Visit: May 21, 2025

🇮🇹 Lido 84 - ลิโด้ 84

👨🏻‍🍳 Chef Riccardo Camanini - เชฟริคคาร์โด คามานีนี

corso Zanardelli 196, Fasano del Garda, 25083, Italy

Tel: (+39) 0365 20019

Cuisine

🍴 Creative, Modern Cuisine - อาหารเชิงสร้างสรรค์, อาหารโมเดิร์น

Country

Thailand

MICHELIN Guide

1 MICHELIN Star

Score

16/20

Price

4/5
          

🎗️ [INTRO] Gardone Riviera เป็นที่ตั้งของ Lido 84 ห้องอาหารระดับสูงที่เปรียบได้กับสวนเล็ก ๆ ริมทะเลสาบ ทั้งยังได้รับการยอมรับจากนักชิมทั่วโลกในฐานะจุดหมายปลายทางทางรสชาติที่ทั้งลึกซึ้งและทรงพลัง เชฟ Riccardo Camanini อาศัยประสบการณ์จากครัวชั้นสูงทั่วยุโรปมาผสานเข้ากับวัตถุดิบพื้นถิ่นผ่านปรัชญาอาหารที่ย้อนรอยประวัติศาสตร์ ผสมผสานเทคนิคคลาสสิกและการทดลองเชิงสร้างสรรค์ จนเกิดเป็นจานอาหารที่มีทั้งรากเหง้าและแรงบันดาลใจใหม่ได้อย่างลงตัว

          
🎗️ [THE PLACE] Lido 84 ตั้งอยู่ในเขตของเมือง Gardone Riviera ริมทะเลสาบ Garda ลูกค้าสามารถขับรถมาจอดที่ร้านได้เลยแต่ให้ระวังการเลี้ยวหักศอกจากถนนหลักผ่านประตูรั้วกันสักหน่อย พื้นที่โดยรอบโอบล้อมด้วยต้นการบูร โอเลอันดรา บูเกนวิลเลีย และต้นมะกอก ในช่วงฤดูร้อนและวันที่อากาศเป็นใจเชฟ Riccardo Camanini จะทำการจัดเสิร์ฟอาหารกันที่เทอเรสแบบ Al Fresco เพื่อให้ลูกค้าสามารถนั่งชิลรับลมเย็น ๆ ของทะเลสาบ ไฮไลท์คือห้องกึ่งส่วนตัวพิเศษที่ต้องจองมาก่อนล่วงหน้า ภายในห้องรับประทานอาหารหลักตกแต่งโดยอาศัยแรงบันดาลใจจากสีของทะเลสาบ บานกระจกใสขนาดใหญ่ลบเลือนเส้นแบ่งระหว่างภายในและภายนอกสร้างความรู้สึกเชื่อมโยงระหว่างห้องอาหารและทะเลสาบให้เป็นหนึ่งเดียวกันได้อย่างกลมกลืน รายการเมนูของร้านได้รับการออกแบบอย่างบรรจงด้วยฟ้อนต์ Bauhaus ก่อนจะทำการพิมพ์โดย Toscolano Paper ซึ่งโรงงานกระดาษที่เก่าแก่ที่สุดริมทะเลสาบ Garda ทางโรงงานใช้กระดาษฝ้ายบริสุทธิ์แล้วพิมพ์ด้วยเทคนิค Letterpress จากนั้นทำการปั๊มนูนและเย็บเล่มด้วยมือ ภาพวาดต้นฉบับลงสีน้ำโดย Mersì Gift Designers นอกจากนี้เมนูทุกเล่มจะได้รับการฆ่าเชื้อทุกครั้งหลังการใช้งานด้วยโคมไฟยูวีซี (UV-C) ที่สามารถกำจัดเชื้อโรคได้อีกด้วย

🎗️ [THE CHEF] Riccardo Camanini เกิดเมื่อวันที่ 29 มีนาคม 1973 ที่ Lovere จังหวัด Bergamo ทางตอนเหนือของประเทศอิตาลี เขาจบศึกษาด้านการประกอบอาหารจาก Istituto Tecnico Alberghiero di Darfo Boario Terme ใกล้กับเมือง Brescia และมีโอกาสร่วมงานกับเชฟระดับตำนานผู้ล่วงลับอย่าง Gualtiero Marchesi จนตกหลุมรักปรัชญาการปรุงอาหารด้วยศาสตร์และศิลป์สมัยใหม่ หลังจากทำงานที่ร้าน L’Albereta อยู่นานกว่า 2 ปีครึ่งเข้าได้ออกเดินทางไปแสวงหาประสบการณ์ในประเทศฝรั่งเศสเริ่มต้นที่ร้าน Le Manoir aux Quat Saison (2 MICHELIN Stars) ของเชฟ Raymond Blanc ต่อด้วย La Grande Cascade (1 MICHELIN Star) ของเชฟ Jean-Louis Nomicos ผู้เป็นมือขวาคนสำคัญของเชฟ Alain Ducasse และกลับมายังประเทศอิตาลีเพื่อรับงานใน Villa Fiordaliso (1 MICHELIN Star) ต่อมาในปี 2014 เขาเริ่มมองหาพื้นที่สำหรับเปิดร้านอาหารเป็นของตัวเองจนกระทั่งพบเจอกับหญิงชราและครอบครัวผู้เป็นเจ้าของ Lido 84 ซึ่งตั้งอยู่ริมทะเลสาบ Garda เขาตัดสินใจปรับปรุงตัวอาคารให้กลายมาเป็นห้องอาหารระดับสูงและคงไว้ซึ่งสภาพเดิมของอาคารให้ได้มากที่สุด ตัวร้านได้รับรางวัล 🌟 1 MICHELIN Star ภายใน 6 เดือนแรกที่เปิดทำการต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน

🎗️ [THE FOOD] เชฟ Riccardo Camanini หยิบยกวัตถุดิบจากทะเลสาบ Garda และภูเขาบริเวณใกล้เคียงมาผสมผสานกับเทคนิคแบบร่วมสมัย บางจานยังเกิดจากการกล้าที่จะนำเสนอเมนูที่เราคุ้นชื่อกันดีในรูปแบบใหม่ของตัวเองทำให้อาหารของเขามีความโดดเด่นไม่ซ้ำใคร เราขอแนะนำ Menu Fluctuation ที่ได้รวบรวม Signature Dish ของเชฟนำเสนอมาที่จำนวน 7 Courses (140 €) และ 9 Courses (160 €) ถัดมาคือ Menu 4 e 1/2 (145 €) ซึ่งนำเสนออาหารจำนวน 4 คอร์สครึ่งตรงตามชื่อ ห้ามพลาดที่จะสั่งเมนูเด็ดที่สร้างชื่อให้กับเชฟอย่าง Rigatoni Cacio e Pepe en Vessie เพิ่มเติมในราคา 20 €/p ระหว่างมื้อจะมีพนักงานครัวเป็นออกมาแนะนำอาหารแต่ละจานด้วยตนเอง ตัวอย่างเมนูเด็ดที่เราขอชื่นชมได้แก่

✨ Spaghettone, Butter, Brewer’s Yeast
Exposed at San Francisco MoMA
เมนูขึ้นชื่อที่ได้รับการรังสรรค์ขึ้นในปี 2016 คือพาสต้าเส้น Spaghettone แบรนด์ Verrigni จากแคว้น Abruzzo เส้นอวบอ้วนและสุกพอเหมาะ เชฟคลุกเคล้ามากับเนยจากแคว้น Piedmont ให้รสชาติที่ค่อนไปทางหวานและครีมมี่ ด้านบนคือ Brewer’s Yeast คลาสสิกที่ผ่านการอบเล็กน้อยจนกรอบ ทั้งยังให้อโรมาหอม ๆ เฉพาะตัวที่คล้ายคลึงกันกับถั่วฮาเซลนัทดองได้อย่างน่าประหลาดใจ จานนี้สร้างความประทับใจให้กับเชฟ Alain Ducasse จนได้รับการนำไปเสิร์ฟที่พิพิธภัณฑ์ San Francisco Museum of Modern Art ในช่วงปี 2016-2019 รวมเป็นระยะเวลากว่า 3 ปีเลยทีเดียว (17/20)

✨ Risotto, Black Garlic, Red Berries
Dedicated to Stefano Bombardieri
คอร์สนี้ได้รับการรังสรรค์ขึ้นในปี 2014 โดยเชฟตั้งใจอุทิศให้กับเพื่อนศิลปินชื่อดังชาว Brescia นามว่า Stefano Bombardieri ที่นำผลงานบางส่วนมาวางเอาไว้ที่ร้าน Lido 84 และตัวเขามักใส่เสื้อสีดำออกสื่ออยู่เป็นประจำ เชฟนำเสนอ Fermented Black Garlic Risotto เริ่มจากการนำกระเทียมปกติไปหมักแล้วอบต่อนาน 2-3 เดือนจนเปลี่ยนรสชาติ กลิ่น และเนื้อสัมผัสให้คล้ายคลึงกันกับพุ่มไม้หรือเห็ดแห้ง จากนั้นนำมาปรุงกับข้าว Acquerello จนสุกพอเหมาะ ในจานยังมีซอสเบอร์รี่แดงให้รสเปรี้ยวช่วยรักษาสมดุลทางรสชาติได้อย่างลงตัว (17/20)

✨ Rigatoni Cacio e Pepe en Vessie (Additional 20 €/p, minimum two people)
ห้ามพลาดที่จะสั่งเมนู Signature Dish ที่รังสรรค์ขึ้นในปี 2016 อย่าง Rigatoni Cacio e Pepe en Vessie หรือพาสต้า Rigatoni ที่ปรุงให้สุกกับซอส Cacio e Pepe ในกระเพาะปัสสาวะหมูแบบแห้งซึ่งเป็นวิธีการที่มีต้นกำเนิดจากยุคโรมันโบราณ เชฟ Camanini เล่าให้ฟังว่าเขาได้รับแรงบันดาลใจจากการใช้กระเพาะปัสสาวะหมูในการปรุง Bresse Chicken ของฝรั่งเศส เขายังใช้เวลาทดลองกว่า 400 ครั้งเพื่อพัฒนาเทคนิคนี้ให้สมบูรณ์แบบ ขั้นตอนการเริ่มจากการแช่กระเพาะปัสสาวะหมูแห้งในน้ำเย็นประมาณ 10 วันโดยเปลี่ยนน้ำทุกวัน เมื่อกระเพาะปัสสาวะนิ่มและยืดหยุ่นดีแล้ว ให้ใส่ส่วนผสมทั้งหมดได้แก่พาสต้า Rigatoni แบรนด์ Monograno Felicetti, ชีส Pecorino Romano Black Skin ที่ผ่านการบ่มนาน 24 เดือน, น้ำมันมะกอก, เกลือ, พริกไทยดำ และน้ำอีกเล็กน้อยลงไปในกระเพาะปัสสาวะหมูแล้วผูกปากให้แน่นด้วยเชือก จากนั้นนำกระเพาะปัสสาวะที่บรรจุส่วนผสมแล้วไปต้มในน้ำเดือดประมาณ 30 นาทีโดยเขย่าบ้างเป็นครั้งคราวเพื่อให้ส่วนผสมภายในคลุกเคล้าเข้ากันอย่างทั่วถึง หลังจากคิดว่าสุกแล้วให้นำกระเพาะปัสสาวะมาเสิร์ฟที่โต๊ะและผ่าเปิดต่อหน้าลูกค้าเพื่อให้กลิ่นหอมของชีสและพริกไทยลอยออกมาอย่างเต็มที่ การใช้กระเพาะปัสสาวะหมูในการปรุงอาหารไม่เพียงแต่เป็นการนำเสนอที่น่าตื่นเต้นและไม่เหมือนใครแต่ยังช่วยให้รสชาติของซอสมีความเข้มข้นและกลมกล่อมยิ่งขึ้นเนื่องจากการปรุงในภาชนะปิดช่วยเก็บรักษาความชื้นและกลิ่นหอมของส่วนผสมไว้ได้อย่างดี นอกจากนี้ตัวเส้นพาสต้ายังมีความสุกในระดับที่เชฟเรียกว่า Al Chiodo หรือแปลเป็นไทยได้ว่าเหมือนกับตะปูซึ่งเป็นระดับความสุกที่น้อยกว่าและกรอบสู้ฟันกว่า Al Dente เสียอีก (16/20)

🎗️ [WHY GO] Lido 84 ไม่ใช่เพียงร้านอาหารแต่คือประสบการณ์การรับประทานอาหารที่ตีความใหม่ตั้งแต่รากฐานของการทำครัวและการบริการ เชฟ Riccardo และน้องชาย Giancarlo ไม่เพียงเนรมิตเมนูสุดประณีต หากแต่ยังออกแบบให้พนักงานครัวเป็นส่วนหนึ่งของการเล่าเรื่องเพื่อเปิดบทสนทนาระหว่างผู้เสิร์ฟและผู้ชิม ทุกคนจะได้นั่งชมวิวทะเลสาบผ่านกระจกใสบานใหญ่ที่ลบเลือนเส้นแบ่งระหว่างห้องอาหารและธรรมชาติหรือได้นั่งจิบไวน์เคียงลมเย็นจากเทอเรสริมฝั่งน้ำ ห้องอาหารแห่งนี้จึงเหมาะเป็นอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่มองหาร้านที่มีคุณสมบัติครบครันทั้งคุณภาพอาหาร ไวน์ชั้นเลิศ ราคาอันคุ้มค่า และบรรยากาศที่น่าจดจำ

Price :

140-160 €

Parking :

จอดที่ร้าน

Operating Time :

Thu-Mon Lunch 12.30-14.30, Dinner 19.30-22.30

Dress Code :

Smart Casual

Score

👍 สุดยอดร้านอาหารระดับสูงบรรยากาศดีริมทะเลสาบ Garda

อาหาร :

16

ราคา :

4/5

เทคนิค :

3/5

อัตลักษณ์ :

3/5

บรรยากาศ :

5/5

บริการ :

5/5

ไวน์ :

4/5

Map

📃 MENU FLUCTUATIONS (160 €) •The History•

          
Cuttlefish
Jerusalem Artichokes, Smoked Eel Butter

Oyster
Bread, Laurel, Mugo Pine Vinegar

Spaghettone, Butter, Brewer’s Yeast
Exposed at San Francisco MoMA

Risotto, Black Garlic, Red Berries
Dedicated to Stefano Bombardieri

Pennoni Pasta and Sea Urchins

Chard Wrap
Broccoli, Asparagus, Green Curry, Combawa

Veal Sweetbread
Rum, Honey, Old Style Mustard

Rigatoni Cacio e Pepe en Vessie (Additional 20 €/p, minimum two people)

Beef Bavette
Duck Fat, Gravy, Lard
Nebbiolo Fermented Skins with Testun Cheese

Sweet Sharing

📃 SUBSTITUTION
Codfish
Banana, Laurel

🇮🇹 Lido 84 – ลิโด้ 84

🌟 1 MICHELIN Star – 1 ดาวมิชลิน

🍴 Creative, Modern Cuisine – อาหารเชิงสร้างสรรค์, อาหารโมเดิร์น

👨🏻‍🍳 Chef Riccardo Camanini – เชฟริคคาร์โด คามานีนี

รายการเมนูของร้านได้รับการออกแบบอย่างบรรจงด้วยฟ้อนต์ Bauhaus ก่อนจะทำการพิมพ์โดย Toscolano Paper ซึ่งโรงงานกระดาษที่เก่าแก่ที่สุดริมทะเลสาบ Garda ทางโรงงานใช้กระดาษฝ้ายบริสุทธิ์แล้วพิมพ์ด้วยเทคนิค Letterpress จากนั้นทำการปั๊มนูนและเย็บเล่มด้วยมือ ภาพวาดต้นฉบับลงสีน้ำโดย Mersì Gift Designers นอกจากนี้เมนูทุกเล่มจะได้รับการฆ่าเชื้อทุกครั้งหลังการใช้งานด้วยโคมไฟยูวีซี (UV-C) ที่สามารถกำจัดเชื้อโรคได้อีกด้วย

Amuse-bouche

เริ่มต้นมื้ออาหารด้วย Tartelette ขนาดพอดีคำ ภายในบรรจุชีส Ricotta นมควายที่ผ่านการรมควันจนหอม นอกจากนี้ยังมีซอสมะเขือเทศเหลืองให้ความอูมามิและขิงอีกด้วย (16/20)

Amuse-bouche

ต่อกันด้วยน้ำซุปเห็ดอุ่น ๆ ผสมผสานเครื่องเทศ Marsala และ Hydrolat ซึ่งเป็นสารที่ได้จากการแยกชั้นและกลั่นน้ำของ Red Sprout ลงไปด้วย (16/20)

Amuse-bouche

Madeleine ที่เตรียมมาจากถั่วลูกไก่จับคู่กับรสชาติและอโรมาของมะกอก ยี่หร่า และผงมะกรูด (16/20)

Amuse-bouche

ใบ Sage แห้งเสิร์ฟมากับเนย Demi-sel Butter ที่ผสมผสานน้ำผึ้งและมัสตาร์ดอยู่ด้วย (16/20)

Amuse-bouche

Amaranth Wafer กรอบ ๆ ด้านบนคือมิโสะ องค์ประกอบจากถั่วฮาเซลนัท และผง Black Cabbage (16/20)

Amuse-bouche

ภาพของ Amuse-bouche ทั้งหมด (16/20)

Bread

ขนมปัง Rye Flour Bread เสิร์ฟมากับ EVOO Grissini

Cuttlefish
Jerusalem Artichokes, Smoked Eel Butter

หมึกกระดองจาก Chioggia ซึ่งเป็นเมืองชาวประมงชื่อดังฝั่งทะเล Adriatic เชฟนำมาแช่ในเกลือและน้ำตาลซ้ำหลายครั้งแล้วค่อยนำไปแช่ตู้เย็นต่อจนแห้ง จากนั้นสับเป็น Tartare ทรงเต๋าเล็ก ๆ เสิร์ฟมาแบบดิบให้เนื้อสัมผัสที่คล้ายคลึงกันกับข้าวซูชิ (17/20)

Cuttlefish
Jerusalem Artichokes, Smoked Eel Butter

รอบ ๆ คือเนยปลาไหลรมควันห่อล้อมด้วยองค์ประกอบของแก่นตะวันให้อโรมาที่โดดเด่นไม่เหมือนใคร (17/20)

Oyster
Bread, Laurel, Mugo Pine Vinegar

หอยนางรม Gillardeau ที่ย่างให้สุกทั้ง ๆ ที่เนื้อหอยยังอยู่ในเปลือกที่อุณหภูมิ 400 องศาเซลเซียสทำให้เนื้อสัมผัสของหอยมีความเฟิร์มและแห้งขึ้น ด้านล่างรองด้วยขนมปังที่ทำขึ้นมาจากยีสต์ธรรมชาติแล้วนำไปย่างต่อในเตาถ่านเพื่อให้ได้ Smoky Aroma หอม ๆ นอกจากนี้ยังมีอีก 2 องค์ประกอบจากภูเขาที่จะช่วยเสริมรสและกลิ่นของขนมปังนั่นก็คือ Laurel Olive Oil และ Mugo Pine Vinegar นั่นเอง (16/20)

Spaghettone, Butter, Brewer’s Yeast
Exposed at San Francisco MoMA

เมนูขึ้นชื่อที่ได้รับการรังสรรค์ขึ้นในปี 2016 คือพาสต้าเส้น Spaghettone แบรนด์ Verrigni จากแคว้น Abruzzo เส้นอวบอ้วนและสุกพอเหมาะ เชฟคลุกเคล้ามากับเนยจากแคว้น Piedmont ให้รสชาติที่ค่อนไปทางหวานและครีมมี่ ด้านบนคือ Brewer’s Yeast คลาสสิกที่ผ่านการอบเล็กน้อยจนกรอบ ทั้งยังให้อโรมาหอม ๆ เฉพาะตัวที่คล้ายคลึงกันกับถั่วฮาเซลนัทดองได้อย่างน่าประหลาดใจ จานนี้สร้างความประทับใจให้กับเชฟ Alain Ducasse จนได้รับการนำไปเสิร์ฟที่พิพิธภัณฑ์ San Francisco Museum of Modern Art ในช่วงปี 2016-2019 รวมเป็นระยะเวลากว่า 3 ปีเลยทีเดียว (17/20)

Risotto, Black Garlic, Red Berries
Dedicated to Stefano Bombardieri

คอร์สนี้ได้รับการรังสรรค์ขึ้นในปี 2014 โดยเชฟตั้งใจอุทิศให้กับเพื่อนศิลปินชื่อดังชาว Brescia นามว่า Stefano Bombardieri ที่นำผลงานบางส่วนมาวางเอาไว้ที่ร้าน Lido 84 และตัวเขามักใส่เสื้อสีดำออกสื่ออยู่เป็นประจำ เชฟนำเสนอ Fermented Black Garlic Risotto เริ่มจากการนำกระเทียมปกติไปหมักแล้วอบต่อนาน 2-3 เดือนจนเปลี่ยนรสชาติ กลิ่น และเนื้อสัมผัสให้คล้ายคลึงกันกับพุ่มไม้หรือเห็ดแห้ง จากนั้นนำมาปรุงกับข้าว Acquerello จนสุกพอเหมาะ ในจานยังมีซอสเบอร์รี่แดงให้รสเปรี้ยวช่วยรักษาสมดุลทางรสชาติได้อย่างลงตัว (17/20)

Pennoni Pasta and Sea Urchins

คอร์สนี้เชฟตั้งใจสื่อถึงตัวพาสต้าซึ่งมักถูกนำเสนอเป็นพระรองเมื่อเทียบกับซอสต่าง ๆ เขาจึงหยิบยกพาสต้า Pennoni เสิร์ฟมาที่ความสุก Al Dente คือมีความ Starchy และ Gluey รวมไปถึงเนื้อสัมผัสที่สู้ฟันมากจนเกือบเทียบเคียงได้กับเนื้อต่าง ๆ เลยก็ว่าได้ พนักงานแนะนำให้รับประทานเส้นพาสต้าเปล่า ๆ เพื่อซึมซับเนื้อสัมผัสโดยธรรมชาติก่อนจะปาดลงในซอสที่เตรียมมาจากหอยเม่น พาสลีย์ และน้ำมันต้นหอม (Chive Oil) อีกทีหนึ่ง (14/20)

Chard Wrap
Broccoli, Asparagus, Green Curry, Combawa

ใบ Chard ขนาดใหญ่ที่ผ่านการนึ่งจนนุ่มละมุน ด้านในมีก้านหน่อไม้ฝรั่ง ครีมบล็อคโคลี และครีมแกงเขียวหวาน (14/20)

Chard Wrap
Broccoli, Asparagus, Green Curry, Combawa

ด้านบนคือเคเปอร์ที่ปลูกโดยคุณแม่ของเชฟ พริกไทย Sancho ผักเซเลอรี่ และน้ำมันต้นหอม (Chive Oil) ส่วนข้าง ๆ คือใบเบซิลเสิร์ฟมาด้วยกัน (14/20)

Veal Sweetbread
Rum, Honey, Old Style Mustard

Heart of Sweetbread หรือใจตรงกลางต่อมไร้ท่อของลูกวัวซึ่งมีคุณภาพสูงที่สุด Pan-fried มาสุกกำลังพอเหมาะคือมีผิวกรอบและเนื้อตรงกลางที่นุ่มละมุน ด้านล่างคือซอสที่เตรียมมาจากเหล้า Rum ผสมกันกับน้ำผึ้งและมัสตาร์ด ด้านบนคือใบ Ruta ซึ่งเป็นสมุนไพรรสขมที่ปกตินิยมใส่มาใน Grappa นั่นเอง (15/20)

Codfish
Banana, Laurel

ปลาค็อดที่ผ่านการกงฟีจนนุ่มพอเหมาะ ด้านบนคือครีมกล้วยให้อโรมาที่หอมพอเหมาะเสริมด้วยกลิ่นจากผงของใบเบย์ลีฟ (16/20)

Rigatoni Cacio e Pepe en Vessie (Additional 20 €/p, minimum two people)

ห้ามพลาดที่จะสั่งเมนู Signature Dish ที่รังสรรค์ขึ้นในปี 2016 อย่าง Rigatoni Cacio e Pepe en Vessie หรือพาสต้า Rigatoni ที่ปรุงให้สุกกับซอส Cacio e Pepe ในกระเพาะปัสสาวะหมูแบบแห้งซึ่งเป็นวิธีการที่มีต้นกำเนิดจากยุคโรมันโบราณ (16/20)

Rigatoni Cacio e Pepe en Vessie (Additional 20 €/p, minimum two people)

เชฟ Camanini เล่าให้ฟังว่าเขาได้รับแรงบันดาลใจจากการใช้กระเพาะปัสสาวะหมูในการปรุง Bresse Chicken ของฝรั่งเศส เขายังใช้เวลาทดลองกว่า 400 ครั้งเพื่อพัฒนาเทคนิคนี้ให้สมบูรณ์แบบ ขั้นตอนการเริ่มจากการแช่กระเพาะปัสสาวะหมูแห้งในน้ำเย็นประมาณ 10 วันโดยเปลี่ยนน้ำทุกวัน เมื่อกระเพาะปัสสาวะนิ่มและยืดหยุ่นดีแล้ว ให้ใส่ส่วนผสมทั้งหมดได้แก่พาสต้า Rigatoni แบรนด์ Monograno Felicetti, ชีส Pecorino Romano Black Skin ที่ผ่านการบ่มนาน 24 เดือน, น้ำมันมะกอก, เกลือ, พริกไทยดำ และน้ำอีกเล็กน้อยลงไปในกระเพาะปัสสาวะหมูแล้วผูกปากให้แน่นด้วยเชือก จากนั้นนำกระเพาะปัสสาวะที่บรรจุส่วนผสมแล้วไปต้มในน้ำเดือดประมาณ 30 นาทีโดยเขย่าบ้างเป็นครั้งคราวเพื่อให้ส่วนผสมภายในคลุกเคล้าเข้ากันอย่างทั่วถึง หลังจากคิดว่าสุกแล้วให้นำกระเพาะปัสสาวะมาเสิร์ฟที่โต๊ะและผ่าเปิดต่อหน้าลูกค้าเพื่อให้กลิ่นหอมของชีสและพริกไทยลอยออกมาอย่างเต็มที่ การใช้กระเพาะปัสสาวะหมูในการปรุงอาหารไม่เพียงแต่เป็นการนำเสนอที่น่าตื่นเต้นและไม่เหมือนใครแต่ยังช่วยให้รสชาติของซอสมีความเข้มข้นและกลมกล่อมยิ่งขึ้นเนื่องจากการปรุงในภาชนะปิดช่วยเก็บรักษาความชื้นและกลิ่นหอมของส่วนผสมไว้ได้อย่างดี (16/20)

Rigatoni Cacio e Pepe en Vessie (Additional 20 €/p, minimum two people)

นอกจากนี้ตัวเส้นพาสต้ายังมีความสุกในระดับที่เชฟเรียกว่า Al Chiodo หรือแปลเป็นไทยได้ว่าเหมือนกับตะปูซึ่งเป็นระดับความสุกที่น้อยกว่าและกรอบสู้ฟันกว่า Al Dente เสียอีก (16/20)

Beef Bavette
Duck Fat, Gravy, Lard
Nebbiolo Fermented Skins with Testun Cheese

Bavette Steak ของเนื้อวัวสายพันธุ์ Fassona Piedmontese ปรุงสุกด้วยเตาถ่าน ในระหว่างนั้นเชฟจะคอยเทราดราดด้วยซอส Jus ของวัวและไขมันเป็ดลงไปด้วยเพื่อให้เนื้อคงไว้ซึ่งความฉ่ำ หลังจากเนื้อวัวสุกได้ที้เชฟจะใส่ Lardo ลงไปจนไขมันละลายไปกับเนื้อวัว (16/20)

Beef Bavette
Duck Fat, Gravy, Lard
Nebbiolo Fermented Skins with Testun Cheese

ด้านบนคือ Testun Cheese ซึ่งเป็นชีสนมแกะรวมไปถึงผิวขององุ่นแดง Nebbiolo ของแคว้น Piedmont ที่ผ่านการทำให้แห้งลงไปด้วย จานนี้จะพบว่ามีการใช้ส่วนต่าง ๆ จากสัตว์ถึง 4 ชนิดเลยทีเดียว (16/20)

Beef Bavette
Duck Fat, Gravy, Lard
Nebbiolo Fermented Skins with Testun Cheese

ข้าง ๆ กันคือ Mashed Potato เตรียมมาตามสูตรของฝรั่งเศสคือ 50% เนยและ 50% มันฝรั่งนั่นเอง (16/20)

Sweet Sharing

ปิดท้ายด้วของหวานหลายอย่างเสิร์ฟมาพร้อมกัน (15/20)

Sweet Sharing

อย่างแรกคือ Torta di Rose หรือเค้กกุหลาบที่มีลักษณะเป็น Brioche ด้านในมีเนย และอโรมาหอม ๆ ของวานิลลา เชฟแนะนำให้ใช้ฉีกเค้กด้วยมือแล้วจุ่มลงใน Homemade Sabayon with Marsala Wine and Liqour (15/20)

Sweet Sharing

ถัดมาคือ Culurgiones หรือพาสต้าที่เชฟปรับมาเสิร์ฟเป็นของหวานสอดไส้แอปริคอต พริกไทย Timut จากเนปาล และขิง (15/20)

Sweet Sharing

ในภาพคือ Almond & White Melon Sorbet (15/20)

Sweet Sharing

Kouign-amann เป็นขนมหวานจากแคว้น Normandy รองด้านล่างด้วย Candied Apple (15/20)

Torrone

Torrone ที่ผสมผสานช็อกโกแลต 85% น้ำผึ้ง ผลไม้แห้งและ Glazed Scorzanera เข้าด้วยกัน

Torrone

Torrone ที่ผสมผสานช็อกโกแลต 85% น้ำผึ้ง ผลไม้แห้งและ Glazed Scorzanera เข้าด้วยกัน

รายการเครื่องดื่มในวันนี้

รายการเครื่องดื่มในวันนี้

รายการเครื่องดื่มในวันนี้

รายการเครื่องดื่มในวันนี้

รายการเครื่องดื่มในวันนี้

💰 ราคาอาหาร/4 คน

🎗️ [INTRO] Gardone Riviera เป็นที่ตั้งของ Lido 84 ห้องอาหารระดับสูงที่เปรียบได้กับสวนเล็ก ๆ ริมทะเลสาบ ทั้งยังได้รับการยอมรับจากนักชิมทั่วโลกในฐานะจุดหมายปลายทางทางรสชาติที่ทั้งลึกซึ้งและทรงพลัง เชฟ Riccardo Camanini อาศัยประสบการณ์จากครัวชั้นสูงทั่วยุโรปมาผสานเข้ากับวัตถุดิบพื้นถิ่นผ่านปรัชญาอาหารที่ย้อนรอยประวัติศาสตร์ ผสมผสานเทคนิคคลาสสิกและการทดลองเชิงสร้างสรรค์ จนเกิดเป็นจานอาหารที่มีทั้งรากเหง้าและแรงบันดาลใจใหม่ได้อย่างลงตัว

การตกแต่งบนโต๊ะอาหาร

🎗️ [THE PLACE] Lido 84 ตั้งอยู่ในเขตของเมือง Gardone Riviera ริมทะเลสาบ Garda ลูกค้าสามารถขับรถมาจอดที่ร้านได้เลยแต่ให้ระวังการเลี้ยวหักศอกจากถนนหลักผ่านประตูรั้วกันสักหน่อย

ภายในห้องรับประทานอาหารหลักตกแต่งโดยอาศัยแรงบันดาลใจจากสีของทะเลสาบ

บานกระจกใสขนาดใหญ่ลบเลือนเส้นแบ่งระหว่างภายในและภายนอกสร้างความรู้สึกเชื่อมโยงระหว่างห้องอาหารและทะเลสาบให้เป็นหนึ่งเดียวกันได้อย่างกลมกลืน

🎗️ [THE CHEF] Riccardo Camanini เกิดเมื่อวันที่ 29 มีนาคม 1973 ที่ Lovere จังหวัด Bergamo ทางตอนเหนือของประเทศอิตาลี เขาจบศึกษาด้านการประกอบอาหารจาก Istituto Tecnico Alberghiero di Darfo Boario Terme ใกล้กับเมือง Brescia และมีโอกาสร่วมงานกับเชฟระดับตำนานผู้ล่วงลับอย่าง Gualtiero Marchesi จนตกหลุมรักปรัชญาการปรุงอาหารด้วยศาสตร์และศิลป์สมัยใหม่ หลังจากทำงานที่ร้าน L’Albereta อยู่นานกว่า 2 ปีครึ่งเข้าได้ออกเดินทางไปแสวงหาประสบการณ์ในประเทศฝรั่งเศสเริ่มต้นที่ร้าน Le Manoir aux Quat Saison (2 MICHELIN Stars) ของเชฟ Raymond Blanc ต่อด้วย La Grande Cascade (1 MICHELIN Star) ของเชฟ Jean-Louis Nomicos ผู้เป็นมือขวาคนสำคัญของเชฟ Alain Ducasse และกลับมายังประเทศอิตาลีเพื่อรับงานใน Villa Fiordaliso (1 MICHELIN Star) ต่อมาในปี 2014 เขาเริ่มมองหาพื้นที่สำหรับเปิดร้านอาหารเป็นของตัวเองจนกระทั่งพบเจอกับหญิงชราและครอบครัวผู้เป็นเจ้าของ Lido 84 ซึ่งตั้งอยู่ริมทะเลสาบ Garda เขาตัดสินใจปรับปรุงตัวอาคารให้กลายมาเป็นห้องอาหารระดับสูงและคงไว้ซึ่งสภาพเดิมของอาคารให้ได้มากที่สุด ตัวร้านได้รับรางวัล 🌟 1 MICHELIN Star ภายใน 6 เดือนแรกที่เปิดทำการต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน

🎗️ [THE FOOD] เชฟ Riccardo Camanini หยิบยกวัตถุดิบจากทะเลสาบ Garda และภูเขาบริเวณใกล้เคียงมาผสมผสานกับเทคนิคแบบร่วมสมัย บางจานยังเกิดจากการกล้าที่จะนำเสนอเมนูที่เราคุ้นชื่อกันดีในรูปแบบใหม่ของตัวเองทำให้อาหารของเขามีความโดดเด่นไม่ซ้ำใคร

เราขอแนะนำ Menu Fluctuation ที่ได้รวบรวม Signature Dish ของเชฟนำเสนอมาที่จำนวน 7 Courses (140 €) และ 9 Courses (160 €) ถัดมาคือ Menu 4 e 1/2 (145 €) ซึ่งนำเสนออาหารจำนวน 4 คอร์สครึ่งตรงตามชื่อ ห้ามพลาดที่จะสั่งเมนูเด็ดที่สร้างชื่อให้กับเชฟอย่าง Rigatoni Cacio e Pepe en Vessie เพิ่มเติมในราคา 20 €/p ระหว่างมื้อจะมีพนักงานครัวเป็นออกมาแนะนำอาหารแต่ละจานด้วยตนเอง

โต๊ะอีกฝั่งหนึ่ง

ภายในห้องอาหาร

เคาน์เตอร์จัดเตรียมเครื่องดื่ม

การตกแต่งร้าน

พื้นที่โดยรอบโอบล้อมด้วยต้นการบูร โอเลอันดรา บูเกนวิลเลีย และต้นมะกอก

ในช่วงฤดูร้อนและวันที่อากาศเป็นใจเชฟ Riccardo Camanini จะทำการจัดเสิร์ฟอาหารกันที่เทอเรสแบบ Al Fresco เพื่อให้ลูกค้าสามารถนั่งชิลรับลมเย็น ๆ ของทะเลสาบ

ไฮไลท์คือห้องกึ่งส่วนตัวพิเศษที่ต้องจองมาก่อนล่วงหน้า

🎗️ [WHY GO] Lido 84 ไม่ใช่เพียงร้านอาหารแต่คือประสบการณ์การรับประทานอาหารที่ตีความใหม่ตั้งแต่รากฐานของการทำครัวและการบริการ เชฟ Riccardo และน้องชาย Giancarlo ไม่เพียงเนรมิตเมนูสุดประณีต หากแต่ยังออกแบบให้พนักงานครัวเป็นส่วนหนึ่งของการเล่าเรื่องเพื่อเปิดบทสนทนาระหว่างผู้เสิร์ฟและผู้ชิม ทุกคนจะได้นั่งชมวิวทะเลสาบผ่านกระจกใสบานใหญ่ที่ลบเลือนเส้นแบ่งระหว่างห้องอาหารและธรรมชาติหรือได้นั่งจิบไวน์เคียงลมเย็นจากเทอเรสริมฝั่งน้ำ ห้องอาหารแห่งนี้จึงเหมาะเป็นอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่มองหาร้านที่มีคุณสมบัติครบครันทั้งคุณภาพอาหาร ไวน์ชั้นเลิศ ราคาอันคุ้มค่า และบรรยากาศที่น่าจดจำ