Visit: March 15, 2025

🇮🇹 Il Piccolo Principe - อิล ปิกโกโล ปรินชีเป

👨🏻‍🍳 Chef Giuseppe Mancino - เชฟจูเซปเป้ มันชิโน

piazza Giacomo Puccini 1, Viareggio, 55049, Italy

Tel: (+39) 0584 4011

Cuisine

🍴 Creative, Contemporary - อาหารเชิงสร้างสรรค์, ร่วมสมัย

Country

Italy

MICHELIN Guide

2 MICHELIN Stars

Score

17/20

Price

4/5
          

🎗️ [INTRO] Viareggio เป็นเมืองชายฝั่งในจังหวัด Lucca แคว้น Tuscany มีชื่อเสียงในฐานะเมืองตากอากาศริมทะเล Ligurian อันแสนงดงาม ทั้งยังเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมสำหรับผู้ที่ต้องการพักผ่อนริมหาดรวมถึงการสัมผัสวัฒนธรรมท้องถิ่นโดยเฉพาะเทศกาล Carnevale di Viareggio ที่โด่งดังไปทั่วโลก

          
🎗️ [THE PLACE] Grand Hotel Principe di Piemonte เปิดให้บริการครั้งแรกในปี ค.ศ. 1922 ภายใต้ชื่อ Select Palace Hotel ตัวอาคารดั้งเดิมออกแบบโดยสถาปนิกชาว Florence นามว่า Giuseppe De Micheli และต่อมาโดย Ugo Giovannozzi จึงเรียกได้ว่าโรงแรมแห่งนี้มีสายเลือดทางสถาปัตยกรรมแบบ Tuscany แท้ ๆ และเป็นสัญลักษณ์แห่งยุค Belle Époque ของพื้นที่แถบ Italian Riviera นอกจากนี้โรงแรมแห่งนี้ยังดึงดูดของชนชั้นสูง นักธุรกิจผู้ทรงอิทธิพล สมาชิกราชวงศ์ และเหล่าบุคคลสำคัญในแวดวงศิลปะและวัฒนธรรมมากมาย ลูกค้าในสมัยนั้นต่างเดินทางมาด้วยรถยนต์สุดหรูอย่างเช่น Bugatti และ Silver Ghost ขณะที่เรือเดินสมุทรก็พาชาวอเมริกันมาสัมผัสความงดงามของชายหาดทรายสีทองอันโด่งดังและบรรยากาศที่มีเอกลักษณ์ ในช่วงแรก ๆ โรงแรมแห่งนี้แสดงออกถึงความล้ำสมัยการติดตั้งโทรศัพท์ในห้องพักและมีบริการซักรีดอัตโนมัติ ต่อมาในปี 1930 โรงแรมได้เปลี่ยนชื่อมาเป็น Principe di Piemonte เพื่อเป็นเกียรติแก่กษัตริย์องค์สุดท้ายของอิตาลี Umberto II แห่งราชวงศ์ซาวอย Grand Hotel Principe di Piemonte ได้รับการบูรณะใหม่ทั้งหมดในปี 2021 ไม่ว่าจะเป็นห้องพักและพื้นที่ต่าง ๆ ถูกออกแบบใหม่ให้มีความกว้างขวาง โปร่งสบาย และสะท้อนถึงหลักการความยั่งยืน พร้อมกับการผสมผสานฝีมือช่างศิลป์ชาว Tuscany ได้อย่างลงตัว ในส่วนของห้องอาหาร Il Piccolo Principe ตั้งอยู่บริเวณชั้น G ภายในตกแต่งแบบร่วมสมัยและหรูหรา โต๊ะกลมตัวใหญ่ปูด้วยผ้าสีขาวเข้าคู่กันกับเก้าอี้สานนั่งสบาย ผนังฝั่งหนึ่งแสดงถึงภาพวาดของตระกูล Medici ที่มีอำนาจและอิทธิพลทางการเมืองของฟลอเรนซ์ระหว่างคริสต์ศตวรรษที่ 13 ถึงคริสต์ศตวรรษที่ 17 อีกฝั่งหนึ่งคือกระจกบานใหญ่เผยให้เห็นภาพมุมกว้างของท้องทะเลอันสวยงามส่งผ่านแสงสีน้ำเงินเข้มตัดกันกับแสงไฟอ่อนละมุนในห้องอาหารได้อย่างไร้ที่ติ

🎗️ [THE CHEF] Giuseppe Mancino เกิดในปี 1981 ที่เมือง Sarno จังหวัด Salerno ทางตอนใต้ของประเทศอิตาลี หลังจากสำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนการโรงแรม Hotel School of Salerno เขาเริ่มต้นทำงานในร้านพิซซ่าที่บ้านเกิดแต่กลับก่อความผิดพลาดบ่อยครั้งจนถูกย้ายจากการเป็นเชฟพิซซ่าเตาฟืนไปอยู่ที่ครัวหลักและกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญครั้งแรกของชีวิต ในปี 1997 เขาย้ายไปทำงานที่ Grand Hotel Baglioni ในนคร Florence และมีโอกาสได้สัมผัสกับศิลปะการปรุงอาหารระดับนานาชาติและเรียนรู้แนวทางใหม่ๆ ในการปรุงอาหารชั้นสูงหรือ Haute Cuisine ในช่วงปี 1998 ถึง 2001 เขาอาศัยอยู่บริเวณชายฝั่ง Etruscan ที่เมือง San Vincenzo โดยรับงานเป็น Chef de Partie ที่โรงแรมหรู Park Hotel I Lecci และได้ทำความรู้จักกับเชฟ Rocco Iannone เจ้าของรางวัล MICHELIN Star ต่อมาในปี 2001 เขาย้ายร่วมงานกับห้องอาหาร Il Sogno di Angelo ระดับ 1 MICHELIN Star ที่เมือง La Spezia กับเชฟ Davide Raschi ต่อด้วยงานที่ห้องอาหาร Le Louis XV – Alain Ducasse à l’Hôtel de Paris ของเชฟ Alain Ducasse ในราชรัฐโมนาโกทำให้เขาพัฒนาทักษะการสร้างสรรค์เมนูอาหารชั้นเลิศได้อย่างต่อเนื่อง ในปี 2002 เขาย้ายกลับมาร่วมงานกับเชฟ Rocco Iannone เจ้าของรางวัล MICHELIN Star อีกครั้งที่ร้านอาหารประภาคาร Capo d’Orso ณ ชายฝั่งแถบ Amalfi และในปี 2003 เขายังได้ร่วมงานกับเชฟระดับตำนาน Gualtiero Marchesi ที่ Albereta อีกด้วย กาลเวลาล่วงเลยมาจนกระทั่งในปี 2005 เขาได้รับงานเป็น Chef de Cuisine ให้กับห้องอาหาร Il Piccolo Principe ในโรงแรม Grand Hotel Principe di Piemonte และสามารถคว้ารางวัล 🌟 1 MICHELIN Star มาครองได้เป็นร้านแรกของภูมิภาค Versilia ในปี 2008 ก่อนจะเลื่อนระดับสู่ 🌟🌟 2 MICHELIN Stars ในปี 2014 และรางวัล 3 Forks จาก Gambero Rosso Italian Restaurant Guide ในปี 2021

🎗️ [THE FOOD] เชฟ Giuseppe Mancino พัฒนาเทคนิคการปรุงอาหารอย่างต่อเนื่องจากการนำเสนออาหารรสชาติเข้มข้นแบบดั้งเดิมไปสู่อาหารเชิงสร้างสรรค์ที่เน้นความประณีตและมีเทคนิคอันซับซ้อนโดยอาศัยอิทธิพลจากการเดินทางไปทวีปเอเชียโดยเฉพาะประเทศจีน ทุกจานมีความ Photogenic และมีการจัดวางแต่ละองค์ประกอบอย่างมีมิติ ลูกค้าสามารถเลือกชิม Tasting Menu ได้ 3 รูปแบบคือ Essential Green Menu (175 €) นำเสนออาหารมังสวิรัติมาทั้งหมด 7 คอร์ส ถัดมาคือ Menu The Classics (200 €) นำเสนอจานคลาสสิก 7 คอร์สที่สร้างชื่อให้กับห้องอาหารแห่งนี้ตั้งแต่อดีตมาจนถึงปัจจุบัน สุดท้ายคือ Experience Menu (250 €) ที่รวมรวมอาหาร 9 จานที่ได้รับการคิดค้นขึ้นใหม่ล่าสุด นอกจากนี้ยังมีรายการ À La Carte ให้เลือกได้แบบ 2 Dishes (120 €) และ 3 Dishes (160 €) ซึ่งดูจะไม่คุ้มค่าเท่าไหร่นัก ตัวอย่างเมนูที่มีความโดดเด่นในมื้อนี้คือ

✨ SPAGHETTI CREAMED WITH BUTTER, ANCHOVIES AND SMOKED TEA
พาสต้าเส้น Spaghetti เกรดพรีเมี่ยมแบรนด์ Mancini เสิร์ฟมาที่ความสุก Al Dente ไร้ที่ติ เชฟคลุกเคล้ากับซอสเนยหอมมันและปลาแอนโชวี่จากเมือง Cetara ในแคว้น Campania ให้รสเค็มอูมามิที่พอเหมาะ นอกจากนี้ยังมีอโรมาของผงที่เตรียมมาจากชาดำรมควัน Lapsang Souchong ของจีนบ่งบอกถึงการเดินทางของเชฟมายังทวีปเอเชียอีกด้วย (18/20)

✨ TORTELLO STUFFED WITH SWEET ONION, OXTAIL, PECORINO CHEESE AND TRUFFLE
พาสต้าเส้นสดทรงเกี๊ยว Tortello ตรงกลางยัดไส้หัวหอมและครีม Mascarpone ผสานเข้ากันเป็นเนื้อเดียว ด้านล่างรองด้วยชิ้นหางวัวตุ๋นที่เตรียมมานุ่มพอเหมาะ ด้านบนคือทรัฟเฟิลดำจากเมือง San Miniato และซอสชีส Pecorino จากนั้นเชฟราดด้วยซอสวัวรสชาติเข้มข้นลงไปในจาน (17/20)

✨ ”PASTA IN BIANCO“
Pasta in Bianco หรือ Pasta in White เป็นหนึ่งในเมนูที่เชฟเพิ่งคิดค้นขึ้นมาใหม่ในปีนี้ เชฟเลือกใช้เส้น Spaghetti แบรนด์ Mancini เสิร์ฟมาที่ความสุกระดับ Al Dente ไร้ที่ติ รอบ ๆ คือซอสที่เตรียมมาน้ำมะเขือเทศผสานเข้ากับผักอื่น ๆ อีกเล็กน้อยเช่นหัวหอมและกระเทียมจนได้รสชาติเปรี้ยวอูมามิกลมกล่อม ไฮไลท์คือการนำเสนอใบ Basil ถึง 3 ชนิดรวมกันมาในจานเดียวคือ Italian Basil, Greek Basil และ Thai Basil (17/20)

🎗️ [WHY GO] Il Piccolo Principe เป็นอีกหนึ่งห้องอาหารที่สามารถมอบประสบการณ์อันน่าจดจำให้กับเหล่านักชิมที่ตัดสินใจเลือกร้านนี้เป็นจุดแวะพัก ราคาที่ตั้งไว้จัดว่าคุ้มค่า รายการไวน์ทั้งไวน์ท้องถิ่นและไวน์จากฝรั่งเศสมีความโดดเด่นและมีราคาที่จับต้องได้ พนักงานให้บริการอย่างเป็นกันเองในสไตล์อิตาลี สำหรับใครที่พอมีเวลาเหลือเราขอแนะนำอย่างมากให้แวะพักค้างคืนเพื่อสัมผัสถึงบรรยากาศของเมืองและชายหาดที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงในช่วงกลางวัน

Price :

175-250 €

Parking :

จอดข้างโรงแรม

Operating Time :

Tue-Sun 19.30-22.30 Closed on Mon

Dress Code :

Smart Casual

Score

👍 สุดยอดห้องอาหารที่น่าจดจำที่สุดแห่งหนึ่งในแคว้น Tuscany

อาหาร :

17

ราคา :

4/5

เทคนิค :

4/5

อัตลักษณ์ :

4/5

บรรยากาศ :

5/5

บริการ :

5/5

ไวน์ :

4/5

Map

📃 MENU THE CLASSICS (200 €)

          
THE MEAT IN TUSCANY, CASENTINO FAT, COAL OIL

PIZZAIOLA RED MULLET, TUSCAN BREAD, MOZZARELLA, CAPERS, TOMATOES, BLACK OLIVES

SPAGHETTI CREAMED WITH BUTTER, ANCHOVIES AND SMOKED TEA

TORTELLO STUFFED WITH SWEET ONION, OXTAIL, PECORINO CHEESE AND TRUFFLE

TURBOT IN SEAWEED CRUST, ACQUAPAZZA SAUCE AND SWISS CHARD VARIATIONS

MARZIPAN AND CITRUS

📃 SUBSTITUTION

RISOTTO WITH BITTER HERBS, SQUID INK MAYONNAISE
ZIMINO SAUCE AND BABY SQUID

”PASTA IN BIANCO“

PLUM AND NEW OIL

🇮🇹 Il Piccolo Principe – อิล ปิกโกโล ปรินชีเป

🌟🌟 2 MICHELIN Stars – 2 ดาวมิชลิน

🍴 Creative, Contemporary – อาหารเชิงสร้างสรรค์, ร่วมสมัย

👨🏻‍🍳 Chef Giuseppe Mancino – เชฟจูเซปเป้ มันชิโน

🎗️ [INTRO] Viareggio เป็นเมืองชายฝั่งในจังหวัด Lucca แคว้น Tuscany มีชื่อเสียงในฐานะเมืองตากอากาศริมทะเล Ligurian อันแสนงดงาม ทั้งยังเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมสำหรับผู้ที่ต้องการพักผ่อนริมหาดรวมถึงการสัมผัสวัฒนธรรมท้องถิ่นโดยเฉพาะเทศกาล Carnevale di Viareggio ที่โด่งดังไปทั่วโลก

AMUSE-BOUCHE

เริ่มต้นด้วยของว่างเรียกน้ำย่อยเสิร์ฟมาพร้อมกันชุดใหญ่ (17/20)

AMUSE-BOUCHE

ในที่นี้คือเซรามิครูปหมอน ด้านบนคือ Lettuce Bonbon ทรงกลม ด้านในสอดไส้เนื้อลูกวัวที่ผสมผสานถั่วฮาเซลนัทและความหวานเปรี้ยวของสตรอว์เบอร์รี่ป่า รอบ ๆ คือ Bitter Herb Cream สร้างมิติทางรสชาติที่กลมกล่อม (17/20)

AMUSE-BOUCHE

ถัดมาในภาชนะทรงไข่ครึ่งเดียวเชฟต้องการนำเสนอเมือง Viareggio อันเป็นที่ตั้งของห้องอาหารแห่งนี้ หอยทากทะเลผสมผสานกับมะเขือเทศและเฟนเนลเสิร์ฟมาในสไตล์ของมันฝรั่ง (17/20)

AMUSE-BOUCHE

ตรงกลางคือ Slipper Lobster หรือกั้งที่หมักเพียงชั่วครู่ ด้านบนรือแผ่นกรอบที่เตรียมมาจาก Tuscany Bread หรือขนมปังท้องถิ่นทัสคานี (17/20)

AMUSE-BOUCHE

เชฟตั้งใจหยิบยกหนึ่งเมนูที่สำคัญของ Tuscany อย่าง Panzanella มานำเสนอในรูปแบบของตัวเอง (17/20)

AMUSE-BOUCHE

Orbetello เป็นเมืองที่มีชื่อเสียงในเรื่องของฟาร์มปลาและหอย เชฟจึงหยิบยกหอยแมลงภู่เสิร์ฟมาบนสาหร่ายที่คลุกกับแป้งมันสำะหลัง จากนั้นผ่านการทอดแบบเทมปุระจนกรอบ นอกจากนี้ยังมี Saffron Sphere ทรงกลมที่จะแตกระเบิดออกในปาก ด้านในบรรจุน้ำ เลมอน และพริกไทย (17/20)

AMUSE-BOUCHE

เมนูที่เป็นตัวแทนของแถบ Garfagnana เสิร์ฟมาเป็นทาโก้กรอบที่บรรจุผักสลัดจากสวนไบโอไดนามิคของทางร้านและซอสซิตรัสมายองเนส ด้านบนคือ Rose Shrimp หรือเนื้อกุ้งกุหลาบหวาน ๆ ตัดด้วยความกรอบของกุ้ง Fassina Shrimp ทอดข้าง ๆ กัน (17/20)

AMUSE-BOUCHE

Pietrasanta เป็นเมืองเล็ก ๆ เหนือขึ้นไปจาก Viareggio ทั้งยังเป็นจุดที่ตั้งของสวนไบโอไดนามิคของทางร้านอีกด้วย เชฟนำเสนอ Tartelette บีทรูทจิ๋ว ด้านในบรรจุบีทรูทที่ผ่านการหมักเพียงชั่วครู่ผสมผสานกับ Vinaigrette ทั้ง 2 ชนิดคือเลมอนและส้มนั้นเอง (17/20)

BREAD

บนโต๊ะจะมี Grissini วางเอาไว้ด้วย

BREAD

Focaccia ที่เตรียมมาให้มีอโรมาหอม ๆ ของน้ำมันมะกอกผสานเข้ากับความเค็มของเกลือ Maldon ข้าง ๆ กันคือขนมปัง Sourdough ที่เตรียมมาจากแป้ง Emmer (Farro) และแป้ง Rye นอกจากนี้ยังมีน้ำมันมะกอกจากแบรนด์ Laudemio Frescobaldi ของนคร Florence ที่ผสมผสานมะกอก 3 สายพันธุ์คือ Frantoio, Moraiolo และ Leccino เข้าด้วยกันจนสามารถยกจิบเปล่า ๆ ได้

THE MEAT IN TUSCANY, CASENTINO FAT, COAL OIL

หนึ่งใน Signature Dish ของทางร้านเป็นเมนูที่เชฟมอบความสำคัญให้กับวัวสายพันธุ์ Chianina วัตถุดิบอันล้ำค่าของภูมิภาค Tuscany เสิร์ฟมาเป็น Beef Tartare คลุกเคล้ากับน้ำมันที่ใส่อโรมาหอม ๆ ของถ่านชวนนึกถึงการทำบาร์บีคิวในช่วงฤดูร้อน เชฟยังเลือกใส่ Grasso del Casentino หรือไขมันหมูสายพันธุ์ Grigio del Casentino เข้ามาด้วย (17/20)

THE MEAT IN TUSCANY, CASENTINO FAT, COAL OIL

บนจานยังมีรูปทรงของเทือกเขาในแถบ Tuscany รวมไปถึงพิกัด Latitude และ Longitude ของหมู่บ้าน Caprese Michelangelo ซึ่งตั้งอยู่บนยอดของเนินเขาในแคว้น Tuscany โดยมีคุณ Simone Fracassi พ่อค้าเนื้อชื่อดังแห่งร้าน Macellaria Fracassi เจ้าของฉายา King of Chianina เป็นผู้ดูแลให้ เพื่อเป็นการให้เกียรติวัวเชฟยังเสิร์ฟ Infusion อุ่น ๆ ที่มีอโรมาของธัญพืชที่ใช้สำหรับเลี้ยงวัวสายพันธุ์นี้มาตลอดชีวิตเข้ามาด้วย (17/20)

THE MEAT IN TUSCANY, CASENTINO FAT, COAL OIL

ข้าง ๆ กันคือภาพโปสการ์ดของคุณ Vanni ซึ่งเป็นผู้ดูแลวัวนั่นเอง (17/20)

PIZZAIOLA RED MULLET, TUSCAN BREAD, MOZZARELLA, CAPERS, TOMATOES, BLACK OLIVES

ปลา Red Mullet เสิร์ฟมาที่ระดับความสุกไร้ที่ติ ข้าง ๆ คือ Tuscany Bread กรอบ ไม่อมน้ำมัน ตัดเนื้อสัมผัสกับความสู้ฟันเบา ๆ ของชิ้นปลาได้อย่างลงตัว รอบ ๆ คือซอสที่หยิบยกองค์ประกอบของ Pizzaiola มานำเสนอใหม่ในรูปแบบการ Deconstruction คือโฟมของชีส Mozzarella ครีมมะเขือเทศ ครีมมะกอกดำ และครีมใบเบซิล (17/20)

SPAGHETTI CREAMED WITH BUTTER, ANCHOVIES AND SMOKED TEA

พาสต้าเส้น Spaghetti เกรดพรีเมี่ยมแบรนด์ Mancini เสิร์ฟมาที่ความสุก Al Dente ไร้ที่ติ เชฟคลุกเคล้ากับซอสเนยหอมมันและปลาแอนโชวี่จากเมือง Cetara ในแคว้น Campania ให้รสเค็มอูมามิที่พอเหมาะ นอกจากนี้ยังมีอโรมาของผงที่เตรียมมาจากชาดำรมควัน Lapsang Souchong ของจีนบ่งบอกถึงการเดินทางของเชฟมายังทวีปเอเชียอีกด้วย (18/20)

TORTELLO STUFFED WITH SWEET ONION, OXTAIL, PECORINO CHEESE AND TRUFFLE

พาสต้าเส้นสดทรงเกี๊ยว Tortello ตรงกลางยัดไส้หัวหอมและครีม Mascarpone ผสานเข้ากันเป็นเนื้อเดียว ด้านล่างรองด้วยชิ้นหางวัวตุ๋นที่เตรียมมานุ่มพอเหมาะ ด้านบนคือทรัฟเฟิลดำจากเมือง San Miniato และซอสชีส Pecorino จากนั้นเชฟราดด้วยซอสวัวรสชาติเข้มข้นลงไปในจาน (17/20)

RISOTTO WITH BITTER HERBS, SQUID INK MAYONNAISE
ZIMINO SAUCE AND BABY SQUID

Acquerello Risotto ที่เชฟนำไปเคี่ยวกับเนย Sour Butter จนเนื้อเนียนและได้เนื้อสัมผัสที่เข้มข้นและครีมมี่ ทั้งยังมีส่วนผสมของสมุนไพรรสขม ด้านบนคือหมึกดิบที่สับเป็น Tartare ให้เนื้อสัมผัสที่เนียนละมุน ด้านในยังมีซอส Zimino และมายองเนสหมึกดำมาช่วยบาลานซ์ความขมได้อย่างลงตัว (17/20)

”PASTA IN BIANCO“

Pasta in Bianco หรือ Pasta in White เป็นหนึ่งในเมนูที่เชฟเพิ่งคิดค้นขึ้นมาใหม่ในปีนี้ เชฟเลือกใช้เส้น Spaghetti แบรนด์ Mancini เสิร์ฟมาที่ความสุกระดับ Al Dente ไร้ที่ติ รอบ ๆ คือซอสที่เตรียมมาน้ำมะเขือเทศผสานเข้ากับผักอื่น ๆ อีกเล็กน้อยเช่นหัวหอมและกระเทียมจนได้รสชาติเปรี้ยวอูมามิกลมกล่อม ไฮไลท์คือการนำเสนอใบ Basil ถึง 3 ชนิดรวมกันมาในจานเดียวคือ Italian Basil, Greek Basil และ Thai Basil (17/20)

BREAD

จากนั้นพนักงานจะเสิร์ฟ Pan Brioche ฟูกรอบสำหรับจับคู่กับคอร์สปลาหรือทำ Scapetta ปาดซอสในจานถัดไป

TURBOT IN SEAWEED CRUST, ACQUAPAZZA SAUCE AND SWISS CHARD VARIATIONS

ปลาเทอร์บอทเสิร์ฟมากับครัสต์กรอบ ๆ ของสาหร่าย Nori และเกล็ดขนมปัง Panko (17/20)

TURBOT IN SEAWEED CRUST, ACQUAPAZZA SAUCE AND SWISS CHARD VARIATIONS

รอบ ๆ คือซอส Acquapazzo ที่แปลตรงตัวว่า “น้ำบ้า” หรือ “น้ำคลั่ง” ในภาษาอิตาเลียนอ้างถึงวิธีการทำอาหารทะเลดั้งเดิมที่ใช้การต้มปลาหลายชนิด เนย เบซิล มะเขือเทศ หัวหอม กระเทียม และอื่น ๆ อีกมากมายจนได้น้ำปรุงรสอย่างเข้มข้นให้กลิ่นและอโรมาของท้องทะเลชัดเจน (17/20)

TURBOT IN SEAWEED CRUST, ACQUAPAZZA SAUCE AND SWISS CHARD VARIATIONS

ถ้วยฝั่งซ้ายมือคือผัก Swiss Chard หวาน ๆ ยัดไส้ด้วยมะเขือเทศอูมามิ ถ้วยตรงกลางคือส่วนท้องของปลาเทอร์บอทเสิร์ฟมากับซอส Cacciucco ผสมผสานกับผัก Swiss Chard เลมอน และผัก Celery ถ้วยสุดท้ายฝั่งขวามือคือส่วนต้นของ Swiss Chard คลุกเคล้ากับ Vinaigrette งาดำ และงาขาว (17/20)

PRE-DESSERT

ล้างปากด้วย White Chocolate ที่เตรียมมาเลียนแบบหินอ่อน Carrara และให้เนื้อสัมผัสกรอบ ๆ ด้านในบรรจุ Crème Fraîche ส่วนด้านบนท็อปด้วย Beluga Caviar เชื่อมของคาวหวานได้ดี (15/20)

MARZIPAN AND CITRUS

Marzipane เสิร์ฟมาเป็นเค้กอัลมอนด์เสิร์ฟมากับโฟมอัลมอนด์ ด้านบนคือชิ้นอัลมอนด์ป่าคั่วฝานบางและชิ้นอัลมอนด์ที่เสิร์ฟมากับผงสีดำของเลมอนดอง นอกจากนี้ยังมีรสชาติเปรี้ยวเบา ๆ ของซิตรัสทั้งเลมอน มะนาว เลมอนดอง และมะนาวนิ้วมือ ในถ้วยข้าง ๆ กันคือไอศกรีมมะนาวนิ้วมือนั่นเองท็อปด้วยมะนาวนิ้วมือคาเวียร์นั่นเอง (17/20)

PLUM AND NEW OIL

ลูก Plum สีเหลืองเสิร์ฟมาแบบธรรมชาติควบคู่กับลูก Plum ให้รสเปรี้ยวเบา ๆ ที่ผ่านการแช่ในเหล้า Umeshu นอกจากนี้ยังมีดอกซากุระ และป็อบคอร์นน้ำมันที่มะกอกใหม่ที่เก็บเกี่ยวในปีนี้อีกด้วย (18/20)

PETIT-FOURS

ปิดท้ายด้วยของหวานจิ๋วคือ Zabaione with Vin Santo & Cattuccino, Bombolone with Vanilla Cream, Alchemist and Blueberries, Scarpaccia (Sweet Version with Olive Oil & Carrot Cake) และ Chocolate with Caramel and Peanut

รายการเครื่องดื่มในวันนี้

รายการเครื่องดื่มในวันนี้

รายการเครื่องดื่มในวันนี้

💰 ราคา 1,230 €/5 คน

🎗️ [THE CHEF] Giuseppe Mancino เกิดในปี 1981 ที่เมือง Sarno จังหวัด Salerno ทางตอนใต้ของประเทศอิตาลี หลังจากสำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนการโรงแรม Hotel School of Salerno เขาเริ่มต้นทำงานในร้านพิซซ่าที่บ้านเกิดแต่กลับก่อความผิดพลาดบ่อยครั้งจนถูกย้ายจากการเป็นเชฟพิซซ่าเตาฟืนไปอยู่ที่ครัวหลักและกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญครั้งแรกของชีวิต ในปี 1997 เขาย้ายไปทำงานที่ Grand Hotel Baglioni ในนคร Florence และมีโอกาสได้สัมผัสกับศิลปะการปรุงอาหารระดับนานาชาติและเรียนรู้แนวทางใหม่ๆ ในการปรุงอาหารชั้นสูงหรือ Haute Cuisine ในช่วงปี 1998 ถึง 2001 เขาอาศัยอยู่บริเวณชายฝั่ง Etruscan ที่เมือง San Vincenzo โดยรับงานเป็น Chef de Partie ที่โรงแรมหรู Park Hotel I Lecci และได้ทำความรู้จักกับเชฟ Rocco Iannone เจ้าของรางวัล MICHELIN Star ต่อมาในปี 2001 เขาย้ายร่วมงานกับห้องอาหาร Il Sogno di Angelo ระดับ 1 MICHELIN Star ที่เมือง La Spezia กับเชฟ Davide Raschi ต่อด้วยงานที่ห้องอาหาร Le Louis XV – Alain Ducasse à l’Hôtel de Paris ของเชฟ Alain Ducasse ในราชรัฐโมนาโกทำให้เขาพัฒนาทักษะการสร้างสรรค์เมนูอาหารชั้นเลิศได้อย่างต่อเนื่อง ในปี 2002 เขาย้ายกลับมาร่วมงานกับเชฟ Rocco Iannone เจ้าของรางวัล MICHELIN Star อีกครั้งที่ร้านอาหารประภาคาร Capo d’Orso ณ ชายฝั่งแถบ Amalfi และในปี 2003 เขายังได้ร่วมงานกับเชฟระดับตำนาน Gualtiero Marchesi ที่ Albereta อีกด้วย กาลเวลาล่วงเลยมาจนกระทั่งในปี 2005 เขาได้รับงานเป็น Chef de Cuisine ให้กับห้องอาหาร Il Piccolo Principe ในโรงแรม Grand Hotel Principe di Piemonte และสามารถคว้ารางวัล 🌟 1 MICHELIN Star มาครองได้เป็นร้านแรกของภูมิภาค Versilia ในปี 2008 ก่อนจะเลื่อนระดับสู่ 🌟🌟 2 MICHELIN Stars ในปี 2014 และรางวัล 3 Forks จาก Gambero Rosso Italian Restaurant Guide ในปี 2021

🎗️ [THE PLACE] Grand Hotel Principe di Piemonte เปิดให้บริการครั้งแรกในปี ค.ศ. 1922 ภายใต้ชื่อ Select Palace Hotel ตัวอาคารดั้งเดิมออกแบบโดยสถาปนิกชาว Florence นามว่า Giuseppe De Micheli และต่อมาโดย Ugo Giovannozzi จึงเรียกได้ว่าโรงแรมแห่งนี้มีสายเลือดทางสถาปัตยกรรมแบบ Tuscany แท้ ๆ และเป็นสัญลักษณ์แห่งยุค Belle Époque ของพื้นที่แถบ Italian Riviera นอกจากนี้โรงแรมแห่งนี้ยังดึงดูดของชนชั้นสูง นักธุรกิจผู้ทรงอิทธิพล สมาชิกราชวงศ์ และเหล่าบุคคลสำคัญในแวดวงศิลปะและวัฒนธรรมมากมาย ลูกค้าในสมัยนั้นต่างเดินทางมาด้วยรถยนต์สุดหรูอย่างเช่น Bugatti และ Silver Ghost ขณะที่เรือเดินสมุทรก็พาชาวอเมริกันมาสัมผัสความงดงามของชายหาดทรายสีทองอันโด่งดังและบรรยากาศที่มีเอกลักษณ์ ในช่วงแรก ๆ โรงแรมแห่งนี้แสดงออกถึงความล้ำสมัยการติดตั้งโทรศัพท์ในห้องพักและมีบริการซักรีดอัตโนมัติ ต่อมาในปี 1930 โรงแรมได้เปลี่ยนชื่อมาเป็น Principe di Piemonte เพื่อเป็นเกียรติแก่กษัตริย์องค์สุดท้ายของอิตาลี Umberto II แห่งราชวงศ์ซาวอย Grand Hotel Principe di Piemonte ได้รับการบูรณะใหม่ทั้งหมดในปี 2021 ไม่ว่าจะเป็นห้องพักและพื้นที่ต่าง ๆ ถูกออกแบบใหม่ให้มีความกว้างขวาง โปร่งสบาย และสะท้อนถึงหลักการความยั่งยืน พร้อมกับการผสมผสานฝีมือช่างศิลป์ชาว Tuscany ได้อย่างลงตัว

ในส่วนของห้องอาหาร Il Piccolo Principe ตั้งอยู่บริเวณชั้น G ภายในตกแต่งแบบร่วมสมัยและหรูหรา โต๊ะกลมตัวใหญ่ปูด้วยผ้าสีขาวเข้าคู่กันกับเก้าอี้สานนั่งสบาย

ภายในห้องอาหาร

ผนังฝั่งหนึ่งแสดงถึงภาพวาดของตระกูล Medici ที่มีอำนาจและอิทธิพลทางการเมืองของฟลอเรนซ์ระหว่างคริสต์ศตวรรษที่ 13 ถึงคริสต์ศตวรรษที่ 17 อีกฝั่งหนึ่งคือกระจกบานใหญ่เผยให้เห็นภาพมุมกว้างของท้องทะเลอันสวยงามส่งผ่านแสงสีน้ำเงินเข้มตัดกันกับแสงไฟอ่อนละมุนในห้องอาหารได้อย่างไร้ที่ติ

ห้องรับรองลูกค้า

🎗️ [THE FOOD] เชฟ Giuseppe Mancino พัฒนาเทคนิคการปรุงอาหารอย่างต่อเนื่องจากการนำเสนออาหารรสชาติเข้มข้นแบบดั้งเดิมไปสู่อาหารเชิงสร้างสรรค์ที่เน้นความประณีตและมีเทคนิคอันซับซ้อนโดยอาศัยอิทธิพลจากการเดินทางไปทวีปเอเชียโดยเฉพาะประเทศจีน ทุกจานมีความ Photogenic และมีการจัดวางแต่ละองค์ประกอบอย่างมีมิติ ลูกค้าสามารถเลือกชิม Tasting Menu ได้ 3 รูปแบบคือ Essential Green Menu (175 €) นำเสนออาหารมังสวิรัติมาทั้งหมด 7 คอร์ส ถัดมาคือ Menu The Classics (200 €) นำเสนอจานคลาสสิก 7 คอร์สที่สร้างชื่อให้กับห้องอาหารแห่งนี้ตั้งแต่อดีตมาจนถึงปัจจุบัน สุดท้ายคือ Experience Menu (250 €) ที่รวมรวมอาหาร 9 จานที่ได้รับการคิดค้นขึ้นใหม่ล่าสุด นอกจากนี้ยังมีรายการ À La Carte ให้เลือกได้แบบ 2 Dishes (120 €) และ 3 Dishes (160 €) ซึ่งดูจะไม่คุ้มค่าเท่าไหร่นัก

🎗️ [WHY GO] Il Piccolo Principe เป็นอีกหนึ่งห้องอาหารที่สามารถมอบประสบการณ์อันน่าจดจำให้กับเหล่านักชิมที่ตัดสินใจเลือกร้านนี้เป็นจุดแวะพัก ราคาที่ตั้งไว้จัดว่าคุ้มค่า รายการไวน์ทั้งไวน์ท้องถิ่นและไวน์จากฝรั่งเศสมีความโดดเด่นและมีราคาที่จับต้องได้ พนักงานให้บริการอย่างเป็นกันเองในสไตล์อิตาลี

สำหรับใครที่พอมีเวลาเหลือเราขอแนะนำอย่างมากให้แวะพักค้างคืนเพื่อสัมผัสถึงบรรยากาศของเมืองและชายหาดที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงในช่วงกลางวัน