หน้าแรก » 🇫🇷 Auberge du Vieux Puits – โอแบร์จ ดู วิเยอ ปุย
Visit: September 21, 2024
🇫🇷 Auberge du Vieux Puits - โอแบร์จ ดู วิเยอ ปุย
👨🏻🍳 Chef Gilles Goujon - เชฟฌิลส์ กูฌง
5 avenue Saint-Victor, Fontjoncouse, 11360, France
Tel: (+33) 4 68 44 07 37
Cuisine
🍴 Creative - อาหารเชิงสร้างสรรค์
Country
France
MICHELIN Guide
3 MICHELIN Stars
Score
18/20
Price
[INTRO] บทความในวันนี้เราจะพาเพื่อน ๆ ไปพบกับห้องอาหารที่ดีที่สุดในแถบ Languegoc โดยเชฟ Gilles Goujon ตัดสินใจซื้อต่อโรงแรมเล็ก ๆ ในหมู่บ้านซึ่งตั้งอยู่ลึกเข้ามาในภูเขาก่อนจะใช้เวลาค่อย ๆ เปลี่ยนแปลงขยับขยายจนกลายมาเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางที่เหล่านักชิมต่างตั้งเป้าหมายในการแวะมาเยือนให้ได้สักครั้งในชีวิต
Price :
280-310 €
Parking :
จอดรถที่ Auberge du Vieux Puits
Operating Time :
Lunch Thu-Sun 12.00-13.15, Dinner Wed-Sat 20.00-21.15, Closed on Mon-Tue
Dress Code :
Smart Casual
Score
👍 สุดยอดห้องอาหารระดับสูงที่แอบซ่อนตัวอยู่ในหมู่บ้านเล็ก ๆ กลางหุบเขาทางตอนใต้ของประเทศฝรั่งเศส
อาหาร :
18
ราคา :
เทคนิค :
อัตลักษณ์ :
บรรยากาศ :
บริการ :
ไวน์ :
Map
📃 MENU QUELQUES PAS DANS LA GARRIGUE (280 €)
L’œuf poule Carrus « pourri » de truffe melanosporum sur une purée de champignons, briochine tiède et cappuccino à boire
Auberge du Vieux Puits – โอแบร์จ ดู วิเยอ ปุย![]()
![]()
3 MICHELIN Stars – 3 ดาวมิชลิน![]()
![]()
![]()
![]()
19/20 Gault&Millau – 19/20 โก&มีโย
Creative – อาหารเชิงสร้างสรรค์
Chef Gilles Goujon – เชฟฌิลส์ กูฌง
[INTRO] บทความในวันนี้เราจะพาเพื่อน ๆ ไปพบกับห้องอาหารที่ดีที่สุดในแถบ Languegoc โดยเชฟ Gilles Goujon ตัดสินใจซื้อต่อโรงแรมเล็ก ๆ ในหมู่บ้านซึ่งตั้งอยู่ลึกเข้ามาในภูเขาก่อนจะใช้เวลาค่อย ๆ เปลี่ยนแปลงขยับขยายจนกลายมาเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางที่เหล่านักชิมต่างตั้งเป้าหมายในการแวะมาเยือนให้ได้สักครั้งในชีวิต
Amuse-bouche
ของว่างเรียกน้ำย่อยจานแรกคือ Blonde Bread หรือขนมปังกรอบ ๆ ที่สอดไส้ครีมทรัฟเฟิล ชิ้นข้าง ๆ กันคือหมอนสี่เหลี่ยมท็อปด้วย Borage Flower ซึ่งเป็นดอกไม้ที่มีอโรมาของหอยนางรม ด้านในบรรจุครีมที่เตรียมมาจากหอย Bijoux จากท้องทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ด้านบนท็อปด้วยดอกไม้ที่มีอโรมาคล้ายกันกับหอยนางรม (16/20)
Amuse-bouche
ถัดมาคือ Pissaladière หรือพายหัวหอมจากแถบนคร Nice เชฟนำเสนอมาเป็น Goujon หรือแผ่นกรอบรูปก้างปลาที่เป็นคำพ้องเสียงกันกับนามสกุลเชฟ ด้านบนท็อปด้วยแองโชวี่ หัวหอม และมะกอก (16/20)
Amuse-bouche
Tartelette ที่บรรจุองค์ประกอบต่าง ๆ ของเห็ด Ceps ท็อปด้วยถั่ว Hazelnut คั่วกรอบ ๆ (16/20)
Amuse-bouche
ถัดมาคือหอยนางรมจาก Maison Tarbouriech ที่ผ่านการ Poached เบา ๆ ก่อนจะเสิร์ฟมาคู่กันกับเจลลี่ที่เตรียมมาจากน้ำทะเลให้รสชาติเบา ๆ ด้านล่างรองด้วย Smoked Oyster Tartare สับมาเป็นชิ้น ๆ แอบซ่อนอยู่ ก่อนรับประทานพนักงานจะแนะนำให้ใช้ค้อนเล็ก ๆ กระเทาะเปลือกไข่มุกจำลองของ Blown Sugar ด้านบนให้แตกออกเพื่อสัมผัสอโรมาหอม ๆ ของ Beechwood ที่เชฟใส่เอาไว้ด้านใน (18/20)
Pain
Plain และ Multigrain Bread จาก Henri Poch เจ้าของร้าน Boulangerie Le Couvent ซึ่งตัวเขานั้นเป็นคนทำขนมปังผู้ได้รับรางวัล Meilleur Ouvrier de France ในปี 2000 ตัวร้านตั้งอยู่ในหมู่บ้าน Ille-sur-Têt และจัดส่งขนมปังมาให้กับร้าน Auberge du Vieux Puits สำหรับขนมปังจะเสิร์ฟมาคู่กันกับเนย 3 ชนิดคือ Beetroot Butter, Oyster Water and Seaweed Butter, Red Pepper Butter และเกลือนั่นเอง
L’œuf poule Carrus « pourri » de truffe melanosporum sur une purée de champignons, briochine tiède et cappuccino à boire
สุดยอดเมนูระดับพระกาฬประจำร้านคือ Rotten Egg มีองค์ประกอบที่สำคัญคือไข่ไก่จากฟาร์ม Carrus ใน Laga Valley ซึ่งเป็นเพื่อนของเชฟ Goujon เสิร์ฟมาบนจานใสเผยให้เห็นหญ้าฟางที่ตกแต่งเอาไว้ด้านล่าง (20/20)
L’œuf poule Carrus « pourri » de truffe melanosporum sur une purée de champignons, briochine tiède et cappuccino à boire
จากนั้นพนักงานจะแนะนำให้ใช่เครื่องเทเบิ้ลแวร์อย่าง Spork หั่นไข่ให้แตกออกเผยให้เห็น Purée ของเห็ดทรัฟเฟิลสายพันธุ์ที่ดีที่สุดในโลกอย่าง Tuber melanosporum ไหลเยิ้มออกมา ส่วนองค์ประกอบด้านล่างของไข่คือ Purée เห็ดให้เนื้อสัมผัสเนียนละมุน (20/20)
L’œuf poule Carrus « pourri » de truffe melanosporum sur une purée de champignons, briochine tiède et cappuccino à boire
หลังจากนั้นพนักงานจะเทราด Sabayon ที่มีอโรมาของ Black Winter Truffle Melanosporum ลงไปทั่วจาน (20/20)
L’œuf poule Carrus « pourri » de truffe melanosporum sur une purée de champignons, briochine tiède et cappuccino à boire
ด้านบนพนักงานจะขูด Truffle ท็อปลงไป 2 ชนิดคือ Tasmanian Black Winter Truffle (Tuber melanosporum) และ Italian Burgundy Truffle (Tuber aestivum) สำหรับตัว Sabayon ให้เนื้อสัมผัสที่ครีมมี่แต่ยังไว้ซึ่งความหนืดเบา ๆ ผสมเข้ากันกับความหอมและละมุนของ Tuber melanosporum Purée ได้อย่างไร้ที่ติ (20/20)
L’œuf poule Carrus « pourri » de truffe melanosporum sur une purée de champignons, briochine tiède et cappuccino à boire
ข้าง ๆ กันยังมีขนมปัง Brioche อุ่น ๆ มีเนื้อสัมผัสฟูกรอบสำหรับใช้ปาดซอส นอกจากนี้ยังมี Capuccino เห็ดสำหรับดื่มสลับกันไปกับ Rotten Egg อีกด้วย (20/20)
Assiette sauvage de champignons, Roquette, pissenlits et ses fleurs
คอร์สพิเศษที่เชฟเสิร์ฟมาเพิ่มให้กับเราในวันนี้คือจานที่รวบรวมเห็ดป่าตามฤดูกาลหลายชนิดเข้ามาไว้ในจานเดียวไม่ว่าจะเป็น Trompette de la Mort, Cèpes, Pied-de-mouton และ Girolles เข้าไว้ด้วยกัน (17/20)
Assiette sauvage de champignons, Roquette, pissenlits et ses fleurs
ตรงกลางคือ Cèpes Ice Cream หรือไอศกรีมเห็ดและ Carpaccio เห็ดฝานมาเป็นชิ้นบาง ๆ จากนั้นท็อปด้วย Crystallized Mushroom Powder มีลักษณะเป็นแผ่นบาง ๆ กึ่งกรอบกึ่งหนึบ (17/20)
Assiette sauvage de champignons, Roquette, pissenlits et ses fleurs
ตรงกลางคือ Cèpes Ice Cream หรือไอศกรีมเห็ดและ Carpaccio เห็ดฝานมาเป็นชิ้นบาง ๆ จากนั้นท็อปด้วย Crystallized Mushroom Powder มีลักษณะเป็นแผ่นบาง ๆ กึ่งกรอบกึ่งหนึบ (17/20)
Pain
ขนมปังสำหรับใช้ปาดซอส
Sériole de Méditerranée, une barquette de bucatini en minestrone aux pommes d’amour et… « la soupe »
ปลา Amberjack ทางจากทะเลเมดิเตอร์เรเนียนเสิร์ฟมากับ Bucatini Cage ซึ่งเป็นพาสต้าที่มีรูกลวงตรงกลาง ด้านบนท็อปด้วยมะเขือเทศ Tomberry ให้รสชาติอุมามิและความฉ่ำและซอร์เบท์ที่เตรียมมาจากมะเขือเทศที่ผ่านการอบในเตา Josper โดยพนักงานจะแนะนำให้รับประทานซอร์เบท์ก่อนใครเพื่อน (19/20)
Sériole de Méditerranée, une barquette de bucatini en minestrone aux pommes d’amour et… « la soupe »
หลังจากนั้นพนักงานจะแนะนำให้แหวก Bucatini Cage ออกเผยให้เห็นผักด้านในก่อนที่จะเทราด Pistou Sauce ที่ประกอบขึ้นจากมะเขือเทศ เมล็ดสน และใบเบซิลสร้างอโรมาที่หอมโดดเด่น (19/20)
Pièce de veau de Christine Castello cuite « Josper », fagot de haricot vert, blanquette de champignons, raviole potagère, jus de déglaçage à la nepita
เนื้อลูกวัวจากฟาร์มของ Madame Christine Castello ในแถบเทือกเขา Pyrenees (17/20)
Pièce de veau de Christine Castello cuite « Josper », fagot de haricot vert, blanquette de champignons, raviole potagère, jus de déglaçage à la nepita
เชฟวางซ้อนทับกันมารวม 3 ชิ้น ข้าง ๆ กันคือถั่ว Green Beans วาวเรียวกันมาเป็นกรง ด้านในประกอบไปด้วย Mushroom Blanquette จากนั้นพนักงานจะเทราดซอสครีมเห็ดลงไปในจาน (17/20)
Pièce de veau de Christine Castello cuite « Josper », fagot de haricot vert, blanquette de champignons, raviole potagère, jus de déglaçage à la nepita
อีกฝั่งหนึ่งคือ Raviole หรือพาสต้าทรงเกี๊ยวสอดไส้ผักนานาชนิด ด้านบนท็อปด้วยองค์ประกอบของ Gribiche ซึ่งมีองค์ประกอบหลักเป็นเคเปอร์และไข่นั่นเอง สุดท้ายคือซอส Jus รสชาติเข้มข้นที่มีอโรมาของ Nepita ซึ่งเป็นสมุนไพรจากอเมริกาใต้เติมเต็มรสชาติของจานได้อย่างสมบูรณ์แบบ (17/20)
Chariot de fromages, affinés des Corbières surtout…
mais aussi d’ailleurs
ต่อมาคือชีสหลากหลายชนิดเสิร์ฟมาให้สำหรับผู้ที่ชื่นชอบชีสเป็นชีวิตจิตใจ
Chariot de fromages, affinés des Corbières surtout…
mais aussi d’ailleurs
พนักงานจะจัดวางลงจานให้พร้อมชิม
Marquise au chocolat, maracaibo, croquante et moelleuse au praliné amande et maracuja acidulé, sauce passionnément
Chocolate Marquise จากประเทศเวเนซูเอลา ด้านในคือไอศกรีมเสาวรสจับคู่มากับพราลีนถั่วอัลมอนด์ จากนั้นพนักงานจะเทราดซอสเสาวรสลงไปเติมรสชาติเปรี้ยวไปบาลานซ์กับความขมของช็อกโกแลตได้อย่างลงตัว (18/20)
Les mignardises du Vieux Puits
ปิดท้ายด้วยขนมจิ๋วคือ Tartelette with Verbena Jelly and Thyme, Raspberry and Vanilla Macaron, Hazelnut Praline และ Black Chocolate with Caramel
รายการเครื่องดื่มในวันนี้
รายการเครื่องดื่มในวันนี้
ราคา 1,298 €/4 คน
MENU QUELQUES PAS DANS LA GARRIGUE (280 €)
ตัวอาคารแต่เดิมถูกใช้เป็นโรงแรมขนาดเล็กสำหรับรองรับนักเดินทางที่แวะผ่านมายังหมู่บ้านไกลปืนเที่ยงแห่งนี้ทั้งยังเคยขาดทุนจนต้องล้มเลิกกิจการและเปลี่ยนมือเจ้าของมาแล้วถึง 3 ครั้ง
สำหรับผู้ที่เดินทางมาจากเมืองใหญ่ที่ใกล้ที่สุดอย่าง Narbonne จำเป็นต้องมีรถส่วนตัวเพื่อขับลัดเลาะผ่านป่าไม้ทึบและภูเขาหลายลูกนานกว่า 35 นาที ถนนบางจุดอาจแคบขนาดรถยนต์วิ่งสวนกันไม่ได้จนแทบไม่อยากเชื่อว่าจะมีห้องอาหารระดับสูงมาตั้งอยู่ในบริเวณนี้ เมื่อมาถึงลูกค้าสามารถจอดรถได้ด้านหน้าร้านโดยตรง
สัญลักษณ์รูปก้างปลาถูกวาดหรือตกแต่งเอาไว้ทั่วร้านอันเนื่องมาจากนามสกุลของเชฟ Goujon นั้นแปลว่าก้างปลาในภาษาฝรั่งเศส
ห้องรับประทานอาหารหลักตกแต่งแบบเรียบง่ายโดยมีเพดานที่ค่อนข้างเตี้ยเทียบกับร้านอื่น ๆ ในระดับเดียวกัน
โต๊ะไม้ไร้ซี่งผ้าปูสร้างบรรยากาศที่มีความแคชวลกว่าห้องอาหารระดับสูงอื่น ๆ ไฟจากเพดานส่องสว่างลงมายังกลางโต๊ะ
ภายในห้องอาหาร
พนักงานทุกคนให้บริการอย่างมืออาชีพและเป็นกันเองโดยมีบางคนที่สามารถสื่อสารภาษาอังกฤษได้อย่างดีเยี่ยมรับหน้าที่คอยต้อนรับลูกค้าที่เดินทางมาจากต่างประเทศนั่นเอง
ผนังฝั่งหนึ่งตกแต่งด้วยรูปของเชฟโดยมีกระจกใสกั้นห้องครัวเอาไว้ช่วยเพิ่มความไดนามิคให้กับพื้นที่โดยรอบ
บริเวฯรับรองลูกค้า
ห้องเก็บไวน์
จุดจำหน่ายของที่ระลึก
[THE CHEF] Gilles Goujon เกิดในปี 1961 ที่เมือง Bourges ประเทศฝรั่งเศส อย่างไรก็ตามชีวิตในวัยเด็กของเขาจำเป็นต้องออกเดินทางตามครอบครัวไปยังเมือง Marrakesh ประเทศโมร็อกโกต่อด้วยประเทศเยอรมนีและเมือง Metz ในประเทศฝรั่งเศสตามลำดับ หลังจากที่คุณพ่อเสียชีวิตเขาจึงย้ายมาตั้งรกรากที่เมือง Béziers ต่อมาในปี 1977 เขาเริ่มต้นงานกับห้องอาหารที่สถานีรถไฟประจำเมือง Gare de Béziers ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของบริษัทการรถไฟ Chemins de fer du Midi ทั้งยังได้รับรางวัลเชฟฝึกหัดที่ดีที่สุดในภูมิภาค Languedoc-Roussillon อีกด้วย ในปี 1981 เขาย้ายมาร่วมงานกับพี่น้อง Rouquette ที่ห้องอาหาร Le Ragueneau โดยในระหว่างนี้เขาได้รับการทาบทามจากเชฟระดับตำนาน Roger Vergé ให้ย้ายไปเป็นผู้ช่วยที่ห้องอาหาร Le Moulin de Mougins ระดับ 3 MICHELIN Stars นานถึง 4 ปี หลังจากนั้นเขาย้ายไปร่วมงานกับเชฟ Jean-Paul Passédat ที่ห้องอาหาร Le Petit Nice (2 MICHELIN Stars ในขณะนั้น) ต่อด้วยการรับตำแหน่งเป็น Sous Chef ให้กับห้องอาหาร L’Escale ระดับ 1 MICHELIN star ซึ่งได้รับการเลื่อนระดับให้เป็นร้านระดับ 2 MICHELIN Stars ในระหว่างที่ตัวเขาทำงานอยู่อีกด้วย
หลังจากสั่งสมประสบการณ์ได้มากพอเชฟ Gilles Goujon ตัดสินใจเปิดห้องอาหารเป็นของตัวเองที่ Fontjoncouse หมู่บ้านเล็ก ๆ ในภูมิภาค Aude ที่ตั้งอยู่โดดเดี่ยวในป่าและมีประชากรเพียงราว ๆ 100 คนเท่านั้นโดยนายกเทศมนตรีประจำเมืองในขณะนั้นกำลังมองหาผู้ประกอบการที่สามารถดึงนักท่องเที่ยวเข้ามายังหมู่บ้านได้ซึ่งเป็นเวลาประจวบเหมาะพอดีกับเชฟ Gilles Goujon ที่กำลังมองหาสถานที่เปิดร้านก่อนตัวเขาจะอายุ 30 ปี การซื้อขายที่ดินและตัวอาคารจึงเกิดขึ้นได้ภายใต้งบประมาณเพียง 34,000 € โดยประมาณเท่านั้น ในช่วง 5 ปีแรกที่เปิดทำการนั้นปริมาณลูกค้าที่แวะมาชิมมีจำนวนน้อยมากจนกระทั่งเขาได้รับตำแหน่ง Meilleur Ouvrier de France ในปี 1996 ทำให้เริ่มมีลูกค้าและนักชิมแวะมาจนกระทั่งในปี 1997 ตัวร้านได้รับคะแนนจาก Gault&Millau อยู่ที่ 14/20 และคว้ารางวัล
1 MICHELIN Star ได้นั่นเอง ตัวร้านได้รับการยกระดับสู่ ![]()
2 MICHELIN Stars ในปี 2001 และ ![]()
![]()
3 MICHELIN Stars ในปี 2010 จนชาวเมืองต่างตั้งสมญานามให้กับเขาว่าเป็น The Innkeeper of The Corbières เลยทีเดียว
[THE FOOD] เชฟ Gilles Goujon ส่งไม้ต่อให้ลูกชายทั้ง 2 คนคือ Enzo รับหน้าที่ควบคุมอาหารคาวและ Axel รับหน้าที่จัดเตรียมอาหารหวาน ทั้งคู่นำเสนออาหารในเชิงสร้างสรรค์โดยอาศัยเทคนิคการเตรียมอาหารร่วมสมัยและเทคนิคโมเลกุลมาผสมผสานกันออกมาจนได้เป็น Tasting Menu ทั้ง 2 รูปแบบคือ Quelques Pas Dans La Garrigue (280 €) นำเสนอมาที่จำนวน 5 คอร์สและ Air Fêtes En Corbières (310 €) ซึ่งเป็นเมนูที่ได้รับการรังสรรค์ออกมาตามใจเชฟจัดเสิร์ฟมาที่จำนวน 6 คอร์ส รายการไวน์มีให้เลือกหลากหลายระดับราคารวมไปถึงไวน์หายากมากมายที่ได้รับการจัดแสดงเอาไว้ใกล้กันกับแผนกต้อนรับ
[THE PLACE] Auberge du Vieux Puits หรือแปลตรงตัวได้ว่า ”โรงแรมบ่อน้ำเก่า“ มีที่มาของชื่อเป็นบ่อตักน้ำโบราณกว้าง 7 ฟุตที่ปัจจุบันได้ถูกกั้นด้วยกระจกใสและจัดแสดงอยู่บริเวณห้องรับรองลูกค้า
จุดรับรองลูกค้า
บริเวณทางเข้าร้าน
[WHY GO] Auberge du Vieux Puits เป็นห้องอาหารชั้นยอดที่สร้างความทรงจำอันยากจะลืมเลือน รายการเครื่องดื่มมีความหลากหลายนำเสนอมาในราคาที่เหมาะสม พนักงานให้บริการอย่างมืออาชีพโดยแต่ละคนมีลูกเล่นและถ้อยคำเฉพาะตัวสร้างบรรยากาศที่สนุกสนาน อย่างไรก็ตามหากคุณไม่ได้ค้างคืนในแถบนี้ก็ขอแนะนำว่าอย่าเผลอดื่มมากจนเกินไปเพราะการเดินทางขากลับก็ต้องผ่านเส้นทางบนหุบเขาอันคดเคี้ยวไม่ต่างจากขามานั่นเอง