หน้าแรก » 🇹🇭 Signature – ซิกเนเจอร์
Visit: February 21, 2026
🇹🇭 Signature - ซิกเนเจอร์
ชั้น 11 โรงแรม วี กรุงเทพฯ เอ็มแกลเลอรี คอลเลคชั่น 117/ 39-40 ถ.พญาไท แขวงถนนเพชรบุรี เขตราชเทวี, กรุงเทพ, 10400, ประเทศไทย
Tel: 065-950-9742
Cuisine
French
Country
Thailand
MICHELIN Guide
1 MICHELIN Star
Score
16/20
Price
[THE PLACE] Signature เป็นห้องอาหารฝรั่งเศสประจำโรงแรม VIE Hotel Bangkok – MGallery Collection ลูกค้าสามารถเดินทางมาได้โดยรถส่วนตัวหรือรถไฟฟ้า BTS สถานีราชเทวี เมื่อกดลิฟต์มายังชั้น 11 จะพบกับพนักงานคอยต้อนรับและตรวจสอบการจอง มื้ออาหารจะเริ่มต้นด้วยการนำเสิร์ฟ Canapés ที่บริเวณเลาจน์ซึ่งตกแต่งออกมาในสไตล์ Art Deco จากนั้นพนักงานจะเชิญลูกค้าไปที่โต๊ะรับประทานอาหารหลัก อย่าลืมขอจองที่นั่งริมหน้าต่างเพื่อชมทัศนียภาพมุมสูงช่วงพระอาทิตย์ลับขอบฟ้ารวมไปถึงแสงสียามค่ำคืนของตึกสูงและห้างสรรพสินค้าในย่านราชเทวี อีกฝั่งหนึ่งเป็นโต๊ะติดผ้าม่านกำมะหยี่สีน้ำเงินเข้มซึ่งจะเปิดออกเมื่อถึงเวลาที่กำหนดเผยให้เห็นห้องครัวแบบ Open Kitchen ที่แอบซ่อนอยู่หลังฉากราวกับเป็นเวทีการแสดงทางอาหารอันน่าตื่นตาตื่นใจ ลูกค้าสามารถชมทีมเชฟปรุงอาหารได้ตลอดเวลาจากด้านหน้าหรือเดินไปรอบ ๆ ห้องครัวเพื่อชมการจัดแสดงวัตถุดิบ, การเตรียมอาหาร ไปจนถึงขั้นตอนการจัดแต่งจานโดยมีพนักงานในชุดกระโปรงลายดอกไม้คอยแนะนำอย่างเป็นกันเองตลอดทั้งมื้อ
[THE CHEF] Thierry Drapeau เกิดที่เมือง Nantes ทางตะวันตกของประเทศฝรั่งเศส ชีวิตในช่วงวัยรุ่นของเขาได้รับอิทธิพลทางอาหารจากคุณพ่อและมีโอกาสฝึกงานกับห้องอาหารชั้นนำอย่าง Le Central ในเมือง Guilvinec และ Le Manoir de la Comète (1 MICHELIN Star) ในเมือง Saint-Sébastien sur Loire ตั้งแต่อายุยังน้อย เมื่ออายุครบ 18 ปี Thierry Drapeau เริ่มต้นทำงานเป็นเชฟมืออาชีพที่ห้องอาหารระดับสูงมากมายเช่น La Truffe Noire (1 MICHELIN Star) ในเมือง Neuilly-sur-Seine, Le Grand Véfour ห้องอาหารที่เก่าแก่ที่สุดของกรุง Paris, Le Bateau Ivre (2 MICHELIN Stars) ในเมือง Le Bourget du Lac, Gill ในเมือง Rouen, Le Clos de la Violette ในเมือง Aix-en-Provence และ L’Escale (2 MICHELIN Stars) ในเมือง Carry-le-Rouet หลังจากสั่งสมประสบการณ์ได้มากพอเชฟ Thierry Deapeau ได้เปิดห้องอาหารแห่งแรกเป็นของตัวเองขึ้นในปี 1996 ที่เมือง Les Sables d’Olonne โดยใช้ชื่อว่า Auberge Robinson และได้รับรางวัล
Bib Gourmand อย่างไรก็ตามสิ่งที่สร้างชื่อเสียงให้กับตัวเขามากที่สุดคือการรับงานควบคุม Restaurant Thierry Drapeau à la Chabotterie ซึ่งตั้งอยู่ในปราสาทเก่าตั้งแต่สมัยศตวรรษที่ 15 ในเมือง Saint-Sulpice-le-Verdon ตัวร้านได้รับรางวัล
1 MICHELIN Star ในปี 2010 ตามมาด้วย ![]()
2 MICHELIN Stars ในปี 2011 กระทั่งช่วงปลายปี 2020 เชฟ Thierry Drapeau ได้บรรลุข้อตกลงกับ VIE Hotel Bangkok ในการย้ายมารับตำแหน่ง Executive Chef ให้กับห้องอาหาร Signature จนคว้ารางวัล
1 MICHELIN Star มาครองได้อย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน
[THE FOOD] เชฟ Thierry Drapeau นำเสนอวัตถุดิบคุณภาพสูงทั้งจากผืนดินและผืนทะเล แต่ละคอร์สล้วนมีองค์ประกอบของผัก ผลไม้ และดอกไม้รับประทานได้ภายใต้คอนเซป Floral Cuisine เพื่อบ่งบอกถึงอัตลักษณ์และตัวตนของตัวเชฟเองซึ่งใช้ชีวิตอยู่ในแถบ Loire Valley มาอย่างยาวนาน ลูกค้าสามารถเลือกชิม Tasting Menu ได้ 3 รูปแบบคือ 5-Course Flower Bouquet (4,800++/p) และ 8-Course Flower Bouquet (5,800++/p) สำหรับใครที่เป็น Vegetarian ทางร้านยังมี 5-Course Vegetarian Bouquet (4,800++/p) รองรับด้วยเช่นกัน ตัวอย่างคอร์สที่เตรียมออกมาได้โดดเด่นอย่างเช่น
ปลาตามฤดูกาลที่ผ่านการตุ๋นแบบบราซิง เชฟนำปลาเทอร์บอทไปจี่จนผิวเริ่มสุก จากนั้นเคี่ยวกับน้ำสต๊อกในไฟอ่อนในภาชนะปิด ด้านบนท็อปด้วยครัมเบิ้ลพาเมซานกรอบ ๆ องค์ประกอบข้าง ๆ คือโฟมหัวหอม ด้านล่างคือซอสจูไก่และ Truffle Coulis ให้รสชาติเข้มข้นรวมไปถึงอโรมาหอมเย้ายวนใจ สุดท้ายคือ Salsify ที่ผ่านการกงฟีจนนุ่มละมุนรวมไปถึง Salsify ทอดกรอบ เชฟตกแต่งด้วยดอก Verbena จากนั้นค่อย ๆ ขูดทรัฟเฟิลลงไปทั่ว ๆ จาน (17/20)
เนื้อแกะจากฟาร์มในแถบเทือกเขา Pyrenees ทางตอนใต้ของประเทศฝรั่งเศส เชฟเลือกใช้ส่วน Saddle หรือบริเวณหลังสอดไส้มูสแกะและทรัฟเฟิลดำ เชฟนำไปอบแล้วเซียต่อจนสุกกำลังดี ด้านบนท็อปด้วยถั่วลูกไก่กรอบ ๆ ไฮไลท์คือซอสจูแกะที่มีส่วนผสมของน้ำมันอาร์แกนซึ่งผสมผสานกับซอสทาร์จีนที่เตรียมมาจากผักหลายชนิดรวมไปถึง Coulis สีดำรสชาติเข้มข้นได้อย่างกลมกล่อม องค์ประกอบอื่น ๆ คือทาร์ตควินัวจับคู่กับผักปวยเล้งยัดไว้มูสแกะอบท็อปด้วยผิวมะนาวนิ้วมือกงฟี อีกฝั่งคือทาร์จีนแบบเปิดเสิร์ฟมาเป็นผักเรียงกันหลายชั้น (17/20)
ของหวานจานหลักคือกรานิต้าเกรปฟรุต ด้านล่างคือสลัดเกรปฟรุตและส้มโอจับคู่มากับ Isigny ครีม ยังมีราสเบอร์รี่กงฟีกับกาโตวานิลลา ด้านบนคือเมอแรงก์ ผงราสเบอร์รี่ และไอศกรีมที่ผสมผสานราสเบอร์รี่กับโกจิเบอร์รี่เพื่อให้รสเปรี้ยวมีความโดดเด่นมากขึ้น สุดท้ายพนักงานจะเทกรานิต้าที่ผสมผสานน้ำลิ้นจี่และน้ำลอยดอกมะลิลงไปข้าง ๆ จาน (17/20)
Price :
4,800-5,800++
Parking :
จอดที่โรงแรม
Operating Time :
อังคาร-อาทิตย์ 18:00-23:30, ปิดวันจันทร์
Dress Code :
Smart Casual
Score
👍 สุดยอดร้านอาหารฝรั่งเศสระดับสูงของกรุงเทพ
อาหาร :
16
ราคา :
เทคนิค :
อัตลักษณ์ :
บรรยากาศ :
บริการ :
ไวน์ :
Map
📃 LE GRAND BOUQUET (5,800++) Discovery by Thierry Drapeau
Surprise Canapes
Butternut Soup I Chestnut ice cream | parmesan Emulsion | Calendula
Scallop | Wagyu Beef Consommé | Mushrooms
Lobster | Carrot Mousseline | Spinach | Satay Sauce | Shell Sorbet
Seasonal Fish | Truffle Cream | Salsify | Onion Foam | Poultry Jus
Lamb Saddle | Vegetable Tagine | Lamb Jus with Argan oil
“Les Frères Marchand” Cheese | Flower Garden
Gavotte Coffee | Brazil Nuts Praline | Date Sorbet With Argan Oil
Grapefruit | Candied Raspberry | Lychee & Jasmine Granita
Signature – ซิกเนเจอร์
1 MICHELIN Star – 1 ดาวมิชลิน
French – อาหารฝรั่งเศส
Surprise Canapes
เริ่มต้นมื้ออาหารด้วยของหวานเรียกน้ำย่อยด้วยมาการองยัดไส้ฟัวกราส์ ด้านบนท็อปด้วยแผ่นเจลกาแฟ เจลซิตรัส และกลีบดอกไม้ (15/20)
Surprise Canapes
ถัดมาคือมินิทาร์ตที่บรรจุกัวคาโมเล่ท็อปด้วยอูนิจากฮอกไกโด จากนั้นตกแต่งด้วยดอกไม้รับประทานได้ (15/20)
Surprise Canapes
ปิดท้ายด้วยหอยนางรม La Lune นำเข้าจากประเทศฝรั่งเศสรองด้วยเปลือกหอยปลอมกรอบ ๆ เชฟเติมแต่งอโรมาของทะเลด้วยใบหอยนางรมและ Purnier Caviar รวมไปถึงดอกไม้รับประทานได้เพิ่มความสวยงามน่าชิม (15/20)
Surprise Canapes
Canapes ทั้งหมดเสิร์ฟมาพร้อมกัน (16/20)
Amuse Bouche
Butternut Soup I Chestnut ice cream | parmesan Emulsion | Calendula
ซุปครีมฟักทองน้ำเต้าเนื้อเนียน รสหวานและครีมมี่พอเหมาะ (16/20)
Amuse Bouche
Butternut Soup I Chestnut ice cream | parmesan Emulsion | Calendula
ด้านบนท็อปด้วยองค์ประกอบของเกาลัดสร้างรสหวาน ครูตองกรอบ และเมล็ดฟักทอง รอบ ๆ คือน้ำมันเกาลัด จากนั้นพนักงานจะตักอีมัลชั่นโฟมชีสพาเมซานและดอก Margeret สีม่วงเสริมรสชาติฝาดเพียงเล็กน้อยลงไปในจาน (16/20)
Amuse Bouche
Butternut Soup I Chestnut ice cream | parmesan Emulsion | Calendula
วิธีรับประทานให้นำช้อนซึ่งบรรจุไอศครีมเกาลัดท็อปด้วยเบคอนไก่ผสมลงไปในซุปสร้างอุณหภูมิที่แตกต่างระหว่างร้อนและเย็นในทุก ๆ คำ (16/20)
Amuse Bouche
Butternut Soup I Chestnut ice cream | parmesan Emulsion | Calendula
นอกจากนี้ยังมีขนมปังฟักทอง ด้านในสอดไส้ฟักทองและแฮมไก่อีกด้วย (16/20)
Bread & Butter
เนยเค็มคุณภาพสูงจาก Maison Beillevaire จากแคว้น Pays de la Loire โดยตัวเนยเตรียมมาจากเครื่องทำเนยแบบใช้มือหมุน (Handchurn) เพื่อให้มีเนื้อสัมผัสที่ดี ทั้งยังมีความเค็มกลมกล่อมจาก Fleur de Sel หรือดอกเกลือจากเกาะ Noirmoutier พนักงานจะใส่เบคอนไก่กรอบกับแยมหัวหอมลงไปในระหว่างการทำ Quenelle เสิร์ฟมาบนที่รองหินอ่อนเพื่อให้มีความเย็นมากกว่าอุณหภูมิห้อง
Seed Sourdrough
ขนมปัง Seed Sourdough ที่เตรียมขึ้นมาจากยีสต์โดยอาศัยสูตรของคุณแม่เชฟซึ่งจะมีความหอมของน้ำผึ้งและแอปเปิ้ลไซเดอร์
Les Saint Jacques – Brittany
Scallop | Wagyu Beef Consommé | Mushrooms
Les Saint Jacques หรือหอยเชลล์ยักษ์จากแคว้น Brittany เสิร์ฟมากับเห็ด Champignon de Paris ฝานบาง จากนั้นโรยผงเห็ด รอบ ๆ คือผักดองทั้งเทอร์นิป แรดิช และพาสนิปที่มีรสเปรี้ยวกลมกล่อมและมีความกรอบที่พอเหมาะสร้างมิติทางเนื้อสัมผัสที่แตกต่างกันกับชิ้นหอย เชฟตกแต่งด้วยดอกไม้และสมุนไพรต่าง ๆ เช่นดอกสแนปดรากอน ดอกกระเทียม ดอกแพนซี และใบเชอร์วิล (16/20)
Lobster | Carrot Mousseline | Spinach | Satay Sauce | Shell Sorbet
ถัดมาคือคอร์สที่ใช้วัตถุดิบราคาสูงอย่าง Brittany Lobster (16/20)
La Homard – Brittany
Lobster | Carrot Mousseline | Spinach | Satay Sauce | Shell Sorbet
กุ้งล็อบสเตอร์จากแคว้น Brittany เชฟนำไปแช่ในน้ำเกลือหรือ Brine ก่อนจะนำมานึ่งจนสุก ด้านบนท็อปด้วยสาหร่าย Salicornia ที่ขึ้นบริเวณชายฝั่งของแคว้น Brittany ตรงกลางคือซอสที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากสะเต๊ะไทยโรยด้วยน้ำมันมะกรูด ยังมี Sponge Cake ผักโขมท็อปด้วยมันฝรั่งดำจากแถบลุ่มแม่น้ำ Loire เนื้อสัมผัสกรุบกรอบ เชฟตกแต่งด้วยใบ Oxalis และใบ Cappuccine (15/20)
La Homard – Brittany
Lobster | Carrot Mousseline | Spinach | Satay Sauce | Shell Sorbet
ในถ้วยเล็กคือล็อบสเตอร์บิสก์ผสมกับนม เชฟเสิร์ฟมากับมูสล็อบสเตอร์รวมไปถึงซอร์เบท์ที่เตรียมมาจากน้ำสต๊อกเปลือกกุ้ง ด้านบนตกแต่งด้วยกลีบดอก Sweet William (15/20)
Le Poisson Braisé – Brittany
Seasonal Fish | Truffle Cream | Salsify | Onion Foam | Poultry Jus
ปลาตามฤดูกาลที่ผ่านการตุ๋นแบบบราซิง เชฟนำปลาเทอร์บอทไปจี่จนผิวเริ่มสุก จากนั้นเคี่ยวกับน้ำสต๊อกในไฟอ่อนในภาชนะปิด ด้านบนท็อปด้วยครัมเบิ้ลพาเมซานกรอบ ๆ องค์ประกอบข้าง ๆ คือโฟมหัวหอม ด้านล่างคือซอสจูไก่และ Truffle Coulis ให้รสชาติเข้มข้นรวมไปถึงอโรมาหอมเย้ายวนใจ สุดท้ายคือ Salsify ที่ผ่านการกงฟีจนนุ่มละมุนรวมไปถึง Salsify ทอดกรอบ เชฟตกแต่งด้วยดอก Verbena จากนั้นค่อย ๆ ขูดทรัฟเฟิลลงไปทั่ว ๆ จาน (17/20)
Le Poisson Braisé – Brittany
Seasonal Fish | Truffle Cream | Salsify | Onion Foam | Poultry Jus
ทรัฟเฟิลดำ (17/20)
L’agneau
Lamb Saddle | Vegetable Tagine | Lamb Jus with Argan oil
เนื้อแกะจากฟาร์มในแถบเทือกเขา Pyrenees ทางตอนใต้ของประเทศฝรั่งเศส เชฟเลือกใช้ส่วน Saddle หรือบริเวณหลังสอดไส้มูสแกะและทรัฟเฟิลดำ เชฟนำไปอบแล้วเซียต่อจนสุกกำลังดี ด้านบนท็อปด้วยถั่วลูกไก่กรอบ ๆ ไฮไลท์คือซอสจูแกะที่มีส่วนผสมของน้ำมันอาร์แกนซึ่งผสมผสานกับซอสทาร์จีนที่เตรียมมาจากผักหลายชนิดรวมไปถึง Coulis สีดำรสชาติเข้มข้นได้อย่างกลมกล่อม องค์ประกอบอื่น ๆ คือทาร์ตควินัวจับคู่กับผักปวยเล้งยัดไว้มูสแกะอบท็อปด้วยผิวมะนาวนิ้วมือกงฟี อีกฝั่งคือทาร์จีนแบบเปิดเสิร์ฟมาเป็นผักเรียงกันหลายชั้น (17/20)
Le Fromage
“Les Frères Marchand” Cheese | Flower Garden
ล้างปากด้วยชีสหลากหลายชนิดจากผู้ผลิตชื่อดังระดับโลกอย่าง Les Frères Marchand ทางร้านเสิร์ฟมาดับโคนกรอบที่บรรจุชัทนีย์สับปะรดและใบเบซิลแห้งเอาไว้ เจลลี่มะม่วงสุกและเสาวรส สลัดผักรวมกับไวท์บัลซามิกและมะกอก ตรงกลางคือครีม Isigny ท็อปด้วยถั่วฮาเซลนัท
Le Fromage
“Les Frères Marchand” Cheese | Flower Garden
ล้างปากด้วยชีสหลากหลายชนิดจากผู้ผลิตชื่อดังระดับโลกอย่าง Les Frères Marchand ทางร้านเสิร์ฟมาดับโคนกรอบที่บรรจุชัทนีย์สับปะรดและใบเบซิลแห้งเอาไว้ เจลลี่มะม่วงสุกและเสาวรส สลัดผักรวมกับไวท์บัลซามิกและมะกอก ตรงกลางคือครีม Isigny ท็อปด้วยถั่วฮาเซลนัท
Crêpes Suzette
คั่นด้วยของหวานสุดเซอไพรซ์อย่างเครปซูแซ็ตต์ซึ่งพนักงานจะมาฟล็อมเบย์ด้วยเหล้ารัมให้ลูกค้าชมกันสด ๆ ที่ข้างโต๊ะอีกด้วย
Crêpes Suzette
คั่นด้วยของหวานสุดเซอไพรซ์อย่างเครปซูแซ็ตต์ซึ่งพนักงานจะมาฟล็อมเบย์ด้วยเหล้ารัมให้ลูกค้าชมกันสด ๆ ที่ข้างโต๊ะอีกด้วย
Crêpes Suzette
คั่นด้วยของหวานสุดเซอไพรซ์อย่างเครปซูแซ็ตต์ซึ่งพนักงานจะมาฟล็อมเบย์ด้วยเหล้ารัมให้ลูกค้าชมกันสด ๆ ที่ข้างโต๊ะอีกด้วย
Le Cafe
Gavotte Coffee | Brazil Nuts Praline | Date Sorbet With Argan Oil
ทาร์ตวานิลลาที่บรรจุพราลีนอยู่ด้านใน ด้านบนคือกาว็อตหรือแผ่นบิสกิตบาง ๆ เตรียมมาจากกาแฟจับคู่มากับซอสกาแฟ ไฮไลท์คือซอร์เบท์อินทผลัมและน้ำมันอาร์แกนให้อโรมาที่หอมมีมิติ (17/20)
Pamplemousse
Grapefruit | Candied Raspberry | Lychee & Jasmine Granita
ของหวานจานหลักคือกรานิต้าเกรปฟรุต ด้านล่างคือสลัดเกรปฟรุตและส้มโอจับคู่มากับ Isigny ครีม ยังมีราสเบอร์รี่กงฟีกับกาโตวานิลลา ด้านบนคือเมอแรงก์ ผงราสเบอร์รี่ และไอศกรีมที่ผสมผสานราสเบอร์รี่กับโกจิเบอร์รี่เพื่อให้รสเปรี้ยวมีความโดดเด่นมากขึ้น สุดท้ายพนักงานจะเทกรานิต้าที่ผสมผสานน้ำลิ้นจี่และน้ำลอยดอกมะลิลงไปข้าง ๆ จาน (17/20)
Surprise du Vergers
ปิดท้ายด้วยของหวานจิ๋วประกอบไปด้วยช็อกโกแลตทรัฟเฟิลเตรียมาจากช็อกโกแลตกานาซสอดไส้ถั่วฮาเซลนัท ถัดมาคือสตรอว์เบอร์รี่ทาร์ตขนายข้างด้วยทาร์ตส้มท็อปด้วยมูสอัลมอนด์ ในถุงกระดาษคือขนมปังบริยอชกับถั่วฮาเซลนัท ช็อกโกแลตสอดไส้ 2 รสชาติ
Surprise du Vergers
ด้านในไข่ไวท์ช็อกโกแลตประกอบไปด้วยขนมมาร์ชแมลโลว์ ทอฟฟี่คาราเมลรสเค็ม และป๊าตเดอฟรุยเสาวรส
ของฝากกลับบ้าน
รายการเครื่องดื่มในวันนี้
รายการเครื่องดื่มในวันนี้
รายการเครื่องดื่มในวันนี้
รายการเครื่องดื่มในวันนี้
[THE CHEF] Thierry Drapeau เกิดที่เมือง Nantes ทางตะวันตกของประเทศฝรั่งเศส ชีวิตในช่วงวัยรุ่นของเขาได้รับอิทธิพลทางอาหารจากคุณพ่อและมีโอกาสฝึกงานกับห้องอาหารชั้นนำอย่าง Le Central ในเมือง Guilvinec และ Le Manoir de la Comète (1 MICHELIN Star) ในเมือง Saint-Sébastien sur Loire ตั้งแต่อายุยังน้อย เมื่ออายุครบ 18 ปี Thierry Drapeau เริ่มต้นทำงานเป็นเชฟมืออาชีพที่ห้องอาหารระดับสูงมากมายเช่น La Truffe Noire (1 MICHELIN Star) ในเมือง Neuilly-sur-Seine, Le Grand Véfour ห้องอาหารที่เก่าแก่ที่สุดของกรุง Paris, Le Bateau Ivre (2 MICHELIN Stars) ในเมือง Le Bourget du Lac, Gill ในเมือง Rouen, Le Clos de la Violette ในเมือง Aix-en-Provence และ L’Escale (2 MICHELIN Stars) ในเมือง Carry-le-Rouet หลังจากสั่งสมประสบการณ์ได้มากพอเชฟ Thierry Deapeau ได้เปิดห้องอาหารแห่งแรกเป็นของตัวเองขึ้นในปี 1996 ที่เมือง Les Sables d’Olonne โดยใช้ชื่อว่า Auberge Robinson และได้รับรางวัล
Bib Gourmand อย่างไรก็ตามสิ่งที่สร้างชื่อเสียงให้กับตัวเขามากที่สุดคือการรับงานควบคุม Restaurant Thierry Drapeau à la Chabotterie ซึ่งตั้งอยู่ในปราสาทเก่าตั้งแต่สมัยศตวรรษที่ 15 ในเมือง Saint-Sulpice-le-Verdon ตัวร้านได้รับรางวัล
1 MICHELIN Star ในปี 2010 ตามมาด้วย ![]()
2 MICHELIN Stars ในปี 2011 กระทั่งช่วงปลายปี 2020 เชฟ Thierry Drapeau ได้บรรลุข้อตกลงกับ VIE Hotel Bangkok ในการย้ายมารับตำแหน่ง Executive Chef ให้กับห้องอาหาร Signature จนคว้ารางวัล
1 MICHELIN Star มาครองได้อย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน
[THE FOOD] เชฟ Thierry Drapeau นำเสนอวัตถุดิบคุณภาพสูงทั้งจากผืนดินและผืนทะเล แต่ละคอร์สล้วนมีองค์ประกอบของผัก ผลไม้ และดอกไม้รับประทานได้ภายใต้คอนเซป Floral Cuisine เพื่อบ่งบอกถึงอัตลักษณ์และตัวตนของตัวเชฟเองซึ่งใช้ชีวิตอยู่ในแถบ Loire Valley มาอย่างยาวนาน ลูกค้าสามารถเลือกชิม Tasting Menu ได้ 3 รูปแบบคือ 5-Course Flower Bouquet (4,800++/p) และ 8-Course Flower Bouquet (5,800++/p) สำหรับใครที่เป็น Vegetarian ทางร้านยังมี 5-Course Vegetarian Bouquet (4,800++/p) รองรับด้วยเช่นกัน
[THE PLACE] Signature เป็นห้องอาหารฝรั่งเศสประจำโรงแรม VIE Hotel Bangkok – MGallery Collection ลูกค้าสามารถเดินทางมาได้โดยรถส่วนตัวหรือรถไฟฟ้า BTS สถานีราชเทวี เมื่อกดลิฟต์มายังชั้น 11 จะพบกับพนักงานคอยต้อนรับและตรวจสอบการจอง มื้ออาหารจะเริ่มต้นด้วยการนำเสิร์ฟ Canapés ที่บริเวณเลาจน์ซึ่งตกแต่งออกมาในสไตล์ Art Deco จากนั้นพนักงานจะเชิญลูกค้าไปที่โต๊ะรับประทานอาหารหลัก อย่าลืมขอจองที่นั่งริมหน้าต่างเพื่อชมทัศนียภาพมุมสูงช่วงพระอาทิตย์ลับขอบฟ้ารวมไปถึงแสงสียามค่ำคืนของตึกสูงและห้างสรรพสินค้าในย่านราชเทวี อีกฝั่งหนึ่งเป็นโต๊ะติดผ้าม่านกำมะหยี่สีน้ำเงินเข้มซึ่งจะเปิดออกเมื่อถึงเวลาที่กำหนดเผยให้เห็นห้องครัวแบบ Open Kitchen ที่แอบซ่อนอยู่หลังฉากราวกับเป็นเวทีการแสดงทางอาหารอันน่าตื่นตาตื่นใจ ลูกค้าสามารถชมทีมเชฟปรุงอาหารได้ตลอดเวลาจากด้านหน้าหรือเดินไปรอบ ๆ ห้องครัวเพื่อชมการจัดแสดงวัตถุดิบ, การเตรียมอาหาร ไปจนถึงขั้นตอนการจัดแต่งจานโดยมีพนักงานในชุดกระโปรงลายดอกไม้คอยแนะนำอย่างเป็นกันเองตลอดทั้งมื้อ