Visit: September 3, 2022

🇳🇱 De Bokkedoorns - เดอ โบกเกอดอร์นส์

👨🏻‍🍳 Chef Roy Eijkelkamp - เชฟรอย แอกเกลกัมป์

De Bokkedoorns, Zeeweg 53, 2051 EB Overveen, The Netherlands

Tel: (+31) 23 526 36 00

Cuisine

🍴 Modern Cuisine - อาหารโมเดิร์น

Country

Netherlands

MICHELIN Guide

2 MICHELIN Stars

Score

17.5/20

Price

4/5
          

🎗 [INTRO] เนเธอแลนด์เป็นประเทศเล็ก ๆ ที่เต็มไปด้วยธรรมชาติอันสวยงามและเงียบสงบแต่หากพูดถึงเรื่องของร้านอาหารชั้นสูงหรือร้านอาหารเก่าแก่ที่เปิดทำการมาอย่างยาวนานนั้นประเทศแห่งกังหันลมนี้ดูจะถูกบดบังด้วยประเทศรอบข้างอย่างฝรั่งเศส เยอรมนี และเบลเยี่ยมอยู่พอสมควร อย่างไรก็ตามคำพูดนี้ดูจะไม่จริงเสมอไปโดยเฉพาะที่ De Bokkedoorns ห้องอาหารเก่าแก่ที่สามารถรักษารางวัล 🌟🌟 2 MICHELIN Stars ต่อเนื่องถึง 31 ปี นับว่ายาวนานที่สุดในประเทศเนเธอแลนด์ทั้งยังสามารถคงความสม่ำเสมอของคุณภาพและไม่ตกยุคไปกับกาลเวลาอีกด้วย

          

🎗 [THE PLACE] ย้อนไปในปี 1958 พื้นที่บริเวณ Overveen ได้มีการขุดทะเลสาบแห่งที่สองขึ้นข้าง ๆ กันกับทะเลสาบเดิม เจ้าของร้านรุ่นแรกคือคุณ John และ Miep Beeren ก่อตั้งห้องอาหารและเปิดทำการเป็นครั้งแรกในปี 1961 พร้อมกับนำเสนออาหารอย่างง่ายในช่วงแรก ๆ ก่อนที่ลูกชายคือคุณ John Beeren Junior จะเรียนจบมาจาก Hogere Hotelschool ในนคร Hague และย้ายมาร่วมงานกับคุณพ่อในปี 1977 หลังจากนั้นอาหารที่ร้านเริ่มได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องจนสามารถคว้ารางวัล 🌟 1 MICHELIN Star มาครองได้ระหว่างปี 1978 ถึง 1990 ก่อนจะเลื่อนระดับสู่การเป็นห้องอาหาร 🌟🌟 2 MICHELIN Stars ตั้งแต่ปี 1991 ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน ทั้งนี้ Head Chef ในช่วงปีนั้นคือ Lucas Rive ยังสร้างประวัติศาสตร์เป็นเชฟชาวดัตช์ที่อายุน้อยที่สุดที่สามารถคว้าดาวทั้งสองดวงมาครองได้สำเร็จที่อายุ 29 ปีอีกด้วย ตัวร้านตั้งอยู่ในหมู่บ้าน Overveen ริมชายฝั่งทะเล North Sea ทางตอนเหนือของประเทศเนเธอแลนด์ สำหรับใครที่เดินทางมาจากกรุง Amsterdam อาจใช้เวลาราว 35 นาทีในการขับรถผ่านกลางเมือง Haarlem เพื่อเข้าถึงหมู่บ้านแห่งนี้ ถึงจะผ่านการปรับปรุงมามากแต่ตัวอาคารมองจากภายนอกยังคงมีบางส่วนที่ให้กลิ่นอายของห้องอาหารชั้นสูงในช่วงยุค 60s ทั้งยังมีทำเลที่ตั้งอยู่ใจกลางสันทรายในอุทยานแห่งชาติ Zuid-Kennemerland National Park ทำให้บรรยากาศโดยรอบดูเงียบสงบและล้อมรอบไปด้วยแมกไม้เขียวขจี ภายในห้องรับประทานอาหารหลักได้รับการปรับปรุงใหม่ตลอดเวลาโดยตกแต่งออกมาในสไตล์โมเดิร์น ผนังฝั่งหนึ่งตกแต่งด้วยงานศิลป์ในขณะที่อีกสามฝั่งกั้นด้วยกระจกใสช่วยให้บรรยากาศภายในดูโปร่งไม่อึดอัดตา อีกหนึ่งจุดดึงดูดสายตาคงหนีไม่พ้นโคมไฟที่ออกแบบมาได้อย่างมีสไตล์ นอกจากนี้ยังมีพื้นที่เทอเรสริมทะเลสาบสำหรับนั่งรับลมในวันที่อากาศเป็นใจ

🎗 [THE CHEF & THE FOOD] เชฟ Roy Eijkelkamp ได้เข้ามาร่วมงานกับ De Bokkedoorns มาตั้งแต่ปี 2008 ในตำแหน่ง Sous Chef นานถึง 5 ปีก่อนจะเรียนรู้เทคนิคการปรุงอาหารจากเชฟ Lucas Rive (ผู้ที่สามารถคว้าดาวทั้งสองดวงมาครองได้ในปี 1991) โดยเฉพาะการสร้างมิติและความลึกของซอสจน MICHELIN Guide ถึงกับเขียนคำแนะนำให้ใช้ขนมปังปาดซอสให้เกลี้ยงจานก่อนที่เจ้าของร้านรุ่นที่สามอย่าง Pascal Beeren จะมอบหมายงานให้เขากุมบังเหียนห้องครัวมาตั้งแต่ปี 2016 เมนูต่าง ๆ ได้รับแรงบันดาลใจมาจากอาหารคลาสสิคแต่กลับได้รับการแต่งเติมองค์ประกอบให้ออกมามีความร่วมสมัยและไม่ซ้ำใคร ลูกค้าสามารถสัมผัสอาหารได้หลากหลายรูปแบบเริ่มต้นจาก Vegetarian 4 Course (125 €), Menu Alliance 4 Course (125 €), Menu Gastronomique 5 Course (140 €), Menu de Nos Délices 6 Course (155 €) และ Menu Bokkedoorns 7 Course (170 €) นอกจากนี้ยังมีรายการแบบ À La Carte ให้เลือกชิมกันตามใจชอบด้วยเช่นกัน สำหรับ Wine Cellar ของที่นี่ได้จากการสั่งสมไวน์คุณภาพดีมานานกว่า 60 ปีพร้อมกับนำเสนอมาในราคาที่สมเหตุสมผล สำหรับเมนูที่เตรียมออกมาได้โดดเด่นอย่างเช่น

✨ Seabass
Ceviche with a cremeux of Colatura di Alici, pearls of anchovies and a passionfruit vinaigrette
เริ่มต้นคอร์สแรกอย่างเป็นทางการด้วย Sea Bass หรือปลาในกลุ่มปลากะพงแล่มาเป็นชิ้นบาง ๆ เสริมด้วยรสชาติเค็มอุมามิของ Colatura di Alici หรือน้ำปลาสไตล์อิตาเลียนทำมาจาก Anchovies แล้วเสิร์ฟมาในลักษณะของครีม ด้านบนคือแผ่น Curry Crisp ให้อโรมาหอม ๆ ของแกง รอบ ๆ คือไข่มุกสีน้ำตาลเข้มเตรียมมาจาก Anchovies อีกเช่นกัน จากนั้นเพิ่มความสดชื่นด้วยรสชาติเปรี้ยวของเสาวรสที่ราดมาเป็นซอส Vinaigrette รอบ ๆ จาน (18/20)

✨ Anjou pigeon
Roasted with green asparagus en croûte, gel of mustard and a sauce of sherry.
Main Course ในเซ็ตเมนูหลักคือนกพิราบจากฟาร์มในเมือง Anjou ทางตอนใต้ของนคร Lyon เชฟย่างมาอย่างดีจนได้ความสุกระดับ Medium Rare ให้เนื้อสัมผัสที่นุ่มละมุนและ Gamey ด้านบนเมล็ดมัสตาร์ดกรอบ ๆ ช่วยเสริมมิติทางเนื้อสัมผัส ข้างกันคือ Green Asparagus en Croûte หรือหน่อไม้ฝรั่งที่พันห่อด้วยแป้งพัฟกรอบ ๆ ท็อปด้วยเมล็ดมัสตาร์ดและเนื้อน่องนกพิราบฉีก จากนั้นพนักงานจะเทราด Sherry Sauce ลงไปเพื่อเพิ่มรสชาติให้เข้มข้นมากยิ่งขึ้น (18/20)

✨ Wagyu
Roasted with candied potato, steak tartare, bone marrow, Impérial caviar, green herbs and a red wine gravy
เนื้อวัว Wagyu ระดับ A5 ย่างแล้วเสิร์ฟมาที่ความสุกระดับ Medium Rare เนื้อสัมผัสนุ่มละมุนจนแทบละลายในปาก ด้านบนท็อปด้วย Impérial Caviar ช่วยเสริมรสชาติให้มีมิติมากยิ่งขึ้น ข้างกันคือ Candied Potato มีลักษณะเป็นมันฝรั่งสอดไส้ตรงกลางด้วย Steak Tartare ยังมีองค์ประกอบของ Dry Aged Dutch Beetroot ที่นำ Dutch Beetroot ขนาดใหญ่ไปผ่านกระบวนการบ่มนานถึง 26 วันจนมีขนาดเล็กลงช่วยเพิ่ม Earthy Aroma ที่พอเหมาะยังมีองค์ประกอบ Piccalily Gel รสเปรี้ยว จากนั้นพนักงานจะเทราดซอส Red Wine Gravy ที่มีอโรมาหอม ๆ ของสมุนไพรลงไปเป็นอันพร้อมรับประทาน (19/20)

🎗 [WHY GO] De Bokkedoorns เป็นหนึ่งในตำนานของห้องอาหารดัตช์ผู้ถือครองรางวัล 🌟🌟 2 MICHELIN Stars มานานกว่า 31 ปี ราคาอาหารถือว่าคุ้มค่าและสมเหตุสมผล การบริการในทุกขั้นตอนเป็นไปอย่างราบรื่น อย่าลืมสั่งชาหรือกาแฟมาดื่มปิดท้ายสักแก้วเพื่อลิ้มลองคู่กันกับ Petit Fours รสเลิศ สำหรับใครที่มาท่องเที่ยวพร้อมกับเช่ารถยนต์หรือมีรถส่วนตัวเราขอแนะนำเป็นอย่างมากให้ใส่ชื่อของ De Bokkedoorns เอาไว้ในแผนการท่องเที่ยวเพื่อสัมผัสบรรยากาศของห้องอาหารระดับตำนานที่เปลี่ยนแปลงให้อาหารทุกจานมีความโมเดิร์นและไม่ตกยุคไปกับกาลเวลา

Price :

125-170 €

Parking :

จอดที่บริเวณลานกว้างหน้าห้องอาหาร

Operating Time :

Lunch พุธ-อาทิตย์ 12.00-14.00; Dinner พุธ-ศุกร์ 18.30-20.00 และเสาร์-อาทิตย์ 19.00-20.00 ปิดวันจันทร์-อังคาร

Dress Code :

Smart Casual

Score

👍 สุดยอดห้องอาหารระดับตำนานของประเทศเนเธอแลนด์โดดเด่นด้วยอาหารสไตล์โมเดิร์นที่ไม่เป็นสองรองใคร

อาหาร :

17.5

ราคา :

4/5

เทคนิค :

3/5

อัตลักษณ์ :

4/5

บรรยากาศ :

4/5

บริการ :

5/5

ไวน์ :

/5

Map

📃 MENU BOKKEDOORNS 7 GAGGEN (170 €)

          

Amuse-bouche

Seabass

Ceviche with a cremeux of Colatura di Alici, pearls of anchovies and a passionfruit vinaigrette

Lobster

poached with stewed carrot, lobster salad, gel of ginger and a sauce of Tandoori

Morels

Gyoza filled with morels, wild garlic coulis, duck egg and a clear broth of morels

Sweetbread

Lacquered with beetroot, gel of madeira, stewed beetroot and foam of peanuts

Anjou pigeon

Roasted with green asparagus en croûte, gel of mustard and a sauce of sherry

Or

Wagyu

Roasted with candied potato, steak tartare, bone marrow, Impérial caviar, green herbs and a red wine gravy

Cheese

Selection from the cheese trolley

Grapefruit

Soufflé of grapefruit with a cremeux of dolce leche, foam of citrus and a crisp of caramel

Or

Raspberry

Mousse and marinated raspberries, “hangop” pecan pie and ice cream of goat yoghurt

Mignardises

🇳🇱 De Bokkedoorns – เดอ โบกเกอดอร์นส์

🌟🌟 2 MICHELIN Stars – 2 ดาวมิชลิน

🏵🏵🏵🏵 17/20 Gault&Millau – 17/20 โก&มีโย

🍴 Modern Cuisine – อาหารโมเดิร์น

👨🏻‍🍳 Chef Roy Eijkelkamp – เชฟ รอย แอกเกลกัมป์

🎗 [INTRO] เนเธอแลนด์เป็นประเทศเล็ก ๆ ที่เต็มไปด้วยธรรมชาติอันสวยงามและเงียบสงบแต่หากพูดถึงเรื่องของร้านอาหารชั้นสูงหรือร้านอาหารเก่าแก่ที่เปิดทำการมาอย่างยาวนานนั้นประเทศแห่งกังหันลมนี้ดูจะถูกบดบังด้วยประเทศรอบข้างอย่างฝรั่งเศส เยอรมนี และเบลเยี่ยมอยู่พอสมควร อย่างไรก็ตามคำพูดนี้ดูจะไม่จริงเสมอไปโดยเฉพาะที่ De Bokkedoorns ห้องอาหารเก่าแก่ที่สามารถรักษารางวัล 🌟🌟 2 MICHELIN Stars ต่อเนื่องถึง 31 ปี นับว่ายาวนานที่สุดในประเทศเนเธอแลนด์ทั้งยังสามารถคงความสม่ำเสมอของคุณภาพและไม่ตกยุคไปกับกาลเวลาอีกด้วย

Bread

ทางร้านนำเสนอขนมปังเสิร์ฟมาคู่กับเนย Guernsey Butter เกลือทะเลจากประเทศเนเธอแลนด์ พริกไทย และน้ำมันมะกอกจากประเทศสเปน

Amuse-bouche

ตามมาด้วยคอร์ส Amuse-bouche อีก 3 อย่าง

Amuse-bouche

เริ่มต้นด้วย Amuse-bouche คำแรกคือ Chicken Waffle กรอบ ๆ จับคู่รสชาติกับความหวานของน้ำผึ้งและความเปรี้ยวของสับปะรด (17/20)

Amuse-bouche

ถัดมาคือแผ่นข้าวเกรียบกรอบท็อปด้านบนด้วย Ponzu Bonbon เปรี้ยว ๆ และความนุ่มของเนื้อปลาทูน่า (17/20)

Amuse-bouche

สุดท้ายคือเห็ดเสิร์ฟมาหลากหลายรูปแบบโดยเฉพาะมูสที่มี Earthy Aroma พอเหมาะพอดี รสชาติออกเค็ม ท็อปด้านบนด้วยไข่แดงสุดครีมมี่ (17/20)

Combination of Corn

จากนั้นพนักงานจะนำเสิร์ฟข้าวโพดมาในหลากหลายรูปแบบที่แตกต่างกันผสมผสานกับอโรมาของปาปริก้า ความหอมมันของอโวคาโด และความกรอบของป๊อบคอร์นที่ด้านบน (17/20)

Seabass
Ceviche with a cremeux of Colatura di Alici, pearls of anchovies and a passionfruit vinaigrette

เริ่มต้นคอร์สแรกอย่างเป็นทางการด้วย Sea Bass หรือปลาในกลุ่มปลากะพงแล่มาเป็นชิ้นบาง ๆ เสริมด้วยรสชาติเค็มอุมามิของ Colatura di Alici หรือน้ำปลาสไตล์อิตาเลียนทำมาจาก Anchovies แล้วเสิร์ฟมาในลักษณะของครีม ด้านบนคือแผ่น Curry Crisp ให้อโรมาหอม ๆ ของแกง รอบ ๆ คือไข่มุกสีน้ำตาลเข้มเตรียมมาจาก Anchovies อีกเช่นกัน จากนั้นเพิ่มความสดชื่นด้วยรสชาติเปรี้ยวของเสาวรสที่ราดมาเป็นซอส Vinaigrette รอบ ๆ จาน (18/20)

Lobster
poached with stewed carrot, lobster salad, gel of ginger and a sauce of Tandoori

ถัดมาคือเนื้อกุ้ง Lobster ที่เชฟนำไป Poached กับ Carrot ตุ๋นจนได้รสชาติเข้าเนื้อแต่ไม่ทิ้งรสหวานโดยธรรมชาติของเนื้อกุ้ง ทั้งยังมีเนื้อสัมผัสที่นุ่มละมุน ด้านบนตัดด้วยเจลทำมาจากขิงช่วยเบรครสหวานของทั้ง Lobster และ Carrot ได้อย่างพอเหมาะ (17/20)

Lobster
poached with stewed carrot, lobster salad, gel of ginger and a sauce of Tandoori

องค์ประกอบข้างกันคือแครอทนำเสนอมาในหลากหลายรูปแบบที่แตกต่างกัน ด้านในเป็น Lobster Salad จากนั้นพนักงานจะเทราด Tandoori Sauce ให้กลิ่นหอมเฉพาะตัว (17/20)

Morels
Gyoza filled with morels, wild garlic coulis, duck egg and a clear broth of morels

เห็ด Morels เนื้อสัมผัสนุ่มหนึบเสิร์ฟมาคู่กับ Mushroom Bouillon รสชาติเข้มข้น ข้างกันคือเกี๊ยวซ่าแป้งหนึบ ผิวด้านหนึ่งกรอบช่วยเพิ่มความแตกต่างทางเนื้อสัมผัส ด้านในสอดไส้เห็ด Morels อีกเช่นกัน เชฟบาลานซ์รสชาติเค็มด้วยซอสกระเทียมป่าและครีมสีขาวแดงที่เตรียมมาจากไข่ขาวและไข่แดงของไข่เป็ดนั่นเอง (17/20)

Sweetbread
Lacquered with beetroot, gel of madeira, stewed beetroot and foam of peanuts

Sweetbread หรือส่วนต่อมไร้ท่อของลูกวัวนำมาเคลือบด้วยบีทรูทจนได้สีแดงเข้ม รอบ ๆ คือ Crunch กรอบ ๆ เตรียมมาจาก Sweetbread และถั่วลิสงช่วยให้เกิดความสนุกขณะเคี้ยว ฝั่งซ้ายมือคือบีทรูทตุ๋นจนนุ่มเสิร์ฟมาคู่กับ Peanut Foam หรือโฟมถั่วลิสงและองค์ประกอบของ Madeira เตรียมมาเป็นเจลซึ่งทั้งคู่สามารถบาลานซ์ความ Earth ของบีทรูทออกมาได้อย่างลงตัว (17/20)

Anjou pigeon
Roasted with green asparagus en croûte, gel of mustard and a sauce of sherry

Main Course ในเซ็ตเมนูหลักคือนกพิราบจากฟาร์มในเมือง Anjou ทางตอนใต้ของนคร Lyon เชฟย่างมาอย่างดีจนได้ความสุกระดับ Medium Rare ให้เนื้อสัมผัสที่นุ่มละมุนและ Gamey ด้านบนเมล็ดมัสตาร์ดกรอบ ๆ ช่วยเสริมมิติทางเนื้อสัมผัส ข้างกันคือ Green Asparagus en Croûte หรือหน่อไม้ฝรั่งที่พันห่อด้วยแป้งพัฟกรอบ ๆ ท็อปด้วยเมล็ดมัสตาร์ดและเนื้อน่องนกพิราบฉีก จากนั้นพนักงานจะเทราด Sherry Sauce ลงไปเพื่อเพิ่มรสชาติให้เข้มข้นมากยิ่งขึ้น (18/20)

Wagyu
Roasted with candied potato, steak tartare, bone marrow, Impérial caviar, green herbs and a red wine gravy

เนื้อวัว Wagyu ระดับ A5 ย่างแล้วเสิร์ฟมาที่ความสุกระดับ Medium Rare เนื้อสัมผัสนุ่มละมุนจนแทบละลายในปาก ด้านบนท็อปด้วย Impérial Caviar ช่วยเสริมรสชาติให้มีมิติมากยิ่งขึ้น ข้างกันคือ Candied Potato มีลักษณะเป็นมันฝรั่งสอดไส้ตรงกลางด้วย Steak Tartare ยังมีองค์ประกอบของ Dry Aged Dutch Beetroot ที่นำ Dutch Beetroot ขนาดใหญ่ไปผ่านกระบวนการบ่มนานถึง 26 วันจนมีขนาดเล็กลงช่วยเพิ่ม Earthy Aroma ที่พอเหมาะยังมีองค์ประกอบ Piccalily Gel รสเปรี้ยว จากนั้นพนักงานจะเทราดซอส Red Wine Gravy ที่มีอโรมาหอม ๆ ของสมุนไพรลงไปเป็นอันพร้อมรับประทาน (19/20)

Cheese
Selection from the cheese trolley

จากนั้นพนักงานจะนำเสิร์ฟ Cheese จากแหล่งต่าง ๆ มาบนรถเข็นขนาดใหญ่

Cheese
Selection from the cheese trolley

หลังจากเลือกชิมพนักงานจะจัดลงจานมาอย่างสวยงาม เริ่มต้นกันด้วย Florence Maritime หรือชีสนมแพะ (Young Fresh Goat Cheese) จากประเทศเบลเยี่ยมที่มีส่วนผสมของสาหร่ายอยู่ที่ผิวหรือ Crust ถัดมาคือ Camembert ชีสนมควายจากแคว้น Puglia ในประเทศอิตาลี ชีวนมควายดิบเสิร์ฟมาบนช้อนให้เนื้อสัมผัสที่ค่อนข้างครีมมี่ ปิดท้ายด้วย Livarot ชีสนมควายดิบจากแคว้น Normandy ประเทศฝรั่งเศส ต่อมาคือ Dutch Hard Cheese อายุ 36 เดือน และ Blue Cheese นมแกะที่มีรสชาติและกลิ่นแรงที่สุด

Cheese
Selection from the cheese trolley

คอร์สชีสจัดเสิร์ฟมาพร้อมขนมปังผลไม้

Grapefruit
Soufflé of grapefruit with a cremeux of dolce leche, foam of citrus and a crisp of caramel

ขนมหวานจานแรกที่เราเลือกชิมคือ Soufflé เสิร์ฟมาในถ้วยอบมาตรฐาน (17/20)

Grapefruit
Soufflé of grapefruit with a cremeux of dolce leche, foam of citrus and a crisp of caramel

ขนม Grapefruit Soufflé มีลักษณะสวยงาม ตั้งตรง เนื้อสัมผัสฟูเบาและให้รสชาติออกเปรี้ยวตัดกันกับความหวานของน้ำตาลไอซิ่งที่โรยอยู่ด้านบน (17/20)

Grapefruit
Soufflé of grapefruit with a cremeux of dolce leche, foam of citrus and a crisp of caramel

ข้างกันคือ Dolce Leche เสิร์ฟมาในลักษณะของครีมให้กลิ่นหอมนมเด่นชัดตัดด้วยความเปรี้ยวของ Citrus Foam (17/20)

Grapefruit
Soufflé of grapefruit with a cremeux of dolce leche, foam of citrus and a crisp of caramel

ส่วนองค์ประกอบด้านบนคือแผ่นกรอบทำมาจากคาราเมลนั่นเอง (17/20)

Raspberry
Mousse and marinated raspberries, “hangop” pecan pie and ice cream of goat yoghurt

ขนมอีกจานหนึ่งคือราสเบอร์รี่เสิร์ฟมาในหลากหลายรูปแบบที่แตกต่างกันให้รสชาติเปรี้ยวอย่างมีมิติ เชฟเสริมเนื้อสัมผัสด้วยความกรอบของ Pecan Pie และไอศกรีมโยเกิร์ตนมแพะรองด้านล่างด้วยครัมเบิ้ลกรอบ (17/20)

Mignardises

สำหรับใครที่สั่งชาหรือกาแฟปิดท้ายพนักงานจะนำเสิร์ฟ Mignardises มาให้รับประทานคู่กันเริ่มต้นจาก Lemoncurd รสเปรี้ยวตามมาด้วย Blackberries with White Chocolate จบด้วย Cointreau หรือเหล้าที่มีกลิ่นหอมของวานิลลาเสิร์ฟมาคู่กับ Vanilla Cremeaux และองค์ประกอบของส้ม ด้านบนคือถั่วอัลมอนด์และ Dark Chocolate ช่วยเสริมมิติทางรสชาติให้โดดเด่นยิ่งขึ้น

Mignardises

ขนม Almond Cookies กรอบ ๆ ที่จับคู่กับกาแฟร้อน ๆ ได้อย่างลงตัว

💰 ราคาสำหรับ 4 คน

🎗 [THE FOOD] ลูกค้าสามารถสัมผัสอาหารได้หลากหลายรูปแบบเริ่มต้นจาก Vegetarian 4 Course (125 €), Menu Alliance 4 Course (125 €), Menu Gastronomique 5 Course (140 €), Menu de Nos Délices 6 Course (155 €) และ Menu Bokkedoorns 7 Course (170 €) นอกจากนี้ยังมีรายการแบบ À La Carte ให้เลือกชิมกันตามใจชอบด้วยเช่นกัน สำหรับ Wine Cellar ของที่นี่ได้จากการสั่งสมไวน์คุณภาพดีมานานกว่า 60 ปีพร้อมกับนำเสนอมาในราคาที่สมเหตุสมผล

🎗 [THE PLACE] ย้อนไปในปี 1958 พื้นที่บริเวณ Overveen ได้มีการขุดทะเลสาบแห่งที่สองขึ้นข้าง ๆ กันกับทะเลสาบเดิม เจ้าของร้านรุ่นแรกคือคุณ John และ Miep Beeren ก่อตั้งห้องอาหารและเปิดทำการเป็นครั้งแรกในปี 1961 พร้อมกับนำเสนออาหารอย่างง่ายในช่วงแรก ๆ

ต่อมาลูกชายคือคุณ John Beeren Junior จะเรียนจบมาจาก Hogere Hotelschool ในนคร Hague และย้ายมาร่วมงานกับคุณพ่อในปี 1977 หลังจากนั้นอาหารที่ร้านเริ่มได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องจนสามารถคว้ารางวัล 🌟 1 MICHELIN Star มาครองได้ระหว่างปี 1978 ถึง 1990 ก่อนจะเลื่อนระดับสู่การเป็นห้องอาหาร 🌟🌟 2 MICHELIN Stars ตั้งแต่ปี 1991 ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน

ทั้งนี้ Head Chef ในช่วงปีนั้นคือ Lucas Rive ยังสร้างประวัติศาสตร์เป็นเชฟชาวดัตช์ที่อายุน้อยที่สุดที่สามารถคว้าดาวทั้งสองดวงมาครองได้สำเร็จที่อายุ 29 ปีอีกด้วย

ตัวร้านตั้งอยู่ในหมู่บ้าน Overveen ริมชายฝั่งทะเล North Sea ทางตอนเหนือของประเทศเนเธอแลนด์ สำหรับใครที่เดินทางมาจากกรุง Amsterdam อาจใช้เวลาราว 35 นาทีในการขับรถผ่านกลางเมือง Haarlem เพื่อเข้าถึงหมู่บ้านแห่งนี้

ภายในห้องรับประทานอาหารหลักได้รับการปรับปรุงใหม่ตลอดเวลาโดยตกแต่งออกมาในสไตล์โมเดิร์น ผนังฝั่งหนึ่งตกแต่งด้วยงานศิลป์ในขณะที่อีกสามฝั่งกั้นด้วยกระจกใสช่วยให้บรรยากาศภายในดูโปร่งไม่อึดอัดตา

อีกหนึ่งจุดดึงดูดสายตาคงหนีไม่พ้นโคมไฟที่ออกแบบมาได้อย่างมีสไตล์

De Bokkedoorns มีทำเลที่ตั้งอยู่ใจกลางสันทรายในอุทยานแห่งชาติ Zuid-Kennemerland National Park ทำให้บรรยากาศโดยรอบดูเงียบสงบและล้อมรอบไปด้วยแมกไม้เขียวขจี

นอกจากนี้ยังมีพื้นที่เทอเรสริมทะเลสาบสำหรับนั่งรับลมในวันที่อากาศเป็นใจ

🎗 [THE CHEF] เชฟ Roy Eijkelkamp ได้เข้ามาร่วมงานกับ De Bokkedoorns มาตั้งแต่ปี 2008 ในตำแหน่ง Sous Chef นานถึง 5 ปีก่อนจะเรียนรู้เทคนิคการปรุงอาหารจากเชฟ Lucas Rive (ผู้ที่สามารถคว้าดาวทั้งสองดวงมาครองได้ในปี 1991) โดยเฉพาะการสร้างมิติและความลึกของซอสจน MICHELIN Guide ถึงกับเขียนคำแนะนำให้ใช้ขนมปังปาดซอสให้เกลี้ยงจานก่อนที่เจ้าของร้านรุ่นที่สามอย่าง Pascal Beeren จะมอบหมายงานให้เขากุมบังเหียนห้องครัวมาตั้งแต่ปี 2016

เมนูต่าง ๆ ได้รับแรงบันดาลใจมาจากอาหารคลาสสิคแต่กลับได้รับการแต่งเติมองค์ประกอบให้ออกมามีความร่วมสมัยและไม่ซ้ำใคร

De Bokkedoorns เป็นสมาชิกของ Alliance Gastronomique

🌟🌟 2 MICHELIN Stars – 2 ดาวมิชลิน

ถึงจะผ่านการปรับปรุงมามากแต่ตัวอาคารมองจากภายนอกยังคงมีบางส่วนที่ให้กลิ่นอายของห้องอาหารชั้นสูงในช่วงยุค 60s

🎗 [WHY GO] De Bokkedoorns เป็นหนึ่งในตำนานของห้องอาหารดัตช์ผู้ถือครองรางวัล 🌟🌟 2 MICHELIN Stars มานานกว่า 31 ปี ราคาอาหารถือว่าคุ้มค่าและสมเหตุสมผล การบริการในทุกขั้นตอนเป็นไปอย่างราบรื่น อย่าลืมสั่งชาหรือกาแฟมาดื่มปิดท้ายสักแก้วเพื่อลิ้มลองคู่กันกับ Petit Fours รสเลิศ สำหรับใครที่มาท่องเที่ยวพร้อมกับเช่ารถยนต์หรือมีรถส่วนตัวเราขอแนะนำเป็นอย่างมากให้ใส่ชื่อของ De Bokkedoorns เอาไว้ในแผนการท่องเที่ยวเพื่อสัมผัสบรรยากาศของห้องอาหารระดับตำนานที่เปลี่ยนแปลงให้อาหารทุกจานมีความโมเดิร์นและไม่ตกยุคไปกับกาลเวลา