หน้าแรก » 🇨🇭 Cheval Blanc by Peter Knogl – ชีวาล บลังค์ บาย ปีเตอร์ คโนกล์
Visit: July 2, 2022
🇨🇭 Cheval Blanc by Peter Knogl - ชีวาล บลังค์ บาย ปีเตอร์ คโนกล์
👨🏻🍳 Chef Peter Knogl - เชฟปีเตอร์ คโนกล์
Blumenrain 8, Basel, 4001, Switzerland
Tel: (+41) 61 260 50 07
Cuisine
🍴 Classic French - อาหารฝรั่งเศสคลาสสิค
Country
Switzerland
MICHELIN Guide
3 MICHELIN Stars
Score
19/20
Price
[INTRO] เทือกเขาสูงตระหง่าน, หมู่บ้านโบราณยุคกลาง และทะเลสาบสีฟ้าครามทำให้สวิสเซอร์แลนด์กลายมาเป็นจุดหมายสำคัญของนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลก อย่างไรก็ตามเมื่อพูดถึงเรื่องของอาหารแล้วดูเหมือนว่าประเทศเล็ก ๆ แห่งนี้มักจะอยู่ภายใต้ร่มเงาของประเทศเพื่อนบ้านใกล้เคียงอย่างฝรั่งเศส อิตาลี และเยอรมนีอยู่พอสมควร คำกล่าวนี้อาจไม่เป็นจริงอีกต่อไปเมื่อห้องอาหารระดับสูงในประเทศสวิสเซอร์แลนด์สามารถดึงตัวเหล่าเชฟมากฝีมือจากทั่วทั้งทวีปยุโรปโดยหนึ่งในนั้นคือ Peter Knogl เชฟมากฝีมือจากแคว้น Bavaria ผู้ผสมผสานอาหารฝรั่งเศสคลาสสิคเข้ากับวัตถุดิบจาก Asia และพื้นที่แถบ Mediterranean จนได้ออกมาเป็นเมนูที่มีความโดดเด่นไม่ซ้ำใคร
[THE PLACE, Hotel Les Trois Rois] ก่อนรถจักรไอน้ำและทางเดินรถไฟจะถูกคิดค้นขึ้นนั้นแม่น้ำ Rhine ถือเป็นเส้นทางการค้าสายหลักในพื้นที่แถบยุโรปตะวันตกโดยมีนคร Basel เป็นจุดหมายปลายทางสุดท้ายทางตอนใต้ อาคารแห่งแรกในเมืองที่ได้รับการบันทึกเอาไว้อย่างเป็นทางการในปี 1245 มีชื่อว่า zur Blume (แปลตรงตัวว่า To The Flowers) มีลักษณะเป็น Inn หรือ Guesthouse ขนาดเล็กที่ครอบครองโดยตระกูล von Pfaff สำหรับตำแหน่งของตัวอาคารได้รับการบันทึกเอาไว้ว่า “domus zem blumen in vico crucis” หรือแปลตรงตัวได้ว่า “House of Flowers at the cross street” ซึ่งนักประวัติศาสตร์สามารถอนุมานได้ว่าเป็นพื้นที่แถบ Blumenrian หรือตำแหน่งของโรงแรม Les Trois Rois ในปัจจุบัน ต่อมาในปี 1255 ตัวอาคารถูกส่งต่อกรรมสิทธิ์มายังโบสถ์ St. Peter ซึ่งตั้งอยู่ไม่ไกลกัน อย่างไรก็ตามจากเหตุแผ่นดินไหวในปี 1356 ทำให้อาคารต่าง ๆ ในแถบนี้พังทลายลงทั้งหมด ส่วนบันทึกอย่างเป็นทางการของ “Drei Könige” ในภาษาเยอรมันหรือ “Trois Rois” ในภาษาฝรั่งเศสหรือ “Tree Kings” ในภาษาอังกฤษซึ่งก็คือ Hotel Les Trois Rois ในปัจจุบันนั้นปรากฎหลักฐานเป็นครั้งแรกในปี 1681 โดยคำว่า Three Kings ได้รับการอ้างอิงมาจากตำนานของนักปราชญ์ทั้งสามนามว่า Caspar, Melchior และ Balthasar ซึ่งมักถูกใช้ชื่อเป็นชื่อของโรงแรมที่ตั้งอยู่บนเส้นทางการค้าในประเทศสวิสเซอร์แลนด์และเยอรมนีทางตอนใต้ กาลเวลาล่วงเลยมาจนกระทั่งในปี 1842 ซึ่งเป็นช่วงเดียวกับการแผ่ขยายเส้นทางรถจักรไอน้ำ เจ้าของที่ดินนามว่า Johann Jakob Senn เล็งเห็นถึงศักยภาพของพื้นที่ในแถบนี้จึงสั่งทำลายอาคารเดิมลงเพื่อก่อสร้างโรงแรมใหม่ที่มีขนาดใหญ่กว่าเดิม เขามอบหมายงานสถาปนิคชื่อดัง Amadeus Merian ออกแบบอาคารในสไตล์ Bell Epoque ยุคเริ่มแรกและกลับมาเปิดทำการอีกครั้งในวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 1844 ใช้ชื่อว่า Grand Hotel Des Trois Rois ในปี 1915 พื้นที่ฝั่งใต้ของโรงแรม (Blumenrain 2) ได้ถูกโอนกรรมสิทธิ์ไปให้กับ Kantonal Bank ก่อนที่จะได้รับการปรับปรุงเป็น Tourist Office หรือสำนักงานท่องเที่ยวในปี 1938 ต่อมาในปี 2004 นักธุรกิจคือคุณ Dr. h.c. Thomas Straumann ได้รับช่วงต่อกิจการและมอบหมายงานให้ Christian Lang สถาปนิคชาว Basel โดยขยับขยายห้อง Ball Room ห้อง Banqueting และ Conference Room เพิ่มเติมขึ้นมาและเปิดทำการอีกครั้งในปี 2006 ภายในชื่อ Hotel Les Trois Rois จนถึงปัจจุบันตัวโรงแรมได้เปิดประตูต้อนรับบุคคลผู้มีชื่อเสียงมากมายอาทิ Napolean Bonaparte ซึ่งได้เคยแวะมารับประทานอาหารมื้อกลางวันที่นี่เพื่อพูดคุยถึงความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของฝรั่งเศสและสวิสเซอร์แลนด์ นอกจากนี้ยังมี Queen Elizabeth II, Duke Ellington, Pablo Picasso, Thomas Mann, Voltaire, Charles Dickens, Theodor Herzl และองค์ Dalai Lama อีกด้วย
[THE PLACE, Cheval Blanc by Peter Knogl] สำหรับห้องอาหาร Cheval Blanc by Peter Knogl นั้นได้ชื่อมาจากยี่ห้อไวน์อันโด่งดังของเมือง St. Emilion โดยมีตำแหน่งตั้งอยู่ที่ชั้น Ground Floor ทางฝั่งขวามือของ Receptions ห้องรับรองตกแต่งอย่างหรูหราในสไตล์ฝรั่งเศส ลูกค้าสามารถเริ่มต้นมื้ออาหารด้วยเครื่องดื่มบริเวณเคาน์เตอร์บาร์หรือในวันที่อากาศเป็นใจสามารถเดินออกไปยังบริเวณเทอเรสซึ่งโดดเด่นด้วยทัศนียภาพมุมกว้างของแม่น้ำ Rhine และบ้านเรือนฝั่งตรงข้าม เมื่อถึงเวลาประตูไม้จะเปิดออกเผยให้เห็นห้องรับประทานอาหารหลักที่ตกแต่งได้อย่างวิจิตรตระการตา กระจกบานใหญ่เปิดรับแสงแดดจากธรรมชาติให้ตกสะท้อนกับพื้นไม้ปาเก้สีน้ำตาลเข้ม ผ้าปูโต๊ะลินินสีขาวตัดกันกับเก้าอี้และผ้าม่านสีม่วงขนาดใหญ่ เพดานปูนปั้นสูงโปร่งมีคริสตัลแชนเดอเลียห้อยระย้าลงมาช่วยให้บรรยากาศภายในดูคลาสสิคและร่วมสมัยในเวลาเดียวกัน สำหรับใครที่อยากเห็นเชฟ Peter Knogl และทีมงานสามารถเดินออกไปข้าง ๆ ห้องน้ำซึ่งเป็นจุดที่สามารถมองเข้าไปเห็นครัวผ่านกระจกใสที่ปิดกั้นเอาไว้ การบริการทุกขั้นตอนเป็นไปอย่างไร้ที่ติจนสามารถรังสรรค์ประสบการณ์ทางอาหารสุดพิเศษที่เหล่านักชิมและผู้เยี่ยมเยือนทุกคนจะไม่มีวันลืมไปตราบนานเท่านาน
[THE CHEF & THE FOOD] แม้ว่าโรงแรมและห้องอาหารจะอยู่ในนคร Basel ประเทศสวิสเซอร์แลนด์แต่เชฟ Peter Knogl นั้นเกิดและเติบโตมาในแคว้น Bavaria ทางตอนใต้ของประเทศเยอรมนี หลังจากร่วมงานกับเชฟระดับตำนานอย่าง Heinz Winkler ตัวเขาได้เดินทางไปยังแคว้น Andalucia ทางตอนใต้ของประเทศสเปนและทำงานอยู่ในแถบนั้นถึง 7 ปีก่อนจะย้ายมารับงานในนคร Basel และกรุง London ที่ ห้องอาหาร Les Saveurs ในช่วงเวลาสั้น ๆ อีกด้วย ในปี 2007 เขาได้รับมอบหมายหน้าที่ในการควบคุมห้องอาหาร Cheval Blanc แห่งโรงแรม Les Trois Rois และสามารถคว้ารางวัล
1 MICHELIN Star มาครองได้ภายในระยะเวลาเพียง 7 เดือนหลังเปิดทำการ รางวัล ![]()
2 MICHELIN Stars ตามมาทันทีในปีถัดมาก่อนจะเลื่อนระดับสู่การเป็นห้องอาหารระดับ ![]()
![]()
3 MICHELIN Stars จากสมุดปกแดงฉบับปี 2016 นอกจากนี้เชฟ Peter Knogl ยังได้รับรางวัลอันทรงเกียรติ Chef of The Year จาก Gault&Millau ถึง 2 ครั้งในคู่มือปี 2011 และ 2015 อีกด้วย ห้องอาหาร Cheval Blanc by Peter Knogl จัดเตรียมอาหารฝรั่งเศสคลาสสิคโดยผสมผสานกลิ่นอายของความเป็น Asian และ Mediterranean ออกมาได้อย่างน่าประทับใจ เชฟ Peter Knogl มีความชื่นชอบในการใช้วัตถุดิบจากประเทศญี่ปุ่นและการใช้เลือกเครื่องเทศรวมไปถึงรสชาติของอาหารไทยมากเป็นพิเศษ Tasting Menu ที่นี่ใช้ชื่อว่า Le Menu des Rois นำเสนอมาจำนวน 5 Courses/240 CHF และ 6 Courses/270 CHF ทั้งยังมีรายการแบบ À La Carte ให้เลือกกันได้ตามใจชอบโดยมีราคาอยู่ที่จานละ 58-98 CHF อย่างไรก็ตามเราขอยกคอร์สที่ที่ดีที่สุดมาเล่าให้ฟังตรงนี้สัก 3 จานดังนี้
เริ่มต้นคอร์สแรกอย่างเป็นทางการด้วย Toro หรือส่วนท้องของปลาทูน่าที่ผ่านการเตรียมมาดีมาก ๆ จนให้เนื้อสัมผัสละมุนจนแทบละลายไปในปาก เขฟจับคู่กับองค์ประกอบของแตงกวาช่วยเรียกความสดชื่นแต่กลับไม่มีกลิ่นเฉพาะตัวมารบกวนกลิ่นของปลาแม้แต่น้อย ในด้านรสชาติเชฟเลือกใช้ความเปรี้ยวจากซิตรัส Yuzu และซอส Ponzu ซึ่งเข้ากันดีกับเนื้อปลาได้อย่างไร้ที่ติ (20/20)
หน่อไม้ฝรั่งขาวหั่นเป็นชิ้น ๆ ขนาดพอดีคำ เนื้อสัมผัสค่อนข้างนุ่ม รสชาติหวานเบา ๆ ตัดกันกับความหนึบแต่ไม่เหนียวของเห็ดโมเรล ทั้งยังไม่มี Earthy Aroma โดดออกมามากจนเกินไป รอบ ๆ คือซอสเชอร์รี่อุ่น ๆ ให้รสชาติครีมมี่ หอม มัน ไร้ที่ติ ทั้งหมดเสิร์ฟมาใน Cassolette หรือภาชนะกระเบื้องเคลือบสีขาวดูน่ารับประทานมาก ๆ (20/20)
Gariquette เป็นสตรอว์เบอร์รี่สายพันธุ์แรก ๆ ที่มีการนำมาเพาะปลูกอย่างกว้างขวางโดยมีผลสีแดงสดทรงยาวค่อนไปทางรี มีความฉ่ำสูง รสชาติหวานอร่อยจนเป็นที่นิยมกันมากในประเทศฝรั่งเศส เชฟเตรียมมาในหลากหลายรูปแบบที่แตกต่างกันคือผลสตรอว์เบอร์รี่สด (Fresh), Sorbet และ Sphere จับคู่กับความเปรี้ยวและสดชื่นของโยเกิร์ตในรูปแบบของ Espuma และ Ice Cream ตัดด้วยความเปรี้ยวสดชื่นของมะนาว จานนี้จานเดียวสามารถสร้างสรรได้ทั้งความเปรี้ยว ความหวาน ความหอมออกมาได้อย่างลงตัวไร้ที่ติ (19/20)
[WHY GO] ถึงสวิสเซอร์แลนด์จะมีขนาดค่อนข้างเล็กแต่ Cheval Blanc by Peter Knogl คือบทพิสูจน์ชั้นดีว่าอาหารชั้นสูงของประเทศนี้ได้รับการพัฒนาจนสามารถเทียบชั้นได้กับประเทศอื่น ๆ อย่างฝรั่งเศส เยอรมนี และอิตาลีได้อย่างไม่เคอะเขิน อาหารทุกจานถูกเตรียมออกมาอย่างไร้ที่ติทั้งยังมีราคาที่เข้าถึงง่ายเมื่อเทียบกันกับค่าครองชีพอันสูงลิบในแถบนี้ นอกจากตัวเชฟแล้วอีกหนึ่งท่านที่สร้างความประทับใจให้กับเราคือคุณ Giuseppe Giliberti ผู้รับตำแหน่งเป็น Maître d’Hotel โดยตัวเขานั้นสามารถบริการลูกค้าอย่างเราในรูปแบบ Asian Hospitality ไปพร้อม ๆ กันกับการบริการลูกค้าโต๊ะข้าง ๆ แบบ French Service ได้อย่างไร้รอยต่อ แอบกระซิบล่วงหน้าว่าตัวร้านมีพิธีรีตองค่อนข้างเยอะจึงอาจต้องระมัดระวังเรื่องการแต่งตัวกันสักนิด ส่วนใครที่ใช้กล้องถ่ายรูปให้รีบแจ้งกับคุณ Giuseppe Giliberti เนื่องจากแต่เดิมแล้วทางร้านอนุญาตให้ใช้เพียงกล้องโทรศัพท์มือถือเท่านั้นก่อนที่จะเริ่มอนุโลมให้ใช้กล้องขนาดพกพาได้ในปีก่อน (แต่ต้องรีบถ่ายและนำวางเอาไว้ที่โต๊ะเล็กวางสัมภาระข้างตัว) หลังจบมื้ออาหารอย่าลืมแวะไปเก็บภาพบนสะพาน Mittlere Brücke รวมไปถึงจุดชมวิวมุมสูงข้าง ๆ Basler Münster ซึ่งตั้งอยู่บนเนินเขาห่างออกไปเพียง 800 เมตรเท่านั้น
Price :
240-270 CHF
Parking :
จอดรถที่โรงแรม Les Trois Rois
Operating Time :
12.00-14.00, 19.00-22.00 ปิดวันอาทิตย์-จันทร์
Dress Code :
Smart Casual
Score
👍 ห้องอาหารฝรั่งเศสที่ผสมผสานความเป็น Asian และ Mediterranean ออกมาได้อย่างลงตัว
อาหาร :
19
ราคา :
เทคนิค :
อัตลักษณ์ :
บรรยากาศ :
บริการ :
ไวน์ :
Map
📃 LE MENU DES ROIS (270 CHF)
Textures de champignons/Pata Negra
Macaron/foie/orange/Garam Masala
Toro of tuna, Ponzu and cucumber
Cassolette of white asparagus and spring morels
Filet of red mullet, crispy scales and saffron
Saddle of French lamb, beans and Mediterranean flavours
Selection of soft and hard cheeses from Maître Antony in Ferrette
Gariquette strawberries, lime and yoghurt
Cheval Blanc by Peter Knogl – ชีวาล บลังค์ บาย ปีเตอร์ คโนกล์
![]()
![]()
3 MICHELIN Stars – 3 ดาวมิชลิน
![]()
![]()
![]()
![]()
19/20 Gault&Millau – 19/20 โก&มิโย
Classic French – อาหารฝรั่งเศสคลาสสิค
Chef Peter Knogl – เชฟปีเตอร์ คโนกล์
[INTRO] เทือกเขาสูงตระหง่าน, หมู่บ้านโบราณยุคกลาง และทะเลสาบสีฟ้าครามทำให้สวิสเซอร์แลนด์กลายมาเป็นจุดหมายสำคัญของนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลก อย่างไรก็ตามเมื่อพูดถึงเรื่องของอาหารแล้วดูเหมือนว่าประเทศเล็ก ๆ แห่งนี้มักจะอยู่ภายใต้ร่มเงาของประเทศเพื่อนบ้านใกล้เคียงอย่างฝรั่งเศส อิตาลี และเยอรมนีอยู่พอสมควร คำกล่าวนี้อาจไม่เป็นจริงอีกต่อไปเมื่อห้องอาหารระดับสูงในประเทศสวิสเซอร์แลนด์สามารถดึงตัวเหล่าเชฟมากฝีมือจากทั่วทั้งทวีปยุโรปโดยหนึ่งในนั้นคือ Peter Knogl เชฟมากฝีมือจากแคว้น Bavaria ผู้ผสมผสานอาหารฝรั่งเศสคลาสสิคเข้ากับวัตถุดิบจาก Asia และพื้นที่แถบ Mediterranean จนได้ออกมาเป็นเมนูที่มีความโดดเด่นไม่ซ้ำใคร
Jalapeño/tomates/crevettes rouges
เริ่มต้นคอร์สเรียกน้ำย่อยเล็ก ๆ ทำมาจากพริกหวาน Jalapeño ส่งกลิ่นเฉพาะตัวแทงขึ้นจมูก ด้านล่างคือ Tomato Ragout รสชาติเปรี้ยวอุมามิและเนื้อกุ้งแดงหวานนุ่มเย็น กลมกล่อมมาก ๆ (20/20)
Textures de champignons/Pata Negra
ต่อด้วยองค์ประกอบของเห็ดที่เชฟเปรียบเปรยว่าเป็น Mille-feuille เสิร์ฟมาในรูปแบบที่แตกต่างกันทั้ง Crisp หรือแผ่นกรอบ ด้านบนคือ Ragout และ Cream ของเห็ดอีกเช่นกัน สุดท้ายคือการใส่ Pata Negra หรือแฮมหมูดำให้รสชาติเข้มข้นลงไปอีกทีหนึ่ง (18/20)
Tourteau/Vadouvan/riz croquant
ฝั่งซ้ายมือคือแผ่นกรอบทำมาจากข้าวท็อปด้วย Vadouvan Cream และ Barley Cream ให้กลิ่นหอมเฉพาะตัวและรสชาติคล้ายแกงจาง ๆ สุดท้ายคือการใส่ Crab Ragout หรือเนื้อปูลงไปเติมแต่งรสหวานให้คำนี้สมบูรณ์ยิ้งขึ้น (19/20)
Macaron/foie/orange/Garam Masala
จบด้วย Garam Masala Macaron ขนาดจิ๋วที่นุ่มละลายไปในปาก ด้านในสอดไส้ด้วย Duck Foie Gras Espuma ให้ความเบา หอม มัน ครีมมี่ ด้านบนท็อปด้วย Yogurt Chip บาง ๆ และ Orange Gel สีส้ม ถือเป็นอาหารเพียง 1 คำที่มีครบทุกรสชาติและเนื้อสัมผัส สุดยอดมาก ๆ (20/20)
Bread Selections
ขนมปังที่นี่อบกันสดใหม่ในทุก ๆ เช้าก่อนเริ่มต้นมื้ออาหาร
Bread Selections
ทางร้านมีขนมปังให้เลือกมากมายและขอเพิ่มได้ตลอดเวลา
Toro de thon, Ponzu et concombre
Toro of tuna, Ponzu and cucumber
เริ่มต้นคอร์สแรกอย่างเป็นทางการด้วย Toro หรือส่วนท้องของปลาทูน่าที่ผ่านการเตรียมมาดีมาก ๆ จนให้เนื้อสัมผัสละมุนจนแทบละลายไปในปาก เขฟจับคู่กับองค์ประกอบของแตงกวาช่วยเรียกความสดชื่นแต่กลับไม่มีกลิ่นเฉพาะตัวมารบกวนกลิ่นของปลาแม้แต่น้อย ในด้านรสชาติเชฟเลือกใช้ความเปรี้ยวจากซิตรัส Yuzu และซอส Ponzu ซึ่งเข้ากันดีกับเนื้อปลาได้อย่างไร้ที่ติ (20/20)
Cassolette d’asperges blanches et morilles printanières
Cassolette of white asparagus and spring morels
หน่อไม้ฝรั่งขาวหั่นเป็นชิ้น ๆ ขนาดพอดีคำ เนื้อสัมผัสค่อนข้างนุ่ม รสชาติหวานเบา ๆ ตัดกันกับความหนึบแต่ไม่เหนียวของเห็ดโมเรล ทั้งยังไม่มี Earthy Aroma โดดออกมามากจนเกินไป รอบ ๆ คือซอสเชอร์รี่อุ่น ๆ ให้รสชาติครีมมี่ หอม มัน ไร้ที่ติ ทั้งหมดเสิร์ฟมาใน Cassolette หรือภาชนะกระเบื้องเคลือบสีขาวดูน่ารับประทานมาก ๆ (20/20)
Filet de rouget, écailles croustillantes et safran
Filet of red mullet, crispy scales and saffron
ปลา Red Mullet แล่มาเป็นฟิเลท์ จากนั้นใช้เทคนิคทอดในน้ำมันแบบมีเกล็ดจนเกล็ดปลาตั้ง ชัน ฟู สวยงาม และไม่อมน้ำมัน เนื้อปลามีความเฟิร์มในระดับที่พอเหมาะ องค์ประกอบสีดำด้านบนทำมาจาก Fermented Black Garlic หรือกระเทียมดำหมัก ซอสรอบ ๆ ได้สีเหลืองสวยงามจาก Saffron ทั้งยังให้อโรมาที่หอมเด่นชัด ด้านล่างรองด้วย Tomato Vinaigrette ให้รสชาติที่กลมกล่อมไม่เปรี้ยวโดด เมื่อรับประทานหลากหลายองค์ประกอบจะสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายความเป็น Mediterranean ได้อย่างชัดเจน (18/20)
Selle d’agneau français, haricots et saveurs méditerranéennes
Saddle of French lamb, beans and Mediterranean flavours
สำหรับเมนคอร์สทางร้านนำเสนอ Saddle หรือส่วนหลังของลูกแกะจากประเทศฝรั่งเศสที่ได้รับการเตรียมมาอย่างดี ด้านบนปรุงแต่งด้วยสมุนไพรจากพื้นที่แถบ Mediterranean เพิ่มมิติทางเนื้อสัมผัสด้วยองค์ประกอบของ Green Beans และ Artichoke (18/20)
Selle d’agneau français, haricots et saveurs méditerranéennes
Saddle of French lamb, beans and Mediterranean flavours
จากนั้นพนักงานจะเทราด Lamb Jus รสชาติเข้มข้นลงไปในจาน (18/20)
Chariot de fromages affinés de Maître Antony à Ferrette
Selection of soft and hard cheeses from Maître Antony in Ferrette
ในเซ็ตเมนูได้มีคอร์สชีสจาก Maître Antony เตรียมเอาไว้ให้เรียบร้อยแล้ว แถวด้านล่างเป็น Cow’s Milk Cheeses แถวถัดมาเป็น Soft Cheeses จากฝรั่งเศสและ Hard Cheese จากสวิสเซอร์แลนด์ ส่วนแถวบนคือบรรดา Blue Cheese, Sheep’s Milk Cheeses และ Goat’s Milk Cheeses ต่าง ๆ
Chariot de fromages affinés de Maître Antony à Ferrette
Selection of soft and hard cheeses from Maître Antony in Ferrette
ลูกค้าสามารถเลือกชิมได้ตามใจชอบแต่แนะนำว่าห้ามพลาดลิ้มลอง Brie de Meuex และชีสขึ้นชื่อของประเทศสวิสเซอร์แลนด์อย่าง Gruyère คุณภาพสูง
Pre-Dessert
คั่นกลางก่อนเข้าสู่ของหวานด้วย Shiso Sorbet ให้ความหอมและครีมมี่เข้กับดีกับ Frozen Matcha Tea ยังมี Sponge Cake สีเขียวทำมาจากถั่วพิสตาชิโอ้ สุดท้ายคือองค์ประกอบของเลมอนทำมาเป็น Espuma นั่นเอง (17/20)
Fraises «Gariguette», citron vert et yaourt
Gariquette strawberries, lime and yoghurt
Gariquette เป็นสตรอว์เบอร์รี่สายพันธุ์แรก ๆ ที่มีการนำมาเพาะปลูกอย่างกว้างขวางโดยมีผลสีแดงสดทรงยาวค่อนไปทางรี มีความฉ่ำสูง รสชาติหวานอร่อยจนเป็นที่นิยมกันมากในประเทศฝรั่งเศส เชฟเตรียมมาในหลากหลายรูปแบบที่แตกต่างกันคือผลสตรอว์เบอร์รี่สด (Fresh), Sorbet และ Sphere จับคู่กับความเปรี้ยวและสดชื่นของโยเกิร์ตในรูปแบบของ Espuma และ Ice Cream ตัดด้วยความเปรี้ยวสดชื่นของมะนาว จานนี้จานเดียวสามารถสร้างสรรได้ทั้งความเปรี้ยว ความหวาน ความหอมออกมาได้อย่างลงตัวไร้ที่ติ (19/20)
Mignardises
ปิดท้ายด้วย Mignardises เสิร์ฟมาถึง 6 อย่างเริ่มต้นจากในช้อนสองอันคือ Sphere of Passionfruit จับคู่มากับ Chocolate Praline with Sour Sherry
Mignardises
ถัดมาคือเซ็ตขนมหวานเสิร์ฟมาในจานสี่เหลี่ยม
Mignardises
ในภาพคือ Mousse of Yogurt and Yuzu Jelly
Mignardises
Mille-feuille of Nougat and Hazelnut เรียงตัวมาเป็นชั้นสวยงาม
Mignardises
จบด้วยความเปรี้ยวของ Lime Calisson และความหวานนุ่มของ Calamansi Marshmallow with Raspberry
ราคา 562 CHF
[THE CHEF & THE FOOD] แม้ว่าโรงแรมและห้องอาหารจะอยู่ในนคร Basel ประเทศสวิสเซอร์แลนด์แต่เชฟ Peter Knogl นั้นเกิดและเติบโตมาในแคว้น Bavaria ทางตอนใต้ของประเทศเยอรมนี หลังจากร่วมงานกับเชฟระดับตำนานอย่าง Heinz Winkler ตัวเขาได้เดินทางไปยังแคว้น Andalucia ทางตอนใต้ของประเทศสเปนและทำงานอยู่ในแถบนั้นถึง 7 ปีก่อนจะย้ายมารับงานในนคร Basel และกรุง London ที่ห้องอาหาร Les Saveurs ในช่วงเวลาสั้น ๆ อีกด้วย ในปี 2007 เขาได้รับมอบหมายหน้าที่ในการควบคุมห้องอาหาร Cheval Blanc แห่งโรงแรม Les Trois Rois และสามารถคว้ารางวัล
1 MICHELIN Star มาครองได้ภายในระยะเวลาเพียง 7 เดือนหลังเปิดทำการ รางวัล ![]()
2 MICHELIN Stars ตามมาทันทีในปีถัดมาก่อนจะเลื่อนระดับสู่การเป็นห้องอาหารระดับ ![]()
![]()
3 MICHELIN Stars จากสมุดปกแดงฉบับปี 2016 นอกจากนี้เชฟ Peter Knogl ยังได้รับรางวัลอันทรงเกียรติ Chef of The Year จาก Gault&Millau ถึง 2 ครั้งในคู่มือปี 2011 และ 2015 อีกด้วย
ห้องอาหาร Cheval Blanc by Peter Knogl จัดเตรียมอาหารฝรั่งเศสคลาสสิคโดยผสมผสานกลิ่นอายของความเป็น Asian และ Mediterranean ออกมาได้อย่างน่าประทับใจ เชฟ Peter Knogl มีความชื่นชอบในการใช้วัตถุดิบจากประเทศญี่ปุ่นและการใช้เลือกเครื่องเทศรวมไปถึงรสชาติของอาหารไทยมากเป็นพิเศษ Tasting Menu ที่นี่ใช้ชื่อว่า Le Menu des Rois นำเสนอมาจำนวน 5 Courses/ 240 CHF และ 6 Courses/270 CHF ทั้งยังมีรายการแบบ À La Carte ให้เลือกกันได้ตามใจชอบโดยมีราคาอยู่ที่จานละ 58-98 CHF
[THE PLACE, Cheval Blanc by Peter Knogl] สำหรับห้องอาหาร Cheval Blanc by Peter Knogl นั้นตั้งอยู่ที่ชั้น Ground Floor ฝั่งขวามือของ Receptions ห้องรับรองตกแต่งอย่างหรูหราในสไตล์ฝรั่งเศส ลูกค้าสามารถเริ่มต้นมื้ออาหารด้วยเครื่องดื่มบริเวณเคาน์เตอร์บาร์หรือในวันที่อากาศเป็นใจสามารถเดินออกไปยังบริเวณเทอเรสซึ่งโดดเด่นด้วยทัศนียภาพมุมกว้างของแม่น้ำ Rhine และบ้านเรือนฝั่งตรงข้าม
เมื่อถึงเวลาประตูไม้จะเปิดออกเผยให้เห็นห้องรับประทานอาหารหลักที่ตกแต่งได้อย่างวิจิตรตระการตา กระจกบานใหญ่เปิดรับแสงแดดจากธรรมชาติให้ตกสะท้อนกับพื้นไม้ปาเก้สีน้ำตาลเข้ม ผ้าปูโต๊ะลินินสีขาวตัดกันกับเก้าอี้และผ้าม่านสีม่วงขนาดใหญ่ เพดานปูนปั้นสูงโปร่งมีคริสตัลแชนเดอเลียห้อยระย้าลงมาช่วยให้บรรยากาศภายในดูคลาสสิคและร่วมสมัยในเวลาเดียวกัน
การบริการทุกขั้นตอนเป็นไปอย่างไร้ที่ติจนสามารถรังสรรค์ประสบการณ์ทางอาหารสุดพิเศษที่เหล่านักชิมและผู้เยี่ยมเยือนทุกคนจะไม่มีวันลืมไปตราบนานเท่านาน
[THE PLACE, Hotel Les Trois Rois] ก่อนรถจักรไอน้ำและทางเดินรถไฟจะถูกคิดค้นขึ้นนั้นแม่น้ำ Rhine ถือเป็นเส้นทางการค้าสายหลักในพื้นที่แถบยุโรปตะวันตกโดยมีนคร Basel เป็นจุดหมายปลายทางสุดท้ายทางตอนใต้ อาคารแห่งแรกในเมืองที่ได้รับการบันทึกเอาไว้อย่างเป็นทางการในปี 1245 มีชื่อว่า zur Blume (แปลตรงตัวว่า To The Flowers) มีลักษณะเป็น Inn หรือ Guesthouse ขนาดเล็กที่ครอบครองโดยตระกูล von Pfaff สำหรับตำแหน่งของตัวอาคารได้รับการบันทึกเอาไว้ว่า “domus zem blumen in vico crucis” หรือแปลตรงตัวได้ว่า “House of Flowers at the cross street” ซึ่งนักประวัติศาสตร์สามารถอนุมานได้ว่าเป็นพื้นที่แถบ Blumenrian หรือตำแหน่งของโรงแรม Les Trois Rois ในปัจจุบัน ต่อมาในปี 1255 ตัวอาคารถูกส่งต่อกรรมสิทธิ์มายังโบสถ์ St. Peter ซึ่งตั้งอยู่ไม่ไกลกัน อย่างไรก็ตามจากเหตุแผ่นดินไหวในปี 1356 ทำให้อาคารต่าง ๆ ในแถบนี้พังทลายลงทั้งหมด
ส่วนบันทึกอย่างเป็นทางการของ “Drei Könige” ในภาษาเยอรมันหรือ “Trois Rois” ในภาษาฝรั่งเศสหรือ “Tree Kings” ในภาษาอังกฤษซึ่งก็คือ Hotel Les Trois Rois ในปัจจุบันนั้นปรากฎหลักฐานเป็นครั้งแรกในปี 1681 โดยคำว่า Three Kings ได้รับการอ้างอิงมาจากตำนานของนักปราชญ์ทั้งสามนามว่า Caspar, Melchior และ Balthasar ซึ่งมักถูกใช้ชื่อเป็นชื่อของโรงแรมที่ตั้งอยู่บนเส้นทางการค้าในประเทศสวิสเซอร์แลนด์และเยอรมนีทางตอนใต้
กาลเวลาล่วงเลยมาจนกระทั่งในปี 1842 ซึ่งเป็นช่วงเดียวกับการแผ่ขยายเส้นทางรถจักรไอน้ำ เจ้าของที่ดินนามว่า Johann Jakob Senn เล็งเห็นถึงศักยภาพของพื้นที่ในแถบนี้จึงสั่งทำลายอาคารเดิมลงเพื่อก่อสร้างโรงแรมใหม่ที่มีขนาดใหญ่กว่าเดิม เขามอบหมายงานสถาปนิคชื่อดัง Amadeus Merian ออกแบบอาคารในสไตล์ Bell Epoque ยุคเริ่มแรกและกลับมาเปิดทำการอีกครั้งในวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 1844 ใช้ชื่อว่า Grand Hotel Des Trois Rois
ในปี 1915 พื้นที่ฝั่งใต้ของโรงแรม (Blumerain 2) ได้ถูกโอนกรรมสิทธิ์ไปให้กับ Kantonal Bank ก่อนที่จะได้รับการปรับปรุงเป็น Tourist Office หรือสำนักงานท่องเที่ยวในปี 1938
ต่อมาในปี 2004 นักธุรกิจคือคุณ Dr. h.c. Thomas Straumann ได้รับช่วงต่อกิจการและมอบหมายงานให้ Christian Lang สถาปนิคชาว Basel โดยขยับขยายห้อง Ball Room ห้อง Banqueting และ Conference Room เพิ่มเติมขึ้นมาและเปิดทำการอีกครั้งในปี 2006 ภายในชื่อ Hotel Les Trois Rois
จนถึงปัจจุบัน Hotel Les Trois Rois เปิดประตูต้อนรับบุคคลผู้มีชื่อเสียงมากมายอาทิ Napolean Bonaparte ซึ่งได้เคยแวะมารับประทานอาหารมื้อกลางวันที่นี่เพื่อพูดคุยถึงความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของฝรั่งเศสและสวิสเซอร์แลนด์ นอกจากนี้ยังมี Queen Elizabeth II, Duke Ellington, Pablo Picasso, Thomas Mann, Voltaire, Charles Dickens, Theodor Herzl และองค์ Dalai Lama อีกด้วย
สำหรับใครที่อยากเห็นเชฟ Peter Knogl และทีมงานสามารถเดินออกไปข้าง ๆ ห้องน้ำซึ่งเป็นจุดที่สามารถมองเข้าไปเห็นครัวผ่านกระจกใสที่ปิดกั้นเอาไว้
ภายในโรงแรม
[WHY GO] ถึงสวิสเซอร์แลนด์จะมีขนาดค่อนข้างเล็กแต่ Cheval Blanc by Peter Knogl คือบทพิสูจน์ชั้นดีว่าอาหารชั้นสูงของประเทศนี้ได้รับการพัฒนาจนสามารถเทียบชั้นได้กับประเทศอื่น ๆ อย่างฝรั่งเศส เยอรมนี และอิตาลีได้อย่างไม่เคอะเขิน อาหารทุกจานถูกเตรียมออกมาอย่างไร้ที่ติทั้งยังมีราคาที่เข้าถึงง่ายเมื่อเทียบกันกับค่าครองชีพอันสูงลิบในแถบนี้
นอกจากตัวเชฟแล้วอีกหนึ่งท่านที่สร้างความประทับใจให้กับเราคือคุณ Giuseppe Giliberti ผู้รับตำแหน่งเป็น Maître d’Hotel โดยตัวเขานั้นสามารถบริการลูกค้าอย่างเราในรูปแบบ Asian Hospitality ไปพร้อม ๆ กันกับการบริการลูกค้าโต๊ะข้าง ๆ แบบ French Service ได้อย่างไร้รอยต่อ
แอบกระซิบล่วงหน้าว่าตัวร้านมีพิธีรีตองค่อนข้างเยอะจึงอาจต้องระมัดระวังเรื่องการแต่งตัวกันสักนิด ส่วนใครที่ใช้กล้องถ่ายรูปให้รีบแจ้งกับคุณ Giuseppe Giliberti เนื่องจากแต่เดิมแล้วทางร้านอนุญาตให้ใช้เพียงกล้องโทรศัพท์มือถือเท่านั้นก่อนที่จะเริ่มอนุโลมให้ใช้กล้องขนาดพกพาได้ในปีก่อน (แต่ต้องรีบถ่ายและนำวางเอาไว้ที่โต๊ะเล็กวางสัมภาระข้างตัว)
ด้านหน้าโรงแรม
บริเวณทางเข้าโรงแรม
![]()
![]()
3 MICHELIN Stars – 3 ดาวมิชลิน
![]()
![]()
![]()
![]()
19/20 Gault&Millau – 19/20 โก&มิโย
โรงแรม Les Trois Rois และ Southern Wing
ภาพของ Hotel Les Trois Rois
ภาพของสะพาน Mittlere Brücke จากฝั่งโรงแรม
ภาพจากจุดชมวิวมุมสูงข้าง ๆ Basler Münster ซึ่งตั้งอยู่บนเนินเขาห่างออกไปเพียง 800 เมตรเท่านั้น