หน้าแรก » 🇳🇱 Aan de Poel – อาน เดอ โพล
Visit: August 6, 2022
🇳🇱 Aan de Poel - อาน เดอ โพล
👨🏻🍳 Chef Stefan van Sprung - เชฟสเตฟาน ฟาน สปรุง
Handweg 1, 1185 TS Amstelveen, Netherlands
Tel: (+31) 20 345 1763
Cuisine
🍴 Creative - อาหารเชิงสร้างสรรค์
Country
Netherlands
MICHELIN Guide
2 MICHELIN Stars
Score
16.5/20
Price
[INTRO] Aan de Poel เป็นห้องอาหารระดับสูงที่ตั้งอยู่บริเวณชานเมืองอันเงียบสงบของกรุง Amsterdam เชฟเจ้าของร้าน Stefan van Sprung นำเสนออาหารในรูปแบบ Creative ประกอบกับไปกับไวน์ชั้นเลิศและบรรยากาศสุดสบายริมทะเลสาบในราคาที่เข้าถึงง่ายเมื่อเทียบกับค่าครองชีพในแถบนี้
[THE PLACE] Amstelveen เป็นชุมชนชานเมืองทางตอนใต้ของกรุง Amsterdam โดดเด่นด้วย Nes aan de Amstel หมู่บ้านเก่าแก่ที่ก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ยุคศตวรรษที่ 16 และ Blosempark สวนขนาดใหญ่ที่เต็มไปด้วยต้นซากุระริมทะเลสาบ De Poel อย่างไรก็ตามยังมีอีกหนึ่งแลนมาร์คสำคัญที่ดึงดูดสายตาของบรรดานักชิมจากทั่วทั้งยุโรปนั่นก็คือห้องอาหารชั้นสูงนามว่า Aan de Poel (แปลตรงตัวได้ว่า At The Pond) ซึ่งตั้งอยู่อีกฝั่งหนึ่งของทะเลสาบ ภายในตกแต่งแบบโมเดิร์นด้วยโทนสีเข้ม ห้องครัวแบบ Open kitchen ช่วยให้บรรยากาศโดยรอบมีการเคลื่อนไหว ฝั่งหนึ่งกั้นด้วยประตูกระจกใสเปิดออกสู่พื้นที่เทอเรสริมทะเลสาบซึ่งเหมาะเป็นอย่างยิ่งสำหรับการผ่อนคลายในยามพระอาทิตย์ตกดิน
[THE CHEF & THE FOOD] Stefan van Sprung เป็นเชฟมากประสบการณ์ผู้เคยร่วมงานกับเชฟระดับตำนาน Cas Spijkers ณ ห้องอาหาร De Swaen (2 MICHELIN Stars – ปิดทำการไปแล้ว) และ Ron Blaaw (2 MICHELIN Stars – ปิดทำการไปแล้ว) ก่อนจะเปิดห้องอาหาร Aan de Poel เป็นของตัวเองในปี 2007 ตัวร้านได้รับกระแสตอบรับอย่างดีจากนักชิมท้องถิ่นจนสามารถคว้ารางวัล
1 MICHELIN Star มาครองได้ในปี 2009 ต่อด้วย ![]()
2 MICHELIN Stars ในปี 2013 ส่วนรูปแบบการปรุงนั้นเชฟ Stefan van Sprung อาศัยพื้นฐานจากอาหารฝรั่งเศสแต่ผสมผสานรสชาติและวัตถุดิบจากฝั่งเอเชียจนออกมาเป็นอาหารเชิงสร้างสรรค์ที่ไม่ซ้ำใคร ทุกจานมีรสชาติที่เข้าถึงได้ง่ายและไม่ต้องตีความมากนัก ลูกค้าสามารถเลือกชิม LUNCH MENU ในช่วงมื้อกลางวันนำเสนอมาในราคาสุดคุ้มค่าที่ 3 Courses/89 € และ 4 Courses/99 € ส่วนมื้อเย็นจะถูกจัดเสิร์ฟในรูปแบบของ CHEF’S MENU จำนวน 5 Courses/159 € นอกจากนี้ยังมีเมนูแนะนำสำหรับสั่งเพิ่มแบบ À La Carte อย่างเช่น ‘KLC’ ที่ประกอบไปด้วย Kingcrab, Langoustine & Caviar 10 gr. เป็นต้น Sommelier ประจำร้านอย่างคุณ Robert Veuger ยังคัดสรรค์ไวน์กว่า 600 Labels ที่เข้ากันกับมื้ออาหารได้เป็นอย่างดีนำเสนอมาในราคาเริ่มต้นที่ราว ๆ ขวดละ 40-50 € เท่านั้นโดยในมื้อนี้เราได้ลิ้มลองไวน์ Château Favray Pouilly-Fumé 2020 จากแถบ Upper Loire ประเทศฝรั่งเศสและ Pacher Hof Kerner 2021 จาก Südtirol-Alto Adige ทางตอนเหนือของประเทศอิตาลีประกอบกันไปกับเมนูที่เตรียมออกมาได้อย่างโดดเด่นเช่น
[WHY GO] เมื่อเทียบองค์ประกอบทุกอย่างในมื้ออาหารทั้งรสชาติ ไวน์ ราคา บรรยากาศ บริการ และทำเลที่ตั้งทำให้ Aan de Poel ถือเป็นห้องอาหารอันดับต้น ๆ ของประเทศเนเธอแลนด์ที่เราอยากแนะนำให้เพื่อน ๆ ได้ตามรอยมาชิมกัน ถึงแม้ว่าเซ็ตเมนูช่วงมื้อกลางวันจะมีราคาที่เข้าถึงง่ายแต่เราเชื่อว่าภาพจำของดวงอาทิตย์ที่เคลื่อนลงต่ำและค่อย ๆ ลับขอบฟ้าไปกับแสงสะท้อนสีระเรื่อริมทะเลสาบ De Poel ช่วงมื้อเย็นจะสามารถสร้างความทรงจำอันน่าประทับใจให้กับทุก ๆ คนได้อย่างแน่นอน
Price :
89-159 €
Parking :
จอดที่ห้องอาหาร Aan de Poel
Operating Time :
อังคาร-ศุกร์ 12.00-14.00 และ 18.00-21.00, เสาร์ 18.00-21.00, ปิดอาทิตย์-จันทร์
Dress Code :
Smart Casual
Score
👍 ห้องอาหารระดับสูงบรรยากาศดีในราคาสุดคุ้มค่า
อาหาร :
16.5
ราคา :
เทคนิค :
อัตลักษณ์ :
บรรยากาศ :
บริการ :
ไวน์ :
Map
📃 CHEF'S MENU (159 €)
BITES & AMUSES
Pink apple, red pepper
Lobster, seaweed vinaigrette
Fruits der mer, green peas
Potato, Bearnaise
Structures of strawberry
MIGNARDISES
Aan de Poel – อาน เดอ โพล
![]()
2 MICHELIN Stars – 2 ดาวมิชลิน
![]()
![]()
16.5/20 Gault&Millau – 16.5/20 โก&มีโย
Creative – อาหารเชิงสร้างสรรค์
Chef Stefan van Sprung – เชฟสเตฟาน ฟาน สปรุง
[INTRO] Aan de Poel เป็นห้องอาหารระดับสูงที่ตั้งอยู่บริเวณชานเมืองอันเงียบสงบของกรุง Amsterdam เชฟเจ้าของร้าน Stefan van Sprung นำเสนออาหารในรูปแบบ Creative ประกอบกับไปกับไวน์ชั้นเลิศและบรรยากาศสุดสบายริมทะเลสาบในราคาที่เข้าถึงง่ายเมื่อเทียบกับค่าครองชีพในแถบนี้
BITES & AMUSES
เริ่มต้นด้วย Amuse bouches อย่างแรกคือ Taco ขนาดจิ๋ว แป้งบางกรอบ ภายในบรรจุมะเขือหอม ๆ และ Red pepper cream ส่งกลิ่นหอมขึ้นจมูก (15/20)
BITES & AMUSES
ถัดมาคือแป้ง Choux กรอบด้านในสอดไส้ครีม Black truffle หวานหอม ข้างกันคือ Watermelon หรือแตงโมหวานฉ่ำจับคู่กับความกรอบของแครอทและอโรมาของวาซาบิแต่กลับไม่มีรสชาติเผ็ดติดมาแม้แต่น้อย (15/20)
Bread, butter & olive oil
ขนมปังเสิร์ฟมากับเนยและน้ำมันมะกอก
BITES & AMUSES
จบด้วย Cucumber หรือแตงกวาทำมาเป็นมูสช่วยเรียกความสดชื่นเสริมด้วยรสเค็มของมิโสะและรสเปรี้ยวเบา ๆ ของยูซุ (15/20)
HAMACHI & TOM YAM
Pink apple, red pepper
เริ่มต้นคอร์สแรกด้วยเมนูคุ้นตาอย่างต้มยำแบบไทยแท้ ๆ จัดแสดงมาในจานขนาดใหญ่ เชฟ Stefan van Sprung ใส่เครื่องต้มยำลงไปทั้งพริก กระเทียม ผักชี หัวหอมใหญ่ และวัตถุดิบหลักอย่างเนื้อปลา Hamachi โดยตัวต้มยำถูกเตรียมให้เนื้อสัมผัสเกือบคล้ายวุ้นเพื่อให้เกิดเลเยอร์บาง ๆ ปกคลุมที่ชิ้นปลานั่นเอง (17/20)
HAMACHI & TOM YAM
Pink apple, red pepper
จากนั้นเชฟจะนำชิ้นปลามาจัดเตรียมลงจานต่อหน้าลูกค้า (17/20)
HAMACHI & TOM YAM
Pink apple, red pepper
ปลา Hamachi เนื้อนุ่มโรยด้วยเกลือเล็กน้อยให้กลิ่นหอมของต้มยำแบบไทย ด้านล่างคือผักหลายชนิดเช่น Green radish, ถั่ว Sugar snap pea และเห็ด Shiitake ช่วยเสริมความกรอบ องค์ประกอบสีเขียวรอบ ๆ คือ Chive oil vinaigrette และครีมตรงกลางคือ Wasabi mayonnaise ช่วยเสริมกลิ่นและเชื่อมเนื้อสัมผัสของแต่ละองค์ประกอบเข้าด้วยกัน (17/20)
LANGOUSTINE & HAZELNUT
Lobster, seaweed vinaigrette
จานนี้คือเนื้อกุ้ง 2 ชนิดคือ Lobster และ Langoustine เตรียมมาสุกได้ระดับให้เนื้อสัมผัสที่นุ่มเด้งและรสหวานโดยธรรมชาติ เชฟใส่ถั่ว Hazelnut มาเพื่อให้มีความกรอบเสริมมิติทางเนื้อสัมผัส ยังมีองค์ประกอบของบล็อคโคลี่ รอบ ๆ คือซอสสีเขียวทำมาจากแตงกวาและสาหร่ายวากาเมะให้รสชาติเค็มเล็กน้อยนั่นเอง (16/20)
FILLET OF PLAICE & CURRY
Fruits der mer, green peas
ปลา Plaice fish ในกลุ่มปลาตาเดียวย่างจนสุกจับคู่กับซอสแกงให้อโรมาเฉพาะตัว ด้านบนคือ Mussels หรือหอยแมลงภู่ให้เนื้อสัมผัสที่นุ่ม, Razor clam หรือหอยหลอดให้ความหนึบ เชฟปรุงรสด้วยมะกอกเขียวและมะนาวเผา รอบ ๆ คือขนมปังและถั่วลันเตากรอบช่วยไล่เรียงเนื้อสัมผัสให้ออกมาได้มีมิติอย่างน่าประทับใจ (17/20)
PRIME BEEF & TRUFFLE
Potato, Bearnaise
เมนคอร์สจานสุดท้ายคือเนื้อวัว Prime beef ส่วน Entrecote เชฟ Torch แล้วเสิร์ฟมาที่ความสุกระดับ Medium rare ด้านบนคือ Black truffle หอม ๆ ราดด้วย Red wine jus และซอส Bearnaise สีเหลืองอ่อน ตรงกลางคือหน่อไม้ฝรั่ง ฝั่งขวามือคือมันฝรั่งเสิร์ฟมา 2 รูปแบบ ยังมีสลัดทำมาจากหน่อไม้ฝรั่งละชิ้นเห็ดนุ่มหนึบ (17/20)
PRE-DESSERT
ล้างปากด้วยสับปะรดย่างสไตล์บาบีคิวแต่ยังคงความฉ่ำเอาไว้ได้ดี เชฟราดด้วย Salted caramel sauce ท็อปด้วย White chocolate ที่อบในเตาอบจนได้ออกมาเป็น Crumble กรอบ ๆ จากนั้นพนักงานจะมาขูดพริกไทยดำลงไปใสจานต่อหน้าลูกค้าที่โต๊ะ (16/20)
STRAWBERRY DESSERT
Structures of strawberry
ของหวานจานเด็ดในวันนี้คือ Strawberry เสิร์ฟมาหลากหลายองค์ประกอบ (17/20)
STRAWBERRY DESSERT
Structures of strawberry
ในจานแรกคือ Strawberry jelly นุ่ม ๆ ท็อปด้วย Strawberry salad และ Strawberry ice cream (17/20)
STRAWBERRY DESSERT
Structures of strawberry
อีกจานหนึ่งคือ Strawberry cream เสิร์ฟมากับ Strawberry marshmallow นุ่มหนึบ Strawberry meringue แผ่น Tuile กรอบ ๆ และ Strawberry juice สด ๆ ช่วยเรียกความสดชื่นปิดท้ายมื้ออาหารได้อย่างไร้ที่ติ (17/20)
MIGNARDISES
จบด้วย Mignardises เสิร์ฟมา Pastel de nata หรือทาร์ตไข่สไตล์โปรตุกีส แป้งพัฟด้านนอกกรอบในขณะที่ตรงกลางให้เนื้อสัมผัสครีมมี่จนคล้ายคัสตาร์ด Turkish delight และขนมที่ทำมาจากถั่ว Hazelnut และ Fudge
ROSE TEA (8.25 €)
เราเลือกจับคู่ขนมหวานกับ Rose tea อุ่น ๆ สักกาเข้ากันได้ดีมาก ๆ
[THE CHEF & THE FOOD] Stefan van Sprung เป็นเชฟมากประสบการณ์ผู้เคยร่วมงานกับเชฟระดับตำนาน Cas Spijkers ณ ห้องอาหาร De Swaen (2 MICHELIN Stars – ปิดทำการไปแล้ว) และ Ron Blaaw (2 MICHELIN Stars – ปิดทำการไปแล้ว) ก่อนจะเปิดห้องอาหาร Aan de Poel เป็นของตัวเองในปี 2007
ตัวร้านได้รับกระแสตอบรับอย่างดีจากนักชิมท้องถิ่นจนสามารถคว้ารางวัล
1 MICHELIN Star มาครองได้ในปี 2009 ต่อด้วย ![]()
2 MICHELIN Stars ในปี 2013 ส่วนรูปแบบการปรุงนั้นเชฟ Stefan van Sprung อาศัยพื้นฐานจากอาหารฝรั่งเศสแต่ผสมผสานรสชาติและวัตถุดิบจากฝั่งเอเชียจนออกมาเป็นอาหารเชิงสร้างสรรค์ที่ไม่ซ้ำใคร ทุกจานมีรสชาติที่เข้าถึงได้ง่ายและไม่ต้องตีความมากนัก
ลูกค้าสามารถเลือกชิม LUNCH MENU ในช่วงมื้อกลางวันนำเสนอมาในราคาสุดคุ้มค่าที่ 3 Courses/89 € และ 4 Courses/99 € ส่วนมื้อเย็นจะถูกจัดเสิร์ฟในรูปแบบของ CHEF’S MENU จำนวน 5 Courses/159 € นอกจากนี้ยังมีเมนูแนะนำสำหรับสั่งเพิ่มอย่างเช่น À La Carte อย่างเช่น ‘KLC’ ที่ประกอบไปด้วย Kingcrab, Langoustine & Caviar 10 gr. เป็นต้น
Sommelier ประจำร้านอย่างคุณ Robert Veuger ยังคัดสรรค์ไวน์กว่า 600 Labels ที่เข้ากันกับมื้ออาหารได้เป็นอย่างดีนำเสนอมาในราคาเริ่มต้นที่ราว ๆ ขวดละ 40-50 € เท่านั้นโดยในมื้อนี้เราได้ลิ้มลองไวน์ Château Favray Pouilly-Fumé 2020 จากแถบ Upper Loire ประเทศฝรั่งเศสและ Pacher Hof Kerner 2021 จาก Südtirol-Alto Adige ทางตอนเหนือของประเทศอิตาลีประกอบกันไปกับเมนูที่เตรียมออกมาได้อย่างโดดเด่น
[THE PLACE] Amstelveen เป็นชุมชนชานเมืองทางตอนใต้ของกรุง Amsterdam โดดเด่นด้วย Nes aan de Amstel หมู่บ้านเก่าแก่ที่ก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ยุคศตวรรษที่ 16 และ Blosempark สวนขนาดใหญ่ที่เต็มไปด้วยต้นซากุระริมทะเลสาบ De Poel อย่างไรก็ตามยังมีอีกหนึ่งแลนมาร์คสำคัญที่ดึงดูดสายตาของบรรดานักชิมจากทั่วทั้งยุโรปนั่นก็คือห้องอาหารชั้นสูงนามว่า Aan de Poel (แปลตรงตัวได้ว่า At de Pond) ซึ่งตั้งอยู่อีกฝั่งหนึ่งของทะเลสาบ
ภายในตกแต่งแบบโมเดิร์นด้วยโทนสีเข้ม
บรรยากาศที่เปลี่ยนไปในยามค่ำคืน
บรรยากาศช่วงมื้อเย็น
ห้องครัวแบบ Open kitchen ช่วยให้บรรยากาศโดยรอบมีการเคลื่อนไหว
ฝั่งหนึ่งกั้นด้วยประตูกระจกใสเปิดออกสู่พื้นที่เทอเรสริมทะเลสาบซึ่งเหมาะเป็นอย่างยิ่งสำหรับการผ่อนคลายในยามพระอาทิตย์ตกดิน
บรรยากาศช่วงกลางวัน
บรรยากาศยามเย็น
บรรยากาศช่วงดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้า ณ ทะเลสาบ De Poel
บรรยากาศริมทะเลสาบ
ตัวร้านเมื่อมองย้อนมาจากฝั่งทะเลสาบ
[WHY GO] เมื่อเทียบองค์ประกอบทุกอย่างในมื้ออาหารทั้งรสชาติ ไวน์ ราคา บรรยากาศ บริการ และทำเลที่ตั้งทำให้ Aan de Poel ถือเป็นห้องอาหารอันดับต้น ๆ ของประเทศเนเธอแลนด์ที่เราอยากแนะนำให้เพื่อน ๆ ได้ตามรอยมาชิมกัน ถึงแม้ว่าเซ็ตเมนูช่วงมื้อกลางวันจะมีราคาที่เข้าถึงง่ายแต่เราเชื่อว่าภาพจำของดวงอาทิตย์ที่เคลื่อนลงต่ำและค่อย ๆ ลับขอบฟ้าไปกับแสงสะท้อนสีระเรื่อริมทะเลสาบ De Poel ช่วงมื้อเย็นจะสามารถสร้างความทรงจำอันน่าประทับใจให้กับทุก ๆ คนได้อย่างแน่นอน