หน้าแรก » 🇮🇹 Borgo Sant’Anna – บอร์โก ซันต์อันนา
Visit: October 24, 2025
🇮🇹 Borgo Sant'Anna - บอร์โก ซันต์อันนา
Località Sant'Anna 84, Monforte d'Alba, 12065, Italy
Tel: (+39) 0173 195 0332
Cuisine
🍴 Country cooking, Creative - อาหารประจำชาติ, อาหารเชิงสร้างสรรค์
Country
Italy
MICHELIN Guide
1 MICHELIN Star
Score
15/20
Price
[INTRO] บนยอดเขา Monforte d’Alba ใจกลางภูมิภาค Langhe ห่างจากนคร Turin ออกมาประมาณ 1 ชั่วโมงด้วยรถยนต์เป็นที่ตั้งของ Borgo Sant’Anna สุดยอดร้านอาหารที่ส่งผ่านทัศนียภาพของไร่ไวน์ออกมาได้อย่างโดดเด่นที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศอิตาลี ตัวร้านเปิดทำการเป็นครั้งแรกในปี 2019 ก่อนจะสามารถคว้ารางวัล
1 MICHELIN Star มาครองได้ในปี 2020 ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน
Price :
70-160 €
Parking :
จอดที่ร้าน
Operating Time :
Lunch Tue-Sun 12:30-13:30, Dinner Tue-Sat 19:30-21:30
Dress Code :
Smart Casual
Score
👍 ห้องอาหารที่เพียบพร้อมไปด้วยเมนูชั้นเลิศและทัศนียภาพอันน่าจดจำของไร่ไวน์แห่ง Langhe
อาหาร :
15
ราคา :
เทคนิค :
อัตลักษณ์ :
บรรยากาศ :
บริการ :
ไวน์ :
Map
📃 Á LA CARTE
Borgo Sant’Anna – บอร์โก ซันต์อันนา
1 MICHELIN Star – 1 ดาวมิชลิน
Country cooking, Creative – อาหารประจำชาติ, อาหารเชิงสร้างสรรค์
[INTRO] บนยอดเขา Monforte d’Alba ใจกลางภูมิภาค Langhe ห่างจากนคร Turin ออกมาประมาณ 1 ชั่วโมงด้วยรถยนต์เป็นที่ตั้งของ Borgo Sant’Anna สุดยอดร้านอาหารที่ส่งผ่านทัศนียภาพของไร่ไวน์ออกมาได้อย่างโดดเด่นที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศอิตาลี ตัวร้านเปิดทำการเป็นครั้งแรกในปี 2019 ก่อนจะสามารถคว้ารางวัล
1 MICHELIN Star มาครองได้ในปี 2020 ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน
AMUSE-BOUCHE
เริ่มต้นมื้อด้วยของว่างเรียกน้ำย่อยเสิร์ฟมาพร้อมกันหลายอย่าง แครกเกอร์ใบไม้ปลอมเตรียมมาจากเยรูซาเล็มอาร์ติโชค หยดสีน้ำตาลได้จากการผสมผสานซอส Bagna Cauda รสชาติจัดจ้านเข้ากันกับกระเทียมดำ (15/20)
AMUSE-BOUCHE
ในถ้วยรูปไข่คือ Frittata สไตล์ Piedmont เสิร์ฟมาเป็นมูสไข่เนื้อเนียนกับ Bitter Herbs สมุนไพรรสขมต่าง ๆ จากสวนของทางร้าน ด้านบนคือกลีบดอก Acacia และออร์ริกาโน (15/20)
AMUSE-BOUCHE
ชีสภูเขานมควาย Fontina ทอดกรอบเสิร์ฟมาอุ่น ๆ สำหรับจิ้มลงในซอสมาโยเกาลัด (Sweet Chestnut) (15/20)
AMUSE-BOUCHE
เคเปอร์ปลอมเตรียมมาจากไส้กรอก ด้านนอกเกลซด้วยเคเปอร์และผงเคเปอร์ (15/20)
AMUSE-BOUCHE
เชฟตั้งใจนำเสนอตัวแทนของภูมิภาค Piedmont โดยเสิร์ฟมาเป็นทาร์ตที่มีด้านล่างเป็น Sablé กรอบบรรจุองค์ประกอบสีเขียวเตรียมมาจากพาสลีย์ ด้านบนท็อปด้วยปลาแอนโชวีชวนนึกถึงเมนูท้องถิ่นอย่าง Acciughe al Verde อีกฝั่งหนึ่งคือทรัฟเฟิลปลอมเตรียมมาจาก Pâté ตับไก่และผงพอร์ชินี (15/20)
AMUSE-BOUCHE
ปิดท้ายด้วย Extraction เตรียมมาจาก Broth ไก่ต๊อก ชาดำรมควัน และน้ำมันถั่วฮาเซลนัท (15/20)
PANE
ขนมปังต่าง ๆ
ANIMELLE, CURRY VERDE E TRUSET (30 €)
Sweetbread หรือต่อมไร้ท่อของลูกวัวเสิร์ฟมาขนาดชิ้นค่อนข้างใหญ่ เชฟปรุงให้สุกในอุณหภูมิที่ไม่สูงนักหรือซูวีนานถึง 48 ชั่วโมง จากนั้นคลุกเคล้ากับเนยและซอสที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากแกงเขียวหวาน ในจานยังมี Truset ซึ่งเป็นผักตระกูลแรดิชท้องถิ่นที่ปรุงรสด้วยน้ำมัน กระเทียม และพริกไทย (15/20)
VITELLO “TONNÉ” (30 €)
จานนี้เชฟนำเสนอเมนูท้องถิ่นของนคร Turin โดยไม่มีปลาทูน่าเป็นองค์ประกอบแต่เปลี่ยนมาเปนปลาแอนโชวี่แทน ด้านบนคือครัมเบิ้ลไข่แดง แผ่นแครกเกอร์ขาวเตรียมมาจากแป้งและน้ำเปล่าเท่านั้นช่วยสร้างมิติความกรอบ จากนั้นราดด้วยซอสรสชาติกลมกล่อมที่ใช้ระยะเวลาในการเตรียมนานกว่า 10 ชั่วโมง (15/20)
“PASTA E COZZE” (28 €)
สุดยอดเมนู Signature Dish ของทางร้านคือพาสต้าปรุงให้สุกระดับ Al Dente ในครีมมันฝรั่งโดยตรง น้ำซอสมีรสชาติโดดเด่นเคล้ากันไปกับความอุมามิของสาหร่ายทะเล ยังมีองค์ประกอบของมันฝรั่งทอดกรอบสร้างมิติทางเนื้อสัมผัส ด้านล่างคือหอยแมลงภู่ปรุงสุกสไตล์อิตาลีกับกระเทียม หัวหอม และพริกไทย ด้านบนคือแผ่นกรอบเตรียมมาจากข้าวและหอยแมลงภู่ (16/20)
FASSONA, PORRI E ACCIUGHE (38 €)
Fassona เป็นวัวสายพันธุ์ท้องถิ่นของภูมิภาค Piedmont เชฟนำไปหมักกับมิโสะ จากนั้นย่างบนเตาโดยตรงจนสุกระดับมีเดียมแรร์ ข้าง ๆ กันคือกระเทียมต้นที่ยัดไส้วัวอยู่ด้วย (15/20)
FASSONA, PORRI E ACCIUGHE (38 €)
อีกฝั่งหนึ่งคือมูสกระเทียมต้นท็อปด้วยกระเทียมต้นทอดกรอบ ยังมีพายที่เตรียมมาจากตับและหัวหอมยัดไส้นั่นเอง (15/20)
SUINO DI CAVOUR, ZUCCA E CAVOLI (35 €)
หมูดำจากเมือง Cavour ในจานฝั่งขวามือคือส่วนท้องที่เชฟปรุงสุกจนนุ่มละลายกับผัก Cime di Rapa และ Moscato Wine ฝั่งซ้ายมือคือส่วนไหล่ที่ย่างมาสุกกำลังดี ยังมีกะหล่ำหลากหลายรูปแบบเช่นกะหล่ำดอก กะหล่ำม่วง กะหล่ำดาว เชฟราดซอส Jus ที่เตรียมมาจากน้ำสต๊อกหมูดำผสมผสานกับเครื่องเทศจากฝั่งเกาหลี ในจานยังมีความหวานของฟักทองและความจัดจ้านของน้ำส้มสายชูอยู่ด้วย (15/20)
SUINO DI CAVOUR, ZUCCA E CAVOLI (35 €)
สุดท้ายคือส่วนซี่โครงย่างมาหอม ๆ เสิร์ฟมาข้าง ๆ กันอีกทีหนึ่ง (15/20)
MUFLONE, TOPINAMBUR E VERMUT (38 €)
Muflone คือแกะป่าจากหมู่เกาะ Isola d’Elba ปรุงให้สุกด้วยอุณหภูมิ 45 องศาเซลเซียสมีจุดเด่นคือเนื้อสัมผัสที่เหนียวและสู้ฟัน จากนั้นราดด้วยซอส Jus เข้มข้น ฝั่งขวามือคือมูสที่เตรียมมาจากเยรูซาเล็มอาร์ติโชค อีกฝั่งหนึ่งคือเยรูซาเล็มอาร์ติโชคกงฟี (15/20)
TERRA DI LANGA (23 €)
ของหวานจานนี้นำเสนอวัตถุดิบสำคัญของภูมิภาค Langhe เสิร์ฟมาเป็นไอศกรีมเห็ดพอร์ชินี นอกจากนี้ทรัฟเฟิลปลอมยังมีรสชาติของเพียวเรเยรูซาเล็มอาร์ติโชคกับมูสดาร์คช็อกโกแลต Tumaco อยู่ด้วย (15/20)
UOVO AL TEGAMINO (20 €)
ไข่ดาวปลอมที่มีเค้กตรงกลางเตรียมมาจากฟักทองและเพอร์ซิมมอน มูสรอบ ๆ เตรียมมาจากไวท์ ช็อกโกแลต (15/20)
MIGNARDISES
ปิดท้ายด้วยของหวานจิ๋วคือ Pasticciotto with cream and apple jam, Sweet ricotta cheese in blueberry blast, Beignet with pistachio and turmeric, Tette delle Monache และ Hazelnut gianduiotto with almond leaf and salt
รายการเครื่องดื่มในวันนี้
รายการเครื่องดื่มในวันนี้
รายการเครื่องดื่มในวันนี้
ราคา 642 €
[THE PLACE] ภาพโลโก้ประกอบไปด้วยวงกลม 7 สีแสดงออกถึงแก่น 7 อย่างที่ประกอบขึ้นมาเป็นตัวร้าน ภายในห้อง Veranda ตกแต่งแบบเรียบง่ายโดดเด่นด้วยผนังกั้นด้วยกระจกใสมองออกไปเห็นทัศนียภาพมุมสูงของไร่ไวน์ใสช่วงมื้อกลางวัน
ใครที่มาในช่วงมื้อค่ำสามารถสัมผัสได้ถึงความหรูหราจากการตกแต่งวัสดุไม้สีเข้ม
[THE CHEF] Pasquale Laèra เป็นเชฟที่เกิดในภูมิภาค Puglia แต่กลับเติบโตมาในภูมิภาค Piedmont ของประเทศอิตาลี เขาจบการศึกษาจาก Scuola Internazionale di Cucina Italiana (Alma) di Gualtiero Marchesi เขาได้ออกเดินทางไปเก็บเกี่ยวประสบการณ์จากหลากหลายประเทศทั่วโลกไม่ว่าจะเป็นญี่ปุ่น ห้องอาหาร Geramium ในเดนมาร์ค รวมไปถึงประเทศเม็กซิโกซึ่งโดดเด่นในเรื่องของอาหารที่มีความหลากหลายทางรสชาติ ต่อมาเข้าได้ร่วมงานกับเชฟ Antonino Cannavacciuolo ที่ห้องอาหาร Villa Crespi (2 MICHELIN stars ในขณะนั้น) และไต่อันดับขึ้นไปถึงตำแหน่ง Sous Chef จากนั้นเขาเดินทางกลับมายังภูมิภาค Piedmont เพื่อควบคุมห้องอาหาร La Rei ใน Il Boscareto Resort จนสามารถคว้ารางวัล
1 MICHELIN Star มาครองได้สำเร็จก่อนจะย้ายมาร่วมงานกับ Borgo Sant’Anna ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน
[THE FOOD] ทางร้านได้หยิบยกวัตถุดิบท้องถิ่นของภูมิภาค Piedmont อย่างเช่น Alba White Truffle, เนื้อวัวสายพันธุ์ Fassona, หมูดำสายพันธุ์ท้องถิ่นจากเมือง Cavour มานำเสนอในรูปแบบอาหาร Fine Dining โดยคงไว้ซึ่งตัวตนและอัตลักษณ์ของอาหารท้องถิ่นได้อย่างน่าประทับใจ ในช่วงที่เราแวะไปลูกค้าสามารถเลือกชิม Tasting Menu ได้ 3 รูปแบบคือ Passione e Origini (115 €) นำเสนอมาที่จำนวน 5 คอร์ส, Trifule e Incanto (110 €) นำเสนอมาที่จำนวน 5 คอร์สและ Assolo di Caccia (160 €) นำเสนอมาที่จำนวน 6 คอร์ส อย่างไรก็ตามเราตัดสินใจสั่งรายการ À La Carte มาชิมตามใจชอบเนื่องจากราคาที่คุ้มค่าและสมเหตุสมผล
ฝั่งหนึ่งคือห้อง Anima มีลักษณะเป็นโต๊ะสำหรับรองรับลูกค้าได้มากถึง 8 คนซึ่งต้องจองก่อนล่วงหน้าและมีตำแหน่งติดอยู่กันกับห้องครัวเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการสัมผัสประสบการณ์การจัดเตรียมอาหารในห้องครัวระดับสูง
[WHY GO] ถึงจะตั้งอยู่ลึกเข้ามาในหุบเขาของภูมิภาค Piedmont แต่ตัวร้านก็มีตำแหน่งตั้งอยู่ไม่ไกลกันกับ Barolo ซึ่งเป็นหนึ่งในเขตปลูกไวน์ที่มีชื่อเสียงที่สุดในประเทศอิตาลี อาหารแต่ละจานนำเสนอออกมาได้อย่างน่าสนใจและมีราคาที่คุ้มค่า รายการไวน์มีให้เลือกมากมายโดยเฉพาะไวน์ท้องถิ่นในราคาสมเหตุสมผล พนักงานให้บริการตามมาตรฐานและสื่อสารภาษาอังกฤษได้ดี ใครที่พอมีเวลาเหลือเราขอแนะนำอย่างมากให้แวะมาในช่วงกลางวันเพื่อซึมซับบรรยากาศที่โดดเด่นจนยากจะลืมได้ลง