หน้าแรก » 🇹🇭 Mia – มีอา
Visit: August 22, 2022
🇹🇭 Mia - มีอา
👨🏻🍳 Chef Pongcharn Russel (Chef Top) & Chef Michelle Goh - เชฟพงศ์ชาญ รัสเซล (เชฟท็อป) & เชฟมิเชล โก
30 ซ.อรรถกวี 1 ถ.พระราม 4 แขวงคลองตัน เขตคลองเตย, กรุงเทพ, 10110, ประเทศไทย
Cuisine
🍴 European Contemporary - อาหารยุโรปร่วมสมัย
Country
Thailand
MICHELIN Guide
1 MICHELIN Star
Score
15/20
Price
[INTRO] บทความในวันนี้เราจะพาเพื่อน ๆ ไปพบกับห้องอาหารยุโรปร่วมสมัยนำทีมโดยสองเชฟมากฝีมือผู้พร่ำหวอดในวงการอาหารชั้นสูงมาอย่างยาวนานทั้งยังเคยร่วมงานกับเชฟระดับโลกที่ประเทศอังกฤษอีกด้วย
[THE PLACE] ห้องอาหาร Mia มีลักษณะเป็นบ้านสีน้ำเงินที่ตั้งอยู่ในซอยสุขุมวิท 26 ลานจอดรถด้านหน้ามีขนาดกว้างขวางพอสำหรับลูกค้าทุก ๆ คน ทันทีที่เดินเข้าร้านจะพบกับพนักงานต้อนรับคอยตรวจสอบการจองและส่วนของห้องครัวที่มีกระจกใสกั้นเอาไว้ ส่วนห้องรับประทานอาหารหลักนั้นต้องเดินขึ้นบันไดมายังชั้นสองโดยมีห้องสีชมพูสดใสเตรียมเอาไว้สำหรับต้อนรับลูกค้าในช่วงกลางวัน ถัดมาคือห้องที่ตกแต่งด้วยวอลเปเปอร์ลายดอกไม้ตัดกันกับเก้าอี้สีเหลืองดูแปลกตา ส่วนห้องที่พนักงานนำเราเข้ามาในวันนี้ตกแต่งด้วยวอลเปเปอร์และโซฟาสีเข้มพร้อมกับกระจกใสรูปวงกลมแขวนประดับอยู่บนผนัง ห้ามพลาดที่จะลองเดินเข้าห้องน้ำที่ออกแบบให้มีลักษณะคล้ายประตูกลช่วยเรียกความฉงนและสร้างความประทับใจไปพร้อม ๆ กัน
[THE CHEF] เจ้าของร้านคนแรกคือเชฟพงษ์ชาญ รัสเซลหรือที่เรารู้จักกันในชื่อของเชฟ Top ใช้ชีวิตในวัยเด็กอยู่ในจังหวัดภูเก็ตก่อนจะย้ายไปประเทศอังกฤษเมื่อมีอายุได้ 15 ปี วันหนึ่งขณะที่ทำงานเป็นพนักงานเสิร์ฟที่โรงแรมท้องถิ่นอยู่นั้นเองแรงบันดาลใจและความใฝ่ฝันที่จะเป็นเชฟได้เริ่มค่อย ๆ ก่อตัวขึ้นมาจนกระทั่งตัวเขาได้เลือกเส้นทางสายอาชีพนี้ในเวลาต่อมา เชฟ Top เดินทางมายังกรุง London เพื่อหาประสบการณ์โดยเป็นส่วนร่วมในทีมเปิดตัวห้องอาหาร Gauthier – Soho ของเชฟ Alexis Gauthier ต่อด้วยการร่วมงานกับเชฟชื่อดัง Jun Tanaka ที่ห้องอาหาร Pearl และห้องอาหาร Sketch (2 MICHELIN Stars ในขณะนั้น) ของเชฟ Pierre Gagnaire อีกด้วย สำหรับในประเทศไทยนั้นเชฟ Top เคยเปิดห้องอาหาร Freebird ภายใต้คอนเซปอาหารออสเตรเลียร่วมสมัยและการันตีด้วยการมีชื่อเข้าไปติดอยู่ใน MICHELIN Guide กรุงเทพฉบับปี 2018 ส่วนเจ้าของร้านคนที่สองอย่างเชฟ Michelle Goh เกิดและเติบโตขึ้นมาที่เมือง Kuching บนเกาะ Borneo ประเทศมาเลเซียก่อนจะเดินทางไปศึกษาต่อที่โรงเรียนการอาหาร Le Cordon Bleu Sydney ประเทศออสเตรเลีย สำหรับประสบการณ์การทำงานของเชฟ Michelle นั้นเรียกได้ว่าไม่ธรรมดาเพราะเธอเคยร่วมงานกับ Anna Polyviou เชฟอาหารหวานชื่อดังแห่งแดนจิงโจ้ที่โรงแรม Shangri-La Sydney ตามด้วยห้องอาหาร Eleven Bridge by Neil Perry (ปัจจุบันปิดทำการไปแล้ว) ต่อมาเธอเดินทางมายังประเทศสิงคโปร์เพื่อร่วมงานกับห้องอาหาร Pollen ภายใต้การควบคุมของเชฟ Jason Atherton ก่อนจะย้ายมารับงานเป็น Pâtissier ให้กับห้องอาหาร Sühring (2 MICHELIN Stars) ในกรุงเทพ ฯ บ้านเรานี่เอง
[THE FOOD] เชฟ Top และเชฟ Michelle ได้หยิบยกเมนูอาหารพื้นบ้านจากทั่วทั้งยุโรปมาตีความในรูปแบบของตัวเองโดยผสมผสานเทคนิคสมัยใหม่เข้ากับวัตถุดิบชั้นเลิศ ห้องอาหาร Mia นำเสนออาหารในรูปแบบ Tasting Menu โดยใช้ชื่อว่า Taste of Mia จัดเสิร์ฟมา 2 รูปแบบคือ 5 Courses – 3,550++ และ 7 Courses – 4,550++ นอกจากนี้ยังมีเซ็ตเมนู Vegan และ Vegetarian นำเสนอมาที่ราคา 3,150++ อีกด้วย ราคาอาหารโดยรวมจัดว่าค่อนข้างสูงแต่เมื่อเปิดรายการเมนูออกดูก็พอเข้าใจได้เนื่องจากเชฟทั้งสองคนเลือกใช้วัตถุดิบคุณภาพนำเข้ามาจากแหล่งทั่วทุกมุมโลกอย่างเช่น Canadian Lobster, North Sea Crab, Australian Winter Black Truffle และ European Pollock นั่นเอง ในส่วนของไวน์ นั้นทางร้านนำเสนอ Wine Pairing 5 Glasses – 2,250++ หรือจะเป็น Wine List ที่มีราคาที่ค่อนข้างสมเหตุสมผลเมื่อเทียบกับห้องอาหาร Fine Dining ทั่ว ๆ ไป สำหรับเมนูที่เตรียมออกมาได้อย่างโดดเด่นประจำมื้อนี้อย่างเช่น
คอร์สแรกอย่างเป็นทางการเป็นเมนูที่จับคู่วัตถุดิบราคาสูงอย่าง Canadian Lobster และ Prunier Caviar เชฟ Top นำ Lobster Tail หรือส่วนหางของกุ้ง Canadian Lobster ไป Poached จนได้เนื้อสัมผัสที่นุ่มพอเหมาะ ด้านล่างรองด้วย Avocado Cream หอมมันและ Fruit Salad ช่วยเรียกความสดชื่น ด้านบนท็อปด้วยวัตถุดิบราคาสูงอย่าง Prunier Caviar นำเข้าจากประเทศฝรั่งเศส ใบไม้กับดอกไม้ที่ใช้จัดแต่งจานรับประทานได้และไร้ซึ่งรสชาติขมทั้งหมด จากนั้นพนักงานจะเทราดซอส Consommé เย็นที่เตรียมมาจากมะเขือเทศและแตงโมให้รสชาติ เปรี้ยว หวาน อุมามิลงตัวมาก ๆ จานนี้จบด้วยการหยด Lobster Oil และ Basil Oil ลงไปเพื่อเพิ่มมิติทางกลิ่นและรสชาติ อย่างไรก็ตามถึงแม้จะเป็นจานเด่นประจำมื้อทั้งยังมีรสชาติที่ลงตัวแต่เรากลับแอบเสียดาย Prunier Caviar ที่โดนรสชาติของ Consommé กลบและแสดงตัวตนออกมาได้ไม่เด่นชัดมากนัก (15/20)
จานนี้เชฟนำเสนอวัตถุดิบหาชิมยากอย่าง North Sea Crab ผสมผสานมากับ Chives, Lemon, Mayonnaise และ Pear ที่หั่นเป็นชิ้นเต๋าขนาดเล็ก เนื้อปูให้รสชาติหวานและกลิ่นหอมโดยธรรมชาติ ทั้งความเปรี้ยวของ Lemon ยังช่วยดึงความหวานจากเนื้อปูให้เด่นชัดออกมามากยิ่งขึ้น ตรงกลางคือ Ajo Blanco หรือซุปเย็นสไตล์สเปนทำมาจากกระเทียมและถั่วต่าง ๆ เบรคอโรมาไม่ให้โดดจนเกินไปด้วย Mint Oil มีลักษณะเป็นหยดสีเขียว เชฟ Top เพิ่มมิติของรสหวานด้วยองุ่นแดงที่ฝานบาง ๆ เรียงตัวกันเป็นวงกลมสวยงาม ด้านบนสุดเป็น Scallop Mousse Tuile กรอบ ๆ ช่วยเพิ่มมิติทางเนื้อสัมผัสให้กับจานได้อย่างลงตัว (15/20)
เมนูของหวานตามฤดูกาลเป็นจานที่สร้างความประทับใจให้กับเรามาก ๆ เชฟ Michelle ตั้งใจนำเสนอ Rhubarb ออกมาในหลากหลายรูปแบบทั้ง Poached, Sorbet, Gel และ Compote ทั้งยังให้อุณหภูมิและเนื้อสัมผัสที่แตกต่างกันไปอีกด้วย ด้านล่างคือองค์ประกอบของ Cheesecake Cream หอมมัน และ Almond Financier เคี้ยวหนึบสู้ฟันแตกต่างกันแผ่น Tuile ด้านบนอย่างชัดเจน (15/20)
[WHY GO] ด้วยสไตล์การปรุงอาหารที่มีความเป็นยุโรปค่อนข้างสูงทำให้อาจมีบางจานที่มีรสชาติโดดไปทางใดทางหนึ่ง ราคาอาหารค่อนข้างสูงแต่ก็แลกมาด้วยคุณภาพวัตถุดิบชั้นยอด เมื่อประกอบกับการตกแต่งร้านและการบริการที่ดีแล้วทำให้ Mia ถือเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจและโดดเด่นขึ้นมาจากบรรดาร้านอาหารร่วมสมัยที่มีอยู่มากมายในประเทศไทยนั่นเอง
Price :
3,150-4,550++
Parking :
จอดหน้าร้าน
Operating Time :
Lunch: เสาร์-อาทิตย์ 12.00-14.00 | Dinner: อังคาร-อาทิตย์ 17.00-23.00
Dress Code :
Smart Casual
Score
👍 ร้านอาหารที่นำเมนูสไตล์ยุโรปมายกระดับเพื่อเพิ่มเติมความแปลกใหม่แต่ยังคงรสชาติที่เข้าถึงได้โดยง่าย
อาหาร :
15
ราคา :
เทคนิค :
อัตลักษณ์ :
บรรยากาศ :
บริการ :
ไวน์ :
Map
📃 TASTE OF MIA (7 COURSES/4,550++)
Snacks:
Josephine Oyster | Umeboshi | Shiso | Yuzu
Lobster Tart | Sauce Choron | Green Apple
Squid Ink Tuile | Taramasalata | Ikura
Chickpea Puff | Smoked Chicken Thigh | Mango
Foie Gras | Sauterners | Prune
Sourdough Brioche | Shallot Butter | Onion Ash
Lobster Perfume | Tomato Consomme | Caviar
North Sea Crab | Ajo Blanco | Grapes
Hokkaido Scallop | Textures of Corn | Black Pudding | Australian Winter Truffle
Confit Pollock | Raisins | Capers | Cauliflower
Hay Aged Duck | Red Endives | Summer Apples | Blackberries
Fennel and Lychee Sorbet | Dill | Mascarpone
Mia’s Cereal Bowl | Malted Milk Chocolate | Corn
OR
Almond Financier | Cheesecake Cream | Rhubarb
Petit Fours
Mia – มีอา
Selected by MICHELIN Guide – ร้านอาหารที่ได้รับการคัดเลือกในมิชลินไกด์
European Contemporary – อาหารยุโรปร่วมสมัย
Chef Pongcharn Russel (Chef Top) & Chef Michelle Goh – เชฟพงศ์ชาญ รัสเซล (เชฟท็อป) & เชฟมิเชล โก
[INTRO] บทความในวันนี้เราจะพาเพื่อน ๆ ไปพบกับห้องอาหารยุโรปร่วมสมัยนำทีมโดยสองเชฟมากฝีมือผู้พร่ำหวอดในวงการอาหารชั้นสูงมาอย่างยาวนานทั้งยังเคยร่วมงานกับเชฟระดับโลกที่ประเทศอังกฤษอีกด้วย
Josephine Oyster | Umeboshi | Shiso | Yuzu
เริ่มต้นมื้ออาหารด้วย Amuse Bouche คำแรกคือ Josephine Oyster สด ๆ เสริมรสชาติด้วยเจลลี่ทำมาจาก Yuzu และ Umeboshi หรือบ๊วยดองญี่ปุ่นและใบ Shiso ทั้งยังมีมิติทางเนื้อสัมผัสของชิ้นแห้วที่หั่นมาเป็นชิ้นเล็ก ๆ อีกด้วย (15/20)
Lobster Tart | Sauce Choron | Green Apple
ตามมาด้วยชุดของว่างอีก 4 อย่างจัดเสิร์ฟมาพร้อมกัน (15/20)
Lobster Tart | Sauce Choron | Green Apple
Tartelette บางกรอบ ภายในบรรจุ Sauce Choron ที่มีแม่ซอสเป็น Béarnaise แต่ผสมผสาน Tomato Sauce หรือซอสมะเขือเทศลงไปด้วยจนได้รสเปรี้ยวที่พอเหมาะ ยังมีแอปเปิ้ลเขียวให้เนื้อสัมผัสที่ต้องเคี้ยวดล็กน้อย ส่วนด้านบนคือ Australian Black Winter Truffle ขูดละเอียดนั่นเอง (15/20)
Squid Ink Tuile | Taramasalata | Ikura
แผ่นกรอบทำมาจากหมึกดำ ภายในบรรจุ Chive และ Mashed Potato เข้ากันกับเนื้อปลา Trout รมควัน ยังมีองค์ประกอบของ Taramasalata หรือเครื่องจิ้มสไตล์กรีกที่เตรียมมาจากไข่ปลา Mentaiko ทั้งหมดให้เนื้อสัมผัสคล้ายกันกับ Rilettes และมีรสชาติที่ซับซ้อนและนุ่มนวลตัดกันกับความกรุบแตกในปากของ Ikura หรือไข่ปลาเทร้าต์สวางสลับกับ Earl Grey Gel ด้านบน (15/20)
Chickpea Puff | Smoked Chicken Thigh | Mango
Chickpea Puff เสิร์ฟมาเป็นหมอนทรงสี่เหลี่ยม อย่างไรก็ตามถึงแม้จะรีบทานทันทีภายในระยะเวลาไม่ถึง 1 นาทีแต่ตัวพัฟกลับยังไม่กรอบมากนัก ภายในบรรจุสะโพกไก่รมควันผสมผสานรสชาติเข้ากันกับสลัดมะม่วงเสริมรสชาติกันได้ดี ด้านบนคือ Tomato Jelly เสริมรสอุมามิได้เล็กน้อย (15/20)
Foie Gras | Sauterners | Prune
Foie Gras ตับห่านเตรียมมาเป็นมูสเพื่อให้มีเนื้อสัมผัสที่นุ่มละมุน จากนั้นเชฟนำไปจุ่มลงใน Sweet Wine จนได้เลเยอร์เป็นชั้นบาง ๆ ตัดกันกับความกรอบของแป้ง Tartelette ได้อย่างลงตัว ด้านบนคือ Prune Purée เติมรสเปรี้ยวหวานให้เข้มข้นมากขึ้น (15/20)
Sourdough Brioche | Shallot Butter | Onion Ash
จากนั้นพนักงานจะนำเสิร์ฟขนมปัง Sourdough Brioche ผิวด้านนอกกรอบ เนื้อสัมผัสตรงกลางนุ่มอร่อย ทั้งนี้ลูกค้าสามารถขอเพิ่มขนมปังได้เรื่อย ๆ ตลอดมื้ออาหารแต่อาจต้องระวังอิ่มกันด้วย
Sourdough Brioche | Shallot Butter | Onion Ash
ขนมปังเสิร์ฟมาคู่กับเนยหอมแดง ด้านบนท็อปด้วยผงหอมแดงเผาแล้วเพิ่มมิติความกรอบด้วยหอมแดงเจียว
Lobster Perfume | Tomato Consomme | Caviar
คอร์สแรกอย่างเป็นทางการเป็นเมนูที่จับคู่วัตถุดิบราคาสูงอย่าง Canadian Lobster และ Prunier Caviar โดยเชฟ Top นำ Lobster Tail หรือส่วนหางของกุ้ง Canadian Lobster ไป Poached จนได้เนื้อสัมผัสที่นุ่มพอเหมาะ ด้านล่างรองด้วย Avocado Cream หอมมันและ Fruit Salad ช่วยเรียกความสดชื่น ด้านบนท็อปด้วยวัตถุดิบราคาสูงอย่าง Prunier Caviar นำเข้าจากประเทศฝรั่งเศส ใบไม้กับดอกไม้ที่ใช้จัดแต่งจานรับประทานได้และไร้ซึ่งรสชาติขมทั้งหมด (15/20)
Lobster Perfume | Tomato Consomme | Caviar
จากนั้นพนักงานจะเทราดซอส Consommé เย็นที่เตรียมมาจากมะเขือเทศและแตงโมให้รสชาติ เปรี้ยว หวาน อุมามิลงตัวมาก ๆ จานนี้จบด้วยการหยด Lobster Oil และ Basil Oil ลงไปเพื่อเพิ่มมิติทางกลิ่นและรสชาติ (15/20)
Lobster Perfume | Tomato Consomme | Caviar
อย่างไรก็ตามถึงแม้จะเป็นจานเด่นประจำมื้อทั้งยังมีรสชาติที่ลงตัวแต่เรากลับแอบเสียดาย Prunier Caviar ที่เมื่อผสมกันไปกับ Consommé แล้วพบว่าจะโดนรสชาติของตัวซุปกลบและแสดงตัวตนออกมาได้ไม่เด่นชัดมากนัก (15/20)
Lobster Perfume | Tomato Consomme | Caviar
วัตถุดิบราคาสูงในคอร์สนี้คือ Prunier Caviar นำเข้าจากประเทศฝรั่งเศส (15/20)
North Sea Crab | Ajo Blanco | Grapes
จานนี้เชฟนำเสนอวัตถุดิบหาชิมยากอย่าง North Sea Crab ผสมผสานมากับ Chives, Lemon, Mayonnaise และ Pear ที่หั่นเป็นชิ้นเต๋าขนาดเล็ก เนื้อปูให้รสชาติหวานและกลิ่นหอมโดยธรรมชาติ ทั้งความเปรี้ยวของ Lemon ยังช่วยดึงความหวานจากเนื้อปูให้เด่นชัดออกมามากยิ่งขึ้น ตรงกลางคือ Ajo Blanco หรือซุปเย็นสไตล์สเปนทำมาจากกระเทียมและถั่วต่าง ๆ เบรคอโรมาไม่ให้โดดจนเกินไปด้วย Mint Oil มีลักษณะเป็นหยดสีเขียว เชฟ Top เพิ่มมิติของรสหวานด้วยองุ่นแดงที่ฝานบาง ๆ เรียงตัวกันเป็นวงกลมสวยงาม ด้านบนสุดเป็น Scallop Mousse Tuile กรอบ ๆ ช่วยเพิ่มมิติทางเนื้อสัมผัสให้กับจานได้อย่างลงตัว (15/20)
Hokkaido Scallop | Textures of Corn | Black Pudding | Australian Winter Truffle
สำหรับเมนู Hot Starter ในวันนี้คือหอยเชลล์ยักษ์โฮตาเตะนำเข้าจาก Hokkaido ประเทศญี่ปุ่นเสิร์ฟมาคู่กับองค์ประกอบของ Black Pudding พระเอกหลักอีกอย่างของจานคือ Textures of Corn หรือข้าวโพดที่มีเนื้อสัมผัสอันหลากหลายทั้งเมล็ดข้าวโพดปกติหรือ Corn Kernel, Corn Salad และ Corn Espuma บางเบา ด้านบนท็อปด้วยไข่นกกระทา จากนั้นพนักงานจะขูด Australian Black Winter Truffle ท็อปลงไปเพื่อให้มี Earthy Aroma มาช่วยเบรคความครีมมี่ขององค์ประกอบอื่น ๆ (13/20)
Hokkaido Scallop | Textures of Corn | Black Pudding | Australian Winter Truffle
อย่างไรก็ตามหอยเชลล์ที่เราได้ชิมในวันนี้มีความนุ่มและมันค่อนข้างมากทำให้เมื่อรับประทานกับองค์ประกอบต่าง ๆ ของข้าวโพดแล้วกลับรู้สึกได้ถึงความครีมและมันที่มากจนเกินไป ส่วน Black Pudding ยังแสดงถึงกลิ่นและตัวตนออกมาไม่มากพอที่จะเบรครสชาติของข้าวโพดได้อย่างพอเหมาะนั่นเอง (13/20)
Hokkaido Scallop | Textures of Corn | Black Pudding | Australian Winter Truffle
อีกหนึ่งวัตถุดิบราคาสูงอย่าง Australian Winter Black Truffle (13/20)
Confit Pollock | Raisins | Capers | Cauliflower
ปลา European Pollock ที่ผ่านการ Confit มาจนนุ่มละมุน ด้านล่างรองด้วย Cauliflower Couscous ด้านบนท็อปด้วยกุ้งแห้ง เคเปอร์ ลูกเกด และ Bergamot Gel (15/20)
Confit Pollock | Raisins | Capers | Cauliflower
จากนั้นพนักงานจะเทราด Cauliflower Velouté มีลักษณะเป็นซอสเบา ๆ ที่มีกลิ่นหอมของกะหล่ำดอก ส่วนซอสสีส้มคือ Brown Butter Lemon Sauce ช่วยตัดรสชาติไม่ให้เกิดความเลี่ยนได้โดยง่าย (15/20)
Hay Aged Duck | Red Endives | Summer Apples | Blackberries
สำหรับจาน Main Course ในวันนี้เชฟเลือกใช้เนื้ออกเป็ดท้องถิ่นบ้านเรานำไปผ่านกระบวนการ Dry Aging นาน 10-14 วัน จากนั้นมารมควันฟาง, กระเทียม, เปลือกส้ม และสมุนไพรต่าง ๆ อย่างเช่น Rosemary, Cinnamon, Bay Leaf และใบ Sage เพื่อเพิ่มกลิ่นให้หอมมากขึ้น (15/20)
Hay Aged Duck | Red Endives | Summer Apples | Blackberries
เนื้อเป็ดมีความนุ่มหนึบและมีรสชาติที่เข้มข้น ข้างกันคือ Red Endives Purée ให้รสชาติออกเปรี้ยวจัดท็อปด้านบนด้วยหัวหอมเผา ยังมีองค์ประกอบของ Red Endives สด ๆ ลูก Blackberries รวมไปถึง Crumble กรอบ ๆ ที่เตรียมมาจากหนังเป็ดและ Puffed Rice ด้านล่างของตัว Crumble รองด้วย Summer Apple Purée อีกทีหนึ่ง จากนั้นเชฟจะเทราดซอส Jus รสชาติเข้มข้นลงไปด้วย (15/20)
Hay Aged Duck | Red Endives | Summer Apples | Blackberries
จากนั้นพนักงานจะเสิร์ฟ Duck Consommé อุ่น ๆ ที่ได้จากการนำส่วนที่เหลือจากการเตรียมเป็ดไปต้มกับเห็ดและสมุนไพรต่าง ๆ ก่อนจะเติมไวน์และบรั่นดีลงไป อย่างไรก็ตามเราแอบเสียดายเล็กน้อยที่ทางร้านจัดเสิร์ฟแยกมาเป็น 2nd Course เพราะหากรับประทานควบคู่ไปกับชิ้นเป็ดน่าจะช่วยตัดรสชาติอันเข้มข้นของ Purée และซอสต่าง ๆ ในจานหลักได้เป็นอย่างดี (15/20)
Hay Aged Duck | Red Endives | Summer Apples | Blackberries
Blackberries ซึ่งเป็นวัตถุดิบเสริมของคอร์สนี้ (15/20)
Fennel and Lychee Sorbet | Dill | Mascarpone
ล้างปากด้วยคอร์ส Pre-Dessert ที่เชฟนำเสนอมาเป็น Sorbet ทำมาจากลิ้นจี่และเฟนเนล ยังมีองค์ประกอบของลิ้นจี่สดและ Jelly ที่เตรียมมาจากลิ้นจี่ผสมกับเฟนเนล ด้านล่างคือองค์ประกอบของ Lemon และ Mascarpone ส่วน Granita หรือเกล็ดน้ำแข็งสีเขียวนั้นทำมาจาก Dill หรือผักชีลาวช่วยล้างปากดับคาวก่อนเข้าสู่อาหารหวานได้อย่างหมดจด (15/20)
Mia’s Cereal Bowl | Malted Milk Chocolate | Corn
ของหวานจานแรกคือ Signature Dessert ประจำร้านที่มีชื่อว่า Mia’s Cereal Bowl เชฟ Michelle ตั้งใจเลียนแบบรสชาติของอาหารเช้าโดยนำเสนอมาเป็น Milo Mousse รองอยู่ที่ด้านล่าง ตรงกลางคือองค์ประกอบของ Mixed Cereal รูปแบบต่าง ๆ และ Dehydrated Milk ให้ระดับความกรอบและระดับความหวานที่แตกต่างกันชวนเคี้ยวสนุกปาก ส่วนด้านบนสุดคือเค้กและไอศกรีมข้าวโพดทำเอง (15/20)
Almond Financier | Cheesecake Cream | Rhubarb
เมนูของหวานตามฤดูกาลเป็นจานที่สร้างความประทับใจให้กับเรามาก ๆ เชฟ Michelle ตั้งใจนำเสนอ Rhubarb ออกมาในหลากหลายรูปแบบทั้ง Poached, Sorbet, Gel และ Compote ทั้งยังให้อุณหภูมิและเนื้อสัมผัสที่แตกต่างกันไปอีกด้วย ด้านล่างคือองค์ประกอบของ Cheesecake Cream หอมมัน และ Almond Financier เคี้ยวหนึบสู้ฟันแตกต่างกันแผ่น Tuile ด้านบนอย่างชัดเจน (15/20)
Almond Financier | Cheesecake Cream | Rhubarb
Rhubarb ที่ถูกนำมาใช้เป็นองค์ประกอบหลักของจาน
Petit Fours
ปิดท้ายมื้ออาหารด้วย Petit Fours 3 อย่างคือ Blueberry Macaron, Bon Bon ด้านในสอดไส้ส้มและถั่วฮาเซลนัท ยังมี Choux ด้านในสอดไส้ครีมกาแฟท็อปด้านบนด้วย Baileys Irish Cream นั่นเอง
ราคาอาหารรวมไวน์ 1 ขวด 12,817.53 บาท
[THE FOOD] เชฟ Top และเชฟ Michelle ได้หยิบยกเมนูอาหารพื้นบ้านจากทั่วทั้งยุโรปมาตีความในรูปแบบของตัวเองโดยผสมผสานเทคนิคสมัยใหม่เข้ากับวัตถุดิบชั้นเลิศ
ห้องอาหาร Mia นำเสนออาหารในรูปแบบ Tasting Menu โดยใช้ชื่อว่า Taste of Mia จัดเสิร์ฟมา 2 รูปแบบคือ 5 Courses – 3,550++ และ 7 Courses – 4,550++ นอกจากนี้ยังมีเซ็ตเมนู Vegan และ Vegetarian นำเสนอมาที่ราคา 3,150++ อีกด้วย ราคาอาหารโดยรวมจัดว่าค่อนข้างสูงแต่เมื่อเปิดรายการเมนูออกดูก็พอเข้าใจได้เนื่องจากเชฟทั้งสองคนเลือกใช้วัตถุดิบคุณภาพนำเข้ามาจากแหล่งทั่วทุกมุมโลกอย่างเช่น Canadian Lobster, North Sea Crab, Australian Winter Black Truffle และ European Pollock นั่นเอง
ในส่วนของไวน์ นั้นทางร้านนำเสนอ Wine Pairing 5 Glasses – 2,250++ หรือจะเป็น Wine List ที่มีราคาที่ค่อนข้างสมเหตุสมผลเมื่อเทียบกับห้องอาหาร Fine Dining ทั่ว ๆ ไป
ภายในห้อง Dark Room
ห้องที่พนักงานนำเราเข้ามาในวันนี้ตกแต่งด้วยวอลเปเปอร์และโซฟาสีเข้มพร้อมกับกระจกใสรูปวงกลมแขวนประดับอยู่บนผนัง
[THE PLACE] ส่วนห้องรับประทานอาหารหลักนั้นต้องเดินขึ้นบันไดมายังชั้นสองโดยมีห้องสีชมพูสดใสเตรียมเอาไว้สำหรับต้อนรับลูกค้าในช่วงกลางวันและห้องที่ตกแต่งด้วยวอลเปเปอร์ลายดอกไม้ตัดกันกับเก้าอี้สีเหลืองดูแปลกตา
[THE CHEF] เจ้าของร้านคนแรกคือเชฟพงษ์ชาญ รัสเซลหรือที่เรารู้จักกันในชื่อของเชฟ Top ใช้ชีวิตในวัยเด็กอยู่ในจังหวัดภูเก็ตก่อนจะย้ายไปประเทศอังกฤษเมื่อมีอายุได้ 15 ปี วันหนึ่งขณะที่ทำงานเป็นพนักงานเสิร์ฟที่โรงแรมท้องถิ่นอยู่นั้นเองแรงบันดาลใจและความใฝ่ฝันที่จะเป็นเชฟได้เริ่มค่อย ๆ ก่อตัวขึ้นมาจนกระทั่งตัวเขาได้เลือกเส้นทางสายอาชีพนี้ในเวลาต่อมา เชฟ Top เดินทางมายังกรุง London เพื่อหาประสบการณ์โดยเป็นส่วนร่วมในทีมเปิดตัวห้องอาหาร Gauthier – Soho ของเชฟ Alexis Gauthier ต่อด้วยการร่วมงานกับเชฟชื่อดัง Jun Tanaka ที่ห้องอาหาร Pearl และห้องอาหาร Sketch (2 MICHELIN Stars ในขณะนั้น) ของเชฟ Pierre Gagnaire อีกด้วย สำหรับในประเทศไทยนั้นเชฟ Top เคยเปิดห้องอาหาร Freebird ภายใต้คอนเซปอาหารออสเตรเลียร่วมสมัยและการันตีด้วยการมีชื่อเข้าไปติดอยู่ใน MICHELIN Guide กรุงเทพฉบับปี 2018
ส่วนเจ้าของร้านคนที่สองอย่างเชฟ Michelle Goh เกิดและเติบโตขึ้นมาที่เมือง Kuching บนเกาะ Borneo ประเทศมาเลเซียก่อนจะเดินทางไปศึกษาต่อที่โรงเรียนการอาหาร Le Cordon Bleu Sydney ประเทศออสเตรเลีย สำหรับประสบการณ์การทำงานของเชฟ Michelle นั้นเรียกได้ว่าไม่ธรรมดาเพราะเธอเคยร่วมงานกับ Anna Polyviou เชฟอาหารหวานชื่อดังแห่งแดนจิงโจ้ที่โรงแรม Shangri-La Sydney ตามด้วยห้องอาหาร Eleven Bridge by Neil Perry (ปัจจุบันปิดทำการไปแล้ว) ต่อมาเธอเดินทางมายังประเทศสิงคโปร์เพื่อร่วมงานกับห้องอาหาร Pollen ภายใต้การควบคุมของเชฟ Jason Atherton ก่อนจะย้ายมารับงานเป็น Pâtissier ให้กับห้องอาหาร Sühring (2 MICHELIN Stars) ในกรุงเทพ ฯ บ้านเรานี่เอง
[WHY GO] ด้วยการสไตล์การปรุงอาหารที่มีความเป็นยุโรปค่อนข้างสูงทำให้อาจมีบางจานที่มีรสชาติโดดไปทางใดทางหนึ่ง ราคาอาหารค่อนข้างสูงแต่ก็แลกมาด้วยคุณภาพวัตถุดิบชั้นยอด เมื่อประกอบกับการตกแต่งร้านและการบริการที่ดีแล้วทำให้ Mia ถือเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจและโดดเด่นขึ้นมาจากบรรดาร้านอาหารร่วมสมัยที่มีอยู่มากมายในประเทศไทยนั่นเอง
ห้ามพลาดที่จะลองเดินเข้าห้องน้ำที่ออกแบบให้มีลักษณะคล้ายประตูกลช่วยเรียกความฉงนและสร้างความประทับใจไปพร้อม ๆ กัน
ทันทีที่เดินเข้าร้านจะพบกับพนักงานต้อนรับคอยตรวจสอบการจองและส่วนของห้องครัวที่มีกระจกใสกั้นเอาไว้
ห้องอาหาร Mia มีลักษณะเป็นบ้านสีน้ำเงินที่ตั้งอยู่ในซอยสุขุมวิท 26 ลานจอดรถด้านหน้ามีขนาดกว้างขวางพอสำหรับลูกค้าทุก ๆ คน