หน้าแรก » 🇧🇪 Zilte – ซิลเตอร์
Visit: August 24, 2022
🇧🇪 Zilte - ซิลเตอร์
👨🏻🍳 Chef Viki Geunes - เชฟวิกิ กือเนส
Hanzestedenplaats 5, 2000 Antwerpen, Belgium
Tel: (+32) 32 83 4040
Cuisine
🍴 Creative - อาหารเชิงสร้างสรรค์
Country
Belgium
MICHELIN Guide
3 MICHELIN Stars
Score
17/20
Price
[INTRO] Antwerp เป็นเมืองท่าริมแม่น้ำ Scheldt ทางตอนเหนือของประเทศเบลเยี่ยม นอกจากแหล่งท่องเที่ยวสำคัญในย่าน Historisch Centrum อย่าง Grote Markt, Cathedral of Our Lady Antwerp และ Rubenshuis แล้วยังมี Museum aan de Stroom พิพิธภัณฑ์ศิลปะรูปทรงแปลกตาซึ่งเป็นที่ตั้งของหนึ่งในห้องอาหารระดับ 3 MICHELIN Stars เพียงไม่กี่แห่งในแถบนี้อีกด้วย
[THE PLACE] ห้องอาหาร ‘t Zilte เปิดทำการเป็นครั้งแรกในปี 1996 ณ เมืองเล็ก ๆ ชื่อว่า Mol ก่อนจะย้ายมายังชั้น 9 ของ MAS Museum (Museum aan de Stroom) ซึ่งตั้งอยู่ใจกลางนคร Antwerp ในปี 2011 ต่อมาตัวร้านได้เปลี่ยนชื่อจาก ‘t Zilte มาเป็น Zilte พร้อมกับย้ายฝั่งมายังตำแหน่งปัจจุบันเมื่อปี 2020 ที่ผ่านมา ตัวอาคารได้รับการออกแบบโดย Neutelings Riedijk Architects ให้มีความสูงกว่า 60 เมตรโดยมี Facade ทำมาจากหินทรายสีแดงที่นำเข้ามาจากประเทศอินเดียสลับกันไปกับแผ่นกระจกใสทรงโค้งจนกลายมาเป็นหนึ่งในตัวอย่างที่ดีของสถาปัตยกรรมสไตล์ Postmodern Art Deco Architecture สำหรับห้องอาหาร Zilte นั้นตั้งอยู่บริเวณชั้น 9 ซึ่งเป็นชั้นที่สูงที่สุด ห้องรับประทานอาหารหลักตกแต่งด้วยองค์ประกอบจากไม้ประกอบกันไปกับการเลือกใช้โทนสีเข้มและเพลง Jazz ที่บรรเลงอยู่เบื้องหลังช่วยให้บรรยากาศโดยรวมดูสงบแต่ไม่ทิ้งความหรูหรา อย่าลืมส่งคำขอที่นั่งริมกระจกเพื่อซึมซับทัศนียภาพมุมกว้างของนคร Antwerp และโบสถ์ Cathedral of Our Lady Antwerp จากระยะไกลไปตลอดมื้ออาหารโดยเฉพาะในช่วงเย็นที่ทุกคนสามารถสัมผัสการเปลี่ยนแปลงของเมืองใหญ่ทางตอนเหนือแห่งนี้จากกลางวันไปสู่กลางคืนนั่นเอง
[THE CHEF & THE FOOD] เชฟเจ้าของร้าน Viki Geunes จบการศึกษาเกี่ยวกับ Industrial Sciences ก่อนที่จะผันตัวมาศึกษาสายอาชีพเชฟด้วยตัวเองในเวลาต่อมา เขาเริ่มต้นงานกับห้องอาหาร De Watermolen ในเมือง Kasterlee ก่อนจะพัฒนาฝีมืออย่างต่อเนื่องจนสามารถเปิดห้องอาหารเป็นของตัวเองได้ในที่สุด Zilte ได้รับรางวัล
1 MICHELIN Star ในปี 2004 ต่อด้วยรางวัล ![]()
2 MICHELIN Stars ในปี 2008 และรางวัลสูงสุดคือ ![]()
![]()
3 MICHELIN Stars ในปี 2021 ที่ผ่านมา นอกจากนี้คำว่า Zilte ยังมีที่มาจากชื่อสายพันธุ์ของหอยนางรม South African Oyster ดังที่แสดงเอาไว้อยู่ในโลโก้ของร้านทั้งยังเป็นภาษา Flemish ที่แปลตรงตัวได้ว่า Briny อีกด้วย เชฟ Viki Geunes ตั้งใจใช้ชื่อนี้เพื่อสื่อรสชาติและกลิ่นของทะเลดังจะเห็นได้จากรายการเมนูที่ประกอบไปด้วยกุ้งหอยปูปลานานาชนิด ลูกค้าสามารถเลือกชิมอาหารในรูปแบบ Set Menu ได้ 3 รูปแบบคือ Excitatory Zilte (Four Servings – 165 €) นำเสนอมาเฉพาะช่วงมื้อกลางวัน ถัดมาคือ Pure Zilte (Seven Servings – 270 €, Nine Servings – 330 €) นำเสนอมาทั้งช่วงกลางวันและกลางคืน สุดท้ายคือ Pure Vegetarian (Seven Servings – 270 €, Nine Servings – 330 €) สำหรับผู้ที่เป็นมังสวิรัติซึ่งแน่นอนว่าไม่ใช่จุดแข็งของห้องอาหารแห่งนี้ นอกจากนี้ยังมี Extra Course อย่างเช่น Cheese สำหรับสั่งเพิ่มได้ในราคา 30 € อีกด้วย เมื่อเปิด Wine List ออกมาดูพบว่า Sommelier ประจำร้านอย่างคุณ Aaron Moetaert สามารถคัดสรรไวน์คุณภาพสูงมาจากทั่วทุกมุมโลกนำเสนอมาในราคาที่ค่อนข้างสมเหตุสมผลอีกด้วย สำหรับจานที่เตรียมออกมาได้อย่างโดดเด่นในมื้อนี้อย่างเช่น
[WHY GO] Zilte เป็นห้องอาหารที่เหมาะสำหรับผู้ที่มีประสบการณ์การชิมอาหารฝั่งยุโรปมามากพอสมควร หลายคอร์สมีรสชาติที่ซับซ้อนจนอาจต้องใช้ความคิดในการตีความเฉกเช่นเดียวกับงานศิลป์ รสชาติอาหารค่อนไปทางเค็มโดดซึ่งเป็นเรื่องปกติของห้องอาหารในแถบนี้ ราคาต่อคอร์สค่อนข้างสูงแต่ก็แลกมาด้วยทัศนียภาพมุมสูงอันสวยงามของนคร Antwerp ที่จะสร้างความประทับใจให้กับนักชิมทุก ๆ คนที่แวะเวียนมายังนครใหญ่ทางตอนเหนือของประเทศเบลเยี่ยมแห่งนี้
Price :
165-330 €
Parking :
จอดรถแบบมีค่าใช้จ่ายที่ Q-Park Godefriduskaai
Operating Time :
12.00-13.00, 19.00-20.30 ปิดวันเสาร์-อาทิตย์
Dress Code :
Smart Casual
Score
👍 ห้องอาหารบรรยากาศดีพร้อมด้วยทัศนียภาพมุมสูงของนคร Antwerp อาหารแต่ละจานมีรสชาติค่อนข้างเค็มโดด ราคาค่อนข้างสูง
อาหาร :
17
ราคา :
เทคนิค :
อัตลักษณ์ :
บรรยากาศ :
บริการ :
ไวน์ :
Map
📃 PURE ZILTE (NINE SERVINGS 330 €)
Papaya – green mole – coffee – sea urchin
Squid – hazelnut – roscoff onion – blini
Unripe strawberry – flat bean – eel – elderflower
Mussel – zucchini – summer ponzu – algae
Carrot – date – yuzu kosho – Thai basil
Chanterelle – almond – celeriac – lardo
Broccoli – anchovy – young garlic – smoked buttter
Pistachio – balsamic vinegar – sakura – kirsch
Gianduja – banana miso – lime – matcha
Zilte – ซิลเตอร์
![]()
![]()
3 MICHELIN Stars – 3 ดาวมิชลิน
![]()
![]()
![]()
18/20 Gault&Millau – 18/20 โก&มีโย
Creative – อาหารเชิงสร้างสรรค์
Chef Viki Geunes – เชฟวิกิ กือเนส
Amuse Bouche
เริ่มต้นมื้ออาหารด้วยกุ้งแดง Carabineros สับมาเป็น Tartare ให้เนื้อสัมผัสนุ่มและรสชาติหวานโดยธรรมชาติผสมผสานกับความกรอบของชิ้น Rhubarb เชฟจับคู่กับความหอมมันของ Ricotta ทั้งยังมีองค์ประกอบของ Fermented Rhubarb Juice ช่วยเสริมรสชาติอีกด้วย (17/20)
North Sea Crab
Papaya – green mole – coffee – sea urchin
เมนูหลักจานแรกคือปู North Sea Crab เสิร์ฟมาคู่กับองค์ประกอบของมะละกอและโคจิหรือข้าวหมักสไตล์ญี่ปุ่นเพื่อให้มีเนื้อสัมผัสเบาฟู จากนั้นเชื่อมความครีมมี่ด้วย Emulsion ของ Uni หรือไข่หอยเม่นมองเห็นเป็นจุดสีเหลืองรอบ ๆ จาน ยังมีซอส Vinaigrette ที่เตรียมมาจากกาแฟและ Green Mole หรือเครื่องจิ้มสไตล์ Mexican โดยมีส่วนผสมของพริก Jalapeño อีกด้วย (18/20)
Imperial Heritage Caviar – Private Selection
Squid – hazelnut – roscoff onion – blini
เมนู Signature Dish ที่จัดเสิร์ฟเฉพาะในเซ็ต Pure Zilte (9 Nine Servings) เท่านั้นโดยมีพระเอกหลักของจานคือ Oscietra Caviar แบรนด์ Imperial Heritage ของประเทศเบลเยี่ยมโดยอาศัยฟาร์มเพาะพันธุ์จากทางตอนเหนือของประเทศอิตาลีทั้งยังผ่านกระบวนการ Aged หรือบ่มมานานกว่า 4-5 เดือนอีกด้วย บริเวณฐานข้างใต้รองด้วยดอกกะหล่ำและถั่ว Hazelnut รอบ ๆ คือชิ้นหมึกนุ่มหนึบที่วางสลับกันกับ Roscoff Onion และถั่ว Hazelnut คั่วช่วยเสริมความกรอบได้อย่างมีมิติ องค์ประกอบอื่น ๆ อย่างเช่น Hazelnut Cream มองเห็นเป็นจุดเล็ก ๆ สีขาว Onion Flower หรือดอกหอมสีม่วงรับประทานได้ และซอส Stew สีเหลืองนวลเตรียมมาจาก Roscoff Onion, ถั่ว Hazelnut คั่วและดอกกะหล่ำให้รสชาติหวานกลมกล่อมตัดกันกับรสชาติอันเข้มข้นของ Aged Oscietra Caviar ได้อย่างลงตัว (18/20)
Imperial Heritage Caviar – Private Selection
Squid – hazelnut – roscoff onion – blini
นอกจากนี้ยังมี 2nd Preparation ที่เชฟเสิร์ฟมาเป็นแพนเค้ก Blini คู่กันกับ Toro หรือส่วนท้องบริเวณที่มีไขมันสูงของปลา Blue Fin Tuna ให้ความหอมมันเสริมด้วยความอุมามิของสาหร่าย Nori และความเค็มที่ลงตัวของ Aged Oscietra Caviar อีกด้วย (18/20)
Oyster
Unripe strawberry – flat bean – eel – elderflower
คอร์สนี้เชฟเลือกใช้ Irish Oyster เสิร์ฟมาคู่กับเนื้อปลาไหล, ถั่ว Flat Bean สีเขียว, Rutabaga หรือเป็นพืชในกลุ่ม Root Vegetable และผลสตรอว์เบอร์รี่ดิบซึ่งเป็นองค์ประกอบสีขาวทั้งคู่ แต่ละองค์ประกอบให้เนื้อสัมผัสที่แตกต่างกันไล่จากนุ่มไปกรอบ รอบ ๆ คือซอสสีเขียวที่เตรียมมาจาก Elderflower และ Dill ให้อโรมาเฉพาะตัว (17/20)
Oyster
Unripe strawberry – flat bean – eel – elderflower
นอกจากนี้ยังมีอีกหนึ่งคอร์สย่อยที่เชฟนำเสนอ Beignet นุ่มฟูมาคู่กับ Lacquered Eel และทองคำเปลวตกแต่งอยู่ที่ด้านบน (17/20)
Sea Bream Ikejime
Mussel – zucchini – summer ponzu – algae
ถัดมาคือปลา Sea Bream ที่เตรียมโดยวิธี Ikejime เพื่อให้เนื้อปลามีความบริสุทธิ์มากยิ่งขึ้น เนื้อสัมผัสปลามีความหนึบตัดกันกับความนุ่มของหอยแมลงภู่เสริมด้วยความอุมามิของสาหร่ายทะเล เชฟจัดเสิร์ฟมาคู่กับชิ้น Zucchini กรอบ ๆ และดอก Zucchini นุ่ม ๆ จากนั้นจึงราดด้วยซอส 2 ชนิดคือ Summer Ponzu Sauce ให้รสชาติที่ค่อนข้างชัดเจนและ Samphire & Salted Lemon Sauce ให้รสชาติที่นุ่มละมุนตัดกันได้อย่างลงตัว (18/20)
European Lobster
Carrot – date – yuzu kosho – Thai basil
จานนี้เชฟนำเสนอกุ้ง European Lobster ย่างเสิร์ฟมาคู่กับ Dates Cream และ Yuzu Kosho หรือเครื่องปรุงรสสไตล์ญี่ปุ่น จากพนักงานจะเทราดซอส Vinaigrette ที่เตรียมขึ้นมาจากผล Sea Buckthorns และซอส Mousseline ที่เตรียมมาจากน้ำสต๊อกผักลงไปอีกทีหนึ่ง ตรงกลางคือแครอทท็อปด้านบนด้วยเมล็ดทานตะวันคั่วและใบโหระพาจากประเทศไทย อย่างไรก็ตามถึงชิ้นกุ้งจะถูกเตรียมออกมาได้อย่างไร้ที่ติและมีเทคนิคการปรุงอันซับซ้อนแต่รสชาติโดยรวมของจานถือว่าติดเค็มไปมากถึงแม้จะเทียบกับมาตรฐานของห้องอาหารในยุโรปก็ตาม (17/20)
Langoustine
Chanterelle – almond – celeriac – lardo
กุ้ง Langoustine ส่วนหางที่เตรียมมาได้ความสุกพอดีไร้ที่ติ รอบ ๆ พันล้อมด้วย Lardo di Colonnata หรือไขมันสัตว์ที่ผ่านกระบวนการบ่มในถาดหินอ่อน Carrara ณ หมู่บ้าน Colonnata ทางตะวันออกของประเทศอิตาลีจนได้รสชาติที่เค็มกลมกล่อม ด้านบนท็อปด้วยถั่วอัลมอนด์รมควันและเห็ด Chanterelle ฝั่งขวามือคือชิ้น Celeriac ช่วยเสริม Earthy Flavor ที่พอเหมาะ จานนี้จบด้วยการราดน้ำซอส 2 ชนิดคือ Vinaigrette ที่เตรียมมาจาก Crustaceans หรือกุ้งต่าง ๆ ร่วมกับถั่วอัลมอนด์รมควันและซอสสีเหลืองนวลเตรียมมาจาก Celeriac และ White Mushroom อย่างไรก็ตาม รสชาติเค็มที่เกิดจาด Lardo di Colonnata ค่อนข้างกลบความหวานโดยธรรมชาติของกุ้ง Langoustine ไปมากพอสมควรอีกเช่นกัน (16/20)
Suckling Veal
Broccoli – anchovy – young garlic – smoked buttter
สำหรับเมนคอร์สจานสุดท้ายคือเนื้อลูกวัวนุ่ม ๆ เสิร์ฟมาคู่กันกับ Anchovy ที่ให้รสชาติเค็ม อีกฝั่งหนึ่งคือ Gnocchi มันฝรั่งปรุงมาใน Smoked Butter และสมุนไพรต่าง ๆ ยังมีแผ่น Crisp ทำมาจากบล็อคโคลี่ดองและองค์ประกอบของ Barilotto หรือ Dry Ricotta Cheese จากนั้นพนักงานจะเทราดซอส 2 ชนิดคือ Bone Marrow Jus และ Young Garlic Emulsion ลงไป ถึงแม้แต่ละองค์ประกอบจะเตรียมออกมาได้อย่างดีโดยไร้ซึ่งข้อผิดพลาดแต่รสชาติโดยรวมถือว่าไม่หวือหวามากนักเมื่อเทียบกับมาตรฐานของห้องอาหารระดับนี้ (16/20)
Flatbread
ห้องอาหาร Zilte ยังจัดเสิร์ฟขนมปังหลายชนิดในที่นี้คือ Flatbread ที่ฝังชิ้น Spring Onion และ Chives เอาไว้นั่นเอง อย่างไรก็ตามเนื้อสัมผัสของขนมปังยังจัดว่าค่อนข้างกระด้างอยู่บ้าง
Fougasse
ยังมี Fougasse ขนมปังสไตล์ฝรั่งเศสหรือที่ชาวอิตาลีเรียกกันว่า Ficaccia มีเนื้อสัมผัสนุ่มหนึบ ผิวด้านนอกกรอบ มีกลิ่นหอมของน้ำมันมะกอก First Pressed ซึ่งมีคุณภาพสูงที่สุดจากแคว้น Catalonia ประเทศสเปน ยังมีรสเค็มกลมกล่อมของเกลือทะเล ด้านบนท็อปด้วย Garden Herb เพิ่มอโรมาหอมโดดเด่นนั่นเอง
Brioche
ขนมปัง Brioche เตรียมมาเป็นชิ้นคล้ายช่อกุหลาบ เนื้อสัมผัสกรอบนอกนุ่มในไร้ที่ติ
Salt & Butter
ขนมปังเสิร์ฟมาคู่กับน้ำมันมะกอก เกลือทะเล พริกไทย และเนย Salted Butter นั่นเอง
Cherry
Pistachio – balsamic vinegar – sakura – kirsch
ของหวานจานแรกคือ Cherry เสิร์ฟมาคู่กับฐานรองทำมาจาก White Chocolate องค์ประกอบด้านในตรงกลางคือไอศกรีมที่เตรียมมาจาก Cherry และ Balsamic Vinegar ให้รสชาติเปรี้ยวหวานลงตัวอย่างน่าประหลาดใจ ถัดมาคือ Praline ทำมาจากถั่ว Pistachio นอกจากนี้ยังมีองค์ประกอบของ Kirsch หรือเหล้า Cherry เตรียมมาเป็น Emulsion อีกด้วย ใบไม้ด้านบนเตรียมมา 3 รูปแบบโดยสีแดงเข้มเตรียมมาจาก Cherry สีชมพูคือ Meringue ที่มีส่วนผสมของ Cherry เล็กน้อย และสีขาวเตรียมมาจาก White Chocolate จากนั้นพนักงานจะเทราดซอส Vinaigrette สีแดงสดใสที่เตรียมขึ้นมาจาก Cherry ดอก Sakura และถั่ว Pistachio ลงไปรอบ ๆ จาน (18/20)
Pineapple
Gianduja – banana miso – lime – matcha
จากนั้นคือของหวานจานสุดท้ายที่เตรียมมาจากสับปะรด (17/20)
Pineapple
Gianduja – banana miso – lime – matcha
เชฟนำสับปะรดไปย่างแล้วผ่านกระบวนการเคลือบหรือ Lacquored ด้วย Banana Miso (17/20)
Pineapple
Gianduja – banana miso – lime – matcha
ชิ้นสับประรดกรอบ องค์ประกอบฝั่งซ้ายมือคือ Gianduja Chocolate สอดไส้องค์ประกอบของถั่ว Hazelnut จากแคว้น Piedmont ประเทศอิตาลี องค์ประกอบด้านบนคือ Emulsion เตรียมมาจากมะนาวและตะไคร้ให้รสเปรี้ยวและอโรมาเฉพาะตัวตัดกันกับรสชาติของช็อกโกแลตและสับปะรด (17/20)
Pineapple
Gianduja – banana miso – lime – matcha
ยังมีคอร์สย่อยเล็ก ๆ ที่ได้จากการนำสับปะรดเตรียมมาเป็น Tartare พร้อมกับใส่อโรมาของขิงลงไปด้วย ยังมี Puffed Rice และแผ่น Matcha Tea Crisp กรอบ ๆ ช่วยเพิ่มมิติทางเนื้อสัมผัสอีกด้วย (17/20)
Mignardises
ปิดท้ายมื้ออาหารด้วยแป้งกรอบจับคู่กับองค์ประกอบของ Umeshu หรือเหล้าญี่ปุ่นที่หมักจากบ๊วยดอง
Mignardises
อีกชิ้นหนึ่งคือ White Chocolate จับคู่กับรสชาติของ Cherry ท็อปด้านบนด้วยองค์ประกอบของสับปะรดและเมล็ดสนคั่วนั่นเอง
Verbena Tea (16 €)
เราขอแนะนำจับคู่ของหวานกับ Verbena Tea ร้อน ๆ สักกา
ราคา 1,514 €/4 คน
[INTRO] Antwerp เป็นเมืองท่าริมแม่น้ำ Scheldt ทางตอนเหนือของประเทศเบลเยี่ยม นอกจากแหล่งท่องเที่ยวสำคัญในย่าน Historisch Centrum อย่าง Grote Markt, Cathedral of Our Lady Antwerp และ Rubenshuis แล้วยังมี Museum aan de Stroom พิพิธภัณฑ์ศิลปะรูปทรงแปลกตาซึ่งเป็นที่ตั้งของหนึ่งในห้องอาหารระดับ 3 MICHELIN Stars เพียงไม่กี่แห่งในแถบนี้อีกด้วย
[THE CHEF & THE FOOD] เชฟ Viki Geunes ตั้งใจใช้ชื่อ Zilte เพื่อสื่อรสชาติและกลิ่นของทะเลดังจะเห็นได้จากรายการเมนูที่ประกอบไปด้วยกุ้งหอยปูปลานานาชนิด ลูกค้าสามารถเลือกชิมอาหารในรูปแบบ Set Menu ได้ 3 รูปแบบคือ Excitatory Zilte (Four Servings – 165 €) นำเสนอมาเฉพาะช่วงมื้อกลางวัน ถัดมาคือ Pure Zilte (Seven Servings – 270 €, Nine Servings – 330 €) นำเสนอมาทั้งช่วงกลางวันและกลางคืน สุดท้ายคือ Pure Vegetarian (Seven Servings – 270 €, Nine Servings – 330 €) สำหรับผู้ที่เป็นมังสวิรัติซึ่งแน่นอนว่าไม่ใช่จุดแข็งของห้องอาหารแห่งนี้ นอกจากนี้ยังมี Extra Course อย่างเช่น Cheese สำหรับสั่งเพิ่มได้ในราคา 30 € อีกด้วย เมื่อเปิด Wine List ออกมาดูพบว่า Sommelier ประจำร้านอย่างคุณ Aaron Moetaert สามารถคัดสรรไวน์คุณภาพสูงมาจากทั่วทุกมุมโลกนำเสนอมาในราคาที่ค่อนข้างสมเหตุสมผลอีกด้วย
เชฟเจ้าของร้าน Viki Geunes จบการศึกษาเกี่ยวกับ Industrial Sciences ก่อนที่จะผันตัวมาศึกษาสายอาชีพเชฟด้วยตัวเองในเวลาต่อมา เขาเริ่มต้นงานกับห้องอาหาร De Watermolen ในเมือง Kasterlee ก่อนจะพัฒนาฝีมืออย่างต่อเนื่องจนสามารถเปิดห้องอาหารเป็นของตัวเองได้ในที่สุด Zilte ได้รับรางวัล
1 MICHELIN Star ในปี 2004 ต่อด้วยรางวัล ![]()
2 MICHELIN Stars ในปี 2008 และรางวัลสูงสุดคือ ![]()
![]()
3 MICHELIN Stars ในปี 2021 ที่ผ่านมา
[THE PLACE] ห้องอาหาร ‘t Zilte เปิดทำการเป็นครั้งแรกในปี 1996 ณ เมืองเล็ก ๆ ชื่อว่า Mol ก่อนจะย้ายมายังชั้น 9 ของ MAS Museum (Museum aan de Stroom) ซึ่งตั้งอยู่ใจกลางนคร Antwerp ในปี 2011 ต่อมาตัวร้านได้เปลี่ยนชื่อจาก ‘t Zilte มาเป็น Zilte พร้อมกับย้ายฝั่งมายังตำแหน่งปัจจุบันเมื่อปี 2020 ที่ผ่านมา
ห้องรับประทานอาหารหลักตกแต่งด้วยองค์ประกอบจากไม้ประกอบกันไปกับการเลือกใช้โทนสีเข้ม
เพลง Jazz ที่บรรเลงอยู่เบื้องหลังช่วยให้บรรยากาศโดยรวมดูสงบแต่ไม่ทิ้งความหรูหรา
บรรยกาศในห้องอาหารดูโปร่งไม่อีดอัดตา
อย่าลืมส่งคำขอที่นั่งริมกระจกเพื่อซึมซับทัศนียภาพมุมกว้างของนคร Antwerp และโบสถ์ Cathedral of Our Lady Antwerp จากระยะไกลไปตลอดมื้ออาหารโดยเฉพาะในช่วงเย็นที่ทุกคนสามารถสัมผัสการเปลี่ยนแปลงของเมืองใหญ่ทางตอนเหนือแห่งนี้จากกลางวันไปสู่กลางคืนนั่นเอง
บนิเวณเคาน์เตอร์จัดเตรียมเครื่องดื่ม
[WHY GO] Zilte เป็นห้องอาหารที่เหมาะสำหรับผู้ที่มีประสบการณ์การชิมอาหารฝั่งยุโรปมามากพอสมควร หลายคอร์สมีรสชาติที่ซับซ้อนจนอาจต้องใช้ความคิดในการตีความเฉกเช่นเดียวกับงานศิลป์ รสชาติอาหารค่อนไปทางเค็มโดดซึ่งเป็นเรื่องปกติของห้องอาหารในแถบนี้ ราคาต่อคอร์สค่อนข้างสูงแต่ก็แลกมาด้วยทัศนียภาพมุมสูงอันสวยงามของนคร Antwerp ที่จะสร้างความประทับใจให้กับนักชิมทุก ๆ คนที่แวะเวียนมายังนครใหญ่ทางตอนเหนือของประเทศเบลเยี่ยมแห่งนี้
ห้องอาหาร Zilte ตั้งอยู่บริเวณชั้น 9 ซึ่งเป็นชั้นที่สูงที่สุด
3 ดาวมิชลิน
คำว่า Zilte ยังมีที่มาจากชื่อสายพันธุ์ของหอยนางรม South African Oyster ดังที่แสดงเอาไว้อยู่ในโลโก้ของร้านทั้งยังเป็นภาษา Flemish ที่แปลตรงตัวได้ว่า Briny อีกด้วย
ตัวอาคารได้รับการออกแบบโดย Neutelings Riedijk Architects ให้มีความสูงกว่า 60 เมตรโดยมี Facade ทำมาจากหินทรายสีแดงที่นำเข้ามาจากประเทศอินเดียสลับกันไปกับแผ่นกระจกใสทรงโค้งจนกลายมาเป็นหนึ่งในตัวอย่างที่ดีของสถาปัตยกรรมสไตล์ Postmodern Art Deco Architecture
ทัศนียภาพของนคร Antwerp ยามค่ำคืน
บรรยากาศบริเวณท่าเรือใกล้กันกับโรงจอดรถ