หน้าแรก » 🇮🇹 Dal Pescatore – ดัล เปสกาโตเร
Visit: March 19, 2025
🇮🇹 Dal Pescatore - ดัล เปสกาโตเร
👨🏻🍳 Chef Nadia & Giovanni Santini - เชฟนาเดีย & จิโอวานนี ซานตินี
località Runate 15, Runate, 46013, Italy
Tel: (+39) 0376 723001
Cuisine
🍴 Italian Contemporary - อาหารอิตาลีร่วมสมัย
Country
Italy
MICHELIN Guide
3 MICHELIN Stars
Score
17.5/20
Price
[INTRO] Dal Pescatore คือร้านอาหารระดับตำนานที่ตั้งอยู่ในหมู่บ้านเล็ก ๆ ท่ามกลางธรรมชาติในแคว้น Lombardy กิจการบริหารจัดการโดยครอบครัว Santini มาตั้งแต่ทศวรรษ 1920 สถานที่แห่งนี้ไม่ได้เป็นเพียงร้านอาหารแต่ยังเป็นบทบันทึกของการเดินทางผ่านลูกหลานถึง 4 รุ่นสะท้อนความผูกพันที่ลึกซึ้งระหว่างอาหาร ผู้คน และดินแดนที่หล่อเลี้ยงพวกเขาไว้ Dal Pescatore จึงเป็นจุดหมายที่เชื่อมโยงทั้งประเพณีและความคิดสร้างสรรค์ไว้อย่างกลมกลืนในทุก ๆ จาน
Price :
210-290 €
Parking :
จอดที่ร้าน
Operating Time :
Lunch Fri-Sun 12.00-13.30, Dinner Wed-Sun 19.30-21.30, Closed on Mon-Tue
Dress Code :
Smart Casual
Score
👍 ห้องอาหารที่นำเสนอประสบการณ์อันสะท้อนรากเหง้าของอาหารอิตาลีออกมาอย่างงดงาม
อาหาร :
17.5
ราคา :
เทคนิค :
อัตลักษณ์ :
บรรยากาศ :
บริการ :
ไวน์ :
Map
📃 MENU DEL PESCATORE (290 €)
Dal Pescatore – ดัล เปสกาโตเร![]()
![]()
3 MICHELIN Stars – 3 ดาวมิชลิน
MICHELIN Green Star – ดาวมิชลินรักษ์โลก
Italian Contemporary – อาหารอิตาลีร่วมสมัย
Chef Nadia & Giovanni Santini – เชฟนาเดีย & จิโอวานนี ซานตินี
Amuse-bouche
เริ่มต้นมื้ออาหารด้วยของว่างเรียกน้ำย่อยเป็นครีมมันฝรั่งจากสวนของทางร้านและหมึกชิ้นจิ๋วให้เนื้อสัมผัสที่สุกกำลังดี (17/20)
Amuse-bouche
ตรงกลางโต๊ะประกอบไปด้วย Parmigiano Reggiano Cheese Tuile ให้ความกึ่งกรอบกึ่งหนึบและรสชาติเค็มชวนน้ำลายสอ ยังมี Tiasted Bread หรือขนมปังย่างจับคู่มากับครีม Anchovies และชิ้นกะหล่ำ Caro Romanesco หั่นครึ่งแล้วย่างให้ความกรอบที่มีมิติ สุดท้ายคือ Ox Tongue หรือลิ้นวัวจากฟาร์ม Cascina Runate ของทางร้าน เชฟเสิร์ฟมากับซอส Mayonnaise และ Pasta Brisée หรือพาสต้ากรอบ (17/20)
Bread selections
ขนมปังโฮมเมดประกอบไปด้วยขนมปัง Sourdough, Breadsticks with olive, Focaccia with oregano & honey โดยทั้งหมดเตรียมขึ้นที่ร้านแม้กระทั่งน้ำผึ้งที่เลี้ยงผึ้งและเตรียมขึ้นมาเอง นอกจากนี้ยังมีเนยจากแถบหุบเขา Val di Non ทางตอนเหนือของประเทศอิตาลีเสิร์ฟมาคู่กัน
Terrina with lobster, Caviar Oscietra Royal and Extra-Virgin Olive Oil of Tuscany
เทอร์รีนสัมผัสละมุนลิ้นสร้างมิติกับความกรอบของเนื้อกุ้งล็อบสเตอร์ได้อย่างลงตัว เชฟเสิร์ฟแบบเย็นคู่กันกับ Caviar Oscietra Royal ให้รสอูมามิที่มีมิติ เราสามารถสัมผัสได้ถึงอโรมาของน้ำมันมะกอก EVO จากแคว้น Tuscany นอกจากนี้ยังมีองค์ประกอบของขิงหมักให้มาด้วย (19/20)
Artichoke with fresh salad from vegetable garden, citrus cream and Black Truffle of the Morainic Hills
อาร์ติโชคย่างสอดไส้ครีมซิตรัส เชฟเสิร์ฟมากับสลัดสด ๆ จากสวนของทางร้าน รอบ ๆ คือครีมที่เตรียมมาจากอาร์ติโชค รอบ ๆ คือครีมที่เตรียมมาจากส่วนต้น (Stem) ของอาร์ติโชคให้อโรมาของดินเสริมด้วยรสเปรี้ยวของครีมซิตรัส จากนั้นท็อปด้านบนด้วยทรัฟเฟิลดำอีกทีหนึ่ง (17/20)
Agnoli (tortellini) with chicken broth
Agnoli หรือพาสต้าทรงเกี๊ยวสอดไส้เนื้อวัวจากฟาร์ม Cascina Runate ของทางร้าน จากนั้นต้มจนสุกในน้ำ Brodo หรือน้ำซุปไก่เสิร์ฟมาแบบอุ่น ๆ รสชาติกลมกล่อมลงตัวมาก ๆ (18/20)
Guinea fowl with Apicius Sauce
Guinea Fowl หรือไก่ต๊อกเนื้อนุ่มและสุกพอเหมาะเสิร์ฟมากับ Apicius Sauce ซึ่งเป็นซอสที่ตั้งชื่อตาม Marcus Gavius Apicius โดยทางร้านปรับมาใช้สูตรของตัวเองให้รสชาติเปรี้ยวหวานกลมกล่อม ข้าง ๆ กันคือชิ้นมะม่วงสุกรวมไปถึงแอปเปิ้ลและทับทิม ยังมีซอสทับทิม ทับทิม และมะม่วงสุกเสิร์ฟมาช่วยเรียกความสดชื่นได้ดี (18/20)
Ox liver (Cascina Runate farm) with red onion and escarole
หนึ่งในจานที่ดีที่สุดในค่ำคืนนี้คือตับวัวจากฟาร์ม Cascina Runate ของทางร้านให้เนื้อสัมผัสที่นุ่มละมุนชนิดที่หาใครเทียบเคียงได้ยาก อโรมาของตับเบามาก ๆ แต่ยังคงไว้ซึ่งความโดดเด่นของตับวัวที่ดี เชฟเสริมด้วยรสชาริเข้มข้นของหอมแดง ความสดชื่นของผัก Escarole นอกจากนี้ยังมีความกรอบที่ได้จาก Polenta Chip หรือแผ่นกรอบของข้าวโพดอีกด้วย (20/20)
Tortelli with Pumpkin, Butter and Parmigiano Reggiano (Pumpkin, Amaretti, Mustard and Parmigiano Reggiano)
สุดยอดเมนู Signature Dish ของร้านคือ Tortelli di Zucca พาสต้าทรงเกี๊ยวทำเองสอดไส้ฟักทองผสมผสานกันกับบิสกิต Amaretti และมัสตาร์ดให้รสชาติที่หวานนำราวกับอนยู่ตรงกลางระหว่างของคาวและของหวาน ทั้งยังมีกลิ่นหอมโดดเด่น จากนั้นท็อปด้านบนด้วย Parmigiano Reggiano ให้รสชาติอูมามิกลมกล่อมลงตัว (18/20)
Risotto with saffron, spinach and milk fondue
Saffron Risotto นำเสนอมาโดยมีเมล็ดข้าวสุกกำลังพอเหมาะ ด้านยนท็อปด้วยผักปวยเล้งและฟองดูนม ไฮไลท์คือการบาลานซ์รสชาติด้วยน้ำส้มสายชูบัลซามิคของทางร้านที่ผ่านการบ่มมานานกว่า 20 ปี (18/20)
Grilled eel with fresh salad from vegetable garden
ปลาไหลย่างสุกกำลังดี เนื้อฟูกรอบ เสิร์ฟมากับสลัดผัก Radicchio จากสวนของทางร้านให้รสชาติขมนำ (15/20)
Shi drum with Sorrento lemon sauce
หนึ่งในเมนูที่รังสรรค์มานานและส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่นคือปลาซึ่งในที่นี้คือ Shi Drum เสิร์ฟมากับซอสเลมอนคลาสสิกจากเมือง Sorrento ให้รสชาติเปรี้ยวเบา ๆ นอกจากนี้ยังมีความหวานของครีมแคร์รอตอีกด้วย (16/20)
Cheek of ox (Cascina Runate farm) with artichokes
แก้มของวัวตัวผู้จากฟาร์ม Cascina Runate ของทางร้านเสิร์ฟมากับ Yellow Polenta จากหมู่บ้าน Storo ทางตอนเหนือของประเทศอิตาลีให้เนื้อสัมผัสหนืดแต่ไม่เหนียว หอมกลิ่นข้าวโพดพอเหมาะ (17/20)
Saddle of venison with cabernet sauce
เนื้อกวางส่วน Saddle หรือ Loin เสิร์ฟมาสุกพอเหมาะ เนื้อกวางนุ่ม ฉ่ำ ไม่เหนียว ด้านล่างคือซอสไวน์แดง Cabernet เข้มข้น ข้าง ๆ คือครีมแอปเปิ้ลช่วยตัดรสชาติกัน นอกจากนี้ยังมีผักต่าง ๆ จากสวนของทางร้านย่างมาให้อีกด้วย (17/20)
Selection of Italian Cheese
ในคอร์สยังรวมชีสต่าง ๆ เอาไว้ด้วยเริ่มต้นที่ 5 นาฬิกาคือ Caprino ชีสนมแพะที่ผ่านการบ่ม 15 วัน ต่อมาคือ Parmigiano Reggiano บริเวณ 12 นาฬิกาซึ่งผ่านการบ่มนาน 27 เดือน สุดท้ายคือ Gorgonzola ที่บ่มนาน 8 เดือน ทางร้านแนะนำให้จับคู่กับ Pear Mustard
Selection of Italian Cheese
นอกจากนี้ยังมีขนมปังที่ใส่ลูกเกด มะเดื่อฝรั่ง และถั่วให้มาด้วย
Orange soufflé with passion fruit coulis (25 minutes)
ซูเฟล่คุณภาพสูงสังเกตได้จากทรงที่ตั้งตรงสวยงาม เนื้อด้านในเบาละมุนมีความหอมของส้มโดดเด่น แนะนำให้ใช้ช้อนปัดลงไปเพื่อสร้างหลุมเล็ก ๆ เพื่อเทราดซอสเสาวรสรสเปรี้ยวลงไป (17/20)
Amaretti semifreddo cake (coffee, cream of milk, croccante, sabayone)
เค้ก Semifreddo ที่มีความกรุบกรอบของบิสกิต Amaretti ผสมผสานกันกับครีมนมหอม ๆ และ Sabayon อันแสนละมุน (16/20)
Dream catcher: Yogurt with Acacia honey, raspberries and american grape sorbet
โยเกิร์ตโฮมเมดที่ทางร้านทำเองเสิร์ฟมากับซอร์เบท์องุ่นแดงอเมริกัน รอบ ๆ คือราสเบอร์รี่ที่มีอโรมาหอม ๆ ของคาโมมายล์ ในจานยังมีความหวานของน้ำผึ้งอยู่อย่างกลมกล่อม (17/20)
Petit fours
สุดท้ายคือของหวานจิ๋ว 5 อย่างคือ Cannoncino with Vanilla Cream, Jelly of Apple and Grapefruit, Cream of Orange with Raspberry and Lime, Chocolate with Hazelnut และ Candied Grapefruit ปิดท้ายมื้ออาหารได้สมบูรณ์แบบ
รายการเครื่องดื่ม
รายการเครื่องดื่ม
รายการเครื่องดื่ม
ราคา 1,765 €/5 คน
[INTRO] Dal Pescatore คือร้านอาหารระดับตำนานที่ตั้งอยู่ในหมู่บ้านเล็ก ๆ ท่ามกลางธรรมชาติในแคว้น Lombardy กิจการบริหารจัดการโดยครอบครัว Santini มาตั้งแต่ทศวรรษ 1920 สถานที่แห่งนี้ไม่ได้เป็นเพียงร้านอาหารแต่ยังเป็นบทบันทึกของการเดินทางผ่านลูกหลานถึง 4 รุ่นสะท้อนความผูกพันที่ลึกซึ้งระหว่างอาหาร ผู้คน และดินแดนที่หล่อเลี้ยงพวกเขาไว้ Dal Pescatore จึงเป็นจุดหมายที่เชื่อมโยงทั้งประเพณีและความคิดสร้างสรรค์ไว้อย่างกลมกลืนในทุก ๆ จาน
[THE FOOD] Dal Pescatore Santini นำเสนออาหารอิตาลีในรูปแบบร่วมสมัยโดยมีเมนูเด็ดจากครั้งอดีตตั้งแต่สมัยเจ้าของร้านรุ่นแรกอย่างคุณ Teresa รวมไปถึงเจ้าของร้านรุ่นถัด ๆ มาที่ค่อย ๆ ถูกพัฒนาเรื่อยมานานกว่าหลายทศวรรษ
ลูกค้าสามารถเลือกชิมอาหารได้ตามใจชอบผ่านรายการแบบ À La Carte อย่างไรก็ตามเราขอแนะนำให้เลือกสั่ง Tasting Menu ที่มีให้เลือก 2 รูปแบบคือ Menu di Primavera (210 €) นำเสนอมาที่จำนวน 6 คอร์สและ Menu del Pescatore (290 €) นำเสนอมาที่จำนวน 9 คอร์ส นอกจากนี้ยังมีรายการไวน์ที่ผ่านการคัดเลือกมาเป็นอย่างดี
[THE PLACE] Dal Pescatore Santini ตั้งอยู่ในหมู่บ้านเล็ก ๆ ชื่อว่า Runate ในแคว้น Lombardy ของประเทศอิตาลี หลังจากจอดรถลูกค้าจะเดินเข้ามาพบกับจุดตรวจสอบการจองและห้องรับรองขนาดใหญ่
ถัดเข้าไปคือห้องรับประทานอาหารหลักที่ตกแต่งโดยผสมผสานความคลาสสิกและความร่วมสมัยได้อย่างกลมกลืน พื้นไม้สีเข้มขัดเงาอย่างดีช่วยเพิ่มความอบอุ่นและความหรูหรา หน้าต่างกระจกบานใหญ่เปิดรับแสงจากธรรมชาติในช่วงกลางวัน ลูกค้าสามารถมองเห็นวิวสวนที่ตกแต่งอย่างสวยงามด้วยพืชพรรณหลากหลายชนิดสร้างความรู้สึกเชื่อมต่อกับธรรมชาติ
สำหรับช่วงมื้อค่ำทางร้านเลือกใช้โคมไฟดีไซน์คลาสสิกให้แสงสว่างที่อบอุ่นช่วยสร้างบรรยากาศที่โรแมนติกและเป็นกันเอง ภายในร้านยังมีการจัดแสดงของตกแต่งเช่นหนังสือ รูปภาพ รวมไปถึงของที่ระลึกจากแขกผู้มีชื่อเสียงที่เคยมาเยือนสะท้อนถึงประวัติศาสตร์อันยาวนานและความภาคภูมิใจของครอบครัว Santini
ข้าง ๆ กับตัวร้านยังเป็นที่ตั้งของ Cascina Runate Farm โครงการเกษตรกรรมและฟาร์มที่ดำเนินการโดยคุณ Valentina ประกอบไปด้วยพื้นที่เกษตรอินทรีย์กว่า 1,000 ตารางเมตร, สวนผลไม้, รังผึ้ง 6 หลัง, ต้นไม้ผลราว 20 ต้น, วัวพันธุ์ดี 14 ตัว, ไก่ไข่ 50 ตัว และป่าธรรมชาติอีก 6 เฮกตาร์ ทั้งหมดนี้ผสานรวมเข้ากันกับร้านอาหารอย่างกลมกลืนโดยปราศจากการขนส่งทางไกลจนเรียกได้ว่าเป็น Zero-mile Cuisine อย่างแท้จริง
[THE CHEF] ประวัติของร้าน Dal Pescatore และครอบครัว Santini ต้องเล่าย้อนไปถึงช่วงทศวรรษ 1920 เจ้าของร้านรุ่นแรกคือคุณ Antonio Santini ผู้เป็นเจ้าของเรือตกปลาและรับคนข้ามฟากแม่น้ำ Oglio ได้พบรักกับคุณ Teresa Mazzi ซึ่งเป็นลูกสาวของชาวไร่จากเกาะ Dovarese ผู้ซึ่งเคยอพยพไปเก็บเกี่ยวกาแฟที่บราซิล ทั้งคู่แต่งงานกันในปี 1926 ก่อนจะตัดสินใจเปิดร้านอาหารในโรงเตี๊ยมเล็ก ๆ ร่วมกันโดยใช้ชื่อว่า “Vino e Pesce“ หรือ “Wine and Fish” โดยคุณ Antonio รับหน้าที่ออกไปตกปลารวมไปถึงเสิร์ฟอาหารและคุณ Teresa คอยจัดเตรียมอาหารโดยเฉพาะเมนูปลาจากแม่น้ำที่ส่วนมากนำไปทอดจนกรอบจับคู่มากับไวน์ Lambrusco ที่คุณ Antonio ทำเอง ตัวร้านกลายเป็นจุดหมายยอดนิยมโดยเฉพาะในวันอาทิตย์ที่ผู้คนมารวมตัวกันอย่างครึกครื้น
ต่อมาในปี 1927 ลูกชายของทั้งคู่นามว่า Giovanni Santini ได้ถือกำเนิดขึ้น หลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 ผ่านไปเขาแต่งงานกับ Bruna Rubes ซึ่งเป็นสาวชาวไร่จากเมือง Asola ในปี 1952 ทั้งคู่ยังรับช่วงต่อเป็นเจ้าของร้านรุ่นที่ 2 และให้กำเนิดลูกชายที่ตั้งชื่อตามคุณปู่ว่า Antonio ในปี 1953 ระหว่างนี้คุณ Bruna ได้ผันตัวเข้ามาช่วยงานครัวรับหน้าที่เตรียมพาสต้าเส้นสดโดยเฉพาะพาสต้าแบบใส่ไข่เช่น Agnoli in Brodo หรือ Tortelli di Zucca ซึ่งกลายมาเป็นเมนูเด็ดประจำร้าน
กาลเวลาล่วงเลยไปจนกระทั่งโรงเตี๊ยมเล็ก ๆ ค่อย ๆ ปรับปรุงรูปแบบเมนูและขยับขยายจนกลายมาเป็นร้านสไตล์ Trattoria ที่ใหญ่มากขึ้นพร้อมกับเปลี่ยนชื่อร้านใหม่เป็น “Dal Pescatore” ที่แปลตรงตัวได้ว่า “จากคนหาปลา” ลูกค้าเริ่มเดินทางมาจาก Milan และภูมิภาคโดยรอบรวมไปถึงขาประจำอย่างพี่น้องศิลปินและบรรณาธิการ Aldo & Renzo Cortina และนักข่าว Gianni Brera
ต่อมาในปี 1974 คุณ Antonio แต่งงานกับคุณ Nadia สาวชาวเมือง Vicenza และรับช่วงดูแลกิจการต่อเป็นรุ่นที่ 3 ทั้งคู่ออกเดินทางไปฮันนีมูนที่ประเทศฝรั่งเศสพร้อมกับแวะชิมห้องอาหารระดับสูงหลายแห่งทั้ง Paul Bocuse, Maison Troisgros และ Auberge de l’Ill ก่อนจะกลับมาปรับโฉมร้านของตัวเองครั้งใหญ่โดยการขยายระยะห่างระหว่างโต๊ะ ลดพื้นที่ผนัง เพิ่มหน้าต่างให้ภายในเชื่อมโยงกันกับสวนด้านนอก ทั้งยังเพิ่มห้องอ่านหนังสือและห้องสูบซิการ์เข้าไปด้วย
ในปี 1980 เชฟ Antonio กับเพื่อนเชฟอีกหลายคนก่อตั้งสมาคม “Linea Italia in cucina” และในปี 1982 เขาและเชฟ Gualtiero Marchesi ได้ร่วมกันก่อตั้งสมาคม “Le Soste” ขึ้นอีกด้วย Dal Pescatore ได้รับการขึ้นทะเบียนกับ “Relais & Châteaux” ตั้งแต่ปี 1990 และได้รับคัดเลือกใน “Les Grandes Tables du Monde” ในปี 1992 พร้อมกับคว้ารางวัล ![]()
![]()
3 MICHELIN Stars มาครองได้ในปี 1996 ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน กิจการถูกส่งต่อมายังรุ่นที่ 4 คือคุณ Giovanni Jr. โดยตัวเขาเกิดปี 1976 และเริ่มต้นทำงานในครัวกับคุณแม่และยายมาตั้งแต่ปี 1996 นอกจากนี้ยังมีน้องชายอย่างคุณ Alberto ซึ่งรับหน้าที่ดูแลห้องอาหารและรายการไวน์อีกด้วย
บริเวณทางเข้าร้าน
[WHY GO] Dal Pescatore คือร้านอาหารที่ยืนหยัดในความคลาสสิกและความรักในท้องถิ่นมาเกือบศตวรรษ ตระกูล Santini สามารถนำเสนออาหารที่เต็มไปด้วยอัตลักษณ์ ความพิถีพิถัน และรสชาติที่พัฒนาขึ้นเรื่อย ๆ โดยไม่ไหลตามกระแสนิยม แต่ละจานร้อยเรียงความทรงจำจากรุ่นปู่ย่ามาจนถึงแนวคิดแบบร่วมสมัยของเชฟรุ่นใหม่ภายใต้บรรยากาศของบ้านอันแสนอบอุ่นรวมไปถึงวัตถุดิบสดใหม่จากฟาร์ม Cascina Runate และการนำเสนอวัตถุดิบแบบ Zero-mile Cuisine คือประสบการณ์ที่หาไม่ได้จากที่ใดในโลก — Dal Pescatore จึงไม่เป็นแต่เพียงร้านอาหาร Fine Dining สุดหรู หากแต่เป็นประสบการณ์ที่สะท้อนรากเหง้าของอาหารอิตาลีในแบบที่ยังคงความร่วมสมัยไว้อย่างงดงาม