Visit: December 10, 2021

🇪🇸 El Celler de Can Roca - อัล ซาเยร์ เดอ คาน โรคา

👨🏻‍🍳 Chef: Head Chef (Cuiner) - Joan Roca i Fontané Head Sommelier (Cambrer de vins) - Josep Roca i Fontané Pâtissier (Pastisser) - Jordi Roca i Fontané

Carrer de Can Sunyer, 48, 17007 Girona, Spain

Tel: (+34) 972 222 157

Cuisine

🍴 Creative - อาหารเชิงความคิดสร้างสรรค์

Country

Spain

MICHELIN Guide

3 MICHELIN Stars

Score

19/20

Price

4/5
          

🎗 [Intro] รีวิวฉบับนี้จะขอกล่าวถึง El Celler de Can Roca ห้องอาหารระดับ 3 ดาวมิชลินของ 3 พี่น้อง Roca ที่ถูกเล่ากันปากต่อปากในหมู่นักชิมว่าเป็นห้องอาหารที่ดีที่สุดและทำการจองได้ยากที่สุดแห่งหนึ่งของโลกโดยเราจะนำเสนออย่างละเอียดทั้งข้อมูลร้าน, อาหารแต่ละจาน, วิธีการจอง ไปจนถึงระดับความพึงพอใจโดยรวมที่เรามีต่อห้องอาหารแห่งนี้กันเลยทีเดียว

          

🎗 [The Place] El Celler de Can Roca เปิดทำการเป็นครั้งแรกในปี 1986 ณ ชานเมือง Girona ก่อนที่จะย้ายมา ณ ตำแหน่งปัจจุบันในปี 2007 สำหรับใครที่ขับรถมาบริเวณตรงข้ามร้านมีลานจอดขนาดใหญ่เพียงพอที่จะรองรับลูกค้าได้ครบทุกคน ฝั่งร้านอาหารเป็นอาคารสไตล์โมเดิร์นล้อมรอบด้วยรั้วไม้และมีช่องทางเดินเข้าร้านแอบอยู่ ด้านหน้าเป็นพื้นที่รับรองสำหรับผู้ที่มาก่อนเวลาหรือรอเพื่อนคนอื่น ๆ ในกลุ่มโดยมีเครื่องดื่มพร้อมให้บริการ พื้นที่รับประทานอาหารแบ่งออกเป็นหลายส่วนเริ่มจากห้องทรงสามเหลี่ยมที่ล้อมรอบสวนขนาดย่อมอยู่อีกทีหนึ่ง ตรงกลางมีต้น Poplar ปลูกเอาไว้เพื่อสร้างบรรยากาศภายในให้ผันเปลี่ยนไปตามฤดูกาล พื้นไม้สีน้ำตาลรับกันกับแสงอาทิตย์ที่สาดส่องผ่านผนังร้านที่กั้นด้วยกระจกใสบานใหญ่ทำให้บรรยากาศภายในดูโปร่ง โล่ง ไม่อึดอัดตา ถัดมาเป็นห้องทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าที่จัดแสดงรางวัลต่าง ๆ เอาไว้ สุดท้ายคือห้องด้านหลังร้านที่เพิ่งได้รับการขยับขยายเพิ่มเติมขึ้นมาในปี 2020 นี้เอง หากสังเกตุให้ดีจะพบว่าโต๊ะอาหารทุกตัวจะปูทับด้วยผ้าลินินและมีก้อนหิน 3 ก้อนวางเอาไว้เพื่อเป็นสัญลักษณ์แสดงถึงพี่น้อง Roca ทั้ง 3 คนอีกด้วย

🎗 [The Chef, Roca Brothers] ห้องอาหาร El Celler de Can Roca ควบคุมโดย 3 พี่น้อง Roca อันประกอบไปด้วยพี่ชายคนโต Joan รับหน้าที่เป็น Head Chef พี่ชายคนกลาง Josep รับหน้าที่เป็น Sommelier ควบกับตำแหน่ง Maître สุดท้ายคือน้องชายคนเล็ก Jordi รับหน้าที่เป็น Pâtissier นั่นเองโดยเราขอเล่าถึงประวัติคร่าว ๆ ของแต่ละคนดังนี้

✨ The Eldest Brother, Head Chef; Joan Roca i Fontané

Joan พี่ชายคนโตแห่งตระกูล Roca เกิดในปี 1964 ณ เมืองเล็ก ๆ ในจังหวัด Girona ที่มีชื่อว่า Taialà ทางตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศสเปน โดยมีคุณพ่อทำงานเป็นคนขับรถบัสและคุณแม่มีอาชีพเป็นแม่ครัว-เจ้าของร้านอาหารพื้นบ้าน Bar Restaurant Roca ด้วยแรงบันดาลใจจากคุณแม่นี้เองทำให้ Joan ตัดสินใจเลือดเส้นทางสายพ่อครัวตั้งแต่อายุเพียง 12 ปีโดยคุณแม่ได้สั่งตัดเสื้อพ่อครัวให้ 2 ชุดเพราะ Joan ในตอนนั้นยังเด็กเกินกว่าที่จะใส่เสื้อพ่อครัวสำเร็จรูปได้ ครั้นอายุได้ 14 ปี Joan เข้ารับการศึกษาในโรงเรียนการอาหาร Escola d’Hosteleria de Girona เพื่อศึกษาอาหารท้องถิ่นของแคว้น Catalonia ด้วยจุดหมายเดิมว่าจะกลับมาช่วยกิจการทางบ้าน แต่เมื่อเรียนจบเชฟ Joan กลับเปลี่ยนจุดหมายชีวิตเลือกทางเดินสาย Gourmet เริ่มต้นจากการร่วมงานกับห้องอาหาร El Bulli (3 Michelin stars) ของเชฟ Ferran Adrià ผู้คิดค้นสุดยอดเทคนิค Deconstruction ทั้งยังเป็นหนึ่งในผู้นำเทรนด์การปรุงอาหารแบบ Molecular Gastronomy ต่อด้วยการศึกษาการนำเสนออาหาร Catalonian รูปแบบใหม่จากเชฟ Santi Santamaría ที่ห้องอาหาร Can Fabes (3 Michelin Stars) รวมไปถึงการบริหารห้องครัวสไตล์ฝรั่งเศสชั้นสูงจากเชฟ George Blue หลังจากเดินทางกลับมาจากประเทศฝรั่งเศสในปี 1986 เชฟ Joan ซึ่งมีอายุ 22 ปีในเวลาและน้องชายคนกลางแห่งตระกูล Roca อย่าง Josep ซึ่งมีอายุได้ 20 ปีจึงตัดสินใจเปิดห้องอาหาร El Celler de Can Roca ณ พื้นที่ติดกันกับร้านอาหารพื้นบ้านของคุณแม่นั่นเอง ด้วยเทคนิคอันสุดล้ำในปี 1995 อย่าง Low-Temperature Vacuum-Controlled Cooking (Sous-Vide) ตลอดจนผลงานการรังสรรเมนู Signature Dish ที่ปฏิวัติวงการอาหารในยุคนั้นอย่าง Warm cod with spinach, cream of Idiazabal cheese, pine nuts and a reduction of Pedro Ximénez ทำให้ตัวร้านได้รับกระแสตอบรับจากลูกค้าเป็นอย่างดีพร้อมทั้งก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในร้านอาหารที่ดีที่สุดใน Costa Brava การันตีด้วยการคว้ารางวัล 🌟 1 Michelin Star มาครองได้สำเร็จในปี 1995 ต่อด้วย 🌟🌟 2 Michelin Stars ในปี 2002 ต่อมาในปี 2007 พี่น้อง Roca ตัดสินใจย้ายร้านจากตำแหน่งเดิมซึ่งมีพื้นที่ใช้สอยน้อยมายังอาคารสไตล์โมเดิร์นขนาดใหญ่ใน Can Sunyer ซึ่งเป็นที่ตั้งในปัจจุบัน ตัวร้านได้รับรางวัลสูงสุดคือ 🌟🌟🌟 3 Michelin Stars ในปี 2009 ทั้งยังคว้าอันดับ 1 ของการจัดอันดับ The World’s 50 Best Restaurants มาครองได้ในปี 2013 และ 2015 อีกด้วย

✨ The Middle Brother, Sommelier; Josep Roca i Fontané

Josep เกิดในปี 1966 เป็นพี่น้องคนกลางในตระกูล Roca ทั้งยังมีความสัมพันธ์กับไวน์ท้องถิ่นในร้านอาหารของคุณแม่มาตั้งแต่อายุยังน้อย ครั้นจากจบการศึกษาจาก Escola d’Hostaleria de Girona เช่นเดียวกับพี่ชาย Josep Roca ได้พบกับ Josep Lluis Perez Verdu เจ้าของไร่ไวน์ Mas Martinez และศึกษาความรู้เชิงลึกเกี่ยวกับไวน์ต่าง ๆ อย่างละเอียดก่อนที่จะร่วมลงทุนกับพี่ชาย Joan Roca เพื่อเปิดห้องอาหาร El Celler de Can Roca โดยรับตำแหน่ง Sommelier ควบคู่ไปกับ Maître ประจำร้าน สำหรับใครที่เป็นคอไวน์หากเปิด Wine List ดูจะพบว่า Josep แบ่งชนิดของไวน์ออกเป็น 5 กลุ่มคือ Riesling, Champagne, Burgundy, Sherry, และ Priorat ซึ่งเป็นไวน์ท้องถิ่นประจำแคว้น Catalonia และด้วยอายุที่ต่างจากพี่ชายคนโตเพียง 2 ปีทำให้ชีวิตของ Josep ประสบความสำเร็จไปพร้อมกันไปกับพี่ชายคนโตนั่นเอง

✨ The Youngest Brother, Pâtissier; Jordi Roca i Fontané

ด้วยความที่ Jordi นั้นเกิดในปี 1978 ตามหลังพี่ชายคนกลางถึง 12 ปี ชีวิตในวัยเด็กของเขาจึงเติบโตมาในร่มเงาความสำเร็จของพี่ชายทั้ง 2 คน กล่าวคือในวันที่ Joan มีชื่อเสียงโด่งดังระดับโลกและ Josep กลายมาเป็น Sommelier ชั้นนำของสเปนนั้น Jordi กลับเป็นเพียงคนธรรมดา ๆ ที่ไม่มีความสนใจทางไหนเป็นพิเศษทำให้ชีวิตในช่วงแรกของเขารับหน้าที่เป็นบริกรเสิร์ฟอาหารให้กับแขกในร้านของพี่ชายทั้งสองเท่านั้น ต่อมา Jordi ได้ขอย้ายมาทำงานให้ห้องครัวด้วยเหตุผลคือต้องการเลิกงานเร็วกว่าเวลาตีสอง (ร้านอาหารในสเปนมักเปิดทำการมื้อเย็นในช่วงสองทุ่มถึงราวตีสอง) พี่ชายทั้งสองเองก็จนปัญญากับ Jordi ที่เอาแต่เที่ยวกลางคืนและไม่ทุ่มเทให้กับงานจนกระทั่ง Damian Allsop เชฟของหวานประจำร้านได้อาสาให้ลองส่ง Jordi มาเรียนรู้งานอาหารหวานกับเขาดู ที่นี่เอง Jordi ค้นพบตัวตนและพร้อมอุทิศชีวิตให้กับงานของหวานนี้ไปตลอดชีวิต วันหนึ่งในฤดูร้อนปี 1999 เชฟ Damian Allsop ประสบอุบัติเหตุตกลงมาจากชั้นสามหลังจากตั้งใจปีนเข้าห้องของตัวเพราะลืมกุญแจเอาไว้จนกระดูกหลังและกระดูกเท้าสองข้างหักและจะเดินไม่ได้ไปอีกราว 6 เดือน จากเหตุการณ์นี้ทำให้ Jordi ต้องกลายมาเป็นหัวหน้าเชฟอาหารหวานประจำร้าน 1 ดาวมิชลิน (ในตอนนั้น) โดยทันที ในช่วงแรกเขายังคงทำตามสูตรที่ Damian ทิ้งไว้ก่อนที่จะทดลองรังสรรค์อาหารจานใหม่ขึ้นมาด้วยตัวเองเริ่มจาก Journey to Havana ที่ได้จากการนำกลิ่นของซิการ์มา Infused ลงในไอศกรีมแล้วเสิร์ฟมาเป็นของหวานหน้าตาคล้ายตัวซิการ์เอง (ในตอนนี้เราเห็นของหวานจานนี้อยู่เต็มไปหมดแต่น้อยคนนักจะทราบว่านี่คืองานที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากงานชิ้นแรกของ Jordi Roca) จากนั้นเป็นต้นมาความอัจฉริยะของเขาเริ่มฉายแววออกมาเรื่อย ๆ จนพี่ชายทั้งสองไว้วางใจให้เขาคุมงานอาหารหวานทั้งหมดต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน

🎗 [The Food] Joan Roca ขึ้นชื่อว่าเป็นหนึ่งในเชฟที่นำเสนออาหารสไตล์ Molecular Gastronomy ออกมาได้ดีที่สุดคนหนึ่งในโลก คำว่าดีที่สุดไม่ใช่การใส่ลูกเล่นลงไปอย่างเดียวแต่เป็นการบาลานซ์ระหว่างรสชาติอาหาร เทคนิคคลาสสิค และเทคนิคโมเลกุลอันน่าตื่นตาตื่นใจให้ออกมาลงตัว ไม่มากไม่น้อยจนเกินไป ทั้งยังไม่ทิ้งรากเหง้าเดิมคือการนำเสนอวัตถุดิบและอาหารท้องถิ่นแห่งแคว้น Catalonia ให้ออกมาได้แทบจะไร้ที่ติ El Celler de Can Roca นำเสนอเซ็ตเมนู 2 แบบคือ Menú Degustació – Tasting Menu (195 €/p) ซึ่งเป็นเซ็ตเมนูขนาดเล็กราว 7 คอร์สซึ่งเราไม่แนะนำเพราะดูจะไม่ค่อยคุ้มค่าสักเท่าไหร่ อีกแบบคือ Menú Festival – Feast Menu (230 €/p) ที่เป็นเซ็ตเมนูขนาดใหญ่รวมคอร์สย่อยแล้วอยู่ที่ราว ๆ 30 คอร์สในราคาที่ขยับสูงขึ้นมาเพียง 35 €/p จึงทำให้เซ็ตหลังคุ้มค่ากว่ากันมาก ๆ จานที่เรียกเสียงว้าวและทำออกมาได้น่าประทับใจอย่างเช่น

✨ Fermented corn, huitlacoche and sweet corn ice cream with lyo corn, corn crumble and sautéed huitlacoche (2014)

เมนูที่ถูกคิดค้นเอาไว้ตั้งแต่ปี 2014 นี้คือไอศกรีมที่นำเสนอข้าวโพดหลากหลายชนิดในรูปแบบที่แตกต่างกันเริ่มจากชั้นแรกของไอศกรีมที่มีสีเหลืองทำมาจาก Sweet corn ให้ความหอมหวานเหมือนข้าวโพดปกติ ชั้นถัดมาคือ Huitlacoche (อ่านว่า wee-tlah-KOH-cheh) หรือที่เรียกกันว่า Corn smut เป็นเห็ดทรัฟเฟิลหรือเชื้อรา (Fungus) ที่เจริญเติบโตบนข้าวโพด (หรืออีกนัยหนึ่งคือข้าวโพดติดเชื้อรานั่นเอง) ถึงแม้หน้าตาวัตถุดิบอาจดูไม่สวยงามนักแต่ Huitlacoche นี้กลับให้กลิ่นและอโรม่าเฉพาะตัวชนิดหาใครเทียบได้ยาก สุดท้ายคือไอศกรีม Toasted corn ที่ผ่านการหมักมาด้วย ข้าง ๆ กันคือ Iyo corn หรือข้าวโพดที่มีกลิ่นหอมของน้ำมะพร้าว, Corn crumble กรอบและ Huitlacoche ที่ผ่านการผัดมาจนสุกดีแล้ว จะเห็นได้ว่าเชฟได้นำเสนอข้าวโพดออกมาได้น่าสนใจ มีความหลากหลายทั้งในแง่รสชาติ กลิ่น และเนื้อสัมผัสเลยทีเดียว (20/20)

✨ Beetroot tartare
walnut milk, beetroot stalk tartare, smoked beetroot

จานนี้ใช้วัตถุดิบหลักคือบีทรูทที่เสิร์ฟมาในรูปแบบที่แตกต่างกันเริ่มจากบีทรูทที่สับละเอียดจนกลายเป็นทาทาร์ให้เนื้อสัมผัสที่นุ่มละมุน รอบ ๆ เป็นทาทาร์บีทรูทเหลือง ทาทาร์ก้านบีทรูท บีทรูทแล่บาง ๆ เป็น Carpaccio ให้เนื้อสัมผัสความกรอบ และบีทรูทดองให้ความเปรี้ยวที่ลงตัว ทุกองค์ประกอบทำออกมาได้อย่างไร้ที่ติ ไม่มีกลิ่นดินหรือ Earthy Flavor มารบกวนแม้แต่น้อย สำคัญที่สุดคือจานนี้ต้องรับประทานที่ละองค์ประกอบเพื่อสัมผัสความแตกต่างในการนำเสนอและห้ามผสมกันโดยเด็ดขาด (20/20)

✨ Suckling lamb stew with celery, basil and cardamom couscous.
Suckling lamb sweetbread with pickled capers, celeriac, mint and licorice couscous. Suckling lamb pickled brain with cauliflower and aniseed couscous. Lamb trotters with leek and sheep’s milk, apple, tarragon and cinnamon couscous. Sautéed lamb loin chop with its juice and cucumber, fennel and pink pepper couscous

อีกหนึ่งจานที่ทำออกได้อย่างน่าตื่นตาตื่นใจคือ Suckling lamb หรือลูกแกะที่ยังไม่หย่านมเสิร์ฟมาทั้งหมด 5 ส่วนจับคู่กับ Couscous อีก 5 รูปแบบ เรียกได้ว่าเพียงจานนี้จานเดียวมีองค์ประกอบที่ซับซ้อนและแตกต่างกันถึง 10 อย่างดังนี้ เนื้อลูกแกะตุ๋นจนนุ่มเสิร์ฟมากับคูสคูสที่มีส่วนประกอบของมิ้นต์ เซเลอรี่ ใบเบซิล และกระวาน ส่วนสวีทเบรดหรือต่อมไทมัสของลูกแกะที่นุ่ม ละมุนจนแทบละลายในปาก เสิร์ฟมากับคูสคูสส่วนประกอบของเคเปอร์ดอง หัวขึ้นฉ่ายฝรั่ง มิ้นต์ และชะเอมเทศ สมองลูกแกะที่ดองจนขจัดกลิ่นออกได้หมด เชฟทำเนื้อสัมผัสมาได้นุ่มดีมาก เสิร์ฟมาคู่กับคูสคูสที่มีส่วนประกอบของดอกกะหล่ำและ Aniseed ส่วนเท้าของลูกแกะที่ทำออกมานุ่มคล้ายกับส่วนคากิของหมู เสิร์ฟมากับคูสคูสที่มีส่วนประกอบของนมแกะ แอปเปิ้ลเขียว ทาร์รากอน และซินนามอน เนื้อส่วนคอของลูกแกะราดด้วยซอสจากตัวลูกแกะเอง เสิร์ฟมากับคูสคูสที่มีส่วนประกอบของแตงกวา เฟนเนล และพริกไทยสีชมพู ทั้ง 10 องค์ประกอบล้วนทำออกมาได้อย่างไร้ที่ติ ทั้งยังจับคู่ส่วนต่าง ๆ ของลูกแกะกับคูสคูสพร้อมกับเรียงรสชาติและเนื้อสัมผัสจากอ่อนไปหนักได้อย่างน่าประทับใจ (20/20)

✨ Rainforest, black trumpet ice cream with pine honey. Black trumpet dust and pine dust. Crunchy leaves of cocoa and pine dust. Dust distillate

Rainforest เป็นเมนูที่ Jordi Roca ได้รับแรงบันดาลใจมาจากผืนดินในหุบเขา Llémena ซึ่งเป็นเขตหนึ่งของเมือง Girona ไม่ไกลกันกับบ้านเกิดของเขาโดยต้องการเล่าถึงความทรงจำในวัยเด็กที่พี่น้องทั้ง 3 เคยนำดินบริเวณนี้มาเล่นกัน เชฟนำดินมาแช่ในน้ำแล้วผ่านกระบวนการ Diatillation เพื่อสกัดเอากลิ่นเฉพาะตัวของดินชื้น ๆ มาใส่ในจานทำให้ลูกค้ารู้สึกราวกับการไปเดินเล่นในป่าช่วงที่ฝนเพิ่งตกใหม่ ๆ องค์ประกอบชั้นล่างสุดทำมาจากบีทรูทซึ่งมีกลิ่น Petrichor หรือกลิ่นไอดินหลังจากฝนตกใหม่ ๆ ติดมาด้วย ชั้นกลางคือไอศกรีมทำมาจากเห็ดตามฤดูกาลในที่นี่คือเห็ดแตรดำ ด้านบนโรยด้วยผงทำมาจากลูกสน ผงเห็ดแตรดำ ผงช็อกโกแลต และใบไม้กรอบสีน้ำตาลทำมาจากช็อกโกแลต นอกจากช่วยล้างปากดับกลิ่นคาวจากอาหารคอร์สก่อนหน้านี้แล้วยังถือเป็นการเปิดลิ้นและจมูกสู่คอร์สของหวานได้อย่างน่าสนใจ (20/20)

🎗 [Reservation] El Celler de Can Roca ขึ้นชื่อว่าเป็นร้านอาหารที่จองยากที่สุดเป็นอันดับต้น ๆ ของโลกจนหลายคนอาจล้มเลิกความตั้งใจเมื่อพยายามจองไปได้ 3-4 ครั้ง อย่างไรก็ตามเรามีเทคนิคเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่อาจช่วยให้ทำการจองได้ง่ายขึ้นมาฝากกัน
✨ Regular Reservation ขั้นตอนการจองปกติลูกค้าจะต้องจองผ่านระบบ Online Booking โดยทางร้านจะเปิดให้ทำการจองในเวปไซต์ล่วงหน้าถึง 11 เดือนและจะถูกปลดล็อคในทุก ๆ วันที่ 1 ของแต่ละเดือนเวลา 0.00 (เที่ยงคืนของวันที่ 30 หรือ 31 ซึ่งเป็นวันสุดท้ายของเดือนก่อนหน้าเข้าวันที่ 1 ของเดือนถัดไปหรือคืนเปลี่ยนเดือนนั่นเอง) นั่นหมายความว่าแม้คุณทำการจองในเดือนมกราคมแต่คุณจะได้รับประทานจริง ๆ คือในเดือนธันวาคมเลยนั่นเอง แน่นอนว่าวิธีปกตินั้นโต๊ะมักถูกจองเต็มในระดับเสี้ยววินาทีและเป็นการยากมากที่จะได้ที่นั่งมา
✨ Regular Group Reservation เช่นเดียวกับการจองปกติแต่ด้วยความที่ทางร้านมีตัวเลือกให้ลูกค้าที่จองเป็นกลุ่มใหญ่สูงถึง 12 คนทำให้การจองสำหรับใครที่มาเป็นกลุ่มนั้นดูจะง่ายกว่าแบบปกติอยู่เล็กน้อย
✨ Waiting List คือการลงชื่อเป็นที่นั่งสำรองในกรณีมีคนยกเลิกโต๊ะ ทางเราได้ลองกดสมัครเป็น Waiting List ไปราว ๆ 40-50 วันและได้คิวหลุดมาในอีก 6 เดือนข้างหน้า แต่ด้วยความที่เราได้คิวที่เร็วกว่าด้วยวิธีในหัวข้อถัดไปจึงได้ยกเลิก Reservation นี้ไปแล้ว

✨ Last Minute Waiting List เป็นวิธีการจองที่เราทำสำเร็จมาแล้วกับห้องอาหารจองยากหลายแห่ง วิธีการคือให้เข้าไปสมัครเป็น Waiting List ในช่วงระยะเวลา 3 วันข้างหน้าขึ้นไปแล้วสมัครทุกวันยาวไปอีกราว ๆ 30-40 วัน ระหว่างนี้ให้อีเมลล์ไปถามร้านถึงคิวหลุดเรื่อย ๆ แล้วแจ้งว่าเราได้สมัครเป็น Waiting List เอาไว้แล้วด้วย (เพราะลูกค้าที่เดินทางไปไม่ได้มักยกเลิกล่วงหน้าเพียงไม่กี่วัน) ในกรณีเรามีคิวหลุดได้มาทั้ง ๆ ที่เราเดินทางออกจากประเทศไทยไปแล้วถือว่าโชคดีมาก ๆ แต่วิธีนี้จะได้ผลดีเมื่อทริปที่วางแผนเอาไว้กินระยะเวลานานหลายวัน (กรณีเราคือเดินทางไปสเปนนาน 17 วัน)

🎗 [Conclusion] สุดท้ายนี้เราขอแสดงความคิดเห็นและข้อสังเกตุอย่างตรงไปตรงมาโดยเริ่มจากตัวร้านที่เหมาะสมกับการเป็นห้องอาหารระดับ 3 ดาวมิชลินด้วยประการทั้งปวง ราคาอาหารถือว่ารับได้เทียบกับเทคนิคที่เชฟใส่ลงไป แต่ด้วยปริมาณอาหารเกือบ 30 อย่างทำให้หลายคนอาจจะรับประทานไม่ได้จนสุดคอร์ส เรียกได้ว่าเพียงอาหารเรียกน้ำย่อยก็เพียงพอจะทำให้อิ่มท้องได้แล้ว นอกจากนี้เมื่อเทียบความยากลำบากในการจองกับร้านอื่น ๆ ในระดับเดียวกันเรากลับมองว่าห้องอาหารอย่าง Martín Berasategui, Arzak รวมไปถึง Arzurmendi ในแคว้น Basque Country สามารถให้ประสบการณ์ทางอาหารในระดับทัดเทียมกันได้อย่างไร้ข้อกังขาถึงแม้ว่าทุกร้านจะมีสไตล์การนำเสนออาหารที่แตกต่างกันออกไปก็ตาม อย่างไรก็ตามใครที่สามารถจองได้ El Celler de Can Roca นั้นคุ้มค่าพอสำหรับการกดจองตั๋วเครื่องบินในอาทิตย์ถัดไปหรือกระทั่งวันรุ่งขึ้นเพื่อเดินทางมาลิ้มลองมื้ออาหารสุดพิเศษที่จะตราตรึงอยู่ในความทรงจำของนักชิมทุก ๆ คนไปตลอดกาล

Price :

195-230 €/p

Parking :

จอดหน้าร้าน

Operating Time :

Lunch 12.30-14.30, Dinner 20.00-21.30 ปิดวันอาทิตย์-จันทร์

Dress Code :

Smart Casual

Score

สุดยอดร้านระดับ 3 ดาวมิชลินที่สามารถรังสรรค์มื้ออาหารสุดพิเศษซึ่งจะตราตรึงอยู่ในความทรงจำของนักชิมแต่ละคนไปตราบนานเท่านาน

อาหาร :

19

ราคา :

4/5

เทคนิค :

5/5

อัตลักษณ์ :

5/5

บรรยากาศ :

5/5

บริการ :

5/5

ไวน์ :

/5

Map

📃 MENÚ FESTIVAL - FEAST MENU (230 €/p)

          

Summer truffle brioche (2009)

Poularde cannellone (2001), Squid roman (1999), Pork feet carpaccio (1989), Fermented corn, huitlacoche and sweet corn ice cream with lyo corn, corn crumble and sautéed huitlacoche (2014)

Zucchini ravioli with goat cheese, pickled onion and cucumber on a cold pistachio soup (2015)

Oyster with distilled earth water (2005)

A whole prawn. Prawn marinated with rice vinegar, head juice, crispy prawn legs seaweed velouté (2012)

White asparagus and black truffle (2013)

Razerfish with bergamot (2012)

Olivada: aloreña, cordobesa, cornicabra, Kalamata and Verdial with piparra (2018)

Spring pickles with walnut “romesco” sauce (2018)

Mackerel with pickles and mullet roe. Mackerel marinated in sugar and salt sauce with white wine, lemon, capers and chillies in vinegar and fried tomato (2013)

Crustacean velouté with caviar (2001) Foie nougat, hazelnuts and cocoa (2005)

Green salad.

Green wheat juice, snow peas, green apple, lettuce, chartreuse, white garlic ice cream and pickled green almonds.

Vegetable surf and turf.

Seaweeds, herbs and flowers.

Herring hake “esqueixada” with figs and fig leaves soup

Tomato and mole.

Atomic grape tomato, plum tomato, andine cornue tomato, nippo tomato, kumato, dried and smoked monterosa tomato, pickled celery and Moroccan lemon, tomato mole, pickled green tomato, jelly of smoked tomato water, tomato leaf oil, jelly of chipotle water, toasted cumin jelly, red shiso, tomato ice cream and lemon zest.

Fried and lacquered white eggplant with almond milk and basil

Beetroot tartare

walnut milk, beetroot stalk tartare, smoked beetroot

Pickled mussels

Mussels, potato and “tarí” purée, pickled eggplant seeds, cantaloupe melon, bottarga, Ibarra chilli pepper seeds, coriander purée, saffron “allioli”, red seaweed, sea grape seaweed, vinegar jelly, lemon zest, nasturtium flowers

Langoustine with sagebrush, vanilla oil and toasted butter

Charcoal-grilled turbot fins with a pilpil of oxalis flower, turbot carpaccio with grapefruit and black olive tartare, turbot supreme confit with garlic oil

Cured and smoked duck with pickled rhubarb, rhubarb confit, pistachio and blood orange

Suckling lamb stew with celery, basil and cardamom couscous.

Suckling lamb sweetbread with pickled capers, celeriac, mint and licorice couscous. Suckling lamb pickled brain with cauliflower and aniseed couscous. Lamb trotters with leek and sheep’s milk, apple, tarragon and cinnamon couscous. Sautéed lamb loin chop with its juice and cucumber, fennel and pink pepper couscous

Poularde Pithivier, with truffle and fresh herbs sauce

Rainforest, black trumpet ice cream with pine honey. Black trumpet dust and pine dust. Crunchy leaves of cocoa and pine dust. Dust distillate

Cocomelon

Watermelon, melon, watermelon granita, Japanese pepper meringue, coconut, cucumber, basil sprouts, ginger water pastry cream

Cocoa bean

Cocoa bean cream with chocolate mousse and infusion of cocoa bean husk. Made in our workshop of chocolate with cocoa beans from the indigenous community of the Arhuaco in the Sierra Nevada in northern Colombia

El Celler de Can Roca – อัล ซาเยร์ เดอ คาน โรคา

🍴 Creative – อาหารเชิงความคิดสร้างสรรค์

👨🏻‍🍳 Chef:
Head Chef (Cuiner) – Joan Roca i Fontané
Head Sommelier (Cambrer de vins) – Josep Roca i Fontané
Pâtissier (Pastisser) – Jordi Roca i Fontané

🌟🌟🌟 3 Michelin Stars – 3 ดาวมิชลิน

☀️☀️☀️ 3 Soles Guía Repsol – 3 ดวงอาทิตย์เรปโซล

🥇 No. 1 of The World’s 50 Best Restaurants (2013, 2015) – อันดับ 1 จาก 50 ร้านอาหารที่ดีที่สุดในโลก (2013, 2015)

รีวิวฉบับนี้จะขอกล่าวถึง El Celler de Can Roca ห้องอาหารระดับ 3 ดาวมิชลินของ 3 พี่น้อง Roca ที่ถูกเล่ากันปากต่อปากในหมู่นักชิมว่าเป็นห้องอาหารที่ดีที่สุดและทำการจองได้ยากที่สุดแห่งหนึ่งของโลกโดยเราจะนำเสนออย่างละเอียดทั้งข้อมูลร้าน, อาหารแต่ละจาน, วิธีการจอง ไปจนถึงระดับความพึงพอใจโดยรวมที่เรามีต่อห้องอาหารแห่งนี้กันเลยทีเดียว

Sparkling Wine

เริ่มต้นมื้ออาหารด้วย Cava หรือ Brut Sparkling Wine พื้นเมืองจาก Albet i Noya Winery

Sparkling Wine

พนักงานเสิร์ฟมาให้คนละแก้วโดย Sparkling Wine นี้จะรวมอยู่ในค่าอาหารแล้วไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม

Summer truffle brioche (2009)

อาหารเรียกน้ำย่อยที่เป็น Classic of The House เป็นเมนูที่ถูกคิดค้นขึ้นในปี 2009 เป็นขนมปังบริยอช เนื้อสัมผัสดีงามมากคือมีความนุ่ม ฟู หนึบเล็กน้อย แต่ไม่หนัก ด้านในเป็นครีมหอม ๆ ทอปด้านบนด้วย Seasonal Truffle สไลด์ ที่น่าตกใจคือความหนาของชิ้นทรัฟเฟิลที่มากพอจะเรียกได้ว่าเคี้ยวกรอบเลยทีเดียว (20/20)

Summer truffle brioche (2009)

อีกฝั่งหนึ่งคือคือเจลลี่ที่ทำมาจาก Veal Broth หรือซุปลูกวัว เมื่อกินเข้าไปแล้วจะนุ่มจนเรียกได้ว่าเกือบละลายในปาก มีกลิ่นหอมเฉพาะตัว ด้านบนทอปด้วย Caviar ที่ทำมาจาก Kochia Seed ข้าง ๆ คือ Fresh Cream ให้ความครีมมี่และความมันทอปด้วยทรัฟเฟิลช่วยเพิ่มอโรม่าเข้ากันกับเจลลี่ได้เป็นอย่างดี (20/20)

Poularde cannellone (2001), Squid roman (1999), Pork feet carpaccio (1989), Fermented corn, huitlacoche and sweet corn ice cream with lyo corn, corn crumble and sautéed huitlacoche (2014)

ถัดมาเป็นอาหารว่างจำนวน 5 อย่างเรียงมาบนแผ่นไม้ จากซ้ายไปขวาคืออาหารว่างที่ถูกคิดค้นและได้รับความนิยมจนกลายเป็นเมนูคลาสสิคมาจนถึงยุคปัจจุบัน

Poularde cannellone (2001), Squid roman (1999), Pork feet carpaccio (1989), Fermented corn, huitlacoche and sweet corn ice cream with lyo corn, corn crumble and sautéed huitlacoche (2014)

อย่างแรกคือ Cannelloni ด้านในสอดไส้พูลาร์ด (ไก่ที่มีอายุน้อยกว่า 120 วัน) เนื้อสัมผัสค่อนข้างนุ่ม ด้านนอกเป็นพาเมซานชีสหอมมัน (19/20)

Poularde cannellone (2001), Squid roman (1999), Pork feet carpaccio (1989), Fermented corn, huitlacoche and sweet corn ice cream with lyo corn, corn crumble and sautéed huitlacoche (2014)

เท้าหมูส่วนคากิที่เชฟนำมาทำเป็น Carpaccio ด้านล่างเป็นข้าวเกรียบกรอบ ด้านบนทอปด้วยมะเขือเทศและเมล็ดสนให้เนื้อสัมผัสที่ต่างกัน แม้เทียบกับชิ้นอื่น ๆ ที่อยู่รอบ ๆ คำนี้อ่าจดูธรรมดาไปบ้างแต่หากคิดถึงว่านี่คือเมนูที่ถูกรังสรรค์เอาไว้ตั้งแต่ปี 1989 ก็พอเข้าใจได้เพราะเรายังคงเห็นได้ถึงความร่วมสมัยไม่ตกยุคแม้ระยะเวลาจะล่วงเลยมานานกว่า 32 ปีแล้วก็ตาม (17/20)

Poularde cannellone (2001), Squid roman (1999), Pork feet carpaccio (1989), Fermented corn, huitlacoche and sweet corn ice cream with lyo corn, corn crumble and sautéed huitlacoche (2014)

Calamares a la Romana หรือ Roman Squid เมนูคลาสสิคของสเปนที่ได้เชฟ Joan นำมาปรับรูปแบบการนำเสนอตั้งแต่ช่วงปี 1999 โดยการนำหมึกไปทำเป็นเพสท์เนื้อเนียนละเอียด จากนั้นนำมาสร้างเป็นทรงนักเก็ต ย่างและทอร์ชไฟจนหอม องค์ประกอบด้านบนให้เนื้อสัมผัสกรอบตัดกันกับความนุ่มละมุนของหมึกได้เป็นอย่างดี (20/20)

White asparagus and black truffle (2013)

เมนูนี้เชฟได้ปรับสูตรเมนูคลาสสิคที่เคยคิดค้นเอาไว้ในปี 2013 อย่าง White asparagus and black truffle viennette ที่ทำเลียนแบบไอศกรีม Viennette มาเป็น Oreo Cookie โดยใช้ทรัฟเฟิลแทนคุกกี้และเสิร์ฟ White Asparagus Ice Cream มาไว้ตรงกลาง หยิบรับประทานแล้วจะสัมผัสได้ถึง Earthy Aroma และความกรึบของทรัฟเฟิลช่วยเรียกความสดชื่นได้ดีมาก ๆ (20/20)

Razerfish with bergamot (2012)

ปิดท้ายไม้กระดานนี้ด้วยเมนูที่ถูกรังสรรค์ขึ้นมาหลังจากตัวร้านได้ทำการ Renovation เมื่อปี 2020 เป็น Fried Red Mullet เนื้อปลาทอดจนได้ที่ มีเลเยอร์กรอบเพียงบาง ๆ ที่ด้านนอกและความนุ่มฉ่ำของเนื้อปลาตรงกลาง ด้านบนเป็นครีมเฟนเนลและเบอร์กาม็อต แม้จะเป็นเพียงเนื้อปลาทอดที่ดูพื้น ๆ แต่เชฟทำออกมาได้อร่อยจนน่าตกใจ (20/20)

Poularde cannellone (2001), Squid roman (1999), Pork feet carpaccio (1989), Fermented corn, huitlacoche and sweet corn ice cream with lyo corn, corn crumble and sautéed huitlacoche (2014)

เมนูที่ถูกคิดค้นเอาไว้ตั้งแต่ปี 2014 นี้คือไอศกรีมที่นำเสนอข้าวโพดหลากหลายชนิดในรูปแบบที่แตกต่างกันเริ่มจากชั้นแรกของไอศกรีมที่มีสีเหลืองทำมาจาก Sweet corn ให้ความหอมหวานเหมือนข้าวโพดปกติ ชั้นถัดมาคือ Huitlacoche (อ่านว่า wee-tlah-KOH-cheh) หรือที่เรียกกันว่า Corn smut เป็นเห็ดทรัฟเฟิลหรือเชื้อรา (Fungus) ที่เจริญเติบโตบนข้าวโพด (หรืออีกนัยหนึ่งคือข้าวโพดติดเชื้อรานั่นเอง) ถึงแม้หน้าตาวัตถุดิบอาจดูไม่สวยงามนักแต่ Huitlacoche นี้กลับให้กลิ่นและอโรม่าเฉพาะตัวชนิดหาใครเทียบได้ยาก สุดท้ายคือไอศกรีม Toasted corn ที่ผ่านการหมักมาด้วย ข้าง ๆ กันคือ Iyo corn หรือข้าวโพดที่มีกลิ่นหอมของน้ำมะพร้าว, Corn crumble กรอบและ Huitlacoche ที่ผ่านการผัดมาจนสุกดีแล้ว จะเห็นได้ว่าเชฟได้นำเสนอข้าวโพดออกมาได้น่าสนใจ มีความหลากหลายทั้งในแง่รสชาติ กลิ่น และเนื้อสัมผัสเลยทีเดียว (20/20)

Zucchini ravioli with goat cheese, pickled onion and cucumber on a cold pistachio soup (2015)

ในภาพคือ Zucchini ที่เชฟนำมาพันห่อจนคล้ายกับราวิโอลีแทนที่แป้ง ด้านในบรรจุชีสนมแพะหอมมัน เสิร์ฟมาพร้อมกับ Consommé หรือซุปใสแบบเย็นที่ทำมาจากถั่วพิสตาชิโอ้ช่วยเรียกความสดชื่น ตัดรสด้วยหอมดองและแตงกวา (20/20)

Oyster with distilled earth water (2005)

มาถึง Iconic Dish ของห้องอาหาร El Celler de Can Roca เป็นเมนูที่ถูกคิดค้นขึ้นในปี 2005 ทั้งยังแสดงถึงเทคนิคอันซับซ้อนและศิลปะการผสมผสานคอนเซป Surf and Turf ที่แทรกอยู่ในจานได้อย่างไร้ที่ติโดยการเสิร์ฟหอยนางรมเสิร์ฟมาในของเหลวในที่มีกลิ่นของดิน ขั้นตอนการทำเริ่มจากการนำดินมาแช่ในน้ำ 24 ชั่วโมง จากนั้นนำเข้าเครื่อง Rotostream ที่ความร้อน 60ºC นาน 2.30 ชั่วโมง จากนั้นใส่ลงใน Agar-agar และ Homogenize หั่นหอยนางรมเป็นชิ้น ๆ แล้ววางลงในภาชนะ เทน้ำที่มีกลิ่นของดินลงไปเป็นอันเสร็จ ตัวน้ำใส ๆ แม้จะไม่ได้มีรสชาติโดดเด่นอะไรแต่จะมีกลิ่นของดินชัดเจนและสามารถ Iodized กลิ่นของหอยนางรมได้ เนื้อสัมผัสหอยนางรมก็ดีงามตามท้องเรื่อง แม้จะมีความซับซ้อนสูงแต่ด้วยกลิ่นและอโรม่าเฉพาะตัวที่ค่อนข้างสุดโต่งต้องบอกเลยว่าคอร์สนี้อาจไม่ถูกใจคนรับประทานได้ทุกคนอย่างแน่นอน (18/20)

A whole prawn. Prawn marinated with rice vinegar, head juice, crispy prawn legs seaweed velouté (2012)

ข้าง ๆ กันคือ Red Prawn หรือกุ้งแดงจาก Palamós เมืองเล็ก ๆ ติดกับ Costa Brava ไม่ไกลจาก Girona โดยเชฟนำไปหมักกับ Rice Vinegar ด้วยความที่ตัวกุ้งไม่ได้ผ่านการปรุงสุกแต่อย่างใดทำให้มีเนื้อสัมผัสดีงามไร้ที่ติ เสิร์ฟมากับมันจากส่วนหัวของกุ้ง ซอส Velouté ทำมาจากสาหร่ายและ Phytoplakton ด้านบนทอปด้วยคางกุ้งกรอบช่วยเพิ่มมิติทางเนื้อสัมผัสเมื่อเทียบกับความนุ่มเด้งของเนื้อกุ้งนั่นเอง (19/20)

จากนั้นพนักงานจะนำเสิร์ฟอาหารเรียกน้ำย่อยต่อเนื่องพร้อมกัน 2 คอร์สคือ

Olivada: aloreña, cordobesa, cornicabra, Kalamata and Verdial with piparra (2018) และ Spring pickles with walnut “romesco” sauce (2018)

Olivada: aloreña, cordobesa, cornicabra, Kalamata and Verdial with piparra (2018)

เชฟ Joan Roca ตั้งใจนำเสนอองค์ประกอบหลักของจานคือมะกอกดำและมะกอกเขียวจำนวน 5 สายพันธุ์คือ aloreña, cordobesa, cornicabra, Kalamata และ Verdial ทำมาเป็นคาเวียร์จิ๋ว ด้านบนคือ Piparra ซึ่งเป็นพริกหวานสายพันธุ์ท้องถิ่นโดยคาเวียร์ทั้งหมดจะแตกระเบิดออกในปากให้รสชาติออกเค็ม มีกลิ่นหอมและอโรม่าที่ซับซ้อนเสริมกับกลิ่นของ Piparra ได้อย่างลงตัว (18/20)

Spring pickles with walnut “romesco” sauce (2018)

ส่วนช้อนอันที่สองเป็นเมนูที่เชฟ Joan Roca ได้รับแรงบันดาลใจมาจากภาพวาด “Woman with a parasol” ของศิลปินชื่อก้องโลกอย่าง Pierre-Auguste Renoir ปัจจุบันจัดแสดงอยู่ที่ Museo Nacional Thyssen-Bornemisza เริ่มต้นจากการใช้ Pickled ซึ่งเป็นดอกไม้และผักท้องถิ่นที่เติบโตในช่วงฤดูใบไม้ผลิมาดองในน้ำสมสายชูเพื่อให้มีรสชาติเปรี้ยวและเนื้อสัมผัสที่กรอบ จากนั้นเสิร์ฟมากับ Romesco sauce ซอสยอดนิยมที่มีต้นกำเนิดอยู่ที่แคว้น Catalonia นี้เองโดยมีองค์ประกอบของถั่ววอลนัทและมะเขือเทศ ยังมี Homemade Tasco Sauce หรือซอสพริก Tasco และองค์ประกอบของแตงกวาช่วยเสริมความกรอบเพิ่มอีกเล็กน้อย (19/20)

Mackerel with pickles and mullet roe. Mackerel marinated in sugar and salt sauce with white wine, lemon, capers and chillies in vinegar and fried tomato (2013)

จานนี้คือปลา Mackerel หมักในซอสทำมาจากน้ำตาลและเกลือให้รสชาติเค็มแต่ไม่โดดเพราะถูกเบรคโดยซอสที่หมักเอาไว้ เสิร์ฟมาคู่กับซอสเกลือสีขาวซึ่งเป็นไฮไลท์ของจานเพราะเนื้อสัมผัสของตัวซอสละมุน นุ่ม Silky มาก ๆ โดยทำมาจากปลา Mackerel และมีส่วนผสมของไวน์ขาว เคเปอร์ และพริกที่ผ่านการหมักกับน้ำส้มสายชูอีกด้วย ตรงกลางคือมะเขือเทศทอดและไข่ปลา Mullet รอบ ๆ คือซอสสีเขียวทำมาจาก Basil oil และซอสสีดำทำมาจากหมึกดำของปลาหมึก (20/20)

Crustacean velouté with caviar (2001)

Foie nougat, hazelnuts and cocoa (2005)

ปิดท้ายอาหารเรียกน้ำย่อยด้วยเมนู 2 คอร์สย่อยเสิร์ฟมาพร้อมกัน… เชื่อกันไหมว่าที่ผ่านมาทั้งหมดรวมถึงคอร์สนี้คืออาหารเรียกน้ำย่อย ยังไม่เข้าคอร์สหลักแม้แต่จานเดียว 😂

Crustacean velouté with caviar (2001)

เริ่มจาก Velouté ซอสที่ทำมาจากหอยและสัตว์ทะเลหลายชนิดเสิร์ฟมาแบบเย็นให้กลิ่นและรสชาติเข้มข้นคล้ายมันกุ้ง ทอปด้านบนด้วยคาเวียร์ชั้นดีให้รสชาติเค็มกลมกล่อมเสริมด้วยเฟนเนลและความอุมามิของมะเขือเทศ (20/20)

Foie nougat, hazelnuts and cocoa (2005)

ถัดมาคือ Nougat หรือ Bonbon ทำมาจากฟัวผสมกับถั่วฮาเซลนัทและโกโก้ เมื่อรับประทานจะสัมผัสได้ถึงความหอม ละมุน ครีมมี่จากฟัวส์เสริมกันกับรสขมและกลิ่นของโกโก้ได้อย่างไร้ที่ติ (20/20)

Bread selections

ก่อนเข้าสู่มื้ออาหารหลักพนักงานจะเสิร์ฟขนมปัง 3 อย่างคือ Red wine with raisins, black olive broiche และ traditional sourdough bread

Green salad.
Green wheat juice, snow peas, green apple, lettuce, chartreuse, white garlic ice cream and pickled green almonds.

เมนูคอร์สหลักจานแรกคือ Green salad โดยเชฟตั้งใจเลือกผักและผลไม้ที่มีสีเขียวมาเป็นองค์ประกอบในจานทั้งถั่วลันเตา, แอปเปิ้ลเขียว, ถั่วพิสตาชิโอ้, อโวคาโด้ให้ทั้งความเปรี้ยว หอม มัน กรอบเสริมกัน ยังมีซอสจูส์ทำมาจาก Green wheat และ Chartreuse สีเขียว ทั้งหมดที่ว่ามาถูกเบรคไม่ให้มีกลิ่นเขียวเด่นจนเกินไปด้วยไอศกรีมซุป Ajoblanco หรือซุปกระเทียมขาวซึ่งเป็นไฮไลท์ของจานโดยจะมีอโรม่าที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ถือเป็นจานที่สดชื่นและมีรสชาติที่หลากหลายมาก ๆ (19/20)

Vegetable surf and turf.
Seaweeds, herbs and flowers.

จานนี้เชฟได้นำคอนเซป Surf and turf มานำเสนอโดยใช้ผักจากทะเลและพื้นดิน องค์ประกอบด้านล่างคือ Plankton mousse ซึ่งจะมีกลิ่นอายของทะเลเสิร์ฟมากับสาหร่ายหลากหลายชนิด ด้านบนทอปด้วยเห็ดเข็มทอง เฟนเนล และเบซิล เมื่อตักหลาย ๆ องค์ประกอบรับประทานพร้อมกันพบว่าเชฟบาลานซ์รสชาติออกมาลงตัวได้อย่างไร้ที่ติ (20/20)

Herring hake “esqueixada” with figs and fig leaves soup

Esqueixada เป็นอาหารพื้นถิ่นประจำแคว้น Catalonia ปกติจะได้จากการนำปลาค็อดตากเกลือฉีกเป็นชิ้นเล็ก ๆ คลุกเคล้ากับมะเขือเทศ, หอมใหญ่, พริกหวาน, น้ำมันมะกอก, น้ำส้มสายชู และเกลือ จนได้ออกมาเป็นสลัดรสเลิศ ในที่นี้เชฟ Joan ได้นำมาตีความใหม่โดยเลือกใช้ชิ้นปลาเฮควางมาบนพูเรที่ทำมาจากปลาเฮคเช่นกัน ด้านบนทอปด้วยผักต่าง ๆ ทั้งพริกหวานสีเหลือง, มะเขือเทศสีเหลือง, ใบเบซิล และลูกมะเดื่อฝรั่งให้รสชาติที่แตกต่างกันออกไป ซอสสีเขียวรอบ ๆ ทำมาจากใบมะเดื่อฝรั่งให้กลิ่นเฉพาะตัว (20/20)

Tomato and mole.
Atomic grape tomato, plum tomato, andine cornue tomato, nippo tomato, kumato, dried and smoked monterosa tomato, pickled celery and Moroccan lemon, tomato mole, pickled green tomato, jelly of smoked tomato water, tomato leaf oil, jelly of chipotle water, toasted cumin jelly, red shiso, tomato ice cream and lemon zest.

ถัดมาเป็นสลัดที่ใช้วัตถุดิบหลักเป็นมะเขือเทศหลากหลายชนิดแต่นำเสนอออกมาในรูปแบบที่แตกต่างกัน มีทั้งมะเขือเทศสด, มะเขือเทศตากแห้ง, มะเขือเทศรมควัน และไอศกรีมมะเขือเทศ ด้านล่างเป็นเจลลี่ทำมาจากน้ำมะเขือเทศรมควัน เจลลี่ชิโปตเล่ซึ่งเป็นชื่อเฉพาะของพริกฆาลาเปญโญรมควัน เจลลี่ขมิ้นเผา รอบ ๆ เป็นน้ำมันสีเขียวทำมาจากใบมะเขือเทศ และยังมีองค์ประกอบของเซเลอรี่ดอง, เลมอนดอง และผิวเลมอน อีกด้วย ซับซ้อนมาก ๆ (20/20)

Tomato and mole.
Atomic grape tomato, plum tomato, andine cornue tomato, nippo tomato, kumato, dried and smoked monterosa tomato, pickled celery and Moroccan lemon, tomato mole, pickled green tomato, jelly of smoked tomato water, tomato leaf oil, jelly of chipotle water, toasted cumin jelly, red shiso, tomato ice cream and lemon zest.

Umami Overloaded คือคำบรรยายคอร์สนี้ใน 1 ประโยค มะเขือเทศต่างชนิด ต่างกระบวนการสร้างสรรค์รสชาติเปรี้ยวอุมามิในหลากหลายระดับที่แตกต่างกัน เสริมด้วยรสเปรี้ยวจากผลไม้อื่น ๆ อย่างเลมอนออกมาได้อย่างลงตัว เนื้อสัมผัสมีความหลากหลายขึ้นอยู่กับแต่ละองค์ประกอบที่ตักได้มาในแต่ละคำนั่นเอง (20/20)

Fried and lacquered white eggplant with almond milk and basil

จานนี้คือ White Eggplant เสิร์ฟมา 2 รูปแบบคือการทอดจนผิวมีชั้นกรอบบาง ๆ และการเคลือบที่มีความหนึบ ด้านล่างคือซอสสีขาวทำมาจากนมถั่วอัลมอนด์ เสริมมิติทางเนื้อสัมผัสด้วยถั่วพีแคน และกลิ่นเฉพาะตัวของเบซิลนั่นเอง (18/20)

Beetroot tartare
walnut milk, beetroot stalk tartare, smoked beetroot

จานนี้ใช้วัตถุดิบหลักคือบีทรูทที่เสิร์ฟมาในรูปแบบที่แตกต่างกันเริ่มจากบีทรูทที่สับละเอียดจนกลายเป็นทาทาร์ให้เนื้อสัมผัสที่นุ่มละมุน รอบ ๆ เป็นทาทาร์บีทรูทเหลือง ทาทาร์ก้านบีทรูท บีทรูทแล่บาง ๆ เป็น Carpaccio ให้เนื้อสัมผัสความกรอบ และบีทรูทดองให้ความเปรี้ยวที่ลงตัว ทุกองค์ประกอบทำออกมาได้อย่างไร้ที่ติ ไม่มีกลิ่นดินหรือ Earthy Flavor มารบกวนแม้แต่น้อย สำคัญที่สุดคือจานนี้ต้องรับประทานที่ละองค์ประกอบเพื่อสัมผัสความแตกต่างในการนำเสนอและห้ามผสมกันโดยเด็ดขาด (20/20)

Pickled mussels
Mussels, potato and “tarí” purée, pickled eggplant seeds, cantaloupe melon, bottarga, Ibarra chilli pepper seeds, coriander purée, saffron “allioli”, red seaweed, sea grape seaweed, vinegar jelly, lemon zest, nasturtium flowers

หอยแมลงภู่ดองมีความนุ่มหนึบจับคู่กับโยเกิร์ตรมควันที่จะช่วยดึงรสชาติและตัวตนของหอยแมลงภู่ดองให้เด่นชัดมากขึ้น ด้านบนและล่างมีซอส Aioli สีเหลืองมีส่วนผสมของแซฟฟรอน คาเวียร์ทำมาจากมะเขือ องค์ประกอบอื่น ๆ คือเฟนเนล เมลอน เมล็ดพริก Ibarra สาหร่ายพวงองุ่น ผิวมะนาว และดอกแนสเตอร์ชั่ม ส่วนวงสีเขียวรอบนอกเป็นเจลลี่น้ำส้มสายชูให้ความเป็นกรดเล็กน้อยและเนื้อสัมผัสนุ่มหนึบตัดกันกับองค์ประกอบอื่น ๆ ได้นั่นเอง (19/20)

Langoustine with sagebrush, vanilla oil and toasted butter

จานนี้พนักงานจะยกมาเสิร์ฟโดยมีลักษณะเป็นฟองโฟมคลุมอยู่ด้านบนพร้อมกลิ่นหอมน่ารับประทานมาก ๆ (19/20)

Langoustine with sagebrush, vanilla oil and toasted butter

แท้จริงแล้วด้านในเป็นกุ้งล็องกูสทีนที่ผ่านการย่างถ่านมาเล็กน้อย เนื้อนุ่มละมุน รสชาติหวานธรรมชาติ ด้านล่างรองด้วยซอสเซสบรัช ด้านบนเป็นโฟมทำมาจากเนยย่าง และน้ำมันวานิลลาส่งกลิ่นหอมเข้ากันดีกับเนื้อกุ้งและเนยอย่างไร้ที่ติ (19/20)

Charcoal-grilled turbot fins with a pilpil of oxalis flower, turbot carpaccio with grapefruit and black olive tartare, turbot supreme confit with garlic oil

ถัดมาคือปลาเทอร์บอตที่เชฟเสิร์ฟมาด้วยกันถึง 3 รูปแบบในจานเดียว เริ่มจากองค์ประกอบด้านล่างในภาพคือ Carpaccio ของปลาเทอร์บอตที่ผ่านการแล่บาง ๆ แล้วนำไปรมควัน ด้านใต้รองด้วยทาทาร์ของมะกอกดำให้กลิ่นหอมเฉพาะตัวและองค์ประกอบจากเกรปฟรุตเล็กน้อย ถัดมาคือองค์ประกอบฝั่งซ้ายเป็นส่วนครีบปลาเทอร์บอตย่างถ่าน เสิร์ฟมากับซอส Pilpil คลาสสิค องค์ประกอบสุดท้ายฝั่งขวามือคือเนื้อปลาเทอร์บอตย่างมาสุกพอดี เสิร์ฟมากับซอสสีเขียวทำมาจาก Oxalis หรือผีเสื้อราตรีนั่นเอง ด้านบนทอปด้วยใบและดอก Oxalis ขนาดจิ๋วเพื่อบอกที่มาและองค์ประกอบสำคัญของคอร์สย่อยนี้ อย่าลืมรับประทานเรียงตามที่พนักงานบอกเพื่อให้ได้ลำดับรสชาติจากอ่อนไปถึงเข้ม (20/20)

Cured and smoked duck with pickled rhubarb, rhubarb confit, pistachio and blood orange

เริ่มต้นคอร์สเนื้อสัตว์ด้วยเป็ดที่ผ่านการหมักและรมควันจนหอม เคี้ยวหนึบ ราดด้วยซอสเนื้อเป็ดรสชาติเข้มข้น เสิร์ฟมากับกับรูบาร์บกงฟี ถั่วพิสตาชิโอ้ ส้มบลัดออร์เร้นจ์ทอปด้วยใบมิ้นต์ และองค์ประกอบของมะกอกช่วยเสริมอโรม่าให้หอมมากยิ่งขึ้น (19/20)

Suckling lamb stew with celery, basil and cardamom couscous.
Suckling lamb sweetbread with pickled capers, celeriac, mint and licorice couscous. Suckling lamb pickled brain with cauliflower and aniseed couscous. Lamb trotters with leek and sheep’s milk, apple, tarragon and cinnamon couscous. Sautéed lamb loin chop with its juice and cucumber, fennel and pink pepper couscous

อีกหนึ่งจานที่ทำออกได้อย่างน่าตื่นตาตื่นใจคือ Suckling lamb หรือลูกแกะที่ยังไม่หย่านมเสิร์ฟมาทั้งหมด 5 ส่วนจับคู่กับ Couscous อีก 5 รูปแบบ เรียกได้ว่าเพียงจานนี้จานเดียวมีองค์ประกอบที่ซับซ้อนและแตกต่างกันถึง 10 อย่างเลยทีเดียว (20/20)

Suckling lamb stew with celery, basil and cardamom couscous.
Suckling lamb sweetbread with pickled capers, celeriac, mint and licorice couscous. Suckling lamb pickled brain with cauliflower and aniseed couscous. Lamb trotters with leek and sheep’s milk, apple, tarragon and cinnamon couscous. Sautéed lamb loin chop with its juice and cucumber, fennel and pink pepper couscous

แต่ละองค์ประกอบเรียงจากบนลงล่างคือ
1) เนื้อลูกแกะตุ๋นจนนุ่มเสิร์ฟมากับคูสคูสที่มีส่วนประกอบของมิ้นต์ เซเลอรี่ ใบเบซิล และกระวาน
2) ส่วนสวีทเบรดหรือต่อมไทมัสของลูกแกะที่นุ่ม ละมุนจนแทบละลายในปาก เสิร์ฟมากับคูสคูสส่วนประกอบของเคเปอร์ดอง หัวขึ้นฉ่ายฝรั่ง มิ้นต์ และชะเอมเทศ
3) สมองลูกแกะที่ดองจนขจัดกลิ่นออกได้หมด เชฟทำเนื้อสัมผัสมาได้นุ่มดีมาก เสิร์ฟมาคู่กับคูสคูสที่มีส่วนประกอบของดอกกะหล่ำและ Aniseed
4) ส่วนเท้าของลูกแกะที่ทำออกมานุ่มคล้ายกับส่วนคากิของหมู เสิร์ฟมากับคูสคูสที่มีส่วนประกอบของนมแกะ แอปเปิ้ลเขียว ทาร์รากอน และซินนามอน
5) เนื้อส่วนคอของลูกแกะราดด้วยซอสจากตัวลูกแกะเอง เสิร์ฟมากับคูสคูสที่มีส่วนประกอบของแตงกวา เฟนเนล และพริกไทยสีชมพู
ทั้ง 10 องค์ประกอบล้วนทำออกมาได้อย่างไร้ที่ติ ทั้งยังจับคู่ส่วนต่าง ๆ ของลูกแกะกับคูสคูสพร้อมกับเรียงรสชาติและเนื้อสัมผัสจากอ่อนไปหนักได้อย่างน่าประทับใจ (20/20)

Poularde Pithivier, with truffle and fresh herbs sauce

Pithivier เป็นพายปิดที่ได้จากการอบแป้งพัฟแพสทรี่ ด้านในสอดไส้เนื้อสัตว์ต่าง ๆ ในที่นี้คือ Poularde หรือไก่ที่มีอายุไม่เกิน 120 วันนั่นเอง (18/20)

Poularde Pithivier, with truffle and fresh herbs sauce

พนักงานจะมาหั่นเสิร์ฟให้ที่โต๊ะโดย Pithivier จำนวน 1 ชิ้นเตรียมไว้สำหรับเสิร์ฟได้ 2 คน (18/20)

Poularde Pithivier, with truffle and fresh herbs sauce

จากนั้นพนักงานจะนำจานที่มีซอสสีเขียวด้านล่างทำมาจากสมุนไพรตกแต่งด้วยดอกไม้รับประทานได้วางเตรียมไว้ (18/20)

Poularde Pithivier, with truffle and fresh herbs sauce

วาง Pithivier ลงไป (18/20)

Poularde Pithivier, with truffle and fresh herbs sauce

Pithivier มีไส้ด้านในทำมาจากผสมกันกับตับห่านและทรัฟเฟิล ด้านบนราดด้วยซอส Jus ทำมาจากเนื้อไก่และตับห่านเช่นกันเพื่อเพิ่มความเข้มข้นของรสชาติให้โดดเด่นยิ่งขึ้น (18/20)

Rainforest, black trumpet ice cream with pine honey. Black trumpet dust and pine dust. Crunchy leaves of cocoa and pine dust. Dust distillate

Rainforest เป็นเมนูที่ Jordi Roca ได้รับแรงบันดาลใจมาจากผืนดินในหุบเขา Llémena ซึ่งเป็นเขตหนึ่งของเมือง Girona ไม่ไกลกันกับบ้านเกิดของเขาโดยต้องการเล่าถึงความทรงจำในวัยเด็กที่พี่น้องทั้ง 3 เคยนำดินบริเวณนี้มาเล่นกัน เชฟนำดินมาแช่ในน้ำแล้วผ่านกระบวนการ Distillation เพื่อสกัดเอากลิ่นเฉพาะตัวของดินชื้น ๆ มาใส่ในจานทำให้ลูกค้ารู้สึกราวกับการไปเดินเล่นในป่าช่วงที่ฝนเพิ่งตกใหม่ ๆ องค์ประกอบชั้นล่างสุดทำมาจากบีทรูทซึ่งมีกลิ่น Petrichor หรือกลิ่นไอดินหลังจากฝนตกใหม่ ๆ ติดมาด้วย ชั้นกลางคือไอศกรีมทำมาจากเห็ดตามฤดูกาลในที่นี่คือเห็ดแตรดำ ด้านบนโรยด้วยผงทำมาจากลูกสน ผงเห็ดแตรดำ ผงช็อกโกแลต และใบไม้กรอบสีน้ำตาลทำมาจากช็อกโกแลต นอกจากช่วยล้างปากดับกลิ่นคาวจากอาหารคอร์สก่อนหน้านี้แล้วยังถือเป็นการเปิดลิ้นและจมูกสู่คอร์สของหวานได้อย่างน่าสนใจ (20/20)

Cocomelon
Watermelon, melon, watermelon granita, Japanese pepper meringue, coconut, cucumber, basil sprouts, ginger water pastry cream

Cocomelon เป็นจานที่ผสมผสานองค์ประกอบต่าง ๆ ของมะพร้าวและแตงโมเข้าไว้ด้วยกัน เริ่มจากเมล็ดกลม ๆ ทำมาจากมะพร้าวขนายข้างด้วยแตงโมชิ้นจิ๋วสีแดงสด มีกรานิต้าทำมาจากแตงโมและเมล่อน ครีมน้ำขิง ด้านบนทอปด้วยแตงกวา ต้นอ่อนเบซิล และเมอแรงก์ทำมาจากพริกไทยญี่ปุ่น รับประทานหลายองค์ประกอบช่วยเรียกความสดชื่นได้เป็นอย่างดี (18/20)

Cocoa bean
Cocoa bean cream with chocolate mousse and infusion of cocoa bean husk. Made in our workshop of chocolate with cocoa beans from the indigenous community of the Arhuaco in the Sierra Nevada in northern Colombia

ของหวานจานสุดท้ายคือ Cocoa bean หรือฝักโกโก้ที่ปลูกโดย Arhuaco ชนพื้นเมืองที่อาศัยอยู่บริเวณหุบเขา Sierra Nevada ทางตอนเหนือของประเทศ Colombia ทั้งยังเป็นเมนูที่ไม่มีนมหรือน้ำตาลเป็นส่วนผสมแม้แต่น้อย (19/20)

Cocoa bean
Cocoa bean cream with chocolate mousse and infusion of cocoa bean husk. Made in our workshop of chocolate with cocoa beans from the indigenous community of the Arhuaco in the Sierra Nevada in northern Colombia

องค์ประกอบแรกคือครีมโกโก้และมูสช็อกโกแลตที่ Infused ด้วยเปลือกของเมล็ดโกโก้ ข้างกันคือเมล็ดโกโก้ ซอสด้านล่างทำมาจากโกโก้ผสมน้ำรสชาติขมนำอมรสชาติเปรี้ยวนิด ๆ ส่วนโฟมด้านบนเป็นกลิ่นที่ใส่เพื่อเพิ่มอโรม่าให้กับจาน (19/20)

Dessert chariot

Andreu Carulla นักออกแบบท้องถิ่นชื่อดังได้ออกแบบรถเข็นขนมให้กับ El Celler de Can Roca เพื่อเสิร์ฟของหวานเล็ก ๆ หลายอย่างช่วยปิดท้ายมื้ออาหารนี้ให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น

Dessert chariot

บนรถเข็นมีขนมชิ้นจิ๋วมากมาย

Dessert chariot

แต่ละอย่างมีลูกเล่นในการนำเสิร์ฟด้วย

Dessert chariot

พนักงานจะตักใส่จานให้ตามแต่ลูกค้าต้องการ

Dessert chariot

อีกหนึ่งสิ่งที่โดดเด่นเป็นอย่างมากในห้องอาหารคือรถเข็นช็อกโกแลตที่สามารถเดินได้ เชฟ Jordi Roca ได้มอบโจทย์ให้ Andreu Carulla ในการออกแบบ Bestial Cart หรือรถเข็นที่ดูเสมือนสัตว์ป่า ดูแล้วก็แปลกตาไม่เบา

Dessert chariot

เริ่มจากถาดสีน้ำเงินประกอบไปด้วย Chocolate with passion fruit and coffee ชิ้นสีเหลือง, chocolate with whiskey ชิ้นสีน้ำเงิน, Our version of Ferrero Rocher ชิ้นสีทอง, Chocolate with red fruit สีแดง ถัดมาคือในถาดใสด้านล่างซ้ายประกอบไปด้วย Pomegranate jelly, raspberry with sugar, pineapple with coconut, green apple with yuzu and lime ถาดกลมสีขาวฝั่งบนซ้ายประกอบไปด้วย White chocolate with sweet corn, white chocolate with banana, white chocolate with yogurt สุดท้ายคือถาดใสฝั่งบนขวาประกอบไปด้วยTraditional cookie, oreo cookie made with chocolate and ginger และ chocolate with almond ตามลำดับ

💰 ราคา 465,50 €

Joan Roca ขึ้นชื่อว่าเป็นหนึ่งในเชฟที่นำเสนออาหารสไตล์ Molecular Gastronomy ออกมาได้ดีที่สุดคนหนึ่งในโลก คำว่าดีที่สุดไม่ใช่การใส่ลูกเล่นลงไปอย่างเดียวแต่เป็นการบาลานซ์ระหว่างรสชาติอาหาร เทคนิคคลาสสิค และเทคนิคโมเลกุลอันน่าตื่นตาตื่นใจให้ออกมาลงตัว ไม่มากไม่น้อยจนเกินไป ทั้งยังไม่ทิ้งรากเหง้าเดิมคือการนำเสนอวัตถุดิบและอาหารท้องถิ่นแห่งแคว้น Catalonia ให้ออกมาได้แทบจะไร้ที่ติ

El Celler de Can Roca นำเสนอเซ็ตเมนู 2 แบบคือ Menú Degustació – Tasting Menu (195 €/p) ซึ่งเป็นเซ็ตเมนูขนาดเล็กราว 7 คอร์สซึ่งเราไม่แนะนำเพราะดูจะไม่ค่อยคุ้มค่าสักเท่าไหร่ อีกแบบคือ Menú Festival – Feast Menu (230 €/p) ที่เป็นเซ็ตเมนูขนาดใหญ่รวมคอร์สย่อยแล้วอยู่ที่ราว ๆ 30 คอร์สในราคาที่ขยับสูงขึ้นมาเพียง 35 €/p จึงทำให้เซ็ตหลังคุ้มค่ากว่ากันมาก ๆ

El Celler de Can Roca ขึ้นชื่อว่าเป็นร้านอาหารที่จองยากที่สุดเป็นอันดับต้น ๆ ของโลกจนหลายคนอาจล้มเลิกความตั้งใจเมื่อพยายามจองไปได้ 3-4 เดือน อย่างไรก็ตามเรามีเทคนิคเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่อาจช่วยให้ทำการจองได้ง่ายขึ้นมาฝากกัน

✨ Regular Reservation ขั้นตอนการจองปกติลูกค้าจะต้องจองผ่านระบบ Online Booking โดยทางร้านจะเปิดให้ทำการจองในเวปไซต์ล่วงหน้าถึง 11 เดือนและจะถูกปลดล็อคในทุก ๆ วันที่ 1 ของแต่ละเดือนเวลา 0.00 (เที่ยงคืนของวันที่ 30 หรือ 31 ซึ่งเป็นวันสุดท้ายของเดือนก่อนหน้าเข้าวันที่ 1 ของเดือนถัดไปหรือคืนเปลี่ยนเดือนนั่นเอง) นั่นหมายความว่าแม้คุณทำการจองในเดือนมกราคมแต่คุณจะได้รับประทานจริง ๆ คือในเดือนธันวาคมเลยนั่นเอง แน่นอนว่าวิธีปกตินั้นโต๊ะมักถูกจองเต็มในระดับเสี้ยววินาทีและเป็นการยากมากที่จะได้ที่นั่งมา

✨ Regular Group Reservation เช่นเดียวกับการจองปกติแต่ด้วยความที่ทางร้านมีตัวเลือกให้ลูกค้าที่จองเป็นกลุ่มใหญ่สูงถึง 12 คนทำให้การจองสำหรับใครที่มาเป็นกลุ่มนั้นดูจะง่ายกว่าแบบปกติอยู่เล็กน้อย

✨ Waiting List คือการลงชื่อเป็นที่นั่งสำรองในกรณีมีคนยกเลิกโต๊ะ ทางเราได้ลองกดสมัครเป็น Waiting List ไปราว ๆ 40-50 วันและได้คิวหลุดมาในอีก 6 เดือนข้างหน้า แต่ด้วยความที่เราได้คิวที่เร็วกว่าด้วยวิธีในหัวข้อถัดไปจึงได้ยกเลิก Reservation นี้ไปแล้ว

✨ Last Minute Waiting List เป็นวิธีการจองที่เราทำสำเร็จมาแล้วกับห้องอาหารจองยากหลายแห่ง วิธีการคือให้เข้าไปสมัครเป็น Waiting List ในช่วงระยะเวลา 3 วันข้างหน้าขึ้นไปแล้วสมัครทุกวันยาวไปอีกราว ๆ 30-40 วัน ระหว่างนี้ให้อีเมลล์ไปถามร้านถึงคิวหลุดเรื่อย ๆ แล้วแจ้งว่าเราได้สมัครเป็น Waiting List เอาไว้แล้วด้วย (เพราะลูกค้าที่เดินทางไปไม่ได้มักยกเลิกล่วงหน้าเพียงไม่กี่วัน) ในกรณีเรามีคิวหลุดได้มาทั้ง ๆ ที่เราเดินทางออกจากประเทศไทยไปแล้วถือว่าโชคดีมาก ๆ แต่วิธีนี้จะได้ผลดีเมื่อทริปที่วางแผนเอาไว้กินระยะเวลานานหลายวัน (กรณีเราคือเดินทางไปสเปนนาน 17 วัน)

หากสังเกตุให้ดีจะพบว่าโต๊ะอาหารทุกตัวจะปูทับด้วยผ้าลินินและมีก้อนหิน 3 ก้อนวางเอาไว้เพื่อเป็นสัญลักษณ์แสดงถึงพี่น้อง Roca ทั้ง 3 คนอีกด้วย

El Celler de Can Roca เปิดทำการเป็นครั้งแรกในปี 1986 ณ ชานเมือง Girona ก่อนที่จะย้ายมา ณ ตำแหน่งปัจจุบันในปี 2007

พื้นที่รับประทานอาหารแบ่งออกเป็นหลายส่วนเริ่มจากห้องทรงสามเหลี่ยมที่ล้อมรอบสวนขนาดย่อมอยู่อีกทีหนึ่ง

พื้นไม้สีน้ำตาลรับกันกับแสงอาทิตย์ที่สาดส่องผ่านผนังร้านที่กั้นด้วยกระจกใสบานใหญ่ทำให้บรรยากาศภายในดูโปร่ง โล่ง ไม่อึดอัดตา

ตรงกลางมีต้น Poplar ปลูกเอาไว้เพื่อสร้างบรรยากาศภายในให้ผันเปลี่ยนไปตามฤดูกาล

บรรยากาศในร้านดูโปร่ง โล่ง ไม่อึดอัดตา

อีกฝั่งหนึ่งของห้องอาหารทรงสามเหลี่ยม

ถัดมาเป็นห้องทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าที่จัดแสดงรางวัลต่าง ๆ เอาไว้

El Celler de Can Roca กวาดรางวัลเกี่ยวกับอาหารมาแล้วทั่วทวีปยุโรปและทั่วโลก

🌟🌟🌟 3 Michelin Stars – 3 ดาวมิชลิน

☀️☀️☀️ 3 Soles Guía Repsol – 3 ดวงอาทิตย์เรปโซล

🥇 No. 1 of The World’s 50 Best Restaurants (2013, 2015) – อันดับ 1 จาก 50 ร้านอาหารที่ดีที่สุดในโลก (2013, 2015)

🎗 [The Chef, Roca Brothers] ห้องอาหาร El Celler de Can Roca ควบคุมโดย 3 พี่น้อง Roca อันประกอบไปด้วยพี่ชายคนโต Joan รับหน้าที่เป็น Head Chef พี่ชายคนกลาง Josep รับหน้าที่เป็น Sommelier ควบกับตำแหน่ง Maître สุดท้ายคือน้องชายคนเล็ก Jordi รับหน้าที่เป็น Pâtissier นั่นเองโดยเราขอเล่าถึงประวัติคร่าว ๆ ของแต่ละคนดังนี้

✨ The Eldest Brother, Head Chef; Joan Roca i Fontané

Joan พี่ชายคนโตแห่งตระกูล Roca เกิดในปี 1964 ณ เมืองเล็ก ๆ ในจังหวัด Girona ที่มีชื่อว่า Taialà ทางตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศสเปน โดยมีคุณพ่อทำงานเป็นคนขับรถบัสและคุณแม่มีอาชีพเป็นแม่ครัว-เจ้าของร้านอาหารพื้นบ้าน Bar Restaurant Roca ด้วยแรงบันดาลใจจากคุณแม่นี้เองทำให้ Joan ตัดสินใจเลือดเส้นทางสายพ่อครัวตั้งแต่อายุเพียง 12 ปีโดยคุณแม่ได้สั่งตัดเสื้อพ่อครัวให้ 2 ชุดเพราะ Joan ในตอนนั้นยังเด็กเกินกว่าที่จะใส่เสื้อพ่อครัวสำเร็จรูปได้ ครั้นอายุได้ 14 ปี Joan เข้ารับการศึกษาในโรงเรียนการอาหาร Escola d’Hosteleria de Girona เพื่อศึกษาอาหารท้องถิ่นของแคว้น Catalonia ด้วยจุดหมายเดิมว่าจะกลับมาช่วยกิจการทางบ้าน แต่เมื่อเรียนจบเชฟ Joan กลับเปลี่ยนจุดหมายชีวิตเลือกทางเดินสาย Gourmet เริ่มต้นจากการร่วมงานกับห้องอาหาร El Bulli (3 Michelin stars) ของเชฟ Ferran Adrià ผู้คิดค้นสุดยอดเทคนิค Deconstruction ทั้งยังเป็นหนึ่งในผู้นำเทรนด์การปรุงอาหารแบบ Molecular Gastronomy ต่อด้วยการศึกษาการนำเสนออาหาร Catalonian รูปแบบใหม่จากเชฟ Santi Santamaría ที่ห้องอาหาร Can Fabes (3 Michelin Stars) รวมไปถึงการบริหารห้องครัวสไตล์ฝรั่งเศสชั้นสูงจากเชฟ George Blue หลังจากเดินทางกลับมาจากประเทศฝรั่งเศสในปี 1986 เชฟ Joan ซึ่งมีอายุ 22 ปีในเวลาและน้องชายคนกลางแห่งตระกูล Roca อย่าง Josep ซึ่งมีอายุได้ 20 ปีจึงตัดสินใจเปิดห้องอาหาร El Celler de Can Roca ณ พื้นที่ติดกันกับร้านอาหารพื้นบ้านของคุณแม่นั่นเอง ด้วยเทคนิคอันสุดล้ำในปี 1995 อย่าง Low-Temperature Vacuum-Controlled Cooking (Sous-Vide) ตลอดจนผลงานการรังสรรเมนู Signature Dish ที่ปฏิวัติวงการอาหารในยุคนั้นอย่าง Warm cod with spinach, cream of Idiazabal cheese, pine nuts and a reduction of Pedro Ximénez ทำให้ตัวร้านได้รับกระแสตอบรับจากลูกค้าเป็นอย่างดีพร้อมทั้งก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในร้านอาหารที่ดีที่สุดใน Costa Brava การันตีด้วยการคว้ารางวัล 🌟 1 Michelin Star มาครองได้สำเร็จในปี 1995 ต่อด้วย 🌟🌟 2 Michelin Stars ในปี 2002 ต่อมาในปี 2007 พี่น้อง Roca ตัดสินใจย้ายร้านจากตำแหน่งเดิมซึ่งมีพื้นที่ใช้สอยน้อยมายังอาคารสไตล์โมเดิร์นขนาดใหญ่ใน Can Sunyer ซึ่งเป็นที่ตั้งในปัจจุบัน ตัวร้านได้รับรางวัลสูงสุดคือ 🌟🌟🌟 3 Michelin Stars ในปี 2009 ทั้งยังคว้าอันดับ 1 ของการจัดอันดับ The World’s 50 Best Restaurants มาครองได้ในปี 2013 และ 2015 อีกด้วย

✨ The Middle Brother, Sommelier; Josep Roca i Fontané

Josep เกิดในปี 1966 เป็นพี่น้องคนกลางในตระกูล Roca ทั้งยังมีความสัมพันธ์กับไวน์ท้องถิ่นในร้านอาหารของคุณแม่มาตั้งแต่อายุยังน้อย ครั้นจากจบการศึกษาจาก Escola d’Hostaleria de Girona เช่นเดียวกับพี่ชาย Josep Roca ได้พบกับ Josep Lluis Perez Verdu เจ้าของไร่ไวน์ Mas Martinez และศึกษาความรู้เชิงลึกเกี่ยวกับไวน์ต่าง ๆ อย่างละเอียดก่อนที่จะร่วมลงทุนกับพี่ชาย Joan Roca เพื่อเปิดห้องอาหาร El Celler de Can Roca โดยรับตำแหน่ง Sommelier ควบคู่ไปกับ Maître ประจำร้าน สำหรับใครที่เป็นคอไวน์หากเปิด Wine List ดูจะพบว่า Josep แบ่งชนิดของไวน์ออกเป็น 5 กลุ่มคือ Riesling, Champagne, Burgundy, Sherry, และ Priorat ซึ่งเป็นไวน์ท้องถิ่นประจำแคว้น Catalonia และด้วยอายุที่ต่างจากพี่ชายคนโตเพียง 2 ปีทำให้ชีวิตของ Josep ประสบความสำเร็จไปพร้อมกันไปกับพี่ชายคนโตนั่นเอง

✨ The Youngest Brother, Pâtissier; Jordi Roca i Fontané

ด้วยความที่ Jordi นั้นเกิดในปี 1978 ตามหลังพี่ชายคนกลางถึง 12 ปี ชีวิตในวัยเด็กของเขาจึงเติบโตมาในร่มเงาความสำเร็จของพี่ชายทั้ง 2 คน กล่าวคือในวันที่ Joan มีชื่อเสียงโด่งดังระดับโลกและ Josep กลายมาเป็น Sommelier ชั้นนำของสเปนนั้น Jordi กลับเป็นเพียงคนธรรมดา ๆ ที่ไม่มีความสนใจทางไหนเป็นพิเศษทำให้ชีวิตในช่วงแรกของเขารับหน้าที่เป็นบริกรเสิร์ฟอาหารให้กับแขกในร้านของพี่ชายทั้งสองเท่านั้น ต่อมา Jordi ได้ขอย้ายมาทำงานให้ห้องครัวด้วยเหตุผลคือต้องการเลิกงานเร็วกว่าเวลาตีสอง (ร้านอาหารในสเปนมักเปิดทำการมื้อเย็นในช่วงสองทุ่มถึงราวตีสอง) พี่ชายทั้งสองเองก็จนปัญญากับ Jordi ที่เอาแต่เที่ยวกลางคืนและไม่ทุ่มเทให้กับงานจนกระทั่ง Damian Allsop เชฟของหวานประจำร้านได้อาสาให้ลองส่ง Jordi มาเรียนรู้งานอาหารหวานกับเขาดู ที่นี่เอง Jordi ค้นพบตัวตนและพร้อมอุทิศชีวิตให้กับงานของหวานนี้ไปตลอดชีวิต วันหนึ่งในฤดูร้อนปี 1999 เชฟ Damian Allsop ประสบอุบัติเหตุตกลงมาจากชั้นสามหลังจากตั้งใจปีนเข้าห้องของตัวเพราะลืมกุญแจเอาไว้จนกระดูกหลังและกระดูกเท้าสองข้างหักและจะเดินไม่ได้ไปอีกราว 6 เดือน จากเหตุการณ์นี้ทำให้ Jordi ต้องกลายมาเป็นหัวหน้าเชฟอาหารหวานประจำร้าน 1 ดาวมิชลิน (ในตอนนั้น) โดยทันที ในช่วงแรกเขายังคงทำตามสูตรที่ Damian ทิ้งไว้ก่อนที่จะทดลองรังสรรค์อาหารจานใหม่ขึ้นมาด้วยตัวเองเริ่มจาก Journey to Havana ที่ได้จากการนำกลิ่นของซิการ์มา Infused ลงในไอศกรีมแล้วเสิร์ฟมาเป็นของหวานหน้าตาคล้ายตัวซิการ์เอง (ในตอนนี้เราเห็นของหวานจานนี้อยู่เต็มไปหมดแต่น้อยคนนักจะทราบว่านี่คืองานที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากงานชิ้นแรกของ Jordi Roca) จากนั้นเป็นต้นมาความอัจฉริยะของเขาเริ่มฉายแววออกมาเรื่อย ๆ จนพี่ชายทั้งสองไว้วางใจให้เขาคุมงานอาหารหวานทั้งหมดต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน

ขวดโหล

สุดท้ายคือห้องด้านหลังร้านที่เพิ่งได้รับการขยับขยายเพิ่มเติมขึ้นมาในปี 2020 นี้เอง

แสดงถึงเมือง Girona

ฝั่งร้านอาหารเป็นอาคารสไตล์โมเดิร์นล้อมรอบด้วยรั้วไม้และมีช่องทางเดินเข้าร้านแอบอยู่

ด้านหน้าเป็นพื้นที่รับรองสำหรับผู้ที่มาก่อนเวลาหรือรอเพื่อนคนอื่น ๆ ในกลุ่มโดยมีเครื่องดื่มพร้อมให้บริการ

สำหรับใครที่ขับรถมาบริเวณตรงข้ามร้านมีลานจอดขนาดใหญ่เพียงพอที่จะรองรับลูกค้าได้ครบทุกคน

สุดท้ายนี้เราขอแสดงความคิดเห็นและข้อสังเกตุอย่างตรงไปตรงมาโดยเริ่มจากตัวร้านที่เหมาะสมกับการเป็นห้องอาหารระดับ 3 ดาวมิชลินด้วยประการทั้งปวง ราคาอาหารถือว่ารับได้เทียบกับเทคนิคที่เชฟใส่ลงไป แต่ด้วยปริมาณอาหารเกือบ 30 อย่างทำให้หลายคนอาจจะรับประทานไม่ได้จนสุดคอร์ส เรียกได้ว่าเพียงอาหารเรียกน้ำย่อยก็เพียงพอจะทำให้อิ่มท้องได้แล้ว

นอกจากนี้เมื่อเทียบความยากลำบากในการจองกับร้านอื่น ๆ ในระดับเดียวกันเรากลับมองว่าห้องอาหารอย่าง Martín Berasategui, Arzak รวมไปถึง Arzurmendi ในแคว้น Basque Country สามารถให้ประสบการณ์ทางอาหารในระดับทัดเทียมกันได้อย่างไร้ข้อกังขาถึงแม้ว่าทุกร้านจะมีสไตล์การนำเสนออาหารที่แตกต่างกันออกไปก็ตาม

แต่สำหรับใครที่สามารถจองได้ El Celler de Can Roca นั้นคุ้มค่าพอสำหรับการกดจองตั๋วเครื่องบินในอาทิตย์ถัดไปหรือกระทั่งวันรุ่งขึ้นเพื่อเดินทางมาลิ้มลองมื้ออาหารสุดพิเศษที่จะตราตรึงอยู่ในความทรงจำของนักชิมทุก ๆ คนไปตลอดกาล