หน้าแรก » 🇮🇹 La Peca – ลา เปกา
Visit: March 22, 2025
🇮🇹 La Peca - ลา เปกา
👨🏻🍳 Chef Nicola Portinari - เชฟนิโคลา ปอร์ตินารี
via Alberto Giovanelli 2, Lonigo, 36045, Italy
Tel: (+39) 0444 830214
Cuisine
🍴 Modern Cuisine, Contemporary - อาหารโมเดิร์น, ร่วมสมัย
Country
Italy
MICHELIN Guide
2 MICHELIN Stars
Score
17.5/20
Price
[INTRO] ในวันนี้เราจะขอกล่าวถึงห้องอาหารระดับสูงที่ถ่ายทอดวัตถุดิบและรสชาติแห่งแคว้น Veneto ผ่านมุมมองแบบร่วมสมัยจนกลายมาเป็นหมุดหมายของนักชิมจากทั่วโลก — La Peca เป็นผลงานร่วมชิ้นเอกของสองพี่น้องตระกูล Portinari ที่ไม่เพียงแต่สร้างสรรค์อาหารที่สะท้อนวัตถุดิบท้องถิ่นอย่างลึกซึ้งแต่ยังมอบประสบการณ์การรับประทานอาหารที่ผสานศิลปะและความอบอุ่นของบ้านเกิดเอาไว้อย่างลงตัว
Price :
130-235 €
Parking :
จอดหลังร้าน
Operating Time :
Tue-Sat 12.00-14.00, 200.00-22.00, Closed on Sun-Mon
Dress Code :
Smart Casual
Score
👍 สุดยอดห้องอาหารร่วมสมัยที่หยิบยกวัตถุดิบและรสชาติแห่งแคว้น Veneto นำเสนอออกมาใหม่ได้อย่างน่าทึ่ง
อาหาร :
17.5
ราคา :
เทคนิค :
อัตลักษณ์ :
บรรยากาศ :
บริการ :
ไวน์ :
Map
📃 TRACE (195 €)
La Peca – ลา เปกา![]()
2 MICHELIN Stars – 2 ดาวมิชลิน
MICHELIN Green Star – ดาวมิชลินรักษ์โลก
Passion Dessert – อาหารหวานโดดเด่นโดยเชฟมากฝีมือ
Modern Cuisine, Contemporary – อาหารโมเดิร์น, ร่วมสมัย
Chef Nicola Portinari – เชฟนิโคลา ปอร์ตินารี
[INTRO] ในวันนี้เราจะขอกล่าวถึงห้องอาหารระดับสูงที่ถ่ายทอดวัตถุดิบและรสชาติแห่งแคว้น Veneto ผ่านมุมมองแบบร่วมสมัยจนกลายมาเป็นหมุดหมายของนักชิมจากทั่วโลก — La Peca เป็นผลงานร่วมชิ้นเอกของสองพี่น้องตระกูล Portinari ที่ไม่เพียงแต่สร้างสรรค์อาหารที่สะท้อนวัตถุดิบท้องถิ่นอย่างลึกซึ้งแต่ยังมอบประสบการณ์การรับประทานอาหารที่ผสานศิลปะและความอบอุ่นของบ้านเกิดเอาไว้อย่างลงตัว
Amuse-bouche
เริ่มต้นมื้ออาหารด้วยของว่างเป็นทาโก้กรอบที่เตรียมมาจากเทอร์นิพแดง ด้านในคือครีมเทอร์นิพแดงย่าง จากนั้นท็อปด้วยซอสมาโยของชะเอมเทศ (Liquorice) และไข่ปลาแซลมอน (18/20)
Amuse-bouche
Celeriac เสิร์ฟมากับเวเฟอร์และครีม จากนั้นท็อปด้วยดอก Pimpinelle (18/20)
Amuse-bouche
จบด้วย Crème Brûlée ที่เตรียมมาจาก Bottarga เบิร์นด้วยไฟจนได้เนื้อสัมผัสที่มีความครีมมี่และอโรมาที่หอมโดดเด่น ด้านบนท็อปด้วยหมึกเตรียมมาในลักษณะของ Pâté จากนั้นตัดด้วยความเย็นสดชื่นของ Granita (18/20)
Bread
ขนมปังแผ่นกรอบบาง
Bread
ขนมปัง Grissini เสิร์ฟมากับขนมปังซาวโด ข้าง ๆ กันคือครีม Ricotta ที่มีอโรมาของ Majoram
Pink shrimp, cauliflower and caviar
กุ้งชมพูเนื้อหวานโดยธรรมชาติ เชฟเสิร์ฟมากับครีมและชิ้นกะหล่ำดอกฝานบางให้ความครีมมี่พอเหมาะ ในจานยังมีน้ำมัน 2 ชนิดเตรียมมาจากสาหร่ายและผักชีลาวสร้างมิติความฉุนเข้ากัน ด้านบนท็อปด้วยคาเวียร์เพิ่มมิติความเค็มที่พอเหมาะ (17/20)
Venetian lagoon
Venetian Lagoon นำเสนอวัตถุดิบท้องถิ่นที่สำคัญของแถบนครเวนิสเริ่มจาก Capalonga หรือหอยมีดโกนที่มีความกรึบ ตรงกลางยัดไส้เนยที่มีส่วนผสมของหอยมีดโกนเช่นกันทำให้ตัวหอยมีดโกนทำหน้าที่คล้ายกันกับราวิโอลี ชิ้นสีแดงคือเทอร์นิพกรอบ นอกจากนี้ยังมีสาหร่ายใส่มาด้วย สุดท้ายคือ Broth ใส ๆ ที่มีรสเปรี้ยวเบา ๆ ของเลมอน (18/20)
Seasoned rabbit, Jerusalem artichoke and its juices in “tecia”
คอร์สนี้เชฟได้นำ Fillet กระต่ายนำเสนอมาโดยใช้เทคนิคเดียวกันกับการทำ Katsuobushi คือการปรุงและ Dry-aged นานกว่า 1 เดือนจนได้เนื้อสัมผัสและกลิ่นที่แตกต่างไม่ซ้ำใคร ส่วนครีมก็เตรียมมาจากมันฝรั่งที่ปรุงไปพร้อมกับกระต่ายเช่นกัน (20/20)
Radicchio di Asigliano, cashew legumes, plums and rosemary
เชฟนำเสนอ Radicchio di Asigliano และ Turnip จับคู่มากับครีมเมล็ดสน นอกจากนี้ยังมีองค์ประกอบของมะนาวที่ผ่านการอบในเตาอบ (16/20)
Fake nori seaweed ravioli with seafood in cassopipa
ราวิโอลีปลอมที่เชฟเตรียมมาจากสาหร่ายโนริ นอกจากนี้ยังมีอาหารทะเลหลายชนิดปรุงให้สุกพอเหมาะในลักษณะของสตูว์โดยใช้เทคนิคที่เรียกว่า Cassopipa ซึ่งมีต้นกำเนิดมาจากแถบเมือง Choiggia ทางตอนใต้ของนคร Venice (18/20)
Mallard ravioli in spiced consommé
ราวิโอลีสอดไส้เป็ด Germano Reale หรือ Maillard Duck นำเสนอในรูปแบบที่แตกต่างกัน 2 แบบตามสีของชิ้นราวิโอลี ชิ้นหนึ่งจะมีเนื้อเป็ดเป็นองค์ประกอบหลัก ส่วนอีกชิ้นหนึ่งเป็น Liorì หรือเครื่องในเป็ดนั่นเอง นอกจากนี้ยังมี Broth เป็นซุปใสอุ่น ๆ ที่เตรียมมาจากเป็ดเช่นกันและปรุงแต่งด้วยเครื่องเทศเล็กน้อย (17/20)
Livorno-style red mullet, grilled leek and crispy capers
Cacciucco alla Livornese เป็นเมนูดั้งเดิมที่เชฟนำมาประยุกต์โดยนำเสนอปลา Red Mullet ท็อปด้วยเคเปอร์กรอบ ข้าง ๆ กันคือกระเทียมต้นเสิร์ฟมาทั้งแบบย่างจนไหม้และครีม นอกจากนี้ยังมีผงมะกอกดำใส่มาด้วย (17/20)
Rosa di Gorizia, coriandolo, lime, cocco e curry
Rosa di Gorizia เป็นพืชในตระกูล Radicchio ที่ได้ชื่อมาจากเมืองในภูมิภาค Friuli ด้านบนคือผงของเครื่องแกงเขียวหวานไทย จากนั้นพนักงานจะเทซอส Leche de Tigre ประำอบไปด้วยความครีมมี่ของนมมะพร้าวและความซิตรัสของผิวมะนาวลงไป จากนั้นท็อปด้านบนด้วยใบผักชีหนึ่ง (18/20)
Saddle of venison, tamarind, spinach and herb dressing
เนื้อกวาง Roe ส่วน Saddle ที่ผ่านการ Dry-aged นานถึง 1 เดือนย่างแล้วเสิร์ฟมาที่ความสุกพอเหมาะคู่กันกับแผ่นผักปวยเล้งกรอบ ๆ จากนั้นราดด้วยซอสมะขามเปรี้ยวหวานซึ่งช่วยบาลานซ์กลิ่นเฉพาะตัวของเนื้อกวางได้อย่างลงตัว (17/20)
Apple and wild rocket
ล้างปากด้วยซอร์เบท์แอปเปิ้ลเขียวท็อปด้านบนด้วยผักรอกเกตป่า (15/20)
Ravioli with burnt cream and ancient citrus fruits
ของหวานในเซ็ตคือราวิโอลีที่ด้านในสอดไส้ครีมไหม้ จากนั้นปรุงรสด้วยความเปรี้ยวของซิตรัสโบราณ (17/20)
White-milk
ของหวานจานหลักในวันนี้มีองค์ประกอบด้านล่างคือ Yogurt Samifreddo จับคู่กับความหอมมันของ Mascarpone ด้านบนคือ Classic Meringue รวมไปถึง Yogurt Meringue และ Milk Skin (18/20)
ของหวานพิเศษสำหรับคนที่ไปเฉลิมฉลอง
Petit Fours
ปิดท้ายด้วยของหวานจิ๋วคือ Dominican Chocolate, Frittella with Cream และ Waffle with Sphere of Chocolate and Coffee
รายการเครื่องดื่มในวันนี้
รายการเครื่องดื่มในวันนี้
รายการเครื่องดื่มในวันนี้
ราคา 964 €/4 p
[THE CHEF] Nicola Portinari เกิดเมื่อปี 1964 ที่เมือง Vicenza ทางตอนเหนือของประเทศอิตาลี เขาหลงไหลในการทำอาหารมาตั้งแต่เด็กโดยได้รับอิทธิพลจากประเพณีทางอาหารของแคว้น Veneto คุณพ่อของเขาเปิดร้านขายเนื้อทำให้ห้องครัวที่บ้านมีขนาดใหญ่เป็นพิเศษ ในปี 1987 เขากับพี่ชายคือคุณ Pierluigi ก่อตั้งร้าน La Peca ขึ้นโดยใช้ชื่อที่แปลว่ารอยประทับในภาษาเวเนเชียนสื่อถึงความตั้งใจที่จะฝากร่องรอยเอาไว้ในวงการอาหารอิตาลี เขาเริ่มต้นเรียนรู้เทคนิคต่าง ๆ ด้วยตัวเองโดยเริ่มต้นจากการซึมซับฝีมือจากเชฟที่ทำงานในร้านช่วงปี 1987-1989 ก่อนจะศึกษาและพัฒนาฝีมือตัวเองอย่างต่อเนื่องจนคว้ารางวัล
1 MICHELIN Stars มาครองได้ในปี 1996 ต่อมาขาเดินทางไปฝึกงานที่ห้องอาหาร Arzak (3 MICHELIN Stars) ในปี 2002 และนำเทคนิคและแนวคิดของอาหารยุคใหม่กลับมาประยุกต์ใช้กับตัวเองจนสามารถคว้ารางวัล ![]()
2 MICHELIN Stars มาครองได้ตั้งแต่ปี 2009 ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน
[THE FOOD] ทุกเมนูของ La Peca โดดเด่นในด้านความคิดสร้างสรรค์และความใส่ใจในรายละเอียดโดยเขาได้อาศัยเทคนิคโมเดิร์นและร่วมสมัยในการตีความวัตถุดิบท้องถิ่นออกมาได้อย่างน่าสนใจ ลูกค้าสามารถเลือกชิม Tasting Menu ได้หลายรูปแบบเริ่มต้นจาก Day by Day (130 €) จำนวน 4 คอร์สนำเสนอมาในช่วงมื้อกลางวัน ถัดมาคือ Vegetable (180 €) ซึ่งเป็นคอร์สอาหารมังสวิรัติที่อาศัยแนวทางการปรุงแบบยั่งยืนจนได้รับการยกย่องอย่างสูงในหมู่นักชิมและสามารถปรับเปลี่ยนให้เหมาะกับผู้รับประทานอาหาร Vegan ได้ด้วย ส่วนเราได้เลือกชิม Trace (195 €) นำเสนอมาที่จำนวน 10 คอร์ส สุดท้ายคือ Impronte (235 €) ซึ่งเป็นเซ็ตเมนูชุดใหญ่จำนวน 12 คอร์ส ทั้งยังมีรายการแบบ À La Carte ให้ได้ลองสั่งมาชิมกันตามใจชอบอีกด้วย
ภายในห้องอาหาร
[THE PLACE] ห้องอาหาร La Peca ตั้งอยู่ในเมือง Lonigo ในจังหวัด Vicenza เชฟนิโคลาและคุณเพียร์ลุยจิยังได้ปรับปรุงร้านด้วยวัสดุท้องถิ่นเพื่อสร้างบรรยากาศที่อบอุ่นและมีระดับสะท้อนปรัชญาการต้อนรับของพวกเขาอย่างแท้จริง
ตัวร้านได้รับการขยับขยายครั้งใหญ่ในปี 2000 โดยเปลี่ยนพื้นที่ระเบียงให้กลายเป็นห้องใหม่ที่มีหน้าต่างบานใหญ่มองเห็นวิวมุมกว้างของเนินเขาที่สวยงามพร้อมกับ Rocca Pisana di Lonigo
อาคารสถาปัตยกรรมที่ออกแบบ Vincenzo Scamozzi โดดเด่นอยู่บนยอดเขา
ห้องรับประทานอาหารหลักชั้นบนตกแต่งด้วยงานดีไซน์ร่วมสมัยแต่ยังคงไว้ซึ่งความแคชวลและไม่เป็นทางการจนเกินไป
ห้องรับประทานอาหารหลัก
ภายในห้องอาหาร
ห้องรับรองลูกค้า
ลูกค้าที่เดินทางมาด้วยรถยนต์ส่วนตัวสามารถจอดรถได้ที่บริเวณหลังร้าน ข้าง ๆ กันกับแผนกต้อนรับเป็นที่ตั้งของห้องรับรองลูกค้าและห้องเก็บไวน์ขนาดใหญ่
คุณ Pierluigi รับผิดชอบในการดูแลอาหารหวานรวมถึงเป็น Sommelier คอยคัดเลือกไวน์นำเสนอในราคาเหมาะสม
[WHY GO] La Peca ไม่ใช่เพียงแค่ห้องอาหารระดับสูงแต่มื้ออาหารที่นี่สามารถเชื่อมต่ออดีต ปัจจุบัน และอนาคตของอาหารท้องถิ่นผ่านมุมมองของสองพี่น้องผู้เติบโตมากับรากเหง้าของแคว้น Veneto ความพิถีพิถันในทุกจานประกอบกับการเลือกใช้วัตถุดิบท้องถิ่นอย่างยั่งยืนรวมไปถึงการผสานกลิ่นอายของวัฒนธรรมต่างแดน ล้วนสะท้อนแนวคิดที่ลึกซึ้งและเฉียบคมของเชฟ Niloca ได้อย่างน่าประทับใจ ตัวร้านตกแต่งอย่างงดงาม รายการไวน์ที่คัดมาอย่างดีโดยคุณ Pierluigi ช่วยเติมเต็มประสบการณ์การรับประทานอาหารให้สมบูรณ์แบบ จากทั้งหมดที่กล่าวมาทำให้ La Peca เป็นห้องอาหารที่สื่อสารจากเชฟผ่านอาหารมาถึงเหล่านักชิมด้วยหัวใจอย่างแท้จริง