Visit: May 12, 2022

🇫🇷 La Côte d'Or - ลา โค้ท ดอร์

👨🏻‍🍳 Chef Patrick Berton - เชฟแพทริค เบอร์ตัน

Le Relais Bernard Loiseau, 2 avenue Bernard-Loiseau, Saulieu, 21210, France

Tel: (+33) 3 80 90 53 53

Cuisine

🍴 Modern Cuisine - อาหารโมเดิร์น

Country

France

MICHELIN Guide

2 MICHELIN Stars

Score

16.5/20

Price

2/5
          

🎗 [INTRO] ย้อนไปในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2003 ท่ามกลางกระแสการถูกปรับลดคะแนนจาก Gault et Millau และข่าวลือเรื่องการปรับลดดาวจาก MICHELIN Guide หนึ่งในเชฟระดับตำนาน Bernard Loiseau ตัดสินใจจบชีวิตตัวเองด้วยอาวุธปืน Hunting Rifle หลังเสร็จสิ้น Lunch Service ของห้องอาหาร La Côte d’Or สร้างความสูญเสียอันใหญ่หลวงต่อวงการอาหารฝรั่งเศสจนเกิดเป็นแรงกระเพื่อมทางสังคมและข้อถกเถียงเกี่ยวกับขอบเขตของสื่อและนักวิจารย์อาหารมาจนถึงปัจจุบัน เรื่องราวนี้มีที่มาที่ไปเป็นอย่างไร ? ห้องอาหาร La Côte d’Or ปัจจุบันเดินทางไปในทิศทางไหน ? เราจะพยายามถ่ายทอดเรื่องราวออกมาในหลากหลายแง่มุม

          

🎗 [THE PLACE] Saulieu เป็นเมืองชนบทเล็ก ๆ ที่ตั้งอยู่ไม่ไกลจากถนนสายหลักชื่อว่า Via Agrippa ซึ่งแต่เดิมถูกสร้างขึ้นโดยชาวโรมันก่อนที่จะเปลี่ยนชื่อมาเป็น Grand Chemin ในช่วงยุคกลางและอีกหลายชื่อคือ Route Royale, La Route Impériale, La Grande Route, La Nationale 6 (หรือชื่อเล่นว่า The Holiday Road) และ D906 ในปัจจุบัน บริเวณใจกลางเมืองเป็นที่ตั้งของ La Côte d’Or อาคารขนาดเล็กที่ถูกสร้างขึ้นในช่วงศตวรรษที่ 18 ทั้งยังเคยถูกใช้งานเป็นที่ทำการไปรษณีย์ก่อนที่จะถูกซื้อต่อโดยเชฟ Paul Budin และภรรยาของเขา Elise ในปี 1904 คู่สามี-ภรรยาเริ่มต้นติดตั้งเครื่องอำนวยความสะดวกพื้นฐานให้กับตัวโรงแรมอย่างเช่นห้องน้ำและระบบ Central Heating ต่อมาพ่อครัวประจำร้าน Jean-Baptise Monin ได้ทำการรังสรรค์เมนู Le Jambon à la Crème (Ham with Cream) จนได้รับรางวัลจากนิทรรศการ Paris Salon ในปี 1924 และคว้ารางวัล 1 MICHELIN Star มาครองได้ในปี 1926 กาลเวลาล่วงเลยมาจนกระทั่งปี 1930 ที่เชฟระดับตำนานอย่าง Alexandre Dumaine และภรรยา Jeanne ผู้ผ่านประสบการณ์บริหารโรงแรมชื่อดังในประเทศ Algeria มานานกว่า 9 ปีได้ติดต่อเข้าซื้อกิจการ l’Hostellerie La Côte d’Or และสร้างช่วงเวลาอันรุ่งโรจน์โดยการคว้ารางวัล 3 MICHELIN Stars มาครองได้สำเร็จในช่วงปี 1935-1964 และกลายมาเป็น Gastronomic Landmark ควบคู่ไปกับห้องอาหารระดับ 3 MICHELIN Stars อีก 2 แห่งคือ Pic และ Point (ปัจจุบันคือ La Pyramide – Patrick Henriroux) ทั้งยังจัดเสิร์ฟอาหารให้ผู้มีชื่อเสียงระดับโลกมากมายเช่นกษัตริย์ Alphonse XIII แห่งประเทศ Spain, เจ้าชาย Rainier แห่งราชรัฐ Monaco, Aga Khan, Sacha Guitry, Orson Welles, Mistinguett, Edith Piaf, Vivien Leigh, Bernard Buffet, Charlie Chaplin, Gary Cooper, Salvador Dali และ Rita Hayworth ทุกคนล้วนลงชื่อในสมุด Guest Book สะสมกันเป็นระยะเวลานานกว่า 30 ปี (ก่อนที่หนังสือเล่มนั้นจะถูกเชฟ Alexandre Dumaine โยนเข้าทำลายในเตาอบเพราะมีลูกค้าเขียนคอมเม้นต์ในทางลบลงไป) อย่างไรก็ตามจากที่กล่าวมาทำให้เชฟ Alexandre Dumaine ได้รับฉายาว่า “The cook of king and the king of cook” และ “Alexander the Magnificent” จนกลายมาเป็นตำนานของเมือง Saulieu สังเกตุได้จากรูปปั้นหมีสีขาวที่ออกแบบโดย François Pompon ศิลปินท้องถิ่นชาว Seulieu ตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่ ณ Square Alexandre-Dumaine ตรงข้ามกับ Relais Bernard Loiseau กระทั่งตัวร้านและโรงแรมได้ตกมาอยู่ในมือของคุณ Claude Verger และเชฟ Bernard Loiseau ในเวลาต่อมาซึ่งจะขอกล่าวถึงในหัวข้อถัดไป สำหรับตัวโรงแรม Relais Bernard Loiseau เป็นสมาชิกของ Relais & Châteaux มาตั้งแต่ปี 1975 โดยมีห้องสำหรับให้บริการทั้งหมด 26 ห้องและจัดเสิร์ฟอาหารเช้าใน The Alexandre Dumaine Dining Room ซึ่งเป็นห้องรับประทานอาหารหลักสมัยที่ตัวร้านอยู่ภายใต้การควบคุมของเชฟ Alexandre Dumaine สำหรับใครที่มองหาความผ่อนคลายสามารถเพลิดเพลินกับ La Villa Loiseau des Sens หนึ่งในสปาที่ตกแต่งได้อย่างวิจิตรตระการตาที่สุดในยุโรป ตัวโรงแรมประกอบไปด้วยห้องอาหาร 2 แห่งคือ Bistrot Loiseau des Sens (Selected by MICHELIN Guide) นำเสนออาหารในรูปแบบ Healthy Cuisine อย่างเช่นอาหาร Organic และ Gluten – free ภายในตกแต่งให้มีบรรยากาศผ่อนคลายในสไตล์ Minimalism ถัดมาคือห้องอาหารเรือธงอย่าง La Côte d’Or นำเสนออาหารฝรั่งเศสชั้นสูง ผนังฝั่งหนึ่งกั้นด้วยกระจกใสมองออกไปจะพบกับสวนสไตล์ English Garden ขนาดย่อมที่ตั้งอยู่ ณ ใจกลางโรงแรมรวมไปถึงบันไดวนทำจากไม้โอ้คอันเป็นเอกลักษณ์ ภายในตกแต่งด้วยพื้นกระเบื้องสีน้ำตาลเข้มแบบโบราณเข้ากันดีกับโต๊ะไม้ที่ปูด้วยผ้าลินินสีขาว เพื่อน ๆ ที่เป็นคอดื่มสามารถเพลิดเพลินกับไวน์คุณภาพสูงกว่า 15,000 ขวดหรือ 900 Labels คัดสรรโดย Sommelier มากประสบการณ์อย่าง Eric Goettelmann (Meilleur Ouvrier de France 2019) ทั้งยังมีเครื่อง Wine Dispenser ให้ทุกคนได้เลือกชิมไวน์ท้องถิ่นคุณภาพดีของแคว้น Burgundy กันแบบ By glass หลังจบมื้ออาหารอย่าลืมแวะชมสินค้าที่ Boutique Bernard Loiseau สถานที่สำหรับจัดจำหน่ายเครื่องปรุง แก้วไวน์ รวมไปถึงของที่ระลึกอีกมากมาย นอกจากนี้ Bernard Loiseau SA ยังมีห้องอาหารในควบคุม ณ เมืองอื่น ๆ อีก 2 แห่งคือ Loiseau des Ducs (🌟 1 MICHELIN Star) ในนคร Dijon และ Loiseau des Vignes (Selected by MICHELIN Guide) ในเมือง Beaune อีกด้วย

🎗 [THE CHEF, BERNARD LOISEAU] Bernard Daniel Jacques Loiseau เกิดที่ Chamalières เมืองเล็ก ๆ ในแคว้น Auvergne แถบฝรั่งเศสตอนกลาง เมื่ออายุย่างเข้าสู่วัยรุ่นเขาตัดสินใจอย่างแน่วแน่ในการเป็นเชฟโดยเริ่มต้นฝึกงานกับห้องอาหารระดับตำนานอย่าง Maison Troisgros (ปัจจุบันคือ Troisgros – Le Bois sans Feuilles – 3 MICHELIN Stars) ของสองพี่น้อง Jean และ Pierre Troisgros ตั้งแต่ปี 1968 ถึง 1971 จนกระทั่งในปี 1972 เชฟ Bernard Loiseau ได้หันมาร่วมงานกับคุณ Claude Verger ที่ห้องอาหาร La Barrière de Clichy และ Barrière Poquelin จนได้รับการยกย่องจาก Gault et Millau ให้เป็นตัวแทนการนำเสนออาหารในรูปแบบ Nouvelle Cuisine ซึ่งมีความละเอียดและซับซ้อนกว่า Cuisine Classique หรือ Haute Cuisine แบบดั้งเดิม ต่อมาในปี 1975 คุณ Claude Verger ตัดสินใจเข้าซื้อกิจการห้องอาหาร La Côte d’Or ในเมือง Saulieu ต่อจากเชฟระดับตำนานอย่าง Alexandre Dumaine โดยมอบหมายให้ Bernard Loiseau รับตำแหน่ง Chef de Cuisine และมีอิสระในการพัฒนาสไตล์อาหารเป็นของตัวเอง กระทั่งในปี 1982 เชฟ Bernard Loiseau ตัดสินใจซื้อกิจการต่อจากคุณ Verger อีกทีหนึ่งเพื่อควบรวมตำแหน่งเป็นเชฟ-เจ้าของร้านในที่สุด ห้องอาหาร La Côte d’Or ได้รับรางวัล 🌟 1 MICHELIN Star ในปี 1977 รวมไปถึงคะแนน 17/20 จาก Gault et Millau ตามมาด้วย 🌟🌟 2 MICHELIN Stars ในปี 1981 ก่อนที่จะได้รับความนิยมอย่างล้นหลามจากนักชิมทั่วทั้งประเทศฝรั่งเศสจนสามารถคว้ารางวัล 🌟🌟🌟 3 MICHELIN Stars มาครองได้สำเร็จในปี 1991 พ่วงด้วยคะแนนจาก Gault et Millau ที่สูงถึง 19/20 ทั้งยังได้รับมอบตำแหน่ง Légion d’Honneur โดยประธานาธิบดี François Mitterand ในปี 1995 อีกด้วย นอกจากห้องอาหารเรือธงแล้วเชฟ Bernard Loiseau ยังได้ก่อตั้ง Bernard Loiseau SA ขึ้นในปี 1998 พร้อมกับสร้างประวัติศาสตร์ในการเป็นเชฟระดับ 3 MICHELIN Stars คนแรกที่สามารถนำบริษัทเข้าสู่ตลาดหุ้นในกรุง Paris ได้สำเร็จก่อนที่จะเปิดไลน์ผลิตอาหารและซอสแพ็คในถุงสุญญากาศ นอกจากนี้ตัวเขายังเปิดห้องอาหารเพิ่มเติมขึ้นอีก 3 แห่งในกรุง Paris คือ Tante Jeanne, Tante Louise และ Tante Marguerite และผลิตงานเขียนออกมาจำนวนมากอีกด้วย กาลเวลาอันรุ่งโรจน์ล่วงเลยไปจนกระทั่งคู่มือปี 2003 ของ Gault et Millau ตัดสินใจปรับลดคะแนนห้องอาหาร La Côte d’Or จาก 19/20 เหลือ 17/20 พ่วงด้วย “ข่าวลือ” จากหนังสือพิมพ์ La Figaro ว่า MICHELIN Guide มีแผนในการปรับให้ La Côte d’Or กลายมาเป็นห้องอาหารระดับ 2 ดาวซึ่งข้อเท็จจริงในส่วนนี้ยังเป็นที่ถกเถียงกันมาจนถึงปัจจุบัน อย่างไรก็ตามหนังสือพิมพ์ The New Yorker มีบทความที่กล่าวอ้างถึงหลักฐานการพบกันของเชฟ Bernard Loiseau และ MICHELIN Guide ในช่วงฤดูใบไม้ร่วงปี 2002 พร้อมทั้งคำเตือนเกี่ยวกับการรักษาคุณภาพอาหาร ทั้งยังมีหลักฐานเชิงประจักษ์คือจดหมายตอบกลับจาก Dominique Loiseau ภรรยาของเชฟถึง MICHELIN Guide โดยพยายามอธิบายถึงความตั้งใจและการอุทิศตนของเชฟ Bernard Loiseau ในการพัฒนาคุณภาพให้ดียิ่งขึ้นกว่าเดิม จากเหตุผลที่กล่าวมาทำให้บุคคลภายนอกบางส่วนเชื่อว่าการถูกปรับลดคะแนน (โดยเฉพาะจาก Gault et Millau) เป็นสาเหตุหนึ่งของการเกิดภาวะซึมเศร้าและนำไปสู่เหตุการณ์ในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2003 หลังจบ Lunch Service ของห้องอาหาร La Côte d’Or หนึ่งในเชฟระดับตำนานของประเทศฝรั่งเศส Bernard Loiseau ตัดสินใจใช้ปืน Hunting Rifle ยิงเข้าที่ศีรษะของตัวเองและเสียชีวิตในทันทีด้วยวัย 52 ปีสร้างความสะเทือนใจอย่างใหญ่หลวงต่อวงการอาหารฝรั่งเศสและข้อถกเถียงเกี่ยวกับขอบเขตการวิจารย์ของนักชิม นักหนังสือพิมพ์ และ Food Critics ในยุคนั้น อย่างไรก็ตามขอย้ำอีกครั้งหนึ่งว่าสาเหตุที่แท้จริงของเหตุการณ์อันน่าเศร้านี้ยังคงสรุปไม่ได้มาจนถึงปัจจุบัน

🎗 [THE CHEF, PATRICK BERTON] Patrick Berton เกิดที่เมือง Rennes ในแคว้น Brittany ทางตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศฝรั่งเศส ด้วยแรงบันดาลใจจากคุณแม่ทำให้ตัวเขาตัดสินใจเลือกเส้นทางสายอาชีพเชฟเริ่มต้นโดยการเข้าศึกษาที่ l’Ecole Hôtelière de Saint-Nazaire และใช้เวลาร่วม 2 ปีในแถบ Brittany Coast ในการฝึกฝนฝีมือก่อนที่จะมีโอกาสได้ร่วมงานเชฟ Marc Tizon ที่ห้องอาหาร Le Palais ในเมือง Rennes ครั้นมีอายุได้ 20 ปีเชฟ Patrick Berton ได้เดินทางมายังเมือง Saulieu เพื่อร่วมงานกับห้องอาหาร La Côte d’Or ในตำแหน่ง Commis และ Pastry ตั้งแต่ปี 1982 ก่อนที่จะไต่เต้าขึ้นมาเป็นถึงมือขวาของเชฟ Bernard Loiseau ในเวลาต่อมา หลังจากเกิดเหตุการณ์อันน่าเศร้าอย่างที่กล่าวไปคุณ Dominique ภรรยาของเชฟ Bernard Loiseau ได้ถามถึงความสมัครใจพร้อมกับมอบตำแหน่ง Chef de Cuisine ให้กับเชฟ Patrick Berton ทั้งนี้ตัวเขายังพัฒนารูปแบบการนำเสนออาหารเป็นของตัวเองจนกระทั่งในปี 2022 นี้เองห้องอาหาร La Côte d’Or ได้จัดทำ Set Menu พิเศษชื่อว่า 40 ans de Patrick Berton เพื่อเฉลิมฉลองความสัมพันธ์อันยาวนานกว่า 40 ปีซึ่งเราจะได้ลองชิมกันในวันนี้อีกด้วย

🎗 [THE FOOD] ห้องอาหาร La Côte d’Or นำเสนออาหารหลากหลายรูปแบบ เริ่มต้นจากรายการ À La Carte ให้เลือกชิมกันได้ตามใจชอบโดยมี Plat classique de Bernard Loiseau เมนูระดับตำนานของวงการอาหารฝรั่งเศสที่รังสรรค์โดยเชฟ Bernard Loiseau สมัยที่ตัวร้านยังครองความรุ่งโรจน์ด้วยรางวัล 3 MICHELIN Stars เป็นดาวเด่น แต่ละจานล้วนประกอบขึ้นจาก 3 รสชาติและ 3 เนื้อสัมผัสตามสูตร Bernard Loiseau Trio อันโด่งดัง ตามมาด้วย Set Menu ที่ได้รับการคิดค้นใหม่โดยเชฟ Patrick Berton เริ่มต้นจาก Dèjeuner (165 €/p) เซ็ตเมนูจำนวน 4 คอร์สคือ Starter, Main Course, Cheese และ Dessert แต่ละคนสามารถเลือกแตกต่างกันได้และจัดเสิร์ฟเฉพาะมื้อกลางวันเท่านั้น ถัดมาคือ 40 ans de Patrick Berton (225 €/p) เซ็ตเมนูจำนวน 6 คอร์สที่สร้างขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองครบรอบ 40 ปีของ Patrick Berton ทั้งยังรวบรวมจานคลาสสิคต่าง ๆ เอาไว้มากมาย สุดท้ายคือ Dégustation (255 €/p) เซ็ตเมนูจำนวน 6 คอร์สที่นำเสนอเมนูที่ได้รับการรังสรรค์ขึ้นใหม่ล่าสุด สำหรับจานที่เราประทับใจมาก ๆ ในวันนี้อย่างเช่น

✨ Fresh frog’s legs
garlic purée and parsley sauce

Jambonnettes de grenouilles à la purée d’ail et au jus de persil หรือขากบทอดเสิร์ฟมาคู่กับพูเรกระเทียมและซอสพาสลีย์เป็นหนึ่งใน Bernard Loiseau’s classics ที่ได้จากการนำเมนูพื้นบ้านประจำแคว้น Burgundy มาปรับสูตรโดยการลดอัตราส่วนของเนยและเพิ่มปริมาณของกระเทียมลงไป ผลที่ได้คือเนื้อส่วนขากบที่ผ่านการเตรียมมาอย่างดีดูคล้ายแฮมชิ้นเล็ก ๆ (Jambonnettes) เนื้อสัมผัสนุ่มละมุนลิ้นตัดกันกับความกรอบของแป้งที่ห่ออยู่บาง ๆ ด้านนอก ทั้งยังมีกลิ่นหอมกระเทียมเข้าเนื้อติดอยู่ในปากนานยิ่งขึ้นกว่าเดิม สำหรับซอสพาสลีย์นั้นมีกลิ่นเฉพาะตัวเข้ากันดีกับอโรมาของกระเทียมที่ไม่แรงจนเกินไป เชฟ Bernard Loiseau ตั้งใจรังสรรค์เมนูนี้ให้เต็มไปด้วยความเรียบง่าย ไม่ซับซ้อน แต่กลับกลายมาเป็นหนึ่งใน Iconic Dish ที่ดีที่สุดตลอดกาลของห้องอาหาร La Côte d’Or มาจนถึงปัจจุบัน (17/20)

✨ Mangalica pig from Morvan
confit celery with truffle, crispy loin rissole and pork juice

Mangalica เป็นหมูที่มีต้นกำเนิดมาจากประเทศ Hungary แต่ด้วยเนื้อสัมผัสอันโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ทำให้หมูสายพันธุ์นี้ได้รับความนิยมไปทั่วทั้งทวีปยุโรป เชฟ Patrick Berton เลือกใช้หมูจาก La Ferme du Mont Morvan ซึ่งเป็นฟาร์มหมูที่ตั้งอยู่ในแถบอุทยานแห่งชาติ Morvan เสิร์ฟมาที่ความสุกระดับ Medium เพื่อให้มีความนุ่ม เรียกได้ว่าเคี้ยวง่ายจนแทบละลายในปาก (เนื้อหมูในประเทศแถบสเปน-ฝรั่งเศสสามารถรับประทานดิบได้ทั้งยังพบเห็นจัดเสิร์ฟกันทั่วไปตามห้องอาหารระดับสูงเนื่องจากอัตราการปนเปื้อนของเชื้อ Streptococcus suis อยู่ในระดับที่ต่ำมาก) ด้านบนราดด้วย Pork Jus เพื่อเพิ่มความเข้มข้นของรสชาติ รอบ ๆ คือองค์ประกอบอันหลากหลายของมันฝรั่งและแครอท ฝั่งด้านบนของจานคือ Rissole มีลักษณะเป็นแป้ง Puff Pastry กรอบ ๆ สอดไส้ Pork Loin บดละเอียด จากนั้นตกแต่งจานด้วยแผ่นทรัฟเฟิล สุดท้ายคือเซลอรี่ที่เตรียมมาอย่างดีจนให้เนื้อสัมผัสที่ละเอียดและละมุนทั้งยังผ่านการกงฟีกับทรัฟเฟิลจนหอมเข้ากันดีกับเนื้อหมูได้อย่างไร้ที่ติ (17/20)

✨ Rose des sables à la glace pure chocolat (30 €)
coulis d’orange confite

ห้ามพลาดเมนูของหวานสไตล์ Avant-garde ที่ถูกรังสรรค์ขึ้นในปีค.ศ. 1985 ทั้งยังเป็นหนึ่งใน Bernard Loiseau’s classics ที่แสดงถึงภาพจำของ Bernard Loiseau Trio หรือการนำเสนอองค์ประกอบหลัก 3 รสชาติและ 3 เนื้อสัมผัสในที่นี้คือ Cacao Ultra-fines, Bitter Chocolate Sorbet และ Candied Orange Coulis ผสมผสานกันอย่างลงตัวอยู่ในจานเดียว เริ่มจากแผ่น Tuiles กรอบ ๆ ถูกเตรียมจากโกโก้คุณภาพสูง คั่นกลางด้วยซอร์เบท์ช็อกโกแลตเย็น ๆ รสชาติเข้มข้น ความขมของช็อกโกแลตจะบาลานซ์รสชาติกันกับความเปรี้ยวของซอสส้มด้านล่างได้อย่างน่าประทับใจ ถือเป็นเมนูที่เต็มไปด้วยความเรียบง่ายแต่สร้างความซับซ้อนทางรสชาติจากองค์ประกอบหลักเพียง 3 อย่างได้อย่างไร้ที่ติสมกับที่ไม่เคยถูกถอดออกจากรายการเมนูแบบ À La Carte มาจวบจนถึงปัจจุบัน (17/20)

🎗 [WHY GO] มื้ออาหารที่ La Côte d’Or เปรียบเสมือนการเปิดอ่านหนังสือที่บันทึกเรื่องราวของวงการอาหารฝรั่งเศสโดยเฉพาะเมือง Saulieu ตั้งแต่ยุคเฟื่องฟูไปจนถึงช่วงเวลาอันถดถอย อย่างไรก็ตามด้วยความสามารถของคุณ Dominique Loiseau และเชฟ Patrick Berton ทำให้ Bernard Loiseau SA ฝ่าวิกฤติจนกลายเป็นหนึ่งในเพชรเม็ดงามแห่งแคว้น Burgundy มาจนถึงปัจจุบัน ราคาอาหารค่อนข้างสูงแต่ก็แลกมาด้วยความพริ้วไหวและความเป็นมืออาชีพของทีมบริกร เราขอแนะนำให้เลือกจองช่วงมื้อกลางวันเพื่อลิ้มลองเซ็ตเมนูที่มีความหลากหลายไปพร้อม ๆ กับบรรยากาศของแมกไม้สีเขียวขจีและบันไดวนซึ่งเป็นเอกลักษณ์ที่คุ้นตาของบรรดานักชิมท้องถิ่นชาว Burgundian เป็นอย่างดี

Price :

165-255 €/p

Parking :

จอดรถที่ Le Relais Bernard Loiseau

Operating Time :

12.00-13.30, 19.00-21.00 ปิดวันจันทร์-อังคาร

Dress Code :

Smart Casual

Score

👍 ร้านอาหารระดับตำนานแห่งแคว้น Burgundy นำเสนออาหารทั้งในรูปแบบ Modern และ Classic ออกมาได้อย่างน่าประทับใจ

อาหาร :

16.5

ราคา :

2/5

เทคนิค :

4/5

อัตลักษณ์ :

4/5

บรรยากาศ :

4/5

บริการ :

4/5

ไวน์ :

/5

Map

📃 40 YEARS OF PATRICK BERTON (225 €/p)

          

Mises-en-bouche

Snails soup with nettle

Fresh frog’s legs

garlic purée and parsley sauce

Roasted John Dory

with egg yolk sauce and green asparagus

Mangalica pig from Morvan

confit celery with truffle, crispy loin rissole and pork juice

Epoisses

mustard cream with gingerbread

Bergamot confit with rosemary scent

marmalade, sorbet and opaline

Mignardises

📃 À LA CARTE

Golden veal sweetbread (115 €)

black truffle mashed potatoes

Rose des sables à la glace pure chocolat (30 €)

coulis d’orange confite

🇫🇷 La Côte d’Or – ลา โค้ท ดอร์

🌟🌟 2 MICHELIN Stars – 2 ดาวมิชลิน

🏵🏵🏵🏵 17/20 Gault et Millau – 17/20 โก เอ็ท มิโย

🍴 Modern Cuisine – อาหารโมเดิร์น

👨🏻‍🍳 Chef Patrick Berton – เชฟแพทริค เบอร์ตัน

🎗 [INTRO] ย้อนไปในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2003 ท่ามกลางกระแสการถูกปรับลดคะแนนจาก Gault et Millau และข่าวลือเรื่องการปรับลดดาวจาก MICHELIN Guide หนึ่งในเชฟระดับตำนาน Bernard Loiseau ตัดสินใจจบชีวิตตัวเองด้วยอาวุธปืน Hunting Rifle หลังจบ Lunch Service ของห้องอาหาร La Côte d’Or สร้างความสูญเสียอันใหญ่หลวงต่อวงการอาหารฝรั่งเศสจนเกิดเป็นแรงกระเพื่อมทางสังคมและข้อถกเถียงเกี่ยวกับขอบเขตของสื่อและนักวิจารย์อาหารมาจนถึงปัจจุบัน เรื่องราวนี้มีที่มาที่ไปเป็นอย่างไร ? ห้องอาหาร La Côte d’Or ปัจจุบันเดินทางไปในทิศทางไหน ? เราจะพยายามถ่ายทอดเรื่องราวออกมาในหลากหลายแง่มุม

Mises-en-bouche

เริ่มต้นด้วยเมนูเรียกน้ำย่อยคือ Beetroot Raviole หรือแผ่นบีทรูทฝานมาเป็นชิ้นบางกรอบแล้วห่อเป็นรูปเกี๊ยว ด้านในสอดไส้ด้วยเนื้อปลาเทราต์ออร์แกนิคจาก Pisciculture De Crisenon ฟาร์มปลาชื่อดังแห่งแคว้น Burgundy คำนี้ให้รสชาติโดยรวมออกไปทางเปรี้ยวแต่กลับไม่มีกลิ่นดินของบีทรูทติดมามากจนเกินไปช่วยกระตุ้นความอยากอาหารได้ดี (17/20) ข้างกันคือ Cauliflower Cake นุ่ม ๆ หอม ๆ ยังมีกะหล่ำดอกที่ถูกหั่นเป็นชิ้นจิ๋ว ๆ ช่วยบาลานซ์ความเปรี้ยวจากบีทรูทคำก่อนหน้า (17/20)

Mises-en-bouche

ชิ้นสุดท้ายคือ Rice Chip หรือแผ่นข้าวเกรียบที่เตรียมออกมายังไม่กรอบเท่าไหร่นัก ด้านบนท็อปด้วย Époisses de Bourgogne ชีสท้องถิ่นขึ้นชื่อประจำภูมิภาคนี้ให้อโรมาเฉพาะตัวและองค์ประกอบของมิ้นต์ช่วยเรียกความสดชื่นนั่นเอง (15/20)

Bread and butter

La Côte d’Or มีขนมปังให้เลือกมากมายให้เติมได้ตลอดมื้ออาหาร

Bread and butter

ขนมปังที่เราประทับใจมีทั้ง Seed bread , Cerial bread และ Flower bread

Bread and butter

ขนมปังที่นี่ถูกเตรียมออกมาเป็นอย่างดี

Bread and butter

พนักงานเล่าให้ฟังว่า Demi-salted butter ที่นี่ได้มาจากครอบครัวเล็ก ๆ ครอบครัวหนึ่งที่มีชื่อสกุลเดียวกันกับเจ้าของร้านแต่ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องใด ๆ ทางเครือญาติกัน โดยครอบครัวผู้ทำเนยได้ติดต่อมาให้คุณ Dominique Loiseau ได้ลองชิมดูและได้รับการยอมรับให้นำมาจัดเสิร์ฟในห้องอาหาร La Côte d’Or ในที่สุด

Snails soup with nettle

จานแรกในเซ็ตเมนูเฉลิมฉลองครบรอบ 40 ปีของเชฟ Patrick Berton คือ Soupe ‘escargots à l’ortie เมนูที่ได้จากการนำใบ Nettle มาทำเป็นซุปอุ่น ๆ แม้ว่าตัวซุปจะมีความ Light แต่รสชาติที่ได้ค่อนข้างเข้มข้นเป็นอย่างมาก องค์ประกอบตรงกลางคือ Escargots หรือหอยทากชุบแป้งทอด ผิวกรอบ เนื้อมีความนุ่มหนึบและไม่มีกลิ่นดินปนมาแม้แต่น้อยสมกับเป็นวัตถุดิบระดับโลกของแคว้น Burgundy (17/20)

Snails soup with nettle

ด้านบนท็อปด้วย Nettle crisp กรอบ ๆ ช่วยเพิ่มมิติทางเนื้อสัมผัสที่ดี (17/20)

Fresh frog’s legs
garlic purée and parsley sauce

Jambonnettes de grenouilles à la purée d’ail et au jus de persil หรือขากบทอดเสิร์ฟมาคู่กับพูเรกระเทียมและซอสพาสลีย์เป็นหนึ่งใน Bernard Loiseau’s classics ที่ได้จากการนำเมนูพื้นบ้านประจำแคว้น Burgundy มาปรับสูตรโดยการลดอัตราส่วนของเนยและเพิ่มปริมาณของกระเทียมลงไป ผลที่ได้คือเนื้อส่วนขากบที่ผ่านการเตรียมมาอย่างดีดูคล้ายแฮมชิ้นเล็ก ๆ (Jambonnettes) เนื้อสัมผัสนุ่มละมุนลิ้นตัดกันกับความกรอบของแป้งที่ห่ออยู่บาง ๆ ด้านนอก ทั้งยังมีกลิ่นหอมกระเทียมเข้าเนื้อติดอยู่ในปากนานยิ่งขึ้นกว่าเดิม สำหรับซอสพาสลีย์นั้นมีกลิ่นเฉพาะตัวเข้ากันดีกับอโรมาของกระเทียมที่ไม่แรงจนเกินไป เชฟ Bernard Loiseau ตั้งใจรังสรรค์เมนูนี้ให้เต็มไปด้วยความเรียบง่าย ไม่ซับซ้อน แต่กลับกลายมาเป็นหนึ่งใน Iconic Dish ที่ดีที่สุดตลอดกาลของห้องอาหาร La Côte d’Or มาจนถึงปัจจุบัน (17/20)

จากนั้นพนักงานจะนำน้ำใส่มะนาวมาวางให้สำหรับล้างมือ

Roasted John Dory
with egg yolk sauce and green asparagus

Blanc de Saint-Pierre rôti เกิดจากการจับคู่กันของ 2 วัตถุดิบชั้นเลิศคือ Saint-Pierre หรือปลา John Dory และหน่อไม้ฝรั่งซึ่งกำลัง In Season อยู่ในช่วงเวลานี้ (17/20)

Roasted John Dory
with egg yolk sauce and green asparagus

Saint-Pierre เสิร์ฟมาเป็นชิ้นขนาดใหญ่ เชฟย่างมาสุกกำลังดี เนื้อหนึบ แน่น ไร้ซึ่งความกระด้าง อีกฝั่งหนึ่งคือหน่อไม้ฝรั่งที่ผ่านการคัดไซซ์มาอย่างดี เชฟลอกผิวส่วนล่างออกเพื่อลดทอนความขม ด้านบนเป็นองค์ประกอบของหน่อไม้ฝรั่งหลากหลายรูปแบบช่วยเพิ่มมิติทางเนื้อสัมผัส ตรงกลางคือ Sauce au jaune d’œuf ทำมาจากไข่แดงโรยด้วยผงหน่อไม้ฝรั่งให้ความครีมมี่มาช่วยเชื่อมเนื้อสัมผัสของชิ้นปลาและหน่อไม้ฝรั่งได้อย่างลงตัว (17/20)

Roasted John Dory
with egg yolk sauce and green asparagus

ยังมีเสิร์ฟที่ 2 คือเนื้อปลา Saint-Pierre เช่นกัน พันล้อมด้วยหน่อไม้ฝรั่งฝานมาบาง เมื่อเคี้ยวจะพบกับความกรอบของชิ้นหน่อไม้ฝรั่งด้านนอกและความนุ่มหนึบของเนื้อปลาที่อยู่ตรงกลาง ตัวซุปคือ Vegetables Bouillon หรือซุปผักรสชาติติดขมเบา ๆ เสริมด้วย Aroma ของผักและคาเวียร์ที่ใส่มาพอประมาณ (17/20)

Golden veal sweetbread (115 €)
black truffle mashed potatoes

Ris de veau doré หรือ Golden veal sweetbread เป็นอีกหนึ่ง Bernard Loiseau’s classics ที่ได้จากการนำส่วน Sweetbread หรือต่อมไทมัสของลูกวัวเสิร์ฟมาชิ้นใหญ่แตกต่างจากห้องอาหารอื่น ๆ ทั่วไป (16/20)

Golden veal sweetbread (115 €)
black truffle mashed potatoes

เริ่มต้นด้วยการ Pan-seared หรือจี่บนกระทะจนผิวชั้นนอกกรอบเป็นสีเหลืองทองสร้างมิติทางเนื้อสัมผัสที่ดีกับความนุ่มละมุนของต่อมไร้ท่อด้านใน (16/20)

Golden veal sweetbread (115 €)
black truffle mashed potatoes

ข้างกันคือ Black truffle mashed potatoes เนื้อสัมผัสนุ่มละมุน มีกลิ่นทรัฟเฟิลพอประมาณเพื่อไม่ให้บดบังอโรมาเฉพาะตัวของ Sweetbread นั่นเอง (16/20)

Golden veal sweetbread (115 €)
black truffle mashed potatoes

ภาพเผยให้เห็นเนื้อสีขาวด้านในอันนุ่มละมุนของ Sweetbread ในขณะที่ผิวด้านนอกกรอบเป็นสีเหลืองทอง (16/20)

Mangalica pig from Morvan
confit celery with truffle, crispy loin rissole and pork juice

Mangalica เป็นหมูที่มีต้นกำเนิดมาจากประเทศ Hungary แต่ด้วยเนื้อสัมผัสอันโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ทำให้หมูสายพันธุ์นี้ได้รับความนิยมไปทั่วทั้งทวีปยุโรป เชฟ Patrick Berton เลือกใช้หมูจาก La Ferme du Mont Morvan ซึ่งเป็นฟาร์มหมูที่ตั้งอยู่ในแถบอุทยานแห่งชาติ Morvan เสิร์ฟมาที่ความสุกระดับ Medium เพื่อให้มีความนุ่ม เรียกได้ว่าเคี้ยวง่ายจนแทบละลายในปาก ด้านบนราดด้วย Pork Jus เพื่อเพิ่มความเข้มข้นของรสชาติ (17/20)

Mangalica pig from Morvan
confit celery with truffle, crispy loin rissole and pork juice

รอบ ๆ คือองค์ประกอบอันหลากหลายของมันฝรั่งและแครอท ฝั่งขวาคือ Rissole มีลักษณะเป็นแป้ง Puff Pastry กรอบ ๆ สอดไส้ Pork Loin บดละเอียด จากนั้นตกแต่งจานด้วยแผ่นทรัฟเฟิล สุดท้ายคือ Celery ที่เตรียมมาอย่างดีจนให้เนื้อสัมผัสที่ละเอียดและละมุนทั้งยังผ่านการกงฟีกับทรัฟเฟิลจนหอมเข้ากันดีกับเนื้อหมูได้อย่างไร้ที่ติ (17/20)

Mangalica pig from Morvan
confit celery with truffle, crispy loin rissole and pork juice

เนื้อหมูในประเทศแถบสเปน-ฝรั่งเศสสามารถรับประทานดิบได้ทั้งยังพบเห็นจัดเสิร์ฟกันทั่วไปตามห้องอาหารระดับสูงเนื่องจากอัตราการปนเปื้อนของเชื้อ Streptococcus suis อยู่ในระดับที่ต่ำมาก (17/20)

Epoisses
mustard cream with gingerbread

Époisses de Bourgogne เป็สชีสนมวัวที่มีต้นกำเนิดมาจากหมู่บ้าน Époisses ซึ่งตั้งอยู่ระหว่างเมือง Dijon และ Auxerre ในแคว้น Burgundy เสิร์ฟมาคู่กับผักสด ๆ มัดรวมมาเป็นช่อราดด้วย Mustard Sauce (15/20)

Epoisses
mustard cream with gingerbread

ข้างกันคือ Mustard Cream ท็อปด้านบนด้วย Gingerbread กรอบ ๆ และจุดรอบ ๆ คือ Vinaigrette นั่นเอง (15/20)

Epoisses
mustard cream with gingerbread

ชีสเสิร์ฟมาคู่กับ Cottage Cheese Bread ให้รับประทานคู่กัน (15/20)

Infusion

ล้างปากก่อนเข้าสู่ของหวานด้วยชาหรือ Infusion ที่มีความ Sparkling ซ่า ๆ เสริมด้วยอโรมาเฉพาะตัวของ Mint, Lovage และสมุนไพรอื่น ๆ รสชาติหวานแปร่ง ๆ

Bergamot confit with rosemary scent
marmalade, sorbet and opaline

Xavier Jacquin เป็น Pastry Chef คนใหม่มากประสบการณ์ผู้เคยร่วมงานกับห้องอาหารชั้นนำในกรุง Paris มาแล้วมากมายทั้ง Le Grand Véfour, Cristal Room Baccarat และ Qui Plume La Lune ก่อนจะเดินทางมาร่วมงานกับห้องอาหาร La Côte d’Or ในช่วงฤดูร้อนปี 2021 ในวันนี้เชฟ Xavier ได้จัดเตรียมอาหารหวานในเซ็ตเมนูครบรอบ 40 ปีโดยใช้วัตถุดิบหลักคือ Bergamot หรือมะกรูดเสิร์ฟมาในรูปแบบ Different Variations and Textures (17/20)

Bergamot confit with rosemary scent
marmalade, sorbet and opaline

องค์ประกอบด้านล่างเป็น Bergamot Cake เนื้อสัมผัสนุ่มละมุนเสิร์ฟมาคู่กับ Marmalade องค์ประกอบทรงกลมตรงกลางคือ White Chocolate ทำเป็น Coating กรอบ ๆ สอดไส้ Bergamot Confit จนนุ่มให้อโรมาหอมโดดเด่นและรสชาติขมเบา ๆ ยังมีแผ่น Sablé กรอบท็อปด้วย Bergamot Sorbet และแผ่น Opaline บาง ๆ ช่วยเรียกความสดชื่นเสริมด้วยอโรมาของ Rosemary เข้ากันได้อย่างไร้ที่ติ (17/20)

Rose des sables à la glace pure chocolat (30 €)
coulis d’orange confite

ห้ามพลาดเมนูของหวานสไตล์ Avant-garde ที่ถูกรังสรรค์ขึ้นในปีค.ศ. 1985 ทั้งยังเป็นหนึ่งใน Bernard Loiseau’s classics ที่แสดงถึงภาพจำของ Bernard Loiseau Trio หรือการนำเสนอวัตถุดิบต่าง ๆ ออกมาในลักษณะ 3 รสชาติและ 3 เนื้อสัมผัสผสมผสานกันอย่างลงตัวในจานเดียว (17/20)

Rose des sables à la glace pure chocolat (30 €)
coulis d’orange confite

สำหรับองค์ประกอบสำคัญ 3 อย่างในจานนี้คือ Cacao Ultra-fines, Bitter Chocolate Sorbet และ Candied Orange Coulis เริ่มจากแผ่น Tuiles กรอบ ๆ ถูกเตรียมจากโกโก้คุณภาพสูง คั่นกลางด้วยซอร์เบท์ช็อกโกแลตเย็น ๆ รสชาติเข้มข้น ความขมของช็อกโกแลตจะบาลานซ์รสชาติกันกับความเปรี้ยวของซอสส้มด้านล่างได้อย่างน่าประทับใจ ถือเป็นเมนูที่เต็มไปด้วยความเรียบง่ายแต่สร้างความซับซ้อนทางรสชาติจากองค์ประกอบหลักเพียง 3 อย่างได้อย่างไร้ที่ติสมกับที่ไม่เคยถูกถอดออกจากรายการเมนูแบบ À La Carte มาจวบจนถึงปัจจุบัน (17/20)

Mignardises

ปิดท้ายมื้ออาหารด้วย Mignardises ที่ถูกรังสรรค์โดยเชฟ Xavier Jacquin เช่นกันเริ่มต้นจาก Pineapple เป็นแผ่นบิสกิตกรอบท็อปด้วยองค์ประกอบของสับปะรด, Mango เป็นบิสกิตท็อปด้วยองค์ประกอบหวาน ๆ ของมะม่วงและ Chocolate เสิร์ฟมาหลากหลายรูปแบบให้รสชาติที่เข้มข้น

Mignardises

เปิดออกมาด้านล่างจะพบขนมเพิ่มเติมอีก 3 อย่างคือ Blackberries Macaron, Chocolate with Ganache และ Caramel with Vanilla โดยอย่างหลังมีลักษณะคล้ายทอฟฟี่นุ่ม ๆ รสชาติหวาน ๆ ปิดท้ายมื้ออาหารได้อย่างสมบูรณ์

Special Chocolate

สำหรับใครที่มาเฉลิมฉลองในโอกาสพิเศษทางร้านจะมอบช็อกโกแลตติดไม้ติดมือกลับบ้านให้ไปด้วย

💰 ราคา 494 €

🎗 [THE PLACE] Saulieu เป็นเมืองชนบทเล็ก ๆ ที่ตั้งอยู่ไม่ไกลจากถนนสายหลักชื่อว่า Via Agrippa ซึ่งแต่เดิมถูกสร้างขึ้นโดยชาวโรมันก่อนที่จะเปลี่ยนชื่อมาเป็น Grand Chemin ในช่วงยุคกลางและอีกหลายชื่อคือ Route Royale, La Route Impériale, La Grande Route, La Nationale 6 (หรือชื่อเล่นว่า The Holiday Road) และ D906 ในปัจจุบัน บริเวณใจกลางเมืองเป็นที่ตั้งของ La Côte d’Or อาคารขนาดเล็กที่ถูกสร้างขึ้นในช่วงศตวรรษที่ 18 ทั้งยังเคยถูกใช้งานเป็นที่ทำการไปรษณีย์ก่อนที่จะถูกซื้อต่อโดยเชฟ Paul Budin และภรรยาของเขา Elise ในปี 1904 คู่สามี-ภรรยาเริ่มต้นติดตั้งเครื่องอำนวยความสะดวกพื้นฐานให้กับตัวโรงแรมอย่างเช่นห้องน้ำและระบบ Central Heating ต่อมาพ่อครัวประจำร้าน Jean-Baptise Monin ได้ทำการรังสรรค์เมนู Le Jambon à la Crème (Ham with Cream) จนได้รับรางวัลจากนิทรรศการ Paris Salon ในปี 1924 และคว้ารางวัล 1 MICHELIN Star มาครองได้ในปี 1926 กาลเวลาล่วงเลยมาจนกระทั่งปี 1930 ที่เชฟระดับตำนานอย่าง Alexandre Dumaine และภรรยา Jeanne ผู้ผ่านประสบการณ์บริหารโรงแรมชื่อดังในประเทศ Algeria มานานกว่า 9 ปีได้ติดต่อเข้าซื้อกิจการ l’Hostellerie La Côte d’Or และสร้างช่วงเวลาอันรุ่งโรจน์โดยการคว้ารางวัล 3 MICHELIN Stars มาครองได้สำเร็จในช่วงปี 1935-1964 และกลายมาเป็น Gastronomic Landmark ควบคู่ไปกับห้องอาหารระดับ 3 MICHELIN Stars อีก 2 แห่งคือ Pic และ Point (ปัจจุบันคือ La Pyramide) ทั้งยังจัดเสิร์ฟอาหารให้ผู้มีชื่อเสียงระดับโลกมากมายเช่นกษัตริย์ Alphonse XIII แห่งประเทศ Spain, เจ้าชาย Rainier แห่งราชรัฐ Monaco, Aga Khan, Sacha Guitry, Orson Welles, Mistinguett, Edith Piaf, Vivien Leigh, Bernard Buffet, Charlie Chaplin, Gary Cooper, Salvador Dali และ Rita Hayworth ทุกคนล้วนลงชื่อในสมุด Guest Book สะสมกันเป็นระยะเวลานานกว่า 30 ปี (ก่อนที่หนังสือเล่มนั้นจะถูกเชฟ Alexandre Dumaine โยนเข้าทำลายในเตาอบเพราะมีลูกค้าเขียนคอมเม้นต์ในทางลบลงไป) อย่างไรก็ตามจากที่กล่าวมาทำให้เชฟ Alexandre Dumaine ได้รับฉายาว่า “The cook of king and the king of cook” และ “Alexander the Magnificent” จนกลายมาเป็นตำนานของเมือง Saulieu สังเกตุได้จากรูปปั้นหมีสีขาวที่ออกแบบโดย François Pompon ศิลปินท้องถิ่นชาว Seulieu ตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่ ณ Square Alexandre-Dumaine ตรงข้ามกับ Relais Bernard Loiseau กระทั่งตัวร้านและโรงแรมได้ตกมาอยู่ในมือของคุณ Claude Verger และเชฟ Bernard Loiseau ในเวลาต่อมาซึ่งจะขอกล่าวถึงในหัวข้อถัดไป

🎗 [THE CHEF, PATRICK BERTON] Patrick Berton เกิดที่เมือง Rennes ในแคว้น Brittany ทางตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศฝรั่งเศส ด้วยแรงบันดาลใจจากคุณแม่ทำให้ตัวเขาตัดสินใจเลือกเส้นทางสายอาชีพเชฟเริ่มต้นโดยการเข้าศึกษาที่ l’Ecole Hôtelière de Saint-Nazaire และใช้เวลาร่วม 2 ปีในแถบ Brittany Coast ในการฝึกฝนฝีมือก่อนที่จะมีโอกาสได้ร่วมงานเชฟ Marc Tizon ที่ห้องอาหาร Le Palais ในเมือง Rennes ครั้นมีอายุได้ 20 ปีเชฟ Patrick Berton ได้เดินทางมายังเมือง Saulieu เพื่อร่วมงานกับห้องอาหาร La Côte d’Or ในตำแหน่ง Commis และ Pastry ตั้งแต่ปี 1982 ก่อนที่จะไต่เต้าขึ้นมาเป็นถึงมือขวาของเชฟ Bernard Loiseau ในเวลาต่อมา หลังจากเกิดเหตุการณ์อันน่าเศร้าอย่างที่กล่าวไปคุณ Dominique ภรรยาของเชฟ Bernard Loiseau ได้ถามถึงความสมัครใจพร้อมกับมอบตำแหน่ง Chef de Cuisine ให้กับเชฟ Patrick Berton ทั้งนี้ตัวเขายังพัฒนารูปแบบการนำเสนออาหารเป็นของตัวเองจนกระทั่งในปี 2022 นี้เองห้องอาหาร La Côte d’Or ได้จัดทำ Set Menu พิเศษชื่อว่า 40 ans de Patrick Berton เพื่อเฉลิมฉลองความสัมพันธ์อันยาวนานกว่า 40 ปีซึ่งเราจะได้ลองชิมกันในวันนี้อีกด้วย

🎗 [THE FOOD] ห้องอาหาร La Côte d’Or นำเสนออาหารหลากหลายรูปแบบ เริ่มต้นจากรายการ À La Carte ให้เลือกชิมกันได้ตามใจชอบโดยมี Plat classique de Bernard Loiseau เมนูระดับตำนานของวงการอาหารฝรั่งเศสที่รังสรรค์โดยเชฟ Bernard Loiseau สมัยที่ตัวร้านยังครองความรุ่งโรจน์ด้วยรางวัล 3 MICHELIN Stars เป็นจานชูโรง แต่ละจานล้วนประกอบขึ้นจาก 3 รสชาติตามสูตร Bernard Loiseau Trio อันโด่งดัง

ถัดมาคือ Set Menu ที่ได้รับการคิดค้นใหม่โดยเชฟ Patrick Berton เริ่มต้นจาก Dèjeuner (165 €/p) เซ็ตเมนูจำนวน 4 คอร์สคือ Starter, Main Course, Cheese และ Dessert แต่ละคนสามารถเลือกแตกต่างกันได้และจัดเสิร์ฟเฉพาะมื้อกลางวันเท่านั้น

ตามมาด้วย 40 ans de Patrick Berton (225 €/p) เซ็ตเมนูจำนวน 6 คอร์สที่สร้างขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองครบรอบ 40 ปีของ Patrick Berton ทั้งยังรวบรวมจานคลาสสิคต่าง ๆ เอาไว้มากมาย สุดท้ายคือ Dégustation (255 €/p) เซ็ตเมนูจำนวน 6 คอร์สที่นำเสนอเมนูที่ได้รับการรังสรรค์ขึ้นใหม่ล่าสุด

ห้องอาหารเรือธงอย่าง La Côte d’Or นำเสนออาหารฝรั่งเศสชั้นสูง ผนังฝั่งหนึ่งกั้นด้วยกระจกใสมองออกไปจะพบกับสวนสไตล์ English Garden ขนาดย่อมที่ตั้งอยู่ ณ ใจกลางโรงแรมรวมไปถึงบันไดวนทำจากไม้โอ้คอันเป็นเอกลักษณ์

ภายในตกแต่งด้วยพื้นกระเบื้องสีน้ำตาลเข้มแบบโบราณเข้ากันดีกับโต๊ะไม้ที่ปูด้วยผ้าลินินสีขาว

นอกจากห้องอาหาร La Côte d’Or แล้ว Bernard Loiseau SA ยังมีห้องอาหารในควบคุม ณ เมืองอื่น ๆ อีก 2 แห่งคือ Loiseau des Ducs (🌟 1 MICHELIN Star) ในนคร Dijon และ Loiseau des Vignes (Selected by Michelin Guide) ในเมือง Beaune อีกด้วย

เพื่อน ๆ ที่เป็นคอดื่มสามารถเพลิดเพลินกับไวน์คุณภาพสูงกว่า 15,000 ขวดหรือ 900 Labels คัดสรรโดย Sommelier มากประสบการณ์อย่าง Eric Goettelmann (Meilleur Ouvrier de France 2019) ทั้งยังมีเครื่อง Wine Dispenser ให้ทุกคนได้เลือกชิมไวน์ท้องถิ่นคุณภาพดีของแคว้น Burgundy กันแบบ By glass

บรรยากาศบริเวณล็อบบี้

🎗 [THE CHEF, BERNARD LOISEAU] Bernard Daniel Jacques Loiseau เกิดที่ Chamalières เมืองเล็ก ๆ ในแคว้น Auvergne แถบฝรั่งเศสตอนกลาง เมื่ออายุย่างเข้าสู่วัยรุ่นเขาตัดสินใจอย่างแน่วแน่ในการเป็นเชฟโดยเริ่มต้นฝึกงานกับห้องอาหารระดับตำนานอย่าง Maison Troisgros (ปัจจุบันคือ Troisgros – Le Bois sans Feuilles – 3 MICHELIN Stars) ของสองพี่น้อง Jean และ Pierre Troisgros ตั้งแต่ปี 1968 ถึง 1971 จนกระทั่งในปี 1972 เชฟ Bernard Loiseau ได้หันมาร่วมงานกับคุณ Claude Verger ที่ห้องอาหาร La Barrière de Clichy และ Barrière Poquelin จนได้รับการยกย่องจาก Gault et Millau ให้เป็นตัวแทนการนำเสนออาหารในรูปแบบ Nouvelle Cuisine ซึ่งมีความละเอียดและซับซ้อนกว่า Cuisine Classique หรือ Haute Cuisine แบบดั้งเดิม ต่อมาในปี 1975 คุณ Claude Verger ตัดสินใจเข้าซื้อกิจการห้องอาหาร La Côte d’Or ในเมือง Saulieu ต่อจากเชฟระดับตำนานอย่าง Alexandre Dumaine โดยมอบหมายให้ Bernard Loiseau รับตำแหน่ง Chef de Cuisine และมีอิสระในการพัฒนาสไตล์อาหารเป็นของตัวเอง กระทั่งในปี 1982 เชฟ Bernard Loiseau ตัดสินใจซื้อกิจการต่อจากคุณ Verger อีกทีหนึ่งเพื่อควบรวมตำแหน่งเป็นเชฟ-เจ้าของร้านในที่สุด ห้องอาหาร La Côte d’Or ได้รับรางวัล 🌟 1 MICHELIN Star ในปี 1977 รวมไปถึงคะแนน 17/20 จาก Gault et Millau ตามมาด้วย 🌟🌟 2 MICHELIN Stars ในปี 1981 ก่อนที่จะได้รับความนิยมอย่างล้นหลามจากนักชิมทั่วทั้งประเทศฝรั่งเศสจนสามารถคว้ารางวัล 🌟🌟🌟 3 MICHELIN Stars มาครองได้สำเร็จในปี 1991 พ่วงด้วยคะแนนจาก Gault et Millau ที่สูงถึง 19/20 ทั้งยังได้รับมอบตำแหน่ง Légion d’Honneur โดยประธานาธิบดี François Mitterand ในปี 1995 อีกด้วย นอกจากห้องอาหารเรือธงแล้วเชฟ Bernard Loiseau ยังได้ก่อตั้ง Bernard Loiseau SA ขึ้นในปี 1998 พร้อมกับสร้างประวัติศาสตร์ในการเป็นเชฟระดับ 3 MICHELIN Stars คนแรกที่สามารถนำบริษัทเข้าสู่ตลาดหุ้นในกรุง Paris ได้สำเร็จก่อนที่จะเปิดไลน์ผลิตอาหารและซอสแพ็คในถุงสุญญากาศ นอกจากนี้ตัวเขายังเปิดห้องอาหารเพิ่มเติมขึ้นอีก 3 แห่งในกรุง Paris คือ Tante Jeanne, Tante Louise และ Tante Marguerite และผลิตงานเขียนออกมาจำนวนมากอีกด้วย

กาลเวลาอันรุ่งโรจน์ล่วงเลยไปจนกระทั่งคู่มือปี 2003 ของ Gault et Millau ตัดสิน ใจปรับลดคะแนนห้องอาหาร La Côte d’Or จาก 19/20 เหลือ 17/20 พ่วงด้วย “ข่าวลือ” จากหนังสือพิมพ์ La Figaro ว่า MICHELIN Guide มีแผนในการปรับให้ La Côte d’Or กลายมาเป็นห้องอาหารระดับ 2 ดาวซึ่งข้อเท็จจริงในส่วนนี้ยังเป็นที่ถกเถียงกันมาจนถึงปัจจุบัน อย่างไรก็ตามหนังสือพิมพ์ The New Yorker มีบทความที่กล่าวอ้างถึงหลักฐานการพบกันของเชฟ Bernard Loiseau และ MICHELIN Guide ในช่วงฤดูใบไม้ร่วงปี 2002 พร้อมทั้งคำเตือนเกี่ยวกับการรักษาคุณภาพอาหาร ทั้งยังมีหลักฐานเชิงประจักษ์คือจดหมายตอบกลับจาก Dominique Loiseau ภรรยาของเชฟถึง MICHELIN Guide โดยพยายามอธิบายถึงความตั้งใจและการอุทิศตนของเชฟ Bernard Loiseau ในการพัฒนาคุณภาพให้ดียิ่งขึ้นกว่าเดิม จากเหตุผลที่กล่าวมาทำให้บุคคลภายนอกบางส่วนเชื่อว่าการถูกปรับลดคะแนน (โดยเฉพาะจาก Gault et Millau) เป็นสาเหตุหนึ่งของการเกิดภาวะซึมเศร้าและนำไปสู่เหตุการณ์ในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2003 หลังจบ Lunch Service ของห้องอาหาร La Côte d’Or หนึ่งในเชฟระดับตำนานของประเทศฝรั่งเศส Bernard Loiseau ตัดสินใจใช้ปืน Hunting Rifle ยิงเข้าที่ศีรษะของตัวเองและเสียชีวิตในทันทีด้วยวัย 52 ปีสร้างความสะเทือนใจอย่างใหญ่หลวงต่อวงการอาหารฝรั่งเศสและข้อถกเถียงเกี่ยวกับขอบเขตการวิจารย์ของนักชิม นักหนังสือพิมพ์ และ Food Critics ในยุคนั้น อย่างไรก็ตามขอย้ำอีกครั้งหนึ่งว่าสาเหตุที่แท้จริงของเหตุการณ์อันน่าเศร้านี้ยังคงสรุปไม่ได้มาจนถึงปัจจุบัน

ห้องจัดแสดงภาพของหนึ่งในเชฟระดับตำนานแห่งวงการอาหารฝรั่งเศส

บันไดวนริมสวนทำจากไม้โอ้คอันเป็นเอกลักษณ์ของห้องอาหารแห่งนี้

บรรยากาศภายในสวน

บริเวณสวนเต็มไปด้วยแมกไม้สีเขียวดูร่มรื่นตา

ภาพบริเวณสวน

บริเวณหน้าโรงแรม

ป้ายโรงแรม

หลังจบมื้ออาหารอย่าลืมแวะชมสินค้าที่ Boutique Bernard Loiseau สถานที่สำหรับจัดจำหน่ายเครื่องปรุง แก้วไวน์ รวมไปถึงของที่ระลึกอีกมากมาย

บรรยากาศภายใน Boutique Bernard Loiseau

สำหรับตัวโรงแรม Relais Bernard Loiseau เป็นสมาชิกของ Relais & Châteaux มาตั้งแต่ปี 1975 โดยมีห้องสำหรับให้บริการทั้งหมด 26 ห้องและจัดเสิร์ฟอาหารเช้าใน The Alexandre Dumaine Dining Room ซึ่งเป็นห้องรับประทานอาหารหลักสมัยที่ตัวร้านอยู่ภายใต้การควบคุมของเชฟ Alexandre Dumaine

สำหรับใครที่มองหาความผ่อนคลายสามารถเพลิดเพลินกับ La Villa Loiseau des Sens หนึ่งในสปาที่ตกแต่งได้อย่างวิจิตรตระการตาที่สุดในยุโรป

ตัวโรงแรมประกอบไปด้วยห้องอาหาร 2 แห่งคือ Bistrot Loiseau des Sens (Selected by Michelin Guide) นำเสนออาหารในรูปแบบ Healthy Cuisine อย่างเช่นอาหาร Organic และ Gluten – free ภายในตกแต่งให้มีบรรยากาศผ่อนคลายในสไตล์ Minimalism และห้องอาหารเรือธงอย่าง La Côte d’Or นำเสนออาหารฝรั่งเศสชั้นสูง

รางวัลต่าง ๆ

Member of Les Grandes Tables Du Monde

🎗 [WHY GO] มื้ออาหารที่ La Côte d’Or เปรียบเสมือนการเปิดอ่านหนังสือที่บันทึกเรื่องราวของวงการอาหารฝรั่งเศสโดยเฉพาะเมือง Saulieu ตั้งแต่ยุคเฟื่องฟูไปจนถึงช่วงเวลาอันถดถอย อย่างไรก็ตามด้วยความสามารถของคุณ Dominique Loiseau และเชฟ Patrick Berton ทำให้ Bernard Loiseau SA ฝ่าวิกฤติจนกลายเป็นหนึ่งในเพชรเม็ดงามแห่งแคว้น Burgundy มาจนถึงปัจจุบัน ราคาอาหารค่อนข้างสูงแต่ก็แลกมาด้วยความพริ้วไหวและความเป็นมืออาชีพของทีมบริกร เราขอแนะนำให้เลือกจองช่วงมื้อกลางวันเพื่อลิ้มลองเซ็ตเมนูที่มีความหลากหลายไปพร้อม ๆ กับบรรยากาศของแมกไม้สีเขียวขจีและบันไดวนซึ่งเป็นเอกลักษณ์ที่คุ้นตาของบรรดานักชิมท้องถิ่นชาว Burgundian เป็นอย่างดี