีรับประทานให้ใช้ช้อนเคาะแผ่นกรอบออก ตักชิมให้ครบทุกองค์ประกอบ เชฟทำรสชาติของช็อกโกแลตออกมาได้เด่นชัดแต่ยังคงแฝงอโรมาเฉพาะตัวของหญ้าฝรั่นออกมาได้อย่างไร้ที่ติ ถือเป็นจานที่น่าประทับอย่างมากอีกเช่นกัน (18/20)
Mignardises
ปิดท้ายด้วย Chocolate and Herbs เป็นแผ่นช็อกโกแลตบาง ๆ ที่มีกลิ่นของสมุนไพรจาง ๆ โดยตัวสมุนไพรไม่ได้แสดงออกมาแรงจนเกินไปเสิร์ฟมากับ Fried Dough ที่มีครีมทำมาจากดอกไม้ที่ให้กลิ่นของอัลมอนด์บรรจุอยู่ด้านในนั่นเอง
Joyeux Anniversaire
สำหรับใครที่มาเฉลิมฉลองโอกาสพิเศษอย่าลืมแจ้งตอนจองเพื่อรับขนมเพิ่มเติมอีกหนึ่งจาน ตรงกลางเป็นช็อกโกแลตและเบอร์รี่ราดด้วยแอลกอฮอล์จุดไฟร้อน ๆ ขนาบข้างด้วยบิสกิตช็อกโกแลตกรอบ ๆ อีกคนละชิ้น
หลังจบมื้ออาหารพนักงานจะมอบช็อกโกแลตติดมือกลับบ้านให้อีก 1 แท่ง
ราคา 528 €
ITINÉRAIRE(S)
6 ÉTAPES (235 €/p), 8 ÉTAPES (275 €/p)
[THE FOOD] Resturant Jean Sulpice นำเสนออาหารในสไตล์ Creative โดยอาศัยวัตถุดิบทัองถิ่นจากแถบ Savoie เช่นปลา Fera จาก Lake Geneva, Immortelle Flower ดอกไม้สีเหบืองที่ให้กลิ่นคล้ายแกง, Beaufort ชีสคุณภาพดีที่เชฟปรับรูปแบบการเสิร์ฟจนได้ออกมาเป็นเมนูชั้นยอด แต่สิ่งที่สร้างความประทับใจกับเรามากที่สุดคือการใส่อโรมาของมอสและต้นสนจากป่าสนในแถบ Savoie ลงมาในอาหารได้อย่างน่าประทับใจ ลูกค้าสามารถเลือกเซ็ตเมนูประจำร้านหรือ ITINÉRAIRE(S) ได้ 2 รูปแบบคือ 6 ÉTAPES (235 €/p) และ 8 ÉTAPES (275 €/p) ยังไม่รวม Mises en Bouches และ Mignardises
[THE CHEF] Jean Sulpice เกิดเมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 1978 ณ เมือง Aix-Les-Bains ในภูมิภาค Savoie ด้วยความที่ครอบครัวประกอบกิจการร้านอาหารอยู่เดิมทำให้ตัวเขาเกิดแรงบันดาลใจในการเป็นเชฟตั้งแต่อายุยังน้อย พอมีอายุได้ 16 ปีเขาจึงเริ่มต้นฝึกงานกับห้องอาหาร Auberge Lamartine (1 MICHELIN Star) และได้เริ่มต้นเรียนรู้เกี่ยวกับอาหารชั้นสูงกับเชฟชื่อดังอย่าง Jean และ Pierre Marin ต่อมาในปี 1998 เขาได้พบกับเชฟ Marc Veyrat และได้รับการทาบทามให้ไปร่วมงานด้วยที่ห้องอาหาร La Ferme de mon Père ก่อนที่จะไต่อันดับไปถึงตำแหน่ง Sous Chef หลังจากนั้นเชฟ Jean Sulpice ยังผ่านงานในห้องอาหารชั้นสูงอีกหลายแห่งเช่น L’Arnsbourg (1 MICHELIN Star) ต่อด้วยการร่วมงานกับโรงแรม Hotel de Carantec รวมไปถึงการใช้ชีวิตอยู่ในกรุง Paris นานถึง 2 ปีจนตัวเขาเองสามารถผสมผสานศิลปะกับอาหารเข้าด้วยกันอย่างลงตัว กระทั่งเดือนธันวาคม 2002 เชฟ Jean และภรรยา Magali Sulpice ได้เปิดห้องอาหารแห่งแรกเป็นของตัวเองขึ้นที่ Val Thorens เมืองสกีเล็ก ๆ ที่ตั้งอยู่ใน French Alps โดยชื่อว่า Restaurant L’Oxalys ทั้งนี้ตัวร้านยังสามารถคว้ารางวัล
1 MICHELIN Star มาครองได้ในปี 2006 ต่อด้วย ![]()
2 MICHELIN Stars ในปี 2010 สร้างประวัติศาสตร์เป็นห้องอาหาร MICHELIN Stars ที่ตั้งอยู่ ณ ตำแหน่งสูงที่สุดในยุโรปคือ 2,300 เมตรก่อนจะเปลี่ยนชื่อมาเป็น Restaurant de Jean Sulpice ในปี 2014 หลังจากนั้นเชฟ Jean Sulpice ได้ตัดสินใจขายร้านเพื่อซื้อต่อ L’Auberge du Père Bise ห้องอาหารระดับตำนานที่เปิดทำการมาตั้งแต่ปี 1903 ทั้งยังสามารถคว้ารางวัล ![]()
2 MICHELIN Stars มาครองได้ในปี 2018 พ่วงด้วยรางวัล “Chef of The Year” จาก Gault & Millau อีกด้วย
[THE PLACE] L’Auberge du Père Bise เปิดทำการเป็นครั้งแรกโดย Marie และ François ในปี 1903 ใช้ชื่อว่า “le Père” Bise แต่เดิมมีลักษณะเป็น Inn หรือกระท่อมเล็ก ๆ ริมทะเลสาบนำเสนออาหารอย่างง่ายที่ปรุงโดยคุณ Marie เอง
ต่อมาในปี 1928 ลูกชายคือคุณ Marius ผู้รับช่วงต่อเป็นเจ้าของร้านรุ่นที่ 2 ทำการปรับปรุงตัวอาคารให้กลายมาเป็นโรงแรมชั้นนำระดับโลกในสมัยนั้น นอกจากนี้ภรรยาของเขา Marguerite ยังเป็นเชฟหญิงที่มีชื่อเสียงเป็นอย่างมากจนสามารถคว้ารางวัล 3 MICHELIN Stars มาครองได้สำเร็จใน MICHELIN Guide France ปี 1951
กิจการสืบทอดมายังเจ้าของร้านรุ่นที่ 3 คือ François (ตั้งชื่อตามคุณปู่) และ Charlyne ผู้เป็นภรรยาสืบทอดกิจการต่อและรักษาดาวทั้งสามดวงเอาไว้ได้จนถึงปี 1987
ต่อมาลูกสาวของทั้งคู่คือคุณ Sophie ได้สานต่อกิจการเป็นเจ้าของร้านรุ่นที่ 4 และปรับปรุงตัวอาคารในปี 2007 ทั้งยังรับหน้าที่เป็นเชฟหลักประจำห้องอาหารอีกด้วย
กระทั่งในปี 2016 คุณ Charlyne ได้ทาบทามให้เชฟ Jean และภรรยา Magali Sulpice ซื้อต่อกิจการ L’Auberge du Père Bise และเปลี่ยนโฉมโรงแรมและห้องอาหารครั้งใหญ่จนกลายมาเป็นรีสอร์ทสุดหรูระดับ 5 ดาวดังที่เห็นในปัจจุบัน
โต๊ะอาหารถูกปูด้วยผ้าลินินสีขาวเข้ากันดีกับผนังสีน้ำเงินเข้ม
บรรยากาศในห้องอาหาร
บริเวณ Reception
ทางเดินเข้าสู่ห้องรับประทานอาหารหลักตกแต่งด้วยหนังสือ MICHELIN Guide สมัยที่ L’Auberge du Père Bise ยังคงความรุ่งโรจน์ด้วยรางวัล 2 และ 3 MICHELIN Stars โต๊ะอาหารถูกปูด้วยผ้าลินินสีขาวเข้ากันดีกับผนังสีน้ำเงินเข้ม
การเดินทางด้วยรถยนต์จากเมืองท่องเที่ยวยอดนิยมอย่าง Annecy ใช้ระยะเวลาเพียง 20 นาทีเท่านั้น ลูกค้าสามารถนำรถเข้าจอดที่โรงแรมได้โดยตรง
เมื่อเดินต่อเข้ามาในพื้นที่รีสอร์ทจะพบกับ Bistrot 1903 ตั้งอยู่ฝั่งขวามือนำเสนออาหารที่เข้าถึงได้สำหรับบุคคลทั่วไปและมีจานที่โดดเด่นคือ Crayfish gratinated ‘new style’ by Jean Sulpice เมนูที่เชฟ Jean Sulpice หยิบยืม Signature Dish ของเชฟ Marguerite Bise อย่าง Gratin de Queues d’Écrevisses (Crayfish Tail Gratin) ซึ่งถูกรังสรรค์เอาไว้ตั้งแต่ปี 1925 โดยนำมาปรับรูปแบบการนำเสนอเสียใหม่ในสไตล์ของตัวเอง
บริเวณด้านหน้าเป็น Boutique du Père Bise นำเสนอของฝาก, อาหารคาวอย่างง่าย และขนมหวานต่าง ๆ ให้กับผู้คนที่เดินผ่านไปมาได้แวะชิมหรือซื้อกลับบ้าน
ช็อกโกแลตสำหรับจำหน่ายเป็นให้ผู้คนที่เดินผ่านไปมา
ลูกค้าสามารถเลือกช็อปสินค้าที่ระลึกมากมาย
อย่าลืมเดินออกไปสูดอากาศอันแสนบริสุทธิ์ริมทะเลสาบที่ The Marius Bar ซึ่งตั้งอยู่ติดกันช่วยเติมเต็มให้มื้ออาหารนี้ตราตรึงอยู่ในความทรงจำตลอดไป
บรรยากาศบริเวณลานกว้างหน้าห้องอาหาร
ทะเลสาบสีฟ้าสดใสมีฉากของเทือกเขา The French Alps อยู่เบื้องหลัง
มองกลับมายังตัวอาคาร
Restaurant Jean Sulpice ห้องอาหารระดับ 2 MICHELIN Stars โดดเด่นด้วยทัศนียภาพมุมกว้างของ Lac d’Annecy และ Château de Duingt ณ ฝั่งตรงข้าม
Maison Sulpice เป็นโรงแรมระดับ Relais & Châteaux จำนวน 23 ห้อง
ตัวโรงแรมออกแบบโดย Interior Designer ชื่อดัง Émilie Bonaventure ทั้งยังขยับขยาย The Spa by Auberge du Père Bise เพิ่มเติมเข้าไปในปี 2020 ที่ผ่านมา
[WHY GO] เชฟ Jean Sulpice สามารถนำเสนอวัตถุดิบท้องถิ่นแห่งภูมิภาค Savoie ออกมาได้อย่างน่าสนใจ เมื่อประกอบกับบรรยากาศสุดโรแมนติคริมทะเลสาบ Lac d’Annecy ที่มีหุบเขา French Alps สูงตระหง่านเป็นฉากหลังทำให้มื้ออาหารที่ L’Auberge du Père Bise มีความโดดเด่นชนิดหาใครเทียบได้ยาก พนักงานบริการอย่างเป็นกันเองรวมไปถึงเชฟ Jean Sulpice ที่เดินออกมาทักทายลูกค้าด้วยตัวเองหลังจบมื้ออาหาร
อย่าลืมเผื่อเวลาสัก 1 ชั่วโมงหลังจบมื้อกลางวันหรือก่อนมื้อค่ำหรับสำหรับการเดินเล่นหรือถ่ายรูปรอบ ๆ ทะเลสาบ รับรองว่าทุกคนจะได้รับประสบการณ์และความทรงจำสุดพิเศษกลับไปอย่างแน่นอน
รางวัลต่าง ๆ
![]()
2 MICHELIN Stars – 2 ดาวมิชลิน
MICHELIN Green Star – ดาวมิชลินรักษ์โลก
![]()
![]()
![]()
18.5/20 Gault et Millau – 18.5/20 โก เอ็ท มิโย