หน้าแรก » 🇸🇬 Jag – แจ็ค
Visit: February 19, 2025
🇸🇬 Jag - แจ็ค
👨🏻🍳 Chef Jeremy Gillon - เชฟเฌเรมี กียง
Singapore Tyler Print Institute, #02-02, 41 Robertson Quay, 238236, Singapore
Tel: (+65) 6871 8973
Cuisine
🍴 French Contemporary - อาหารฝรั่งเศสร่วมสมัย
Country
Singapore
MICHELIN Guide
1 MICHELIN Star
Score
Price
[INTRO] บทความในวันนี้เราจะพาเพื่อน ๆ ไปพบกับห้องอาหารเพียงแห่งเดียวใจกลางประเทศสิงคโปร์ที่กล้านำเสนอเมนูในสไตล์ Vegetable-forward Cuisine ออกมาได้อย่างน่าสนใจ ใครที่สนใจสามารถตามไปดูรายละเอียดเพิ่มเติมกันได้ที่ https://bit.ly/41VY6FQ
Price :
210-357 SGD
Parking :
None
Operating Time :
Wed-Sat 12.00-15.00, Dinner Tue-Sat 18.00-23.00 Closed on Sun-Mon
Dress Code :
Smart Casual
Score
👍 สุดยอดผู้บุกเบิกอาหารสไตล์ Vegetable-forward Cuisine ในประเทศสิงคโปร์
อาหาร :
ราคา :
เทคนิค :
อัตลักษณ์ :
บรรยากาศ :
บริการ :
ไวน์ :
Map
📃 DINNER MENU (357 SGD)
Jag – แจ็ค
1 MICHELIN Star – 1 ดาวมิชลิน
French Contemporary – อาหารฝรั่งเศสร่วมสมัย
Chef Jeremy Gillon – เชฟเฌเรมี กียง
[THE CHEF] Jeremy Gillon เป็นเชฟชาวฝรั่งเศสผู้เกิดและเติบโตขึ้นมาในแคว้น Normandy หลังจากจบเป็นเชฟมืออาชีพเขาได้ร่วมงานกับเชฟ Nicolas Le Bec และเป็นหนึ่งในทีมที่พาห้องอาหาร Los Loges คว้ารางวัล 1 MICHELIN Star มาครองได้สำเร็จ ต่อมาเขาได้รับงานเป็นหัวหน้าเชฟที่ห้องอาหาร L’Epicurean ในเมือง Val Thorens และสามารถคว้ารางวัล
1 MICHELIN Star มาครองเป็นของตัวเองได้ในที่สุด กาลเวลาล่วงเลยมาจนกระทั่งในปี 2018 เขาได้เข้าร่วมเป็นหนึ่งในทีมเชฟให้กับนักกีฬาทีมชาติฝรั่งเศสใน PyeongChang Winter Olympic Games ณ ประเทศเกาหลีใต้และได้รับการทาบทามให้มาเป็นหนึ่งในหุ้นส่วนของห้องอาหาร Jag ที่ประเทศสิงคโปร์โดยใช้ชื่อย่อมาจากคำว่า Jeremy Anant Gastronomy ซึ่งเป็นสองหุ้นส่วนคนสำคัญของร้านนั่นเอง ตัวร้านได้รับรางวัล
1 MICHELIN Star ครั้งแรกในปี 2019 และสามารถรักษาคุณภาพต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน
วัตถุดิบสำคัญของมื้อนี้
Radish, Long Pepper
เริ่มต้นของว่างเรียกน้ำย่อยด้วยแผ่นแครกเกอร์กรอบทรงหมอนสี่เหลี่ยม ด้านในบรรจุแรดิชสร้างรสชาติเปรี้ยวเบา ๆ
Leek, Caraway
กระเทียมต้นเสิร์ฟมาเป็นสลัดห่อด้วยเจลลี่กระเทียมต้น ด้านล่างรองด้วย Sablé กรอบที่เตรียมมาจากคาราเวย์
Occa, Salted Caramel
ปิดท้ายด้วย Occa ซึ่งเป็นพืชหัวคล้ายกันกับมันฝรั่งเสิร์ฟมาเป็นเทอร์รีนจิ๋ว จากนั้นปรุงแต่งด้วยรสชาติของจูนิเปอร์เบอร์รี่
Red Cabbage, Parsley
จบด้วยองค์ประกอบของน้ำทับทิมผสมกันกับกะหล่ำปลีแดง ด้านบนคือน้ำมันพาสลีย์
Bread & Butter
ขนมปังซาวร์โดว์เสิร์ฟมากับขนมที่เตรียมมาจากแคร์รอตและเมล็ดยี่หร่า ข้างกันคือเนย Salted Butter และ Woodruff Butter ให้กลิ่นและอโรมาเฉพาะตัว
Carrot, Linseed
ครีมที่เตรียมมาจากแคร์รอต ด้านบนท็อปด้วย Linseed ที่ผ่านการเซียบนกระทะและข้าวพองที่ทำมาจากข้าวดำญี่ปุ่นกรอบ ๆ จากนั้นที่โต๊ะพนักงานจะเท Consommé ที่เตรียมมาจากแคร์รอตและน้ำมันผักชีลาวลงไปให้ความฉุนเพียงเบา ๆ มาเบรคความหวานของแคร์รอตนั่นเอง
Capucine, Trout
ปลาเทร้าต์ดองและไข่ปลาแซลมอนรองด้านล่างด้วยสลัดควินัวสร้างมิติทางเนื้อสัมผัสที่ดี เชฟจับคู่กับรสชาติเปรี้ยวของ Capucine ก่อนที่พนักงานจะเท Capucine Dashi ลงไปในจาน
Pumpkin, Caviar
คอร์สนี้เชฟเสิร์ฟฟักทอง Potimarron ซึ่งมีจุดเด่นคือรสหวานปนอโรมาหอม ๆ คล้ายถั่ว เชฟเสิร์ฟมาทั้งในรูปแบบปกติ, ดอง, ไอศกรีม และครีม ยังมีความเปรี้ยวที่ได้จาก Sea Berry ตัดด้วยความฉุนของน้ำมันเบซิล สุดท้ายคือความเค็มและความครีมมี่ของ Oscietra Caviar ที่ใส่มาในปริมาณเกือบครึ่งหนึ่งของจาน
Golden Turnip, Horseradish
Golden Turnip เสิร์ฟมาเป็น Consommé เสริมด้วยความฉุนของน้ำมัน Horseradish เพียงเบา ๆ
Chervil Root , Lobster
ล็อบสเตอร์เนื้อเด้งกรอบจับคู่มากับซอสครีมกุ้งล็อบสเตอร์ที่มีความหวาน ครีมมี่ และรสขมเบา ๆ ในจานยังมีรากของเชอร์วิลเสิร์ฟมาในหลากหลายเทคนิคทั้งแบบปกติและแบบที่ผ่านการการจี่ เชฟยังสร้างมิติความหวานโดยการใส่พราลีนอัลมอนด์และพาสร์นิปไว้ด้วย
Celeriac, Dover Sole
ปลาโดเวอร์โซลสอดไส้ตรงกลางด้วย Mousseline ของปลาให้เนื้อสัมผัสสู้ฟันด้านนอกและกลับนุ่มละลายตรงกลางดีงามไร้ที่ติ ด้านบนท็อปด้วยทรัฟเฟิลดำฝนสร้าง Earthy Aroma ให้กับจาน ข้าง ๆ กันคือ Celeriac ในหลากหลายรูปแบบทั้งทาร์ตเล็ตที่พันม้วนกับทรัฟเฟิลและเพียวเรรสหวานละมุน จากนั้นเชฟจะเทซอสที่เตรียมขึ้นมาจากกระดูกปลา เนย และ Verjus ให้ความหอม มัน ครีมมี่ตัดด้วยความฉุนของน้ำมัน Lovage ได้อย่างไร้ที่ติ
Longan, Lychee
ล้างปากด้วยลำไยซอร์เบท์ล้อมรอบด้วยเปลือกช็อกโกแลต ยังมีความหอมของลิ้นจี่และความฉุนของพริกไทยเสฉวนอยู่ด้วย
Crosne, Duck
Crosne หรือถั่วด้วงเป็นผักหลักที่เชฟเลือกมาใช้จับคู่กับเนื้อเป็ด Barbary ข้าง ๆ คือซอส Jus ของเป็ดที่ไม่เข้มข้นมากนัก รอบ ๆ ยังมีกระเทียมดำและ Mustard Green
Crosne, Duck
นอกจากนี้ยังมี Polenta หรือข้าวโพดที่ใส่อโรมาของ Nutmeg หรือจันทน์เทศลงไปด้วย ด้านบนท็อปด้วยต้นหอมซอย
Cheese
คั่นกลางก่อนเข้าสู่ของหวานด้วยชีสจากแหล่งต่าง ๆ ในทวีปยุโรปทั้ง Brillat-Savarin, Époisses และ Tomme de Savoie จากฝรั่งเศส; Cashel Blue, Shropshire Blue และ Irish Blue จากสหราชอาณาจักรรวมไปถึง Swiss Stone Pine ที่บ่มในใบ Thyme และ Vacherin จากสวิสเซอร์แลนด์
Cheese
คั่นกลางก่อนเข้าสู่ของหวานด้วยชีสจากแหล่งต่าง ๆ ในทวีปยุโรปทั้ง Brillat-Savarin, Époisses และ Tomme de Savoie จากฝรั่งเศส; Cashel Blue, Shropshire Blue และ Irish Blue จากสหราชอาณาจักรรวมไปถึง Swiss Stone Pine ที่บ่มในใบ Thyme และ Vacherin จากสวิสเซอร์แลนด์
Apple, Sorrel
ล้างปากด้วย Pre-dessert ที่มีส่วนประกอบของแอปเปิ้ล 2 ชนิดคือ Granny Smith และ Pink Lady เสริมด้วยความฉุนที่มีมิติของซอเรลและ Butter Caramel ที่ด้านล่าง นอกจากนี้ยังมีอโรมาของเลมอนบนโต๊ะช่วยสร้างความสดชื่นอีกด้วย
Chocolate, Beetroot
ของหวานจานหลักเป็นการผสมผสานบีทรูทและช็อกโกแลตเข้าด้วยกันได้อย่างลงตัว สำหรับบีทรูทเชฟเสิร์ฟมาเป็นแบบบีทรูทปกติ, Espuma และแผ่น Tuile นอกจากนี้ยังมีแผ่น Tuile ที่เตรียมมาจากพริกไทยดำและคาเคาอีกด้วย
Petit Fours
ของหวานจิ๋ว 4 อย่างประกอบไปด้วย Mango & Passionfruit Pâte de fruit, Corn Sorbet with White Chocolate Shell and Polenta Powder, Dark Chocolate Bonbon และ Almond Financier
ใครที่จองผ่านแอปพลิเคชั่น Hungry Hub ยังจะได้รับเครื่องดื่มพิเศษไม่ว่าจะเป็นเบียร์หรือแอปเปิ้ลไซเดอร์อีกคน 1 กระป๋องอีกด้วย
รายการไวน์ของทางร้าน
ของฝากกลับบ้าน
[THE FOOD] เชฟ Jeremy อาศัยปรัชญา Vegetable-forward Cuisine หรือพูดง่าย ๆ คือการผลักดันให้ผักและสมุนไพรต่าง ๆ กลายมาเป็นจุดเด่นของจานแทนที่โปรตีนจำพวกเนื้อสัตว์ซึ่งจะกลายไปเป็นองค์ประกอบเสริมในจานแทน ทุกจานอาศัยเทคนิคการในสไตล์ฝรั่งเศสร่วมสมัย ทั้งยังมีรสชาติที่มีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร
DINNER MENU (357 SGD)
[INTRO] บทความในวันนี้เราจะพาเพื่อน ๆ ไปพบกับห้องอาหารเพียงแห่งเดียวใจกลางประเทศสิงคโปร์ที่กล้านำเสนอเมนูในสไตล์ Vegetable-forward Cuisine ออกมาได้อย่างน่าสนใจ
ทางร้านนำเสนอ Tasting Menu ทั้งหมด 2 รูปแบบคือ “Protein“ และ “Vegetarian“ โดยอาศัยพืชผักตามฤดูกาล (ในที่นี้คือฤดูหนาว) จำนวน 4 คอร์ส (210 SGD) สำหรับช่วงมื้อกลางวันและ 6 คอร์ส (357 SGD) สำหรับมื้อค่ำ
[THE PLACE] หลังจากประสบความสำเร็จอย่างมากจากทำเลเดิมที่มีลักษณะคล้ายโกดังเก่า เชฟ Jeremy Gillon ตัดสินใจย้ายห้องอาหาร Jag มายังชั้น 2 ของ STPI Creative Workshop and Gallery เพื่อให้บรรยากาศในร้านมีความโปร่งมากยิ่งขึ้น
ขอแนะนำให้เลือกนั่งบริเวณริมหน้าต่างมองออกไปเห็นสะพานคนเดิน Alkaff Bridge ซึ่งมีสีสันสวยงามสะดุดตา ภายในร้านมีลักษณะเป็นผนังสีขาวเข้นกันดีกับเฟอร์นิเจอร์สีเขียวใบไม้ชวนนึกถึงบ้านตามชนบทของประเทศฝรั่งเศส เก้าอี้หวายรวมไปถึงโต๊ะไม้ช่วยเพิ่มความคลาสสิกให้กับสถานที่
ภาพของผักต่าง ๆ แขวนเอาไว้บนผนังแสดงถึงสไตล์การทำอาหารและวัตถุดิบสำคัญของร้านได้เป็นอย่างดี
หากสังเกตให้ดีจะพบกับของตกแต่งที่วาดลวดลายของ Mont Saint-Michel บ่งบอกถึงแคว้น Normandy บ้านเกิดของเชฟ
[WHY GO] ปฎิเสธไม่ได้เลยว่าเทรนด์ของอาหาร Vegetable-forward Cuisine กำลังได้รับความนิยมสูงขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งในฝั่งยุโรปและอเมริกาและกำลังค่อย ๆ แผ่ขยายความนิยมมายังแถบเอเชีย Jag จึงจัดว่าเป็นห้องอาหารแห่งแรก ๆ ที่เลือกกระแสนี้มาประยุกต์เข้ากันกับอาหารของตัวเองได้อย่างน่าสนใจ ราคาอาหารอาจดูค่อนข้างสูงอยู่บ้าง พนักงานให้บริการดีและยังคงมีความเป็นกันเองแตกต่างจากห้องอาหารฝรั่งเศสระดับสูงทั่วไป
สำหรับผู้ที่สนใจอย่าลืม กดจองกันไปก่อนผ่านทางแอปพลิเคชั่น Hungry Hub เพื่อการันตีราคาพิเศษกว่าที่ร้านและรับเครื่องดื่มสมนาคุณฟรีอีกคนละที่นั่นเอง
วิวริมคลองของสะพานคนเดิน Alkaff Bridge ช่วงกลางคืน