หน้าแรก » 🇹🇭 etcha – เอ๊ดช่า (Aug 2025)
Visit: June 14, 2025
🇹🇭 etcha - เอ๊ดช่า
👨🏻🍳 Chef Giacomo Primante - เชฟจาโคโม พริมันเต
ชั้น 7 โรงแรม Chatrium Grand Bangkok
Tel: 02-126-7999
Cuisine
🍴 Creative - อาหารเชิงสร้างสรรค์
Country
Thailand
MICHELIN Guide
None
Score
16.5/20
Price
[INTRO] หลังจากที่ Tasting Menu ชุดแรกสามารถสร้างกระแสตอบรับเชิงบวกเป็นอย่างมากจากเหล่านักชิมเมืองกรุง เชฟ Giacomo Primante จึงเริ่มต้นออกเดินทางค้นหาวัตถุดิบท้องถิ่นคุณภาพสูงของไทยเพื่อนำมาบอกเล่าเป็นเรื่องราวผ่านเมนูใหม่ที่หลอมรวมเข้ากันกับกับจินตนาการของเขาได้อย่างงดงาม
[THE PLACE] Chatrium Grand Bangkok เป็นโรงแรมสุดหรูในเครือ Chatrium Hospitality ที่สะท้อนเอกลักษณ์และความประณีตออกมาได้อย่างชัดเจนในทุกรายละเอียด ด้วยทำเลที่ตั้งอยู่บนถนนเพชรบุรีใจกลางกรุงเทพมหานครใกล้แหล่งช้อปปิ้งชั้นนำอย่าง Siam Paragon และ centralwOrld ทำให้การแวะมาพักหรือแวะมาชิมอาหารตอบโจทย์ทั้งนักท่องเที่ยวและผู้ที่ต้องการสัมผัสประสบการณ์การพักผ่อนระดับพรีเมียม ตัวอาคารโดดเด่นด้วยดีไซน์ตึกแฝดสูง 32 ชั้น ออกแบบโดย Robert Philip Holmes สถาปนิกระดับโลกที่เน้นการผสมผสานความหรูหราสมัยใหม่เข้ากับกลิ่นอายศิลปะของไทย บริเวณชั้น 7 เป็นที่ตั้งของ etcha ห้องอาหารใหม่ล่าสุดที่ทางทีม Chatrium Grand Bangkok ทุ่มเทรังสรรค์ขึ้นเพื่อให้เป็นจุดหมายปลายทางแห่งการรับประทานอาหารระดับสูง ลูกค้าทุกคนจะพบกับประสบการณ์การลิ้มลองรสชาติที่เต็มไปด้วยความคิดสร้างสรรค์รวมไปถึงการตกแต่งที่ชวนให้ประทับใจตั้งแต่วินาทีแรก ภายในตกแต่งแบบ Minimalism โดยอาศัยสีเอิร์ธโทนอย่างสีดินเผาและสีเบจในการสะท้อนสะท้อนถึงการเชื่อมโยงกับธรรมชาติเข้ากันกับความทันสมัย กระจกใสสูงจากพื้นจรดเพดานเผยให้เห็นภาพยามค่ำคืนของตึกระฟ้าโดยรอบ ทางร้านยังเลือกใช้ผ้าม่านแทนที่ฉากกั้นหรือกำแพงทำให้พื้นที่ห้องอาหารหลักมีความโปร่ง อาหารแต่ละคอร์สจัดเสิร์ฟมาบนเครื่องปั้นดินเผาเข้าคู่กันกับเครื่องเทเบิ้ลแวร์สั่งทำพิเศษ ระหว่างมื้อทางทีมงานจะทยอยเชิญลูกค้าแต่ละโต๊ะไปเยี่ยมชมพื้นที่ครัวทั้งฝั่งของคาวและของหวานสร้างความทรงจำที่น่าประทับใจไม่รู้ลืม
[THE CHEF] Giacomo Primante เกิดที่เมือง Lanciano ในแคว้น Abruzzo ประเทศอิตาลี เขาได้รับแรงบันดาลใจในการทำอาหารตั้งแต่อายุยังน้อย หลังจากจบเป็นเชฟมืออาชีพเขาเริ่มต้นงานที่ห้องอาหาร Chesery (1 MICHELIN Star) ในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ก่อนจะออกเดินทางไปร่วมงานกับห้องอาหารระดับแนวหน้าจากทั่วโลกไม่ว่าจะเป็น Diver XO (3 MICHELIN Stars) ในประเทศสเปน, Kei (3 MICHELIN Stars) ในประเทศฝรั่งเศส, Mirazur (3 MICHELIN Stars) ในประเทศฝรั่งเศสและ Benu (3 MICHELIN Stars) ในประเทศสหรัฐอเมริกา หลังจากเก็บสะสมประสบการณ์ได้มากพอเขาได้เริ่มต้นเส้นทางของตัวเองโดยการรับงานเป็น Head Chef ให้กับห้องอาหาร etcha แห่งนี้นั่นเอง สำหรับอาหารหวานเป็นผลงานของเชฟ Alessia Migliacci โดยเธอเริ่มต้นเส้นทางอาชีพที่เมือง St. Moritz ก่อนจะออกเดินทางไปร่วมงานกับห้องอาหาร ION – The Harbour (1 MICHELIN Star ในขณะนั้น) ในประเทศ Malta และห้องอาหาร Quince (3 MICHELIN Stars) ในประเทศสหรัฐอเมริกา หลังจากนั้นเธอได้กลับไปร่วมงานกับโรงแรม The Dolder Grand ในนคร Zurich อยู่พักหนึ่งแล้วจึงย้ายมาร่วมงานกับห้อง etcha ในที่สุด
[THE FOOD] อาหารที่ etcha นำเสนอมาในรูป Borderless Cuisine หรืออาหารไร้กรอบโดยเน้นการยกระดับวัตถุดิบท้องถิ่นของไทยมาประกอบเข้าด้วยกันกับเทคนิคระดับสูงของเชฟจนได้ออกเป็นเมนูที่มีอัตลักษณ์ไม่ซ้ำใคร ลูกค้าสามารถเลือกชิม Tasting Menu ได้ 2 รูปแบบคือ ETCHA 180° (3,750++) นำเสนอมาที่จำนวน 6 คอร์ส และ ETCHA 360° (4,750++) นำเสนอมาที่จำนวน 9 คอร์ส นอกจากนี้ยังมีเมนูชุดพิเศษที่สามารถจัดเตรียมให้สำหรับลูกค้าที่แวะกลับมาชิมบ่อยครั้ง ตัวอย่างเมนูที่น่าสนใจในครั้งนี้อย่างเช่น
หน่อไม้ฝรั่งขาวท้องถิ่นของไทยที่เชฟมอบหมายให้เกษตรกรณ์ลองปลูกขึ้นมาเอง จากนั้นไปนำนึ่งกับนมและเนยจนหอมละมุนแล้วค่อย ๆ นำมาวางเรียงกันอย่างสวยงาม ด้านล่างรองด้วยหน่อไม้ฝรั่งขาวที่ Brunoise ไปผัดกับน้ำผึ้งและซีอิ๊วหมักในกระทะร้อนจนเกิดกระบวนการ Caramelization ให้รสชาติเข้มข้นเคลือนทุกชิ้นของหน่อไม้ฝรั่งหั่นจิ๋วเอาไว้ได้อย่างสวยงาม ตัวซอสรอบ ๆ คือ Beurre Blanc ที่มีความหอมหวานขอวไวท์ช็อกโกแลตอยู่ด้วย (17/20)
Ravioli del Plin เป็นพาสต้าท้องถิ่นของแถบ Piedmont ขนาดพอดีคำ ด้านในคือเนื้อหมูที่ผ่านการ Dry-aged แล้วปรุงต่อจนได้เนื้อสัมผัสที่นุ่มละมุน นอกจากนี้ยังปรุงรสให้คล้ายกันกับลาบแบบไทย ๆ อีกด้วย ซอสชนิดแรกเตรียมมาจาก Green Herbs หรือสมุนไพรสีเขียวและซอสที่เตรียมมาจากชีส Parmesan ด้านบนท็อปด้วยใบมิ้นต์ช่วยเรียกความสดชื่นได้ดี (17/20)
ล้างปากด้วยของหวานที่เชฟได้รับแรงบันดาลใจมาจาก Arlecchino ตัวละครประจำงานคานิวัลที่แต่งตัวด้วยสีสันสดใสนั่นเอง องค์ประกอบหลักของจานคือคัสตาร์ดซินนามอนหอมละมุนจับคู่กับความเปรี้ยวและเข้มข้นของลูกไหน นอกจากนี้ยังมีซอสสีเขียวที่เตรียมมาจาก Amaretto อีกด้วย (17/20)
Price :
3,750-4750++
Parking :
จอดที่ Chatrium Grand Bangkok
Operating Time :
Tue-Sat 18.00-23.00
Dress Code :
Smart Casual
Score
👍 สุดยอดร้านอาหารสุดสร้างสรรค์แห่งใหม่ใจกลางกรุงเทพ
อาหาร :
16.5
ราคา :
เทคนิค :
อัตลักษณ์ :
บรรยากาศ :
บริการ :
ไวน์ :
Map
📃 ETCHA 360° (4,750++)
small delicacies
mud crab, pomelo, sourcream, rose apple
squid, basil, kaluga caviar
white asparagus, chocolate, daikon
tomato, wild herb, mustard ice cream
plin, pork, mint leaves
bone marrow brioche, grass-fed mesa butter
olive oil, balsamic vinegar
homemade bai khee lek breadstick
gindara, white miso, kale
dry-aged beef
cinnamon custard, thai cherry
wasabi ice cream
etcha – เอ๊ดช่า
Creative – อาหารเชิงสร้างสรรค์
Chef Giacomo Primante – เชฟจาโคโม พริมันเต
[INTRO] หลังจากที่ Tasting Menu ชุดแรกสามารถสร้างกระแสตอบรับเชิงบวกเป็นอย่างมากจากเหล่านักชิมเมืองกรุง เชฟ Giacomo Primante จึงเริ่มต้นออกเดินทางค้นหาวัตถุดิบท้องถิ่นคุณภาพสูงของไทยเพื่อนำมาบอกเล่าเป็นเรื่องราวผ่านเมนูใหม่ที่หลอมรวมเข้ากันกับกับจินตนาการของเขาได้อย่างงดงาม
small delicacies
เริ่มต้นด้วยทาร์ตขนุน ด้านในบรรจุวิปปิ้งครีมและไข่มดแดงที่คลุกกับซอสพริกช่วยเชื่อมและลดทอนความฉุนเฉพาะตัวของผักแขยงด้านบนได้อย่างลงตัว (16/20)
small delicacies
Croustade หรือมินิทาร์ตที่ด้านในบรรจุเนื้อวัวสับมาเป็น Tartare เนื้อเนียน นอกจากนี้ยังมีแอนโชวี่ครีมให้ความหอม ถั่วลันเตาอบหวานกรอบ ด้านบนคือเผือกทอดกรอบไม่อมน้ำมัน (16/20)
small delicacies
หัวปลา Sardine เบากรอบมีอโรมาเฉพาะตัวที่ไม่ใช่กลิ่นคาว เชฟเสิร์ฟมากับซอสต้มยำแบบไทย ๆ (16/20)
small delicacies
แตงโมแช่เย็นนาน 12 ชั่วโมงเสิร์ฟมากับน้ำยำสไตล์ไทยช่วยเรียกความสดชื่น ด้านบนคือดอกผักชีและพริกชี้ฟ้าซอย (16/20)
small delicacies
จากนั้นปิดท้ายด้วยเหล้า Rhum ที่ผ่านการ Infused ด้วยคาเคาจากจังหวัดเชียงใหม่ (16/20)
small delicacies
ชุดของว่างเสิร์ฟมาพร้อมกันทั้งหมด (16/20)
mud crab, pomelo, sourcream, rose apple
คอร์สนี้เชฟนำเสนอเนื้อปูทะเลจากจังหวัดสตูลเสิร์ฟมาแบบเย็นให้รสหวานพอเหมาะเข้ากันกับความหวานเปรี้ยวหลายมิติของชมพู่และส้มโอ (16/20)
mud crab, pomelo, sourcream, rose apple
ด้านบนตัดด้วยรสชาติของซาวครีมและผงที่เตรียมมาจากผิวส้มโอและผิวเลมอนให้ความหอมที่เข้ากันได้ดี (16/20)
squid, basil, kaluga caviar
เนื้อหมึกกล้วยสด ๆ ที่เชฟนำไปหมักกับน้ำกะทินาน 2 วัน จากนั้นนำมาแล่เป็นสายยาว ๆ คล้ายกันกับเส้น Tagliatelle จากนั้นพนักงานจะเทราดซอสที่เตรียมขึ้นมาจากกะทิและเบซิลหวานละมุนลงไป เชฟเพิ่มมิติทางเนื้อสัมผัสที่หนึบและมิติทางรสชาติที่เค็มของ Lardo เอาไว้ด้วย ในตัวซอสยังมีความเค็มเบา ๆ ของ Kaluga Caviar ผสมผสานเอาไว้อย่างกลมกลืน (16/20)
white asparagus, chocolate, daikon
หน่อไม้ฝรั่งขาวท้องถิ่นของไทยที่เชฟมอบหมายให้เกษตรกรณ์ลองปลูกขึ้นมาเอง จากนั้นไปนำนึ่งกับนมและเนยจนหอมละมุนแล้วค่อย ๆ นำมาวางเรียงกันอย่างสวยงาม (17/20)
white asparagus, chocolate, daikon
ด้านล่างรองด้วยหน่อไม้ฝรั่งขาวที่ Brunoise ไปผัดกับน้ำผึ้งและซีอิ๊วหมักในกระทะร้อนจนเกิดกระบวนการ Caramelization ให้รสชาติเข้มข้นเคลือบทุกชิ้นของหน่อไม้ฝรั่งหั่นจิ๋วเอาไว้ได้อย่างสวยงาม ตัวซอสรอบ ๆ คือ Beurre Blanc ที่มีความหอมหวานขอวไวท์ช็อกโกแลตอยู่ด้วย (17/20)
tomato, wild herb, mustard ice cream
ไอศกรีมมัสตาร์ดที่บาลานซ์รสชาติมาได้อย่างดีงามและลงตัวเสิร์ฟมากับซอสที่เตรียมมาจากมะเขือเทศให้ความสดชื่นและอูมามิ ด้านบนคือซอสมะเขือเทศที่ผ่านความร้อนจนเกิดกระบวนการ Caramelization นอกจากนี้ยังมีสมุนไพรป่าหลากหลายชนิดทำให้ทุก ๆ คำที่ได้ชิมมีอโรมาและรสชาติที่แตกต่างกัน (16/20)
plin, pork, mint leaves
Ravioli del Plin เป็นพาสต้าท้องถิ่นของแถบ Piedmont ขนาดพอดีคำ ด้านในคือเนื้อหมูที่ผ่านการ Dry-aged แล้วปรุงต่อจนได้เนื้อสัมผัสที่นุ่มละมุน นอกจากนี้ยังปรุงรสให้คล้ายกันกับลาบแบบไทย ๆ อีกด้วย ซอสชนิดแรกเตรียมมาจาก Green Herbs หรือสมุนไพรสีเขียวและซอสที่เตรียมมาจากชีส Parmesan ด้านบนท็อปด้วยใบมิ้นต์ช่วยเรียกความสดชื่นได้ดี (17/20)
refreshing
ล้างปากด้วยสับปะรดภูแลจากจังหวัดภูเก็ตที่ผ่านการหมักกับเหล้าสมุนไพร Centerba จากแคว้น Abruzzo ด้านบนท็อปด้วยโฟมมังคุดช่วยเรียกความสดชื่นได้ดี
bone marrow brioche, grass-fed mesa butter
olive oil, balsamic vinegar
homemade bai khee lek breadstick
จากนั้นพนักงานจะนำเสิร์ฟขนมปัง Brioche ที่มีส่วนผสมของไขกระดูก ข้าง ๆ กันคือเนยจากนมของน้องวัวเมษาจากลพบุรีฟาร์ม นอกจากนี้ยังมี Creamy Quark Cheese เสิร์ฟมากับน้ำมันมะกอกและน้ำส้มสายชูบัลซามิครวมไปถึง Grissini ที่มีรสเค็มเบา ๆ ของเกลือจากจังหวัดสมุทรสาครและอโรมาของใบขี้เหล็กอยู่ด้วย
gindara, white miso, kale
ปลา Gindara นำเข้าจากประเทศญี่ปุ่นปรุงสุกได้พอเหมาะ เชฟเสิร์ฟมากับผักคะน้าใบหยักกรอบ ๆ ราดด้วยซอสมิโสะขาวและทาร์รากอนได้พอเหมาะ (15/20)
dry-aged beef
เนื้อวัวไทย-วากิวจากจังหวัดขอนแก่นที่นำไปห่อผิวชั้นนอกด้วยไขผึ้งและน้ำผึ้งแล้วผ่านการ Dry-aged นาน 6 สัปดาห์ จากนั้นนำไปย่างเสิร์ฟมาที่ความสุกแบบมีเดียมแรร์ เชฟราดด้วยซอส Jus ที่ผสมผสานน้ำสต๊อกวัว, บีทรูท และดอกขิงให้รสชาติไม่เข้มข้นและไม่ใสจนเกินไป ด้านล่างรองด้วยครีมบีทรูท ด้านบนคือบีทรูทปรุงสุกให้ Earthy Flavour ที่สมดุลกันกับซอส Jus ได้อย่างพอเหมาะ (17/20)
sorbetto
ในห้องครัวจะมีคอร์สล้างปากเป็นซอร์เบท์จับคู่กับเจลและผงมะกรูด
ในห้องครัวจะมีคอร์สล้างปากเป็นซอร์เบท์จับคู่กับเจลและผงมะกรูด
cinnamon custard, thai cherry
ล้างปากด้วยของหวานที่เชฟได้รับแรงบันดาลใจมาจาก Arlecchino ตัวละครประจำงานคานิวัลที่แต่งตัวด้วยสีสันสดใสนั่นเอง องค์ประกอบหลักของจานคือคัสตาร์ดซินนามอนหอมละมุนจับคู่กับความเปรี้ยวและเข้มข้นของลูกไหน นอกจากนี้ยังมีซอสสีเขียวที่เตรียมมาจาก Amaretto อีกด้วย (17/20)
wasabi ice cream
ของหวานจานหลักคือไอศกรีมที่มีความฉุนเบา ๆ ของส่วนลำต้นและใบของวาซาบิไทยที่ปลูกในจังหวัดระยอง เชฟจับคู่กันกับคือความขมของช็อกโกแลตและน้ำมันวาซาบิ (17/20)
wasabi ice cream
ของหวานจานหลักคือไอศกรีมที่มีความฉุนเบา ๆ ของส่วนลำต้นและใบของวาซาบิไทยที่ปลูกในจังหวัดระยอง เชฟจับคู่กันกับคือความขมของช็อกโกแลตและน้ำมันวาซาบิ (17/20)
mignardises
ปิดท้ายด้วยขอวหวานหลายอย่างคือช็อกโกแลตที่มีอโรมาของทรัฟเฟิลและโรสแมรี ถัดมาคือถั่วมาคาเดเมียและครีม Marzipan สุดท้ายคือโฟมข้าวเหนียวจับคู่มากับหอมแดงและน้ำปลาหวาน
coffee
จับคู่ของหวานกัยกาแฟเข้ากันได้ดีมาก ๆ
[THE PLACE] Chatrium Grand Bangkok เป็นโรงแรมสุดหรูในเครือ Chatrium Hospitality ที่สะท้อนเอกลักษณ์และความประณีตออกมาได้อย่างชัดเจนในทุกรายละเอียด ด้วยทำเลที่ตั้งอยู่บนถนนเพชรบุรีใจกลางกรุงเทพมหานครใกล้แหล่งช้อปปิ้งชั้นนำอย่าง Siam Paragon และ centralwOrld ทำให้การแวะมาพักหรือแวะมาชิมอาหารตอบโจทย์ทั้งนักท่องเที่ยวและผู้ที่ต้องการสัมผัสประสบการณ์การพักผ่อนระดับพรีเมียม
ตัวอาคารโดดเด่นด้วยดีไซน์ตึกแฝดสูง 32 ชั้น ออกแบบโดย Robert Philip Holmes สถาปนิกระดับโลกที่เน้นการผสมผสานความหรูหราสมัยใหม่เข้ากับกลิ่นอายศิลปะของไทย
บริเวณชั้น 7 เป็นที่ตั้งของ etcha ห้องอาหารใหม่ล่าสุดที่ทางทีม Chatrium Grand Bangkok ทุ่มเทรังสรรค์ขึ้นเพื่อให้เป็นจุดหมายปลายทางแห่งการรับประทานอาหารระดับสูง ลูกค้าทุกคนจะพบกับประสบการณ์การลิ้มลองรสชาติที่เต็มไปด้วยความคิดสร้างสรรค์รวมไปถึงการตกแต่งที่ชวนให้ประทับใจตั้งแต่วินาทีแรก
ภายในตกแต่งแบบ Minimalism โดยอาศัยสีเอิร์ธโทนอย่างสีดินเผาและสีเบจในการสะท้อนสะท้อนถึงการเชื่อมโยงกับธรรมชาติเข้ากันกับความทันสมัย กระจกใสสูงจากพื้นจรดเพดานเผยให้เห็นภาพยามค่ำคืนของตึกระฟ้าโดยรอบ ทางร้านยังเลือกใช้ผ้าม่านแทนที่ฉากกั้นหรือกำแพงทำให้พื้นที่ห้องอาหารหลักมีความโปร่ง
อาหารแต่ละคอร์สจัดเสิร์ฟมาบนเครื่องปั้นดินเผาเข้าคู่กันกับเครื่องเทเบิ้ลแวร์สั่งทำพิเศษ ระหว่างมื้อทางทีมงานจะทยอยเชิญลูกค้าแต่ละโต๊ะไปเยี่ยมชมพื้นที่ครัวทั้งฝั่งของคาวและของหวานสร้างความทรงจำที่น่าประทับใจไม่รู้ลืม
[THE CHEF] Giacomo Primante เกิดที่เมือง Lanciano ในแคว้น Abruzzo ประเทศอิตาลี เขาได้รับแรงบันดาลใจในการทำอาหารตั้งแต่อายุยังน้อย หลังจากจบเป็นเชฟมืออาชีพเขาเริ่มต้นงานที่ห้องอาหาร Chesery (1 MICHELIN Star) ในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ก่อนจะออกเดินทางไปร่วมงานกับห้องอาหารระดับแนวหน้าจากทั่วโลกไม่ว่าจะเป็น Diver XO (3 MICHELIN Stars) ในประเทศสเปน, Kei (3 MICHELIN Stars) ในประเทศฝรั่งเศส, Mirazur (3 MICHELIN Stars) ในประเทศฝรั่งเศสและ Benu (3 MICHELIN Stars) ในประเทศสหรัฐอเมริกา หลังจากเก็บสะสมประสบการณ์ได้มากพอเขาได้เริ่มต้นเส้นทางของตัวเองโดยการรับงานเป็น Head Chef ให้กับห้องอาหาร etcha แห่งนี้นั่นเอง สำหรับอาหารหวานเป็นผลงานของเชฟ Alessia Migliacci โดยเธอเริ่มต้นเส้นทางอาชีพที่เมือง St. Moritz ก่อนจะออกเดินทางไปร่วมงานกับห้องอาหาร ION – The Harbour (1 MICHELIN Star ในขณะนั้น) ในประเทศ Malta และห้องอาหาร Quince (3 MICHELIN Stars) ในประเทศสหรัฐอเมริกา หลังจากนั้นเธอได้กลับไปร่วมงานกับโรงแรม The Dolder Grand ในนคร Zurich อยู่พักหนึ่งแล้วจึงย้ายมาร่วมงานกับห้อง etcha ในที่สุด
[THE FOOD] อาหารที่ etcha นำเสนอมาในรูป Borderless Cuisine หรืออาหารไร้กรอบโดยเน้นการยกระดับวัตถุดิบท้องถิ่นของไทยมาประกอบเข้าด้วยกันกับเทคนิคระดับสูงของเชฟจนได้ออกเป็นเมนูที่มีอัตลักษณ์ไม่ซ้ำใคร ลูกค้าสามารถเลือกชิม Tasting Menu ได้ 2 รูปแบบคือ ETCHA 180° (3,750++) นำเสนอมาที่จำนวน 6 คอร์ส และ ETCHA 360° (4,750++) นำเสนอมาที่จำนวน 9 คอร์ส นอกจากนี้ยังมีเมนูชุดพิเศษที่สามารถจัดเตรียมให้สำหรับลูกค้าที่แวะกลับมาชิมบ่อยครั้ง
ตู้สำหรับ Dry-aged เนื้อสัตว์
[WHY GO] แม้จะเป็นการกลับมาเยือนครั้งที่ 2 แต่เชฟ Giacomo ยังคงสามารถสร้างประสบการณ์ที่น่าตื่นตาตื่นใจให้กับเหล่านักชิมในทุก ๆ รายละเอียดไม่ว่าจะเป็นเทคนิคการเตรียมอาหาร, การจัดจาน หรือแม้กระทั่งการเชิญลูกค้าเข้าครัวที่มีกิมมิคเล็ก ๆ เปลี่ยนไปทุกครั้ง นอกจากนี้การจับคู่ไวน์แต่ละแก้วยังถูกยกระดับขึ้นไปอีกขั้นโดยมีราคาคุ้มค่าเช่นเดิม จากที่กล่าวมาเราจึงขอการันตีว่า etcha เป็นหนึ่งในร้านเปิดใหม่ไม่กี่แห่งในปีนี้ที่น่าจับตามองและควรค่าแก่การแวะมาลองชิมให้ได้สักครั้ง