Visit: August 14, 2022

🇧🇪 Le Chalet de la Forêt - เลอ ชาเล่ต์ เดอ ลา โฟเร็ต

👨🏻‍🍳 Chef Pascal Devalkeneer - เชฟปาสกาล เดอวาลเคอเนียร์

Drève de Lorraine 43, 1180 Bruxelles, Belgium

Tel: (+32) 2 374 54 16

Cuisine

🍴 Creative - อาหารเชิงสร้างสรรค์

Country

Belgium

MICHELIN Guide

2 MICHELIN Stars

Score

17/20

Price

2/5
          

🎗 [INTRO] สำหรับเพื่อน ๆ ที่เดินทางไปท่องเที่ยวยังเมืองหลวงของประเทศ Belgium อย่าง กรุง Brussels และต้องการสัมผัสประสบการณ์อาหารชั้นสูงที่แตกต่างออกไปจากฝั่งเอเชียเราขอแนะนำ Le Chalet de la Forêt ห้องอาหารที่เปิดทำการมานานกว่า 23 ปีทั้งยังการันตีด้วยรางวัลอันน่าเชื่อถือมากมาย

          

🎗 [THE PLACE] Le Chalet de la Forêt แปลตรงตัวได้ว่า The Chalet of The Forest อันเนื่องมาจากตำแหน่งที่ตั้งอยู่บริเวณชายป่า Zoniënwoud หรือที่เรารู้จักกันในชื่อของป่า Sonian ตัวอาคารมองจากด้านหน้าเป็นบ้านหลังคาจั่วสองชั้นพร้อมกับสวนดอกไม้อันสวยงามตระการตาริมฝั่งถนน ลูกค้าสามารถเดินชม The Vegetable Garden สวนผักสไตล์ฝรั่งเศสขนาด 1,156 ตารางเมตรอันประกอบไปด้วยพืชสวนครัว ดอกไม้ และสมุนไพรหลากหลายชนิดรายล้อมไปด้วยต้นแอปเปิ้ล ต้นบ๊วย และต้นมิราเบลพลัม นอกจากนี้ยังมีสวนผึ้งที่อาศัยผึ้งป่าในการทำรังเพื่อแสดงถึงความหลากหลายทางชีวภาพของดอกไม้ในแถบนี้ ก่อนเข้าสู่ตัวอาคารคือพื้นที่เทอเรสในร่มที่ให้บรรยากาศอันเรียบง่ายและไม่เป็นทางการและมักถูกใช้งานเป็นจุดรับรองลูกค้าในช่วงมื้อกลางวัน ภายในตัวอาคารประกอบไปด้วยห้องรับรองและเคาน์เตอร์บาร์สำหรับชงเครื่องดื่ม ห้องรับประทานอาหารหลักมีเพดานสูงโปร่ง โต๊ะไม้เปลือยสะท้อนแสงที่ส่องสว่างมาจากโคมไฟตัดกันไปกับสีสันของรูปวาดและงานประติมากรรมต่าง ๆ นอกจากนี้ยังมีพื้นที่บางส่วนตั้งอยู่ในเรือนกระจกซึ่งให้บรรยากาศที่แตกต่างออกไปตามแต่ช่วงฤดูกาลอีกด้วย

🎗 [THE CHEF & THE FOOD] Pascal Devalkeneer ใช้ชีวิตในวัยเด็กอยู่ในทวีป Africa ก่อนจะเดินทางมายังประเทศเบลเยี่ยมและเริ่มต้นเส้นทางสายอาชีพเชฟระดับสูงกับห้องอาหาร La Truffe Noire และ Scholteshof (2 MICHELIN Stars) ต่อมาในปี 1992 เขาตัดสินใจเปิดห้องอาหาร Bistrot du Mail ขึ้นเป็นของตัวเองในกรุง Brussels และได้กระแสตอบรับเป็นอย่างดีจากลูกค้าและนักชิมท้องถิ่น ในปี 1999 เขาได้ปรับปรุงที่ดินผืนใหญ่ชายป่า Sonian เพื่อใช้งานเป็นห้องอาหาร Le Chalet de la Forêt ทั้งยังสามารถคว้ารางวัล 🌟🌟 2 MICHELIN Stars มาครองได้สำเร็จอีกด้วย ส่วนใครที่ต้องการลิ้มลองอาหารสไตล์ Market Cuisine ที่เข้าถึงได้ง่ายโดยไม่ต้องตีความมากนักสามารถเลือกจองห้องอาหาร Amen (Selected by MICHELIN Guide) ซึ่งบริหารโดยตัวเชฟและตั้งอยู่ในเมือง Ixelles ได้เช่นกัน สำหรับห้องอาหารเรือธงแห่งนี้เชฟ Pascal Devalkeneer เลือกใช้วัตถุดิบคุณภาพสูงจากหลากหลายแหล่งมาประกอบกันกับผัก สมุนไพร และดอกไม้ออร์แกนิคที่ปลูกเองในสวนข้าง ๆ ร้านเพื่อรังสรรค์เมนูที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว สำหรับใครที่มองหาความคุ้มค่าสามารถเลือกจอง Lunch Menu จำนวน 3 คอร์ส/79 € ในช่วงมื้อกลางวัน หรืออยากจัดเต็มกับ Forêt Menu ที่นำเสนอมาแบบตามใจเชฟจำนวน 4 คอร์ส/175 € และ 5 คอร์ส/195 € สุดท้ายคือรายการแบบ À La Carte ที่มีราคาต่อจานอยู่ที่ราว 70-110 € นั่นเอง จานที่กลายมาเป็นดาวเด่นของมื้อนี้คือ

✨ SMOKED TUNA
เริ่มต้นคอร์สแรกอย่างเป็นทางการด้วยการจับคู่เนื้อปลาทูน่าเข้ากันกับแตงโม เนื้อปลารมควันจนหอม เนื้อสัมผัสนุ่มหนึบตัดกันกับความกรอบและหวานฉ่ำของแตงโมได้อย่างลงตัว เชฟเสริมด้วยเนื้อสัมผัสของลูกพีชย่าง เมลอน และหอมแดง ยังมีมะเขือเทศให้รสชาติเปรี้ยวอุมามิ ส่วนอโรมาโดดเด่นด้วยกลิ่นเฉพาะตัวของใบชิโสะและน้ำมันสีเขียวทำมาจากใบเบซิล ส่วนองค์ประกอบด้านบนคือแองโชวี่ทอดกรอบนั่นเอง (18/20)

✨ ABALONE
Ormeaux หรือหอยเป่าฮื้ออย่างดี เนื้อสัมผัสค่อนข้างหนึบตัดกันกับผักทอด รอบ ๆ คือ Green sauce ที่เตรียมมาจากผักหลายชนิดที่เชฟปลูกเองในสวนข้าง ๆ ร้าน รสชาติของซอสมีความหวานละมุนเข้ากันกับกับซอสสีขาวที่ทำมาจากแชมเปญได้อย่างไร้ที่ติ (18/20)

✨ CHEESE
สำหรับคอร์สชีสพนักงานนำเสนอ Fresh cottage cheese ท็อปด้านบนด้วยโรสแมรี่ทอดกรอบและเกลือทะเล รอบ ๆ คือผงโยเกิร์ตและผิวมะนาวช่วยบาลานซ์โทนความฝาดของชีสไม่ให้โดดจนเกินไป จากนั้นพนักงานจะตักน้ำผึ้งสด ๆ ที่เชฟเลี้ยงเองบริเวณสวนโดยอาศัยผึ้งป่าตามธรรมชาติเพื่อแสดงถึง Biodiversity หรือความหลากหลายทางชีวภาพของสวนดอกไม้รอบ ๆ ร้าน ตัวน้ำผึ้งมีรสชาติหวานกลมกล่อมอย่างมีมิติเพราะผึ้งป่านั้นจะใช้น้ำหวานจากเกสรดอกไม้หลายชนิดในการทำรัง พนักงานแนะนำให้ชิมน้ำผึ้งเปล่า ๆ ก่อนจะผสมผสานให้เข้ากันกับตัวชีสที่มีกลิ่นเฉพาะตัว ถึงจะดูเป็นคอร์สที่ไม่ซับซ้อนแต่ขอบอกเลยว่ารสชาตินั้นอร่อยจนเราเป็นต้องติดใจ ส่วนใครที่ชอบน้ำผึ้งของทางร้านเชฟยังมีบรรจุภัณฑ์ขายแยกแบบเป็นกระปุกอีกด้วย (17/20)

🎗 [WHY GO] เชฟ Pascal Devalkeneer ได้หยิบยกอาหารคลาสสิคมาต่อยอดโดยใส่ความคิดสร้างสรรค์ลงไปจนได้ออกมาเป็นอาหารที่มีความแตกต่างไม่ซ้ำใคร ราคาอาหารถือว่าค่อนข้างสูงแต่ก็แลกมาด้วยวัตถุดิบที่ผ่านการคัดสรรค์มาเป็นอย่างดี Sommelier สามารถแนะนำไวน์ได้อย่างละเอียดและสื่อสารภาษาอังกฤษได้อย่างคล่องแคล่ว อย่างไรก็ตามด้วยความกว้างขวางของพื้นที่ทำให้พนักงานอาจบริการได้ไม่ทั่วถึงนัก ใครที่สนใจอย่าลืมจองเผื่อเวลาจองล่วงหน้าสัก 2-3 อาทิตย์โดยเฉพาะในช่วงมื้อเย็นที่มักมีลูกค้าจองเต็มตลอดเวลานั่นเอง

Price :

79-195 €

Parking :

จอดรถที่ห้องอาหาร Le Chalet de la Forêt

Operating Time :

12.00-14.30, 19.00-21.00 ปิดวันเสาร์-อาทิตย์

Dress Code :

Smart Casual

Score

👍 ห้องอาหารระดับสูงไม่ไกลจากกรุง Brussels

อาหาร :

17

ราคา :

2/5

เทคนิค :

4/5

อัตลักษณ์ :

4/5

บรรยากาศ :

4/5

บริการ :

3/5

ไวน์ :

/5

Map

📃 “FORÊT” MENU - FIVE COURSES (195 €)

          

AMUSE BOUCHE

SMOKED TUNA

ABALONE

WEEVER

DUCK

CHEESE

BLACKFOREST

MIGNARDISES

🇧🇪 Le Chalet de la Forêt – เลอ ชาเล่ต์ เดอ ลา โฟเร็ต

🌟🌟 2 MICHELIN Stars – 2 ดาวมิชลิน

🏵🏵🏵🏵 17.5/20 Gault&Millau – 17.5/20 โก&มีโย

🍴 Creative – อาหารเชิงสร้างสรรค์

👨🏻‍🍳 Chef Pascal Devalkeneer – เชฟปาสกาล เดอวาลเคอเนียร์

🎗 [INTRO] สำหรับเพื่อน ๆ ที่เดินทางไปท่องเที่ยวยังเมืองหลวงของประเทศ Belgium อย่าง กรุง Brussels และต้องการสัมผัสประสบการณ์อาหารชั้นสูงที่แตกต่างออกไปจากฝั่งเอเชียเราขอแนะนำ Le Chalet de la Forêt ห้องอาหารที่เปิดทำการมานานกว่า 23 ปีทั้งยังการันตีด้วยรางวัลอันน่าเชื่อถือมากมาย

AMUSE BOUCHE

คอร์สเล็ก ๆ เพื่อเรียกน้ำย่อยเริ่มต้นด้วยแป้ง Puff pastry กรอบทาด้วย Dried Tomato หรือมะเขือเทศแห้งและ Oregano ให้กลิ่นหอมช่วยกระตุ้นน้ำย่อยได้ดี (16/20)

AMUSE BOUCHE

ถัดมาคือ Charchol หรือก้อนสีดำคล้ายถ่านเคี้ยวกรอบเสิร์ฟมาร้อน ๆ ภายในบรรจุ Greren peas เตรียมมาคล้าย Purée เนื้อเนียนหวานละมุน เชฟยังได้ Parfumed หรือใส่อโรมาของทรัฟเฟิลลงไปด้วย ข้างกันคือ Broccoli Tartelette มีลักษณะเป็นแป้งทาร์ตบางกรอบ ด้านบนท็อปด้วย Herring caviar หรือไข่ปลาแฮร์ริงและเมล็ดถั่วคั่วกรอบ (16/20)

BREAD

จากนั้นพนักงานจะนำเสิร์ฟขนมปัง

BREAD

ขนมปังเสิร์ฟมาคู่กับเนยและเนยเค็ม

AMUSE BOUCHE

ยังมี Infusion ของสับปะรดและใบ Sage รสชาติแปร่ง ๆ ให้ล้างปากอีกด้วย (16/20)

AMUSE BOUCHE

สุดท้ายคือเนื้อปลา Hamachi เตรียมมาในลักษณะของเส้น Spaghetti เนื้อนุ่ม เคี้ยวง่ายตัดกันกับความกรอบของแตงกวา ด้านล่างคือซอสมะเขือเทศให้รสชาติเผ็ดนิด ๆ (16/20)

SMOKED TUNA

เริ่มต้นคอร์สแรกอย่างเป็นทางการด้วยการจับคู่เนื้อปลาทูน่าเข้ากันกับแตงโม เนื้อปลารมควันจนหอม เนื้อสัมผัสนุ่มหนึบตัดกันกับความกรอบและหวานฉ่ำของแตงโมได้อย่างลงตัว เชฟเสริมด้วยเนื้อสัมผัสของลูกพีชย่าง เมลอน และหอมแดง ยังมีมะเขือเทศให้รสชาติเปรี้ยวอุมามิ ส่วนอโรมาโดดเด่นด้วยกลิ่นเฉพาะตัวของใบชิโสะและน้ำมันสีเขียวทำมาจากใบเบซิล ส่วนองค์ประกอบด้านบนคือแองโชวี่ทอดกรอบนั่นเอง (18/20)

ABALONE

คอร์สถัดมาคือ Ormeaux หรือหอยเป่าฮื้ออย่างดี เนื้อสัมผัสค่อนข้างหนึบตัดกันกับผักทอด รอบ ๆ คือ Green sauce ที่เตรียมมาจากผักหลายชนิดที่เชฟปลูกเองในสวนข้าง ๆ ร้าน รสชาติของซอสมีความหวานละมุนเข้ากันกับกับซอสสีขาวที่ทำมาจากแชมเปญได้อย่างไร้ที่ติ (18/20)

WEEVER

La vive หรือปลา Weever เสิร์ฟมาแบบเนื้อนุ่มหนังกรอบ ด้านล่างรองด้วยเฟนเนลและชิ้นหมึก เสริมด้วยกลิ่นหอมของมะกอก ริมจานคือ Orange marmalade เสริมรสชาติเปรี้ยวเล็กน้อย ส่วนซอสสีส้มรอบ ๆ คือ Bouillabaise แสดงถึงกลิ่นอายของความเป็น Mediterranean ออกมาได้อย่างเต็มที่ (16/20)

DUCK

ส่วน Main Course ในวันนี้เชฟเสิร์ฟเนื้อเป็ดมาคู่กันกับบีทรูทและแรดิชโดย Earthy Aroma ของบีทรูทช่วยบาลานซ์กับกลิ่นเฉพาะตัวของเป็ดได้อย่างพอเหมาะ องค์ประกอบข้างกันคือ Gnocchi มันฝรั่งนุ่ม ๆ และ Croquette กรอบ ๆ สอดไส้ด้านในด้วยตับเป็ด จากนั้นราดซอส Jus เพื่อเสริมรสชาติให้เข้มข้นขึ้นนั่นเอง (17/20)

CHEESE

สำหรับคอร์สชีสพนักงานนำเสนอ Fresh cottage cheese ท็อปด้านบนด้วยโรสแมรี่ทอดกรอบและเกลือทะเล รอบ ๆ คือผงโยเกิร์ตและผิวมะนาวช่วยบาลานซ์โทนความฝาดของชีสไม่ให้โดดจนเกินไป จากนั้นพนักงานจะตักน้ำผึ้งสด ๆ ที่เชฟเลี้ยงเองบริเวณสวนโดยอาศัยผึ้งป่าตามธรรมชาติเพื่อแสดงถึง Biodiversity หรือความหลากหลายทางชีวภาพของสวนดอกไม้รอบ ๆ ร้าน ตัวน้ำผึ้งมีรสชาติหวานกลมกล่อมอย่างมีมิติเพราะผึ้งป่านั้นจะใช้น้ำหวานจากเกสรดอกไม้หลายชนิดในการทำรัง พนักงานแนะนำให้ชิมน้ำผึ้งเปล่า ๆ ก่อนจะผสมผสานให้เข้ากันกับตัวชีส ถึงจะดูเป็นคอร์สที่ไม่ซับซ้อนแต่ขอบอกเลยว่ารสชาตินั้นอร่อยจนเราเป็นต้องติดใจ (17/20)

CHEESE

สำหรับใครที่ชอบน้ำผึ้งของทางร้านเชฟยังมีบรรจุภัณฑ์ขายแยกแบบเป็นกระปุกอีกด้วย (17/20)

BLACKFOREST

จบด้วยของหวานอย่างเค้ก Blackforest เสิร์ฟมาในรูปแบบใหม่ไม่ซ้ำใคร บิสกิตกรอบมีรสชาติขมของ Cacao เสริมด้วยรสเปรี้ยวจากเชอร์รี่และเลมอน รอบ ๆ คือซอสสีแดงเข้มทำมาจากเชอร์รี่และเลมอนอีกเช่นกัน (17/20)

MIGNARDISES

ปิดท้ายด้วยเซ็ตของหวานชุดใหญ่เริ่มจาก Choux สอดไส้ด้านในด้วย Madagascar vanilla ต่อด้วย Candied chocolate ท็อปด้วยองค์ประกอบของมะพร้าว ขนม Crème Brûlée จิ๋วที่เบิร์นผิวด้านบนออกมาได้อย่างไร้ที่ติและ Peach macaron ที่มีอโรมาหอม ๆ ของ Verbena นั่นเอง

💰 ราคาสำหรับ 4 คน

🎗 [THE PLACE] Le Chalet de la Forêt แปลตรงตัวได้ว่า The Chalet of The Forest อันเนื่องมาจากตำแหน่งที่ตั้งอยู่บริเวณชายป่า Zoniënwoud หรือที่เรารู้จักกันในชื่อของป่า Sonian

ก่อนเข้าสู่ตัวอาคารคือพื้นที่เทอเรสในร่มที่ให้บรรยากาศอันเรียบง่ายและไม่เป็นทางการและมักถูกใช้งานเป็นจุดรับรองลูกค้าในช่วงมื้อกลางวัน

ทางเข้าตัวอาคาร

ภายในตัวอาคารประกอบไปด้วยห้องรับรองและเคาน์เตอร์บาร์สำหรับชงเครื่องดื่ม

บริเวณห้องรับรอง

ห้องรับประทานอาหารหลักมีเพดานสูงโปร่ง

โต๊ะไม้เปลือยสะท้อนแสงที่ส่องสว่างมาจากโคมไฟตัดกันไปกับสีสันของรูปวาดและงานประติมากรรมต่าง ๆ

ภายในห้องรับประทานอาหารหลัก

ห้องรับประทานอาหารหลักตกแต่งอย่างหรูหราและเรียบง่าย

ภาพประดับบนผนัง

ห้องฝั่งหนึ่งกั้นด้วยกระจกในช่วยให้บรรยากาศดูโปร่งไม่อึดอัดตา

นอกจากนี้ยังมีพื้นที่บางส่วนตั้งอยู่ในเรือนกระจกซึ่งให้บรรยากาศที่แตกต่างออกไปตามแต่ช่วงฤดูกาลอีกด้วย

พื้นที่บริเวณเรือนกระจก

🎗 [THE CHEF & THE FOOD] Pascal Devalkeneer ใช้ชีวิตในวัยเด็กอยู่ในทวีป Africa ก่อนจะเดินทางมายังประเทศเบลเยี่ยมและเริ่มต้นเส้นทางสายอาชีพเชฟระดับสูงกับห้องอาหาร La Truffe Noire และ Scholteshof (2 MICHELIN Stars) ต่อมาในปี 1992 เขาตัดสินใจเปิดห้องอาหาร Bistrot du Mail ขึ้นเป็นของตัวเองในกรุง Brussels และได้กระแสตอบรับเป็นอย่างดีจากลูกค้าและนักชิมท้องถิ่น ในปี 1999 เขาได้ปรับปรุงที่ดินผืนใหญ่ชายป่า Sonian เพื่อใช้งานเป็นห้องอาหาร Le Chalet de la Forêt ทั้งยังสามารถคว้ารางวัล 🌟🌟 2 MICHELIN Stars มาครองได้สำเร็จอีกด้วย ส่วนใครที่ต้องการลิ้มลองอาหารสไตล์ Market Cuisine ที่เข้าถึงได้ง่ายโดยไม่ต้องตีความมากนักสามารถเลือกจองห้องอาหาร Amen (Selected by MICHELIN Guide) ซึ่งตั้งอยู่ในเมือง Ixelles ได้เช่นกัน

สำหรับห้องอาหารเรือธงแห่งนี้เชฟ Pascal Devalkeneer เลือกใช้วัตถุดิบคุณภาพสูงจากหลากหลายแหล่งมาประกอบกันกับผัก สมุนไพร และดอกไม้ออร์แกนิคที่ปลูกเองในสวนข้าง ๆ ร้านเพื่อรังสรรค์เมนูที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว สำหรับใครที่มองหาความคุ้มค่าสามารถเลือกจอง Lunch Menu จำนวน 3 คอร์ส/79 € ในช่วงมื้อกลางวัน หรืออยากจัดเต็มกับ Forêt Menu ที่นำเสนอมาแบบตามใจเชฟจำนวน 4 คอร์ส/175 € และ 5 คอร์ส/195 €

สุดท้ายคือรายการแบบ À La Carte ที่มีราคาต่อจานอยู่ที่ราว 70-110 € นั่นเอง

ลูกค้าสามารถเดินชม The Vegetable Garden สวนผักสไตล์ฝรั่งเศสขนาด 1,156 ตารางเมตรอันประกอบไปด้วยพืชสวนครัว ดอกไม้ และสมุนไพรหลากหลายชนิดรายล้อมไปด้วยต้นแอปเปิ้ล ต้นบ๊วย และต้นมิราเบลพลัม

นอกจากนี้ยังมีสวนผึ้งที่อาศัยผึ้งป่าในการทำรังเพื่อแสดงถึงความหลากหลายทางชีวภาพของดอกไม้ในแถบนี้อีกด้วย

มุมมองจากฝั่งลานจอดรถ

2 ดาวมิชลิน

ตัวอาคารมองจากด้านหน้าเป็นบ้านหลังคาจั่วสองชั้นพร้อมกับสวนดอกไม้อันสวยงามตระการตาริมฝั่งถนน

🎗 [WHY GO] เชฟ Pascal Devalkeneer ได้หยิบยกอาหารคลาสสิคมาต่อยอดโดยใส่ความคิดสร้างสรรค์ลงไปจนได้ออกมาเป็นอาหารที่มีความแตกต่างไม่ซ้ำใคร ราคาอาหารถือว่าค่อนข้างสูงแต่ก็แลกมาด้วยวัตถุดิบที่ผ่านการคัดสรรค์มาเป็นอย่างดี Sommelier สามารถแนะนำไวน์ได้อย่างละเอียดและสื่อสารภาษาอังกฤษได้อย่างคล่องแคล่ว อย่างไรก็ตามด้วยความกว้างขวางของพื้นที่ทำให้พนักงานอาจบริการได้ไม่ทั่วถึงนัก ใครที่สนใจอย่าลืมจองเผื่อเวลาจองล่วงหน้าสัก 2-3 อาทิตย์โดยเฉพาะในช่วงมื้อเย็นที่มักมีลูกค้าจองเต็มตลอดเวลานั่นเอง