Visit: July 30, 2022

🇳🇱 De Lindenhof - เดอ ลินเด็นโฮฟ

👨🏻‍🍳 Chef Martin Kruithof - เชฟมาร์ติน ครัยท์โฮฟ

Beulakerweg 77, Giethoorn, 8355 AC, Netherlands

Tel: (+31) 521 361 444

Cuisine

🍴 Creative - อาหารเชิงสร้างสรรค์

Country

์Netherlands

MICHELIN Guide

2 MICHELIN Stars

Score

16/20

Price

3/5
          

🎗 [INTRO] Giethoorn เป็นหมู่บ้านไร้ถนนในจังหวัด Overijssel ทางตอนเหนือของประเทศเนเธอแลนด์ที่โดดเด่นด้วยการสัญจรโดยเรือโดยมีฉากหลังเป็นบ้านสไตล์ดัตช์จนได้รับการขนานนามว่า The Dutch Venice และกลายมาเป็นจุดมุ่งหมายในฝันของนักเดินทางหลาย ๆ คน อย่างไรก็ตามสำหรับใครที่มองหาห้องอาหารคุณภาพดีในแถบนี้เราขอแนะนำให้ขับรถมายัง De Lindenhof ห้องอาหารที่เปิดทำการมานานกว่า 28 ปีจนกลายมาเป็นหนึ่งในตำนานของภูมิภาคนี้เลยก็ว่าได้

          

🎗 [THE PLACE] ห้องอาหาร De Lindenhof มีลักษณะเป็นฟาร์มเฮ้าส์หลังใหญ่มุงด้วยจาก ภายในตกแต่งให้มีความหรูหราแต่ไม่ทิ้งความเรียบง่าย ห้องรับประทานอาหารหลักมีเคาน์เตอร์บาร์ขนาดใหญ่สำหรับชงเครื่องดื่ม กระจกบานใหญ่ปล่อยให้แสงจากธรรมชาติสาดส่องเข้ามาให้ความสว่างในช่วงกลางวัน บนผนังตกแต่งด้วยรูปวาดด้วยสีน้ำบ่งบอกถึงความมีศิลป์ของเขฟได้เป็นอย่างดี เราขอแนะนำให้ลองเดินทะลุประตูหลังออกไปเพื่อเยี่ยมชมสวน English Gaden ที่ประดับประดาด้วยรูปปั้นและแมกไม้เขียวขจีดูร่มรื่นตา ส่วนใครที่ต้องการพักผ่อนหลังจบมื้ออาหาร De Lindenhof ยังนำเสนอห้องพักสุดหรูที่แตกต่างกันออกไปทั้ง Junior Suites จำนวน 4 ห้องโดย 2 ใน 4 นั้นตั้งอยู่เหนือห้องอาหารพอดิบพอดี ถัดมาคือ Senior Suites ห้องขนาดใหญ่ที่ตกแต่งให้มีบรรยากาศอบอุ่นจำนวน 4 ห้อง ยังมี Lodge Room ที่ตั้งอยู่ข้าง ๆ กับสวนผักและ Chefs Cottage ที่มีลักษณะเป็นอาคารขนาดใหญ่ทั้งหลังนั่นเอง

🎗 [THE CHEF & THE FOOD] Martin Kruithof ผู้ได้รับสมญานามว่า The Sailing Chef เกิดที่เมือง Giethoorn ในปี 1960 และเคยทำงานเป็นเชฟในช่วงเข้ารับการเกณฑ์ทหาร ทั้งนี้ตัวเขายังเคยร่วมงานกับห้องอาหารระดับสูงอย่าง Im Schiffchen ระดับ 3 MICHELIN Stars ในเมือง Düsseldorf ก่อนจะเดินทางกลับมายังบ้านเกิดเพื่อเปิดห้องอาหาร De Lindenhof แห่งนี้ในปี 1994 ตัวร้านได้รับรางวัล 🌟 1 MICHELIN Star ในปี 1996 ตามมาด้วย 🌟🌟 2 MICHELIN Stars ในปี 2005 และคะแนน 18/20 จาก Gault&Millau ตั้งแต่ปี 2011 มาจนถึงปัจจุบัน เชฟ Martin Kruithof ได้หยิบยกอาหารฝรั่งเศสมาปรับปรุงและนำเสนอมาในเชิงสร้างสรรค์ อย่างไรก็ตามยังคงมีบางจานที่แลดูคล้ายเมนูคลาสสิคดั้งเดิมอย่างเช่น Foie Gras Terrine เป็นต้น ลูกค้าสามารถเลือกชิม Lindenhof Menu (4-Course/135 €) ที่เชฟคอยปรับรายการอาหารให้เปลี่ยนไปเรื่อย ๆ ในแต่ละวัน ถัดมาคือ Martins Ziel & Zaligheid (8-Course Surprise Menu/165 €) และ Chefs Parade (12-Course Surprise Menu/195 €) ที่จัดเสิร์ฟมาในรูปแบบเซอร์ไพรส์เมนูซึ่งเชฟจะไม่ได้บอกแต่แรกว่าวันนี้เราจะได้ลิ้มลองอาหารแบบใด สุดท้ายคือรายการแบบ À La Carte ให้เลือกกันได้ตามใจชอบโดยมีราคาอยู่ที่ 1 Course/70 €, 2 Courses/100 €, 3 Courses/120 € และ 4 Courses/140 € ยังไม่รวมของหวานซึ่งมีราคาต่อจานอยู่ที่ประมาณ 30 € นั่นเอง สำหรับจานที่เตรียมออกมาได้โดดเด่นอย่างเช่น

✨ Crab
Iceberg-lettuce | Ponzu

Noordzee krab หรือปูท้องถิ่นขึ้นชื่อจากน่านน้ำประเทศเนเธอแลนด์โดดเด่นด้วยรสชาติอันหวานละมุนโดยธรรมชาติเสิร์ฟมากับ Iceberg Lettuce หรือผักกาดแก้วเตรียมเป็นสลัด ยังมีความกรอบและเย็นของกรานิต้าช่วยเรียกความสดชื่น ทั้งนี้ความเปรี้ยวเบา ๆ จาก Ponzu ช่วยชูรสชาติของเนื้อปูให้หวานโดดเด่นยิ่งขึ้น (17/20)

✨ Tenderloin of Beef
Laurel | Shallots

เนื้อวัวส่วนสันในเสิร์ฟมาที่ความสุกระดับ Medium Rare รองด้านล่างด้วยบีทรูทเสริม Earthy Aroma ให้กับจานเพียงเล็กน้อย ด้านบนคือองค์ประกอบของ Topinambur หรือแก่นตะวันทดดจนกรอบไม่อมน้ำมัน ฝั่งขวามือคือ Caramelized Chicory ให้ความกรอบที่แตกต่างออกไป ซอสรอบ ๆ ทำมาจากเห็ด Ceps ให้รสชาติที่เข้มข้น ฝั่งบนสุดของจานคือองค์ประกอบของมันฝรั่งและเห็ด Ceps เช่นกัน (17/20)

✨ Warm Fruit
Honey | Vanilla Ice Cream

ของหวานเป็นจานที่สร้างความประหลาดใจให้กับเราได้มากที่สุด เชฟนำเสนอผลไม้ต่าง ๆ ในรูปแบบ Warm Fruit เนื้อสัมผัสนุ่มได้ระดับทุกชิ้น ในแต่ละคำจะสามารถสัมผัสได้ถึงรสชาติที่แตกต่างกันไปตามแต่ละองค์ประกอบที่ตักได้เช่นความหวานของมะม่วงสุกไล่เรียงไปจนถึงสตรอว์เบอร์รี่ ด้านบนคือไอศกรีมวานิลลาเย็น ๆ ช่วยเสริมมิติทางอุณหภูมิและ Toasted Rice หรือข้าวคั่วช่วยเสริมมิติทางเนื้อสัมผัส (17/20)

🎗 [WHY GO] De Lindenhof เป็นห้องอาหารระดับสูงที่มีทำเลตั้งอยู่ไม่ไกลจาก Giethoorn พนักงานบริการแบบเรียบง่ายและเป็นกันเอง ราคาอาหารอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานและเหมาะเป็นอย่างมากสำหรับใช้เป็นจุดแวะพักสำหรับใครที่เดินทางมายังท่องเที่ยวที่ The Dutch Venice แห่งนี้

Price :

70-195 €/p

Parking :

จอดรถที่ De Lindenhof

Operating Time :

พุธ-อาทิตย์ 12.00-14.00 และ 18.00-21.00 ปิดวันจันทร์-อังคาร

Dress Code :

Smart Casual

Score

👍 ห้องอาหารชั้นดีไม่ไกลจากหมู่บ้านท่องเที่ยวยอดนิยมอย่าง Giethoorn

อาหาร :

16

ราคา :

3/5

เทคนิค :

4/5

อัตลักษณ์ :

4/5

บรรยากาศ :

4/5

บริการ :

4/5

ไวน์ :

/5

Map

📃 Á LA CARTE

          

1 Course: 70 €, 2 Courses: 100 €, 3 Courses: 120 €, 4 Courses: 140 € and Dessert 30 €

Amuse Bouches

Crab

Iceberg-lettuce | Ponzu

Foie Gras

Apple | Calvados

Lobster

Anise | Pumpkin

Sweet Bread

Risotto | Lovage

Tenderloin of Beef

Laurel | Shallots

Heaven and Earth

Foie Gras | Macadamia

Warm Fruit

Honey | Vanilla Ice Cream

Mignardises

🇳🇱 De Lindenhof – เดอ ลินเด็นโฮฟ

🌟🌟 2 MICHELIN Stars – 2 ดาวมิชลิน

🏵🏵🏵🏵 18/20 Gault&Millau – 18/20 โก&มีโย

🍴 Creative – อาหารเชิงสร้างสรรค์

👨🏻‍🍳 Chef Martin Kruithof – เชฟมาร์ติน ครัยท์โฮฟ

Amuse Bouches

เริ่มต้นมื้ออาหารด้วย Piment Macaron หรือมาการองกรอบ ๆ ที่มีอโรมาของพริกหวาน ด้านบนท็อปด้วย Culatello จากประเทศอิตาลีให้รสชาติเค็มอุมามิตัดกันเสริมด้วยกลิ่นหอมของ Oregano (16/20)

Amuse Bouches

มาต่อกันด้วย Crunchy Cylinder กรอบ ๆ ท็อปด้วยปลาไหลรมควันหอม ๆ และกระเทียมต้นกรอบ ๆ ที่ด้านบน (16/20)

Amuse Bouches

ชิ้นที่มีหน้าตาคล้ายคุกกี้นี้คือ Cheese with Lime and Spice ให้รสชาติของชีสที่เข้มข้นตัดด้วยความเปรี้ยวของมะนาวและเครื่องเทศจากแถบตะวันออกกลาง (16/20)

Amuse Bouches

Seaweed Cornetto โคนกรอบ ๆ ที่มีกลิ่นหอมของสาหร่าย ด้านในบรรจุปลาแซลมอนและเมล็ดงาให้กลิ่นหอมเสริมกันได้อย่างลงตัว (16/20)

Amuse Bouches

Crunchy Rice มีลักษณะเป็นข้าวทอดกรอบเสริมด้วยอโรมาคล้ายแกงจากมะพร้าวและขมิ้น (16/20)

Amuse Bouches

ในภาพคือ Tomato with Caramel and Ice Cream มะเขือเทศนุ่มฉ่ำให้รสชาติเปรี้ยวอุมามิตัดกับความกรอบและขมของชั้นคาราเมลและความสดชื่นจากไอศกรีม (16/20)

Amuse Bouches

จบด้วยซุปอุ่น ๆ ที่มีอโรมาหอม ๆ จากกุ้ง Langoustine (16/20)

Bread & Butter

ขนมปังที่นี้เสิร์ฟมาในสไตล์เยอรมันเพราะตัวเชฟนั้นเคยทำงานในห้องอาหารระดับสูงอย่าง Im Schiffchen ระดับ 3 MICHELIN Stars ในเมือง Düsseldorf นั่นเอง

Bread & Butter

ขนมปังเสิร์ฟมากับน้ำมันมะกอก เนย และเกลือ

Crab
Iceberg-lettuce | Ponzu

Noordzee krab หรือปูท้องถิ่นขึ้นชื่อจากน่านน้ำประเทศเนเธอแลนด์โดดเด่นด้วยรสชาติอันหวานละมุนโดยธรรมขาติเสิร์ฟมากับ Iceberg Lettuce หรือผักกาดแก้วเตรียมเป็นสลัด ยังมีความกรอบและเย็นของกรานิต้าช่วยเรียกความสดชื่น ทั้งนี้ความเปรี้ยวเบา ๆ จาก Ponzu ช่วยชูรสชาติของเนื้อปูให้หวานโดดเด่นยิ่งขึ้น (17/20)

Foie Gras
Apple | Calvados

เมนูอาหารฝรั่งเศสคลาสสิคอย่างฟัวกราส์เทอร์รีนเนื้อเนียน มีความครีมมี่จนละลายได้ในปาก (15/20)

Foie Gras
Apple | Calvados

เชฟตัดด้วยความเปรี้ยวของแอปเปิ้ลและบรั่นดี Calvados เพื่อให้เกิดรสชาติที่ลงตัว (15/20)

Foie Gras
Apple | Calvados

วิธีรับประทานให้ใช้มีดตัดเทอร์รีนแล้วทาลงบนขนมปังอันฟูกรอบเพื่อเพิ่มมิติทางเนื้อสัมผัส (15/20)

Lobster
Anise | Pumpkin

กุ้งล็อบสเตอร์เนื้อนุ่มเด้งเสิร์ฟมากับ Green Asparagus Lasagna หรือหน่อไม้ฝรั่งที่ฝานบาง ๆ แล้ววางเรียงมาเป็นชั้น ๆ เสริมมิติทางเนื้อสัมผัสด้วยเมล็ดฟักทอง รอบ ๆ คือซอสที่เตรียมมาจากมันกุ้งเสริมด้วยความหอมที่ลงตัวของโป๊ยกั๊กนั่นเอง (16/20)

Sweet Bread
Risotto | Lovage

Sweet Bread หรือส่วนต่อมไทมัสของลูกวัวซึ่งโดดเด่นด้วยเนื้อสัมผัสอันกรอบนอก นุ่มใน ไร้ซึ่งกลิ่นคาว เสิร์ฟมากับ Lovage Risotto ตัวข้างรีซอตโต้มีความนุ่มเล็กน้อยตามแบบฉบับของห้องอาหารฝรั่งเศส สมุนไพรอย่าง Lovage ให้อโรมาเฉพาะตัวช่วยตัดความมันและครีมของอาหารคอร์สก่อนหน้าได้เป็นอย่างดี (16/20)

Tenderloin of Beef
Laurel | Shallots

เนื้อวัวส่วนสันในเสิร์ฟมาที่ความสุกระดับ Medium Rare รองด้านล่างด้วยบีทรูทเสริม Earthy Aroma ให้กับจานเพียงเล็กน้อย ด้านบนคือองค์ประกอบของ Topinambur หรือแก่นตะวันทอดจนกรอบไม่อมน้ำมัน ฝั่งขวามือคือ Caramelized Chicory ให้ความกรอบที่แตกต่างออกไป ซอสรอบ ๆ ทำมาจากเห็ด Ceps ให้รสชาติที่เข้มข้น ฝั่งบนสุดของจานคือองค์ประกอบของมันฝรั่งและเห็ด Ceps เช่นกัน (17/20)

Heaven and Earth
Foie Gras | Macadamia

ยังมี Foie Gras อีกหนึ่งจานที่ผ่านการเตรียมมาเป็นอย่างดีโดยเชฟนำไป Pan-seared จนได้เนื้อสัมผัสนุ่ม ครีมมี่ ตัดด้วยความกรอบของถั่วแมคคาดาเมียและชิ้นแอปเปิ้ล (16/20)

Warm Fruit
Honey | Vanilla Ice Cream

ของหวานเป็นจานที่สร้างความประหลาดใจให้กับเราได้มากที่สุด เชฟนำเสนอผลไม้ต่าง ๆ ในรูปแบบ Warm Fruit เนื้อสัมผัสนุ่มได้ระดับทุกชิ้น ในแต่ละคำจะสามารถสัมผัสได้ถึงรสชาติที่แตกต่างกันไปตามแต่ละองค์ประกอบที่ตักได้เช่นความหวานของมะม่วงสุกไล่เรียงไปจนถึงสตรอว์เบอร์รี่ ด้านบนคือไอศกรีมวานิลลาเย็น ๆ ช่วยเสริมมิติทางอุณหภูมิและ Toasted Rice หรือข้าวคั่วช่วยเสริมมิติทางเนื้อสัมผัส (17/20)

Mignardises

ปิดท้ายด้วย Mignardises เสิร์ฟมาพร้อมกันหลายอย่างทั้ง Whisky Truffle, Hazelnut Paris-Brest, Nougat, Chocolate with Orange, Caramel, Ginger Cookies, Star Anise Cookies และขนมท้องถิ่นที่มีชื่อเรียกว่า Kniepertjes

รายการบิลสำหรับ 4 คน

ภายในตกแต่งให้มีความหรูหราแต่ไม่ทิ้งความเรียบง่าย ห้องรับประทานอาหารหลักมีเคาน์เตอร์บาร์ขนาดใหญ่สำหรับชงเครื่องดื่ม

กระจกบานใหญ่ปล่อยให้แสงจากธรรมชาติสาดส่องเข้ามาให้ความสว่างในช่วงกลางวัน

บนผนังตกแต่งด้วยรูปวาดด้วยสีน้ำบ่งบอกถึงความมีศิลป์ของเชฟได้เป็นอย่างดี

Martin Kruithof ผู้ได้รับสมญานามว่า The Sailing Chef เกิดที่เมือง Giethoorn ในปี 1960 และเคยทำงานเป็นเชฟในช่วงเข้ารับการเกณฑ์ทหาร ทั้งนี้ตัวเขายังเคยร่วมงานกับห้องอาหารระดับสูงอย่าง Im Schiffchen ระดับ 3 MICHELIN Stars ในเมือง Düsseldorf ก่อนจะเดินทางกลับมายังบ้านเกิดเพื่อเปิดห้องอาหาร De Lindenhof แห่งนี้ในปี 1994 ตัวร้านได้รับรางวัล 🌟 1 MICHELIN Star ในปี 1996 ตามมาด้วย 🌟🌟 2 MICHELIN Stars ในปี 2005 และคะแนน 18/20 จาก Gault&Millau ตั้งแต่ปี 2011 มาจนถึงปัจจุบัน

เชฟ Martin Kruithof ได้หยิบยกอาหารฝรั่งเศสมาปรับปรุงและนำเสนอมาในเชิงสร้างสรรค์ อย่างไรก็ตามยังคงมีบางจานที่แลดูคล้ายเมนูคลาสสิคดั้งเดิมอย่างเช่น Foie Gras Terrine เป็นต้น ลูกค้าสามารถเลือกชิม Lindenhof Menu (4-Course/135 €) ที่เชฟคอยปรับรายการอาหารให้เปลี่ยนไปเรื่อย ๆ ในแต่ละวัน ถัดมาคือ Martins Ziel & Zaligheid (8-Course Surprise Menu/165 €) และ Chefs Parade (12-Course Surprise Menu/195 €) ที่จัดเสิร์ฟมาในรูปแบบเซอร์ไพรส์เมนูซึ่งเชฟจะไม่ได้บอกแต่แรกว่าวันนี้เราจะได้ลิ้มลองอาหารแบบใด

สุดท้ายคือรายการแบบ À La Carte ให้เลือกกันได้ตามใจชอบโดยมีราคาอยู่ที่ 1 Course/70 €, 2 Courses/100 €, 3 Courses/120 € และ 4 Courses/140 € ยังไม่รวมของหวานซึ่งมีราคาต่อจานอยู่ที่ประมาณ 30 € นั่นเอง

บริเวณ Receptions

เราขอแนะนำให้ลองเดินทะลุประตูหลังออกไปเพื่อเยี่ยมชมสวน English Gaden ที่ประดับประดาด้วยรูปปั้นและแมกไม้เขียวขจีดูร่มรื่นตา

พื้นที่บริเวณสวน

ส่วนใครที่ต้องการพักผ่อนหลังจบมื้ออาหาร De Lindenhof ยังนำเสนอห้องพักสุดหรูที่แตกต่างกันออกไปทั้ง Junior Suites จำนวน4 ห้องโดย 2 ใน 4 นั้นตั้งอยู่เหนือห้องอาหารพอดิบพอดี ถัดมาคือ Senior Suites ห้องขนาดใหญ่ที่ตกแต่งให้มีบรรยากาศอบอุ่นจำนวน 4 ห้อง ยังมี Lodge Room ที่ตั้งอยู่ข้าง ๆ กับสวนผักและ Chefs Cottage ที่มีลักษณะเป็นอาคารขนาดใหญ่ทั้งหลังนั่นเอง

รางวัลต่าง ๆ

ห้องอาหาร De Lindenhof มีลักษณะเป็นฟาร์มเฮ้าส์หลังใหญ่มุงด้วยจาก

สำหรับใครที่มองหาห้องอาหารคุณภาพดีในแถบนี้เราขอแนะนำให้ขับรถมายัง De Lindenhof ห้องอาหารที่เปิดทำการมานานกว่า 28 ปีจนกลายมาเป็นหนึ่งในตำนานของภูมิภาคนี้เลยก็ว่าได้

บริเวณที่จอดรถ

Giethoorn เป็นหมู่บ้านไร้ถนนในจังหวัด Overijssel ทางตอนเหนือของประเทศเนเธอแลนด์ที่โดดเด่นด้วยการสัญจรโดยเรือโดยมีฉากหลังเป็นบ้านสไตล์ดัตช์จนได้รับการขนานนามว่า The Dutch Venice และกลายมาเป็นจุดมุ่งหมายในฝันของนักเดินทางหลาย ๆ คน