Visit: May 20, 2025

🇮🇹 Casa Perbellini 12 Apostoli - คาซ่า แปร์เบลลีนี ดูโดชิ อาโปสโตลี

👨🏻‍🍳 Chef Giancarlo Perbellini - เชฟจานคาร์โล แปร์เบลลีนี

vicolo Corticella San Marco 3, Verona, 37121, Italy

Tel: (+39) 045 878 0860

Cuisine

🍴 Creative, Contemporary - อาหารเชิงสร้างสรรค์, อาหารร่วมสมัย

Country

Italy

MICHELIN Guide

3 MICHELIN Stars

Score

17.5/20

Price

3/5
          

🎗 [INTRO] Verona เป็นเมืองเล็ก ๆ ในแคว้น Veneto ทางตอนเหนือของประเทศอิตาลีที่ยังถูกใช้เป็นฉากหลังในบทประพันธ์เรื่อง Romeo and Juliet ของ William Shakespeare อีกด้วย ห่างออกมาจากสนามกีฬาโรมันที่สมบูรณ์ที่สุดในโลกเพียงเล็กน้อยเป็นที่ตั้งของ Casa Perbellini 12 Apostoli ซึ่งจัดว่าเป็นหนึ่งในห้องอาหารชั้นสูงที่มีชื่อเสียงที่สุดในย่านนี้

          

🎗[THE PLACE] หลังจากประสบความสำเร็จอย่างมากจากร้านเดิมนอกย่านเมืองเก่า เชฟ Giancarlo Perbellini ตัดสินใจย้ายร้านเข้ามาใจกลางเมืองใกล้กันกับ Piazza della Erbe ซึ่งเป็นที่ตั้งของห้องอาหาร 12 Apostoli เดิมที่เขาเคยทำงานในช่วงแรกเริ่ม นักออกแบบภายในชื่อดัง Patricia Urquiola เลือกใช้เฟอร์นิเจอร์ไม้ให้บรรยากาศโทนอบอุ่นเข้ากันกับภาพวาด Fresco และแสงไฟภายใน ห้องรับประทานอาหารหลักถูกแบ่งย่อยออกเป็น 2 ส่วนคือ Vòlto และ Affreschi นอกจากนี้ยังมี Chef’s Table ที่เชฟยกห้องครัวแบบ Open-View Kitchen มาจากร้านเดิมที่ Piazza San Zeno กินพื้นที่กว่าครึ่งหนึ่งของห้องรับประทานอาหารหลักทำให้ลูกค้าทุกที่นั่งสามารถชมทีมเชฟจัดเตรียมอาหารได้ตลอดเวลา

🎗 [THE CHEF] Giancarlo Perbellini เกิดที่เมืองเล็ก ๆ ชื่อว่า Bovolone ในปี 1964 โดยมีครอบครัวประกอบธุรกิจเกี่ยวกับโรงงานขนมปัง-ขนมหวานที่มีมาตั้งแต่ปี 1890 ต่อมาเขาเข้ารับการศึกษาต่อเพื่อเป็นเชฟมืออาชีพที่ Recoaro Hotel Institute ในนคร Vicenza หลังจากเรียนจบเขามีโอกาสร่วมงานกับห้องอาหารระดับสูงมากมายอย่างเช่น Marconi (1 MICHELIN Star – ปัจจุบันคือห้องอาหาร Casa Mazzucchelli), 12 Apostoli (1 MICHELIN Star), Il Desco (2 MICHELIN Stars ในขณะนั้น) ในนคร Verona และ San Domenico (2 MICHELIN Stars) ซึ่งเป็นห้องอาหารระดับตำนานในเมือง Imola หลังจากนั้นเขายังเดินทางไปเก็บเกี่ยวประสบการณ์ที่ห้องอาหารระดับสูงในประเทศฝรั่งเศสอย่าง Le Taillevent (3 MICHELIN Stars ในขณะนั้น) และ L’Ambroisie (3 MICHELIN Stars) ก่อนจะเดินทางไปยังกรุง London เป็นระยะเวลาสั้น ๆ และกลับมายังประเทศอิตาลีเพื่อเปิดห้องอาหาร Perbellini ขึ้นที่เมือง Isola Rizza ในปี 1989 ตัวร้านได้รับกระแสตอบรับอย่างดีจนสามารถคว้ารางวัล 🌟 1 MICHELIN Star มาครองได้ในปี 1992 และเลื่อนขั้นสู่ 🌟🌟 2 MICHELIN Stars ในปี 2002 ต่อมาเขาได้ย้ายทำเลของร้านอีกหลายครั้งจนกระทั่งย้ายมายังตำแหน่งปัจจุบันคือ 12 Apostoli ในเดือนกันยายน 2023 และในที่สุดห้องอาหารของเขาได้รับการเลื่อนระดับสู่ 🌟🌟🌟 3 MICHELIN Stars ในคู่มือปกแดงปี 2025 นั่นเอง

🎗 [THE FOOD] เชฟ Giancarlo Perbellini นำเสนออาหารในรูปแบบร่วมสมัย แต่ละจานมีความเข้าถึงง่ายทำให้ลูกค้าสามารถสัมผัสได้ถึงรสชาติและความสวยงามโดยไม่ต้องตีความมากนัก ในส่วนของ Tasting Menu มีให้เลือกชิมกัน 3 รูปแบบคือ Io e Silvia (230 €) เมนูตามฤดูกาลที่เขาอุทิศให้ภรรยาผู้ความฝันร่วมกันที่ “บ้านหลังใหม่” แห่งนี้ ถัดมาคือ Storie di Casa (250 €) รวบรวมเมนูขึ้นชื่อของร้านตั้งแต่อดีตมาจนถึงปัจจุบัน ส่วนใครที่รับประทานอาหารมังสวิรัติรวมไปถึงผู้ที่ต้องการสั่งเมนูที่ปราศจากกลูเตสและนมสามารถเลือกชิม L’Essenza (220 €) ที่จัดทำเอาไว้เป็นพิเศษได้เช่นกัน นอกจากนี้ยังมีเมนูแบบ À La Carte ที่ลูกค้าสามารถเลือกสั่งเป็นจานได้ตามใจชอบนำเสนอจำนวน 2 Courses (220 €) และ 3 Courses (240 €) รายการไวน์มีให้เลือกมากมายรวมไปถึงไวน์จากประเทศฝรั่งเศสซึ่งเชฟมีความชื่นชอบเป็นการส่วนตัว สำหรับจานที่โดดเด่นในวันนี้คือ

✨ My wafer… sea bass tartàre, fresh cheese, liquorice

สุดยอด Signature Dish ที่อยู่คู่กับร้านมาอย่างยาวนานคือเวเฟอร์งาขาวกรอบ ๆ ด้านในคือเนื้อปลากะพงสับมาเป็น Tartare ปรุงรสด้วยมะนาวจับคู่มากับ Creram Cheese ที่ปผสมผสานกับต้นหอมให้มิติทางเนื้อสัมผัสและอโรมาที่ซับซ้อน จากนั้นพนักงานจะนำช้อนไปจุ่มลงใน Liqourice Essence หรือชะเอมเทศเพื่อให้ลูกค้าได้หยดซอสลงไปบนเวเฟอร์สร้างรสชาติเฉพาะตัวที่ไม่ซ้ำใคร (19/20)

✨ Royal dentex, mascarpone cheese, Cantabric anchovies, sprouts salad

ปลา Dentex ปรุงให้สุกด้วยระยะเวลาและอุณหภูมิที่พอเหมาะกับเนยที่มีอโรมาของทาร์รากอนจนสามารถคงไว้ซึ่งความนุ่มฉ่ำของเนื้อปลา ด้านล่างรองด้วยปลาแอนโชวีจากทะเล Cantabrian ให้รสเค็มที่กลมกล่อมและครีมชีส Mascarpone ให้ความหวานเบา ๆ จากนั้นเติมแต่งด้วยความเปรี้ยวของ Lemon Reduction อีกฝั่งหนึ่งคือสลัดผักใบและดอกไม้ต่าง ๆ ช่วยสร้างความาดชื่นได้ดี (19/20)

🎗 [WHY GO] สำหรับผู้ที่แวะมายังนครแห่งความรักต้องไม่พลาดที่จะแวะชิมห้องอาหารแห่งนี้ ใครที่เป็นคอไวน์สามารถเลือกดื่มได้ทั้งแบบ Pairing, แบบ By Bottle หรือ By Glass ที่ทีมงานได้รวบรวมไวน์หาชิมยากมาเปิดให้ลองกันในราคาคุ้มค่า พนักงานบริการดีและเป็นกันเอง ราคาอาหารถือว่าเหมาะสม ขอแนะนำให้จองล่วงหน้าสัก 1 เดือนเพื่อการันตีโต๊ะในห้องรับประทานอาหารหลัก

Price :

220-250 €

Parking :

จอดรถที่ Parcheggio Interrato CITTADELLA | APCOA

Operating Time :

Lunch Tue-Sat 12.30-14.00, Dinner Tue-Fri 19.20-21.00, Closed on Sun-Mon

Dress Code :

Smart Casual

Score

👍 สุดยอดร้านอาหารระดับสูงใจกลางนครแห่งความรักทางตอนเหนือของประเทศอิตาลี

อาหาร :

17.5

ราคา :

3/5

เทคนิค :

5/5

อัตลักษณ์ :

5/5

บรรยากาศ :

4/5

บริการ :

5/5

ไวน์ :

5/5

Map

📃 IO E SILVIA (230 €)

          
Casa Perbellini amuse-bouche

My wafer… sea bass tartàre, fresh cheese, liquorice

Asparagus bouquet, langoustine and dry vermouth cream

Royal dentex, mascarpone cheese, Cantabric anchovies, sprouts salad

Curdled goat’s milk ravioli, pea and ham water, Mediterranean pink shrimps

Lamb, sweetbreads crumble, wild garlic, kefir

Chocolate sugar, cocoa air, bitter orange, Cointreau

A gentle stroll around the city

🇮🇹 Casa Perbellini 12 Apostoli – คาซ่า แปร์เบลลีนี ดูโดชิ อาโปสโตลี

🌟🌟🌟 3 MICHELIN Stars – 3 ดาวมิชลิน

🍴 Creative, Contemporary – อาหารเชิงสร้างสรรค์, อาหารร่วมสมัย

👨🏻‍🍳 Chef Giancarlo Perbellini – เชฟจานคาร์โล แปร์เบลลีนี

🎗 [INTRO] Verona เป็นเมืองเล็ก ๆ ในแคว้น Veneto ทางตอนเหนือของประเทศอิตาลีที่ยังถูกใช้เป็นฉากหลังในบทประพันธ์เรื่อง Romeo and Juliet ของ William Shakespeare อีกด้วย ห่างออกมาจากสนามกีฬาโรมันที่สมบูรณ์ที่สุดในโลกเพียงเล็กน้อยเป็นที่ตั้งของ Casa Perbellini 12 Apostoli ซึ่งจัดว่าเป็นหนึ่งในห้องอาหารชั้นสูงที่มีชื่อเสียงที่สุดในย่านนี้

Casa Perbellini amuse-bouche

ชิ้นแรกคือบิสกิตกรอบ ด้านบนท็อปด้วย Emulsion ของถั่วลูกไก่และผงหัวหอมใหญ่ ถัดมาข้าง ๆ กันคือ Salty Beignet เสิร์ฟมากับครีม Lovage (18/20)

Casa Perbellini amuse-bouche

Sphere ทรงกลมกรอบ ๆ ด้านในเป็นน้ำที่ผสมผสานเหล้า Rhum เข้ากันกับสตรอว์เบอร์รี่และเสาวรสสร้างความสดชื่นได้ดี ด้านบนคือโยเกิร์ตและผิวเลมอน (18/20)

Casa Perbellini amuse-bouche

Celeriac Wheel ชิ้นใหญ่โรนด้วยผงมะเขือเทศและ Emulsion ของ Cottage Cheese รมควัน (18/20)

Casa Perbellini amuse-bouche

บิสกิตสีดำเตรียมมาจากสาหร่ายโนริ ด้านในสอดไส้ Guacamole ด้านบนคือ Wasabi Mayonnaise ให้ความฉุนพอประมาณ ข้าง ๆ คือ Baci di Dama หรือที่เรียกกันว่า Italian Lady’s Kisses ปกติเป็นขนมหวานชนิดหนึ่งแต่เชฟปรับรูปแบบการเสิร์ฟมาเป็นของคาวแทนโดยใช้ครีมพริกไทยจับคู่มากับเจลทับทิม (18/20)

Casa Perbellini amuse-bouche

Malt Tart เสิร์ฟมากับแรดิชและถั่ว Green Peas (18/20)

Casa Perbellini amuse-bouche

พริกไทย Crusco จากทางตอนใต้ของประเทศอิตาลี เชฟทอดเพียงไม่กี่วินาทีจนผิวกรอบ ด้านในคือซอสที่เตรียมมาจากมะเขือเทศและไข่นั่นเอง (18/20)

Casa Perbellini amuse-bouche

Amuse-bouche ชุดนี้เสิร์ฟมาพร้อมกัน 6 อย่าง (18/20)

Bread & Butter

ขนมปังชุดแรกคือ Sfogliatella กับเนยและเกลือ

Bread & Butter

อีกฝั่งหนึ่งคือ Grissini ที่เตรียมมาจากธัญพืชไหม้ Grano Arso ของแคว้น Puglia

Casa Perbellini amuse-bouche

Choux Pastry นึ่งมานุ่ม ๆ สุกกำลังดี ด้านในคือครีมหญ้าฝรั่น ด้านบนท็อปด้วยเจลมะขาม (18/20)

Bread & Butter

ขนมปัง Focaccia ที่เตรียมมาจากแป้ง Wholewheat และแป้ง Type 0 ด้านนอกมีอโรมาของ EVOO ที่มีอโรมาของโรสแมรี เชฟเสิร์ฟมากับครีมที่มีรสชาติซิตรัสจากน้ำมะนาวและความหอมนวลของชีสพาเมซานอีกด้วย

My wafer… sea bass tartàre, fresh cheese, liquorice

สุดยอด Signature Dish ที่อยู่คู่กับร้านมาอย่างยาวนานคือเวเฟอร์งาขาวกรอบ ๆ ด้านในคือเนื้อปลากะพงสับมาเป็น Tartare ปรุงรสด้วยมะนาวจับคู่มากับ Creram Cheese ที่ปผสมผสานกับต้นหอมให้มิติทางเนื้อสัมผัสและอโรมาที่ซับซ้อน จากนั้นพนักงานจะนำช้อนไปจุ่มลงใน Liqourice Essence หรือชะเอมเทศเพื่อให้ลูกค้าได้หยดซอสลงไปบนเวเฟอร์สร้างรสชาติเฉพาะตัวที่ไม่ซ้ำใคร (19/20)

My wafer… sea bass tartàre, fresh cheese, liquorice

สุดยอด Signature Dish ที่อยู่คู่กับร้านมาอย่างยาวนานคือเวเฟอร์งาขาวกรอบ ๆ ด้านในคือเนื้อปลากะพงสับมาเป็น Tartare ปรุงรสด้วยมะนาวจับคู่มากับ Creram Cheese ที่ปผสมผสานกับต้นหอมให้มิติทางเนื้อสัมผัสและอโรมาที่ซับซ้อน จากนั้นพนักงานจะนำช้อนไปจุ่มลงใน Liqourice Essence หรือชะเอมเทศเพื่อให้ลูกค้าได้หยดซอสลงไปบนเวเฟอร์สร้างรสชาติเฉพาะตัวที่ไม่ซ้ำใคร (19/20)

Bread & Butter

ขนมปัง Baguette และ Classical Dough เสิร์ฟมากับเนยเค็มจากแคว้น Normandy

Asparagus bouquet, langoustine and dry vermouth cream

หน่อไม้ฝรั่งต้มในน้ำเพียงระยะเวลา 1 นาทีครึ่งเพื่อคงไว้ซึ่งความกรอบ เชฟวางเรียงกันมาเป็นช่อดอกไม้สร้างมิติทางเนื้อสัมผัสที่แตกต่างกันกับกุ้ง Langoustine ย่างแบบบาร์บีคิวให้รสหวานธรรมชาติ ซอส Emulsion สีเหลืองทำมาจากไข่แดง ยังมีครีม Vermouth แห้งและ Sour Cream ที่มีอโรมาของแกง มันฝรั่ง และมะกอก Taggiasca ซึ่งเมื่อผสมกันแล้วจะบาลานซ์รสชาติกันอย่างลงตัว (17/20)

Royal dentex, mascarpone cheese, Cantabric anchovies, sprouts salad

ปลา Dentex ปรุงให้สุกด้วยระยะเวลาและอุณหภูมิที่พอเหมาะกับเนยที่มีอโรมาของทาร์รากอนจนสามารถคงไว้ซึ่งความนุ่มฉ่ำของเนื้อปลา ด้านล่างรองด้วยปลาแอนโชวีจากทะเล Cantabrian ให้รสเค็มที่กลมกล่อมและครีมชีส Mascarpone ให้ความหวานเบา ๆ จากนั้นเติมแต่งด้วยความเปรี้ยวของ Lemon Reduction อีกฝั่งหนึ่งคือสลัดผักใบและดอกไม้ต่าง ๆ ช่วยสร้างความาดชื่นได้ดี (19/20)

Curdled goat’s milk ravioli, pea and ham water, Mediterranean pink shrimps

ราวิโอลีชิ้นจิ๋วที่บรรจุนมแพะที่ทำให้จับตัวกันเป็นก้อนให้เนื้อสัมผัสแบบ Milky ในถ้วยยังมีกุ้งชมพูจากทะเลเมดิเตอร์เรเนียนและถั่ว Green Pea ให้ระดับความหวานและรสชาติที่แตกต่างกัน จากนั้นพนักงานน้ำซุปใสที่เตรียมมาจากแฮม Proscuitto และถั่ว Green Pea ลงไป พนักงานแนะนำให้ชิมเฉพาะชิ้น Ravioli เปล่า ๆ ก่อนจะจับคู่กับองค์ประกอบอื่น ๆ ในถ้วย (16/20)

Lamb, sweetbreads crumble, wild garlic, kefir

เนื้อแกะส่วน Sirloin ชิ้นโตจากประเทศสเปนมีอัตราส่วนไขมันที่ค่อนข้างสูง เชฟเสิร์ฟมากับซอส Jus ผสมผสานกับไวน์ Marsala ในจานยังมี Spugnola หรือเห็ดมอเรล อีกฝั่งหนึ่งคือครัมเบิ้ลกรอบที่เตรียมมาจาก Sweetbreads หรือต่อมไร้ท่อของแกะ ด้านบนคือซอสกระเทียมป่า โฟมมะกรูด และน้ำมันมะกอก EVOO ที่มีอโรมาของออร์ริกาโน (17/20)

Pre-dessert

ล้างปากด้วยซอร์เบท์ยูซุ ด้านล่างรองด้วยครัมเบิ้ลถั่วอัลมอนด์ ด้านบนคือน้ำมันโรสแมรี่

Chocolate sugar, cocoa air, bitter orange, Cointreau

ของหวานจากหลักคือ Chocolate Sugar บาง ๆ ล้อมรอบองค์ประกอบตรงกลางอย่างโฟมโกโก้ ยังมีเค้กที่ปรุงรสชาติด้วยเหล้า Cointreau ใส่มาด้วย ด้านบนคือเจล Bitter Orange ให้รสชาติเปรี้ยวขมเข้ากันกับช็อกโกแลตได้อย่างลงตัว ในถ้วยจิ๋วคือไอศกรีมส้มรองด้วยครัมเบิ้ลช็อกโกแลต ข้าง ๆ กันเจลที่ผสมผสานน้ำส้มและ Cointreau เข้าด้วยกัน (17/20)

A gentle stroll around the city

ปิดท้ายด้วยของหวานจิ๋วหลายอย่างนำเสนอมาในภาชนะที่เป็นตัวแทนของสถานที่ท่องเที่ยวชื่อดังในนคร Verona อย่างเช่น Teatro Romano, Arena di Verona, Fountain Madonna, Ponte Pietra, Torre dei Lamberti และ Casa Perbellini 12 Apostoli เริ่มต้นที่ St. Honoré in Miniature, Tonka Bean and Apricot Cream, Rose of Cassis and Almond, Sablé with Chocolate and Coffee, Craquelin Beignet with Raspberry Gel and Pistachio, Giandujotto, Dark Crispy Chocolate with Grated Hazelnut และ Pear and Passionfruit Soup

รายการเครื่องดื่ม

💰 ราคา 1,361 €

🎗 [THE CHEF] Giancarlo Perbellini เกิดที่เมืองเล็ก ๆ ชื่อว่า Bovolone ในปี 1964 โดยมีครอบครัวประกอบธุรกิจเกี่ยวกับโรงงานขนมปัง-ขนมหวานที่มีมาตั้งแต่ปี 1890 ต่อมาเขาเข้ารับการศึกษาต่อเพื่อเป็นเชฟมืออาชีพที่ Recoaro Hotel Institute ในนคร Vicenza หลังจากเรียนจบเขามีโอกาสร่วมงานกับห้องอาหารระดับสูงมากมายอย่างเช่น Marconi (1 MICHELIN Star – ปัจจุบันคือห้องอาหาร Casa Mazzucchelli), 12 Apostoli (1 MICHELIN Star), Il Desco (2 MICHELIN Stars ในขณะนั้น) ในนคร Verona และ San Domenico (2 MICHELIN Stars) ซึ่งเป็นห้องอาหารระดับตำนานในเมือง Imola หลังจากนั้นเขายังเดินทางไปเก็บเกี่ยวประสบการณ์ที่ห้องอาหารระดับสูงในประเทศฝรั่งเศสอย่าง Le Taillevent (3 MICHELIN Stars ในขณะนั้น) และ L’Ambroisie (3 MICHELIN Stars) ก่อนจะเดินทางไปยังกรุง London เป็นระยะเวลาสั้น ๆ และกลับมายังประเทศอิตาลีเพื่อเปิดห้องอาหาร Perbellini ขึ้นที่เมือง Isola Rizza ในปี 1989 ตัวร้านได้รับกระแสตอบรับอย่างดีจนสามารถคว้ารางวัล 🌟 1 MICHELIN Star มาครองได้ในปี 1992 และเลื่อนขั้นสู่ 🌟🌟 2 MICHELIN Stars ในปี 2002

ต่อมาเขาได้ย้ายทำเลของร้านอีกหลายครั้งจนกระทั่งย้ายมายังตำแหน่งปัจจุบันคือ 12 Apostoli ในเดือนกันยายน 2023 และในที่สุดห้องอาหารของเขาได้รับการเลื่อนระดับสู่ 🌟🌟🌟 3 MICHELIN Stars ในคู่มือปกแดงปี 2025 นั่นเอง

🎗 [THE FOOD] เชฟ Giancarlo Perbellini นำเสนออาหารในรูปแบบร่วมสมัย แต่ละจานมีความเข้าถึงง่ายทำให้ลูกค้าสามารถสัมผัสได้ถึงรสชาติและความสวยงามโดยไม่ต้องตีความมากนัก ในส่วนของ Tasting Menu มีให้เลือกชิมกัน 3 รูปแบบคือ Io e Silvia (230 €) เมนูตามฤดูกาลที่เขาอุทิศให้ภรรยาผู้ความฝันร่วมกันที่ “บ้านหลังใหม่” แห่งนี้ ถัดมาคือ Storie di Casa (250 €) รวบรวมเมนูขึ้นชื่อของร้านตั้งแต่อดีตมาจนถึงปัจจุบัน ส่วนใครที่รับประทานอาหารมังสวิรัติรวมไปถึงผู้ที่ต้องการสั่งเมนูที่ปราศจากกลูเตสและนมสามารถเลือกชิม L’Essenza (220 €) ที่จัดทำเอาไว้เป็นพิเศษได้เช่นกัน นอกจากนี้ยังมีเมนูแบบ À La Carte ที่ลูกค้าสามารถเลือกสั่งเป็นจานได้ตามใจชอบนำเสนอจำนวน 2 Courses (220 €) และ 3 Courses (240 €)

🎗[THE PLACE] หลังจากประสบความสำเร็จอย่างมากจากร้านเดิมนอกย่านเมืองเก่า เชฟ Giancarlo Perbellini ตัดสินใจย้ายร้านเข้ามาใจกลางเมืองใกล้กันกับ Piazza della Erbe ซึ่งเป็นที่ตั้งของห้องอาหาร 12 Apostoli เดิมที่เขาเคยทำงานในช่วงแรกเริ่ม

นักออกแบบภายในชื่อดัง Patricia Urquiola เลือกใช้เฟอร์นิเจอร์ไม้ให้บรรยากาศโทนอบอุ่นเข้ากันกับภาพวาด Fresco และแสงไฟภายใน

ห้องรับประทานอาหารหลักถูกแบ่งย่อยออกเป็น 2 ส่วนคือ Vòlto และ Affreschi

นอกจากนี้ยังมี Chef’s Table ที่เชฟยกห้องครัวแบบ Open-View Kitchen มาจากร้านเดิมที่ Piazza San Zeno กินพื้นที่กว่าครึ่งหนึ่งของห้องรับประทานอาหารหลักทำให้ลูกค้าทุกที่นั่งสามารถชมทีมเชฟจัดเตรียมอาหารได้ตลอดเวลา

ภายในห้องอาหาร

ภายในห้องอาหาร

ภายในห้องอาหาร

ภายในห้องอาหาร

รายการไวน์มีให้เลือกมากมายรวมไปถึงไวน์จากประเทศฝรั่งเศสซึ่งเชฟมีความชื่นชอบเป็นการส่วนตัว

🎗 [WHY GO] สำหรับผู้ที่แวะมายังนครแห่งความรักต้องไม่พลาดที่จะแวะชิมห้องอาหารแห่งนี้ ใครที่เป็นคอไวน์สามารถเลือกดื่มได้ทั้งแบบ Pairing, แบบ By Bottle หรือ By Glass ที่ทีมงานได้รวบรวมไวน์หาชิมยากมาเปิดให้ลองกันในราคาคุ้มค่า พนักงานบริการดีและเป็นกันเอง ราคาอาหารถือว่าเหมาะสม ขอแนะนำให้จองล่วงหน้าสัก 1 เดือนเพื่อการันตีโต๊ะในห้องรับประทานอาหารหลัก