Visit: October 25, 2025

🇲🇨 L'Abysse Monte-Carlo - ลาบิสส์ มงต์-คาร์โล

Square Beaumarchais, Monaco, 98000, France

Tel: (+377) 98 06 94 94

Cuisine

🍴 Japanese - อาหารญี่ปุ่น

Country

Monaco

MICHELIN Guide

2 MICHELIN Stars

Score

16/20

Price

2/5
          

🎗️ [INTRO] หลังจากประสบความสำเร็จอย่างมากกับการผสมผสานวัฒนธรรมของฝั่งตะวันออกและตะวันตกเข้าด้วยกัน เชฟ Yannick Alleno ได้บรรลุข้อตกลงในการเปิด L’Abysse Monte-Carlo ขึ้นในโรงแรมสุดหรูของราชรัฐโมนาโก ทั้งยังสามารถคว้ารางวัล 🌟🌟 2 MICHELIN Stars มาครองได้อีกด้วย

          
🎗️ [THE PLACE] Hôtel Hermitage Monte-Carlo ตั้งอยู่ที่ Square Beaumarchais ในเขต Monte‑Carlo ราชรัฐโมนาโก ตัวอาคารก่อสร้างขึ้นในช่วงระหว่างปี ค.ศ. 1890 ถึง 1896 ซึ่งตรงกับยุค Belle Époque ทั้งยังได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นอาคารที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ (Historic Monument) อีกด้วย สำหรับห้องอาหาร L’Abysse Monte-Carlo ออกแบบภายในใหม่โดย Laurence Bonnel-Alléno โดยใช้วัสดุหลากหลายเช่นไม้ หินอ่อน ทราเวอร์ทีน กำมะหยี่ และเซรามิก เคาน์เตอร์ไม้สีอ่อนเป็นจุดสำหรับจัดเตรียมอาหารรองรับลูกค้าได้ประมาณ 10 คน อีกฝั่งหนึ่งเป็นโต๊ะอาหารแบบปกติมีจุดเด่นคือความเป็นส่วนตัวและรองรับลูกค้าได้อีกประมาณ 20 คน

🎗️ [THE CHEF] เชฟ Yannick Alléno เกิดที่เมือง Puteaux ทางตะวันตกเฉียงเหนือไม่ไกลจากกรุง Paris เมื่ออายุได้ 15 ปี เขาออกเดินทางเพื่อเรียนรู้จากสุดยอดเชฟระดับตำนานในสมัยนั้นเช่น Gabriel Biscay, Roland Durand, Martial Enguehard, Manuel Martinez, Jacky Fréon และ Louis Grondard ทั้งยังการันตีด้วยรางวัลการเเข่งขันทำอาหารระดับโลกไม่ว่าจะเป็นรางวัลชนะเลิศ Auguste Escoffier และถ้วยเงิน Bocuse d’Or หลังจากสั่งสมประสบการณ์ได้มากพอเขาจึงถูกทาบทามให้มารับงานเป็นหัวหน้าเชฟประจำห้องอาหาร Les Muses ประจำ Hotel Scribe และสามารถคว้ารางวัล 🌟 1 MICHELIN Star มาครองได้สำเร็จในปี 1999 ตามด้วย 🌟🌟 2 MICHELIN Stars ในปี 2002 ต่อมาเขาย้ายมารับงานเป็น Chef de Cuisine ให้กับห้องอาหาร Le Maurice ใจกลางกรุงปารีสทั้งยังคว้ารางวัล 🌟🌟 2 MICHELIN Stars มาครองได้ในปี 2004 และรางวัลสูงสุดคือ 🌟🌟🌟 3 MICHELIN Stars ในปี 2007 จนบรรดาสื่อวงการอาหารในฝรั่งเศสต่างตั้งฉายาให้กับเขาว่า “Prince of The Palace” กาลเวลาล่วงเลยมาถึงปี 2008 ชื่อของ Yannick Alléno ถูกยกให้เป็นเชฟที่ดีที่สุดคนหนึ่งในประเทศฝรั่งเศส สิ่งที่ยังขาดหายไปมีเพียงห้องอาหารที่มีชื่อของเขาเป็นเจ้าของกิจการ เขาจึงตัดสินใจทำสัญญาเช่าอาคาร Pavillon Ledoyen บนถนน Champs-Élysées และใช้ชื่อว่า Alléno Paris au Pavillon Ledoyen และคว้ารางวัล 🌟🌟🌟 3 MICHELIN Stars มาครองทันทีภายในระยะเวลา 7 เดือนหลังเปิดทำการ

🎗️ [THE FOOD] L’Abysse Monte-Carlo เป็นห้องอาหารที่ต่อยอดความสำเร็จจาก L’Abysse au Pavillon Ledoyen ในกรุง Paris มีจุดเด่นคือการผสมผสานเทคนิคระดับสูงโดยเฉพาะ Extraction หรือการสกัดเย็นซึ่งเป็นลายเซ็นต์ของเชฟ Yannick Alléno ลงไปในอาหารญี่ปุ่นได้อย่างลงตัวและกลมกล่อม ในสาขานี้เขาได้เชฟ Naoki Kikuchi มาคอยกุมบังเหียนและเน้นการค้นหาวัตถุดิบและปลาที่จับแบบยั่งยืน ลูกค้าสามารถเลือกชิม Set Menu ได้ 3 รูปแบบคือ Empreinte (240 €) ประกอบไปด้วยอาหารคาว 5 อย่าง, นิงิริซูชิ 8 คำ, ของหวาน 2 อย่าง และคอร์สกาแฟของ Lavazza ถัดมาคือ Menu Collection (260 €) ประกอบไปด้วยนิงิริซูชิจำนวน 14 คำปั้นโดยมาสเตอร์เชฟ Naoki Kikuchi สุดท้ายคือ Omakase (360 €) ประกอบไปด้วยอาหารคาว 5 อย่าง, นิงิริซูชิ 12 คำ, ของหวาน 3 อย่าง และคอร์สกาแฟของ Lavazza ทั้งนี้ลูกค้ายังสามารถสั่งเมนูแบบ À La Carte เพิ่มเติมได้หลังจบคอร์สอีกด้วย ตัวอย่างจานเด็ดอย่างเช่น

✨ Endive, leaf by leaf
Umeboshi cream seasoning
Trévise หรือพืชในตระกูล Endive ที่เชฟนำมาจัดเรียงทีละใบจนดูคล้ายดอกไม้ ด้านในสอดแทรกด้วยหลากหลายองค์ประกอบ วิธีชิมให้ใช้ตะเกียบคีบใบและครีมชิมทีละเล็กทีละน้อย ความสดชื่นของ Trévis สมดุลกันกับครีมที่เตรีบมมาจาก Umeboshi ได้อย่างลงตัวและกลมกล่อม (17/20)

✨ Royale princière, fresh scallops
And white truffle
Dashi ที่เชฟเตรียมมาเป็น Royale เนื้อเนียนละมุนลิ้น เสิร์ฟมากับหอยเชลล์สดที่ผ่านการนึ่งกับสาหร่าย Kombu เพื่อสร้างความหอมและอุมามิ นอกจากนี้ยังมีซอสที่มีอโรมาของซรอิ๊วและขิง จากนั้นพนักงานจะขูด Alba White Truffle ที่กำลัง In Season ลงไปสร้างความหอมที่โดดเด่นลอยมาแตะจมูก (17/20)

✨ Sugar crusted red plum with shiso, sorbet and powdered meringue
ของหวานจานหลักคือลูกพลัมแดงที่ปรุงให้สุกใน Sugar Crusted โดยการเคลือบผิวด้วยน้ำตาล จากนั้นนำไปอบต่อจนได้เนื้อสัมผัสที่น่าพึงพอใจ
หลังจากนั้นพนักงานจะนำมาจัดโรงทานท็อปด้านบนด้วยซอร์เบท์ที่ผสมผสานลูกพลัมและสาเกเข้าด้วยกัน นอกจากนี้ยังมีเมอแรงก์ Sugar Free ปราศจากน้ำตาลโรยด้วยผง Hibiscus หรือพืชตระกูลชบาอยู่ด้วย (16/20)

🎗️ [WHY GO] สำหรับผู้ที่แวะมาท่องเที่ยวยังราชรัฐโมนาโกแล้วกำลังมองหาอาหารสัญชาติอื่นนอกเหนือไปจากอาหารฝรั่งเศส L’Abysse Monte-Carlo จัดเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ ราคาอาหารจัดว่าค่อนข้างสูงแต่ก็แลกมาด้วยทำเลชั้นยอดและการบริการอันดีงามไร้ที่ติ รายการไวน์และสาเกผ่านการคัดสรรมาเป็นอย่างดี นอกจากนี้ตัวร้านยังจองได้ไม่ยากเหมาะกับการตัดสินใจหาร้านอาหารดี ๆ ชิมในวินาทีสุดท้ายอีกด้วย

Price :

240-360 €

Parking :

อดที่ Parking du Casino

Operating Time :

Tue-Sat 19.00-22.00

Dress Code :

Smart Casual

Score

👍 ห้องอาหารญี่ปุ่นที่ผสมผสานเทคนิคของมาสเตอร์เชฟชาวฝรั่งเศสลงไปได้อย่างลงตัว

อาหาร :

16

ราคา :

2/5

เทคนิค :

3/5

อัตลักษณ์ :

4/5

บรรยากาศ :

4/5

บริการ :

5/5

ไวน์ :

4/5

Map

📃 刻印 Empreinte (240 €)

          
🥄 Savory Emotions

Endive, leaf by leaf
Umeboshi cream seasoning

Cucumber tsukemono,
Sea lettuce and sesame oil

Anemones cooked in milk with caviar, Delicate seaweed flan

🥄 Sushis nigiris collection

Royale princière, fresh scallops
And white truffle

Flower raviolis in white miso broth

🥄 Amamis

Aloe vera with olive oil and strawberry juice

Sugar crusted red plum with shiso, sorbet and powdered meringue

Coffee blend, « Petal Storm » cold brew Collection 1895 by Lavazza

🇲🇨 L’Abysse Monte-Carlo – ลาบิสส์ มงต์-คาร์โล

🌟🌟 2 MICHELIN Stars – 2 ดาวมิชลิน

🍴 Japanese – อาหารญี่ปุ่น

🥄 Savory Emotions

เริ่มต้นด้วยของว่างจิ๋วเป็นปลาแอนโชวี่รมควันจับคู่กับ Kombu Beurre หรือเนยสาหร่ายเสิร์ฟมาบนข้าวเกรียบกรอบ (15/20)

🥄 Savory Emotions

Tartelette ขนาดจิ๋วเตรียมมาจากมันฝรั่งและสาหร่ายโนริ ด้านในมี Black Tarama จับคู่มากับ Oscietra Caviar จาก Maison Prunier (15/20)

Endive, leaf by leaf
Umeboshi cream seasoning

Trévise หรือพืชในตระกูล Endive ที่เชฟนำมาจัดเรียงทีละใบจนดูคล้ายดอกไม้ ด้านในสอดแทรกด้วยหลากหลายองค์ประกอบ วิธีชิมให้ใช้ตะเกียบคีบใบและครีมชิมทีละเล็กทีละน้อย ความสดชื่นของ Trévis สมดุลกันกับครีมที่เตรีบมมาจาก Umeboshi ได้อย่างลงตัวและกลมกล่อม (17/20)

Cucumber tsukemono,
Sea lettuce and sesame oil

จานนี้คือ Tsukemono หรือผักดองโดยเชฟใช้แตงกวาไปดองกับน้ำของแตงกวาเอง จากนั้นเสิร์ฟมากับน้ำดองสไตล์ญี่ปุ่น ด้านบนคือใบ Sea Lettuce กรอบ นอกจากนี้ยังมีความหอมของน้ำมันงาอีกด้วย (16/20)

Anemones cooked in milk with caviar, Delicate seaweed flan

ดอกไม้ทะเลมีเนื้อสัมผัสที่โดดเด่นและเป็นเอกลักษณ์ เชฟปรุงสุกในน้ำนมเสิรฺฟมากับ Flan หรือ Chawan,ushi เนื้อเนียน จานนี้มีอโรมาของทะเลที่โดดเด่น ด้านบนท็อปด้วยคาเวียร์จาก Maison Prunier (16/20)

ขิงดอง

🥄 Sushis nigiris collection

จากนั้นเชฟจะจัดเสิร์ฟซูชิมาเป็นชิ้นต่อกันเริ่มต้นที่ฝั่งขวาสุดคือ Loup (Sea Bass) ทที่มีความอุมามิจากสาหร่าย Kombu และซีอิ๊วเพียงบาง ๆ (14/20) ถัดมาคือ Cuttlefish หรือหมึกเคี้ยวหนึบตกแต่งด้วยแผ่นหมึกดำบาง ๆ สร้างอโรมาและมิติทางเนื้อสัมผัสที่ลงตัว (16/20) ชิ้นที่สามคือ Akami หรือปลาทูน่าส่วนที่มีไขมันน้อย (15/20) สุดท้ายคือ Macquerel ราดด้วย Sesame Cream หรือครีมงาหอม ๆ ที่ด้านบน (16/20)

Extraction

คั่นกลางด้วยน้ำที่ใช้เทคนิคการสกัดเย็นหรือ Extraction ของเชฟ Yannick Alléno เสิร์ฟมาเป็น Celery Extraction และน้ำมะเขือเทศ นอกจากนี้ยังมีน้ำมันมะกอกที่ Infused ด้วยผลซิตรัสอิตาลีที่มีชื่อว่า Chinotto อีกด้วย (17/20)

Royale princière, fresh scallops
And white truffle

Dashi ที่เชฟเตรียมมาเป็น Royale เนื้อเนียนละมุนลิ้น เสิร์ฟมากับหอยเชลล์สดที่ผ่านการนึ่งกับสาหร่าย Kombu เพื่อสร้างความหอมและอุมามิ นอกจากนี้ยังมีซอสที่มีอโรมาของซรอิ๊วและขิง จากนั้นพนักงานจะขูด Alba White Truffle ที่กำลัง In Season ลงไปสร้างความหอมที่โดดเด่นลอยมาแตะจมูก (17/20)

🥄 Sushis nigiris collection

จากนั้นเชฟจะจัดเสิร์ฟซูชิเซ็ตถัดมาประกอบไปด้วยปลา Daurade หรือปลากะพง ท็อปด้านบนด้วยเกล็ดปลากรอบรับประทานได้ (15/20) ชิ้นตรงกลางคือ Seriole หรือปลาข้างเหลือง (15/20) สุดท้ายคือคำที่น่าประทับใจที่สุดอย่าง Saint Pierrre หรือ John Dory นั่นเอง (17/20)

🥄 Sushis nigiris collection

จบด้วย Tameki ที่ตรงกลางเป็น Ootoro หรือส่วนท้องของปลาทูน่าที่มีไขมันมากชิ้นโตเต็มปากเต็มคำ ด้านในมีใบชิโสะ ด้านนอกห่อด้วยสาหร่าย Nori กรอบ ๆ (15/20)

Flower raviolis in white miso broth

สำหรับซุปมิโสะทางร้านเสิร์ฟมาโดยมีราวิโอลีที่ประกบกันเป็นทรงดอกไม้อยู่ด้วย ตัวราวิโอลีมี 3 ชิ้นสอดไส้รสชาติที่แตกต่างกันเริ่มจาก Beetroot & Kumquat, Shiitake & Spinach และ Shimeji & Tofu จากนั้นที่โต๊ะพนักงานจะเทซุปมิโซะราดลงบนใบ Shiso เพื่อทำการ Infused อโรมาให้หอมมากขึ้น จากนั้นนำใบ Shiso ออกไปเป็นอันพร้อมชิม (16/20)

🥄 Amamis

Aloe vera with olive oil and strawberry juice

ล้างปากด้วย Pre-dessert เสิร์ฟมาเป็น Aloe Vera Cube ทรงลูกบาศก์ ด้านล่างคือ Extraction ของน้ำสตรอว์เบอร์รี จากนั้นเติมแต่งด้วยอโรมาหอม ๆ ของน้ำมันมะกอกที่ผ่านการ Infused ด้วย Chinotto นั่นเอง (16/20)

🥄 Amamis

Sugar crusted red plum with shiso, sorbet and powdered meringue

ของหวานจานหลักคือลูกพลัมแดงที่ปรุงให้สุกใน Sugar Crusted โดยการเคลือบผิวด้วยน้ำตาล จากนั้นนำไปอบต่อจนได้เนื้อสัมผัสที่น่าพึงพอใจ (16/20)

🥄 Amamis

Sugar crusted red plum with shiso, sorbet and powdered meringue

ของหวานจานหลักคือลูกพลัมแดงที่ปรุงให้สุกใน Sugar Crusted โดยการเคลือบผิวด้วยน้ำตาล จากนั้นนำไปอบต่อจนได้เนื้อสัมผัสที่น่าพึงพอใจ
(16/20)

🥄 Amamis

Sugar crusted red plum with shiso, sorbet and powdered meringue

นอกจากนี้ยังมีเมอแรงก์ Sugar Free ปราศจากน้ำตาลโรยด้วยผง Hibiscus หรือพืชตระกูลชบาอยู่ด้วย (16/20)

ของหวาสพิเศษสำหรับผู้ที่มาเฉลิมฉลองกับทางร้าน

🥄 Amamis

Coffee blend, « Petal Storm » cold brew Collection 1895 by Lavazza

คอร์สนี้จับคู่มากับกาแฟ Cold Brew จาก Lavazza ที่ผ่านการ Infused นานกว่า 16 ชั่วโมงและมีความเข้มข้นของกาแฟสูงมากกว่าปกติ (15/20)

💰 ราคา 494 €

🎗️ [INTRO] หลังจากประสบความสำเร็จอย่างมากกับการผสมผสานวัฒนธรรมของฝั่งตะวันออกและตะวันตกเข้าด้วยกัน เชฟ Yannick Alleno ได้บรรลุข้อตกลงในการเปิด L’Abysse Monte-Carlo ขึ้นในโรงแรมสุดหรูของราชรัฐโมนาโก ทั้งยังสามารถคว้ารางวัล 🌟🌟 2 MICHELIN Stars มาครองได้อีกด้วย

🎗️ [THE CHEF] เชฟ Yannick Alléno เกิดที่เมือง Puteaux ทางตะวันตกเฉียงเหนือไม่ไกลจากกรุง Paris เมื่ออายุได้ 15 ปี เขาออกเดินทางเพื่อเรียนรู้จากสุดยอดเชฟระดับตำนานในสมัยนั้นเช่น Gabriel Biscay, Roland Durand, Martial Enguehard, Manuel Martinez, Jacky Fréon และ Louis Grondard ทั้งยังการันตีด้วยรางวัลการเเข่งขันทำอาหารระดับโลกไม่ว่าจะเป็นรางวัลชนะเลิศ Auguste Escoffier และถ้วยเงิน Bocuse d’Or หลังจากสั่งสมประสบการณ์ได้มากพอเขาจึงถูกทาบทามให้มารับงานเป็นหัวหน้าเชฟประจำห้องอาหาร Les Muses ประจำ Hotel Scribe และสามารถคว้ารางวัล 🌟 1 MICHELIN Star มาครองได้สำเร็จในปี 1999 ตามด้วย 🌟🌟 2 MICHELIN Stars ในปี 2002 ต่อมาเขาย้ายมารับงานเป็น Chef de Cuisine ให้กับห้องอาหาร Le Maurice ใจกลางกรุงปารีสทั้งยังคว้ารางวัล 🌟🌟 2 MICHELIN Stars มาครองได้ในปี 2004 และรางวัลสูงสุดคือ 🌟🌟🌟 3 MICHELIN Stars ในปี 2007 จนบรรดาสื่อวงการอาหารในฝรั่งเศสต่างตั้งฉายาให้กับเขาว่า “Prince of The Palace” กาลเวลาล่วงเลยมาถึงปี 2008 ชื่อของ Yannick Alléno ถูกยกให้เป็นเชฟที่ดีที่สุดคนหนึ่งในประเทศฝรั่งเศส สิ่งที่ยังขาดหายไปมีเพียงห้องอาหารที่มีชื่อของเขาเป็นเจ้าของกิจการ เขาจึงตัดสินใจทำสัญญาเช่าอาคาร Pavillon Ledoyen บนถนน Champs-Élysées และใช้ชื่อว่า Alléno Paris au Pavillon Ledoyen และคว้ารางวัล 🌟🌟🌟 3 MICHELIN Stars มาครองทันทีภายในระยะเวลา 7 เดือนหลังเปิดทำการ

🎗️ [THE FOOD] L’Abysse Monte-Carlo เป็นห้องอาหารที่ต่อยอดความสำเร็จจาก L’Abysse au Pavillon Ledoyen ในกรุง Paris มีจุดเด่นคือการผสมผสานเทคนิคระดับสูงโดยเฉพาะ Extraction หรือการสกัดเย็นซึ่งเป็นลายเซ็นต์ของเชฟ Yannick Alléno ลงไปในอาหารญี่ปุ่นได้อย่างลงตัวและกลมกล่อม ในสาขานี้เขาได้เชฟ Naoki Kikuchi มาคอยกุมบังเหียนและเน้นการค้นหาวัตถุดิบและปลาที่จับแบบยั่งยืน

ลูกค้าสามารถเลือกชิม Set Menu ได้ 3 รูปแบบคือ Empreinte (240 €) ประกอบไปด้วยอาหารคาว 5 อย่าง, นิงิริซูชิ 8 คำ, ของหวาน 2 อย่าง และคอร์สกาแฟของ Lavazza ถัดมาคือ Menu Collection (260 €) ประกอบไปด้วยนิงิริซูชิจำนวน 14 คำปั้นโดยมาสเตอร์เชฟ Naoki Kikuchi สุดท้ายคือ Omakase (360 €) ประกอบไปด้วยอาหารคาว 5 อย่าง, นิงิริซูชิ 12 คำ, ของหวาน 3 อย่าง และคอร์สกาแฟของ Lavazza ทั้งนี้ลูกค้ายังสามารถสั่งเมนูแบบ À La Carte เพิ่มเติมได้หลังจบคอร์สอีกด้วย

สำหรับห้องอาหาร L’Abysse Monte-Carlo ออกแบบภายในใหม่โดย Laurence Bonnel-Alléno โดยใช้วัสดุหลากหลายเช่นไม้ หินอ่อน ทราเวอร์ทีน กำมะหยี่ และเซรามิก

โต๊ะอาหารแบบปกติมีจุดเด่นคือความเป็นส่วนตัวและรองรับลูกค้าได้อีกประมาณ 20 คน

เคาน์เตอร์ไม้สีอ่อนเป็นจุดสำหรับจัดเตรียมอาหารรองรับลูกค้าได้ประมาณ 10 คน

ภาพของโรงแรม

หน้าร้าน

ทางเข้าร้าน

🎗️ [THE PLACE] Hôtel Hermitage Monte-Carlo ตั้งอยู่ที่ Square Beaumarchais ในเขต Monte‑Carlo ราชรัฐโมนาโก ตัวอาคารก่อสร้างขึ้นในช่วงระหว่างปี ค.ศ. 1890 ถึง 1896 ซึ่งตรงกับยุค Belle Époque ทั้งยังได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นอาคารที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ (Historic Monument) อีกด้วย

ทางเข้าโรงแรม

ทางเข้าโรงแรม

ภาพของราชรัฐโมนาโก