Visit: September 20, 2024

🇫🇷 La Villa Archange - ลา วิลล่า อาร์ชองช์

👨🏻‍🍳 Chef Bruno Oger - เชฟบรูโน โอแฌร์

Rue de l'Ouest, 06110 Le Cannet, France

Tel: (+33) 4 92 18 18 28

Cuisine

🍴 Modern Cuisine - อาหารโมเดิร์น

Country

France

MICHELIN Guide

2 MICHELIN Stars

Score

17/20

Price

4/5
          

🎗️ [INTRO] บทความในวันนี้เราจะพาเพื่อน ๆ ไปพบกับห้องอาหารของสุดยอดเชฟที่เคยควบคุมร้าน Le Normandie ในกรุงเทพอยู่นานถึง 4 ปีก่อนที่เขาจะกลับไปสร้างชื่อเสียงจนคว้ารางวัล 🌟🌟 2 MICHELIN Stas มาครองได้สำเร็จ

          

🎗️ [THE PLACE] ใครที่จะเดินทางมายัง La Villa Archange ให้ตั้งต้นจากเมือง Nice หรือ Cannes ตัวร้านตั้งอยู่ในอาคารเก่าแก่สไตล์ Provençal ที่ได้รับการก่อสร้างขึ้นในช่วงยุคศตวรรษที่ 18 พื้นที่ด้านหน้าเป็นห้องอาหาร Bistrot des Anges (😋 Bib Gourmand) ถัดเข้ามาเป็นคอร์ทยาร์ดที่เชฟใช้จัดเสิร์ฟอาหารในช่วงมื้อกลางวันสร้างบรรยากาศที่แคชวลและมีชีวิตชีวาภายใต้ร่มเงาของต้นไม้เก่าแก่อายุนับร้อยปี ภายในห้องรับประทานอาหารหลักตกแต่งให้แลดูอบอุ่นและสงบ เราสามารถรับรู้ได้ถึงความมินิมอลที่ยังคงไว้ซึ่งความหรูหราจากโคมระย้าที่ห้อยลงมาแลดูเข้ากันกับพื้นไม้ นอกจากนี้รูปวาดบนผนังยังช่วยสร้างความมีชีวิตชีวาให้กับพื้นที่โดยรวมอีกด้วย

🎗️ [THE CHEF] Bruno Oger เกิดในแถบ Morbihan ของแคว้น Brittany เขาเริ่มมีแรงบันดาลใจในการเป็นเชฟตั้งแต่มีอายุเพัยง 12 ปีและตั้งความฝันว่าอยากเป็นเชฟในห้องอาหารระดับ 3 MICHELIN Stars หลังจากจบการศึกษาและกลายมาเป็นเชฟมืออาชีพอย่างเต็มตัวเขาได้ร่วมงานกับเชฟ Georges Blanc ที่ห้องอาหารระดับ 3 MICHELIN Stars ในเมือง Vonnas ก่อนที่เชฟ Georges Blanc จะเป็นผู้แนะนำให้เขาเดินทางข้ามทวีปมารับงานเป็น Executive Chef ให้กับหนึ่งในห้องอาหารฝรั่งเศสที่มีชื่อเสียงที่สุดในทวีปเอเชียอย่าง Le Normandie ของโรงแรม Oriental Bangkok (ปัจจุบันคือโรงแรม Mandarin Oriental, Bangkok ที่เราคุ้นเคยกันดีนั่นเอง) ในช่วงปี 1990-1994 จนกระทั่งตัวเชฟเองยังสื่อสารภาษาไทยได้เล็กน้อยอีกด้วย หลังจากนั้นเขาเดินทางกลับไปประเทศฝรั่งเศสเพื่อร่วมงานกับห้องอาหาร La Villa des Lys และคว้ารางวัล 🌟 1 MICHELIN Stars มาครองได้ในปี 1997 เขายังได้คะแนนจาก Gault&Millau สูงถึง 18/20 และตำแหน่ง Chef of The Year ในปี 2000 และเลื่อนระดับสู่การเป็นห้องอาหาร 🌟🌟 2 MICHELIN Stars ในปี 2005 หลังจากสั่งสมประสบการณ์ได้มากพอเชฟ Bruno Oger ได้ตัดสินใจเปิดห้องอาหารเป็นของตัวเองขึ้นที่ Le Cannet ทางตอนเหนือของ Cannes และสามารถคว้ารางวัล 🌟🌟 2 MICHELIN Stars มาครองได้ทันทีภายใน 10 เดือนที่เปิดทำการ เขายังมีห้องอาหารข้าง ๆ กันอีกหนึ่งแห่งคือ Bistrot des Anges ซึ่งก็คว้ารางวัล 😋 Bib Gourmand มาครองได้เช่นกัน

🎗️ [THE FOOD] ด้วยความที่เชฟเกิดในแถบ Brittany ทำให้เขาเลือกเสิร์ฟวัตถุดิบจากท้องทะเลผสมผสานเข้ากันกับรสชาติและวัตถุดิบท้องถิ่นของ Fremch Riviera ออกมาได้อย่างลงตัว ลูกค้าสามารถเลือกชิมเซ็ตเมนูที่ชื่อว่า Discovery Lunch (115 €) จำนวน 3 คอร์สจัดเสิร์ฟมาเฉพาะช่วงมื้อกลางวันศุกร์-เสาร์โดยมีจุดเด่นในเรื่องของความคุ้มค่า ถัดมาคือ Table des Anges (250 €) นำเสนอมาจำนวน 5 คอร์สทั้งในช่วงมื้อกลางวันและเย็น สุดท้ายคือ L’inspiration de l’Archange (370 €) เสิร์ฟมาจำนวน 9 คอร์ส นอกจากนี้ยังมีการจับคู่ไวน์หนือไวน์แบบขวดในราคาที่จับต้องได้ ส่วนจานที่เราประทับใจคือ

✨ Abalone Marinière from the Island of Groix with Persillade

หอยเป่าฮื้อจาก Île-de-Groix จี่มาเพียงเบา ๆ ให้เนื้อสัมผัสที่นุ่มหนึบ เชฟเสิร์ฟมากับอาร์ติโชคเผา รอบ ๆ คือซอสอีมัลชั่นที่เตรียมมาจากพาสลีย์ กระเทียม และแผ่นกรอบช่วยสร้างมิติทางเนื้อสัมผัส (18/20)

✨ Piece of veal, Braised « ris » of Veal, Heart of lettuce and Juice with Anchovy butter

เนื้อลูกวัวย่างเสิร์ฟมากับใจของผักกาดที่ผ่านการดองในน้ำส้มสายชูนาน 24 ชั่วโมงในรสชาติเปรี้ยวเบา ๆ อันแสนจะกลมกล่อม ข้าง ๆ กันคือ Sweetbread หรือต่อมไร้ท่อของลูกวัว ยังมีเค้กที่เสิร์ฟมากับหัวหอมผัดและ Sweetbread จากนั้นพนักงานจะเทราดซอส Jus ที่เตรียมมาจากลูกวัวและปลาซาร์ดีนอีกเล็กน้อยลงไปด้วย (17/20)

✨ Craquant ”Viennais“ with Tahitian Vanilla

ขนมหวานจานแรกคือแครกเกอร์อัลมอนด์เสิร์หมากับครีมวานิลลาจากตาฮิติ ด้านบนคือถั่วอัลมอนด์คั่วและชิ้นลูกกวาดที่บรรจุน้ำใส ๆ ซึ่งก็คือน้ำมันอัลมอนด์ที่ใส่กลิ่นของวานิลลาลงไปด้วย ข้าง ๆ กันคือไอศกรีมวานิลลาและเจล Amaretto นั่นเอง (18/20)

🎗️ [WHY GO] La Villa Archange เป็นร้านอาหารที่ผสมผสานเสน่ห์ของวิลลาสไตล์โพรวองซ์เข้ากับความหรูหราของร้านอาหารระดับโลก อาหารทุกจานมีรสชาติเข้าใจง่ายและยังคงไว้ซึ่งความซับซ้อนทางเทคนิคในแบบของห้องอาหารระดับสูง สำหรับใครที่มีโอกาสมาในช่วงกลางวันเราขอแนะนำ Discovery Lunch ซึ่งคุ้มค่ามากกว่าเซ็ตมื้อกลางคืนอย่างชัดเจน นอกจากนี้อย่าลืมบอกเชฟว่ามาจากประเทศไทยกันด้วยเพราะเชฟสามารถพูดภาษาไทยได้หลายคำจากการใช้ชีวิตอยู่ในกรุงเทพนานถึง 4 ปีนั่นเอง

Price :

115-370 €

Parking :

จอดที่ร้าน

Operating Time :

Lunch Fri-Sat 12.00-14.00, Dinner Tue-Sat 19.30-22.00, Closed on Sun-Mon

Dress Code :

Smart Casual

Score

👍 สุดยอดห้องอาหารที่ผสมผสานวัตถุดิบและรสชาติของ 2 ภูมิภาคในฝรั่งเศสออกมาได้อย่างลงตัว

อาหาร :

17

ราคา :

4/5

เทคนิค :

4/5

อัตลักษณ์ :

4/5

บรรยากาศ :

4/5

บริการ :

4/5

ไวน์ :

4/5

Map

DISCOVERY LUNCH (115 €)

          

Abalone Marinière from the Island of Groix with Persillade

Or

Grilled Red Mullet and Fennel, Dressing with Sardine Juice

Turbot, Celery, Vierge Feuille, Shallots and Walnuts
Or

Piece of veal, Braised « ris » of Veal, Heart of lettuce and Juice with Anchovy butter

Craquant ”Viennais“ with Tahitian Vanilla
Or
Buckwheat Sablé with local lemon and black wheat praline

🇫🇷 La Villa Archange – ลา วิลล่า อาร์ชองช์

🌟🌟 2 MICHELIN Stars – 2 ดาวมิชลิน

🏵️🏵️🏵️🏵️🏵️ 17.5/20 Gault&Millau – 17.5/20 โก&มีโย

🍫 Passion Dessert – อาหารหวานโดดเด่นโดยเชฟมากฝีมือ

🍴 Modern Cuisine – อาหารโมเดิร์น

👨🏻‍🍳 Chef Bruno Oger – เชฟบรูโน โอแฌร์

🎗️ [INTRO] บทความในวันนี้เราจะพาเพื่อน ๆ ไปพบกับห้องอาหารของสุดยอดเชฟที่เคยควบคุมร้าน Le Normandie ในกรุงเทพอยู่นานถึง 4 ปีก่อนที่เขาจะกลับไปสร้างชื่อเสียงจนคว้ารางวัล 🌟🌟 2 MICHELIN Stas มาครองได้สำเร็จ

Amuse-bouche

เริ่มต้นด้วยอาหารด้วย Vegetarian Amuse-bouche ประกอบไปด้วย Cigar ที่สอดไส้ Hummus รวมไปถึงถั่วและพริกไทยเขียว

Amuse-bouche

ถัดมาคือสาคูกรอบสอดไส้ Black Radish Salad นอกจากนี้ยังมีสาหร่ายวากาเมะใส่มาด้วย (17/20)

Amuse-bouche

Tartelette ที่บรรจุฟักทองและเสาวรสและผงกาแฟให้ระดับความเปรี้ยวที่พอเหมาะ (17/20)

Amuse-bouche

บีทรูทจับคู่มากับมะเขือเทศในหลายรูปแบบเช่นมะเขือเทศแห้งและมะเขือเทศกรอบ (17/20)

Amuse-bouche

ปิดท้ายด้วย Puffed Potato สอดไส้ Harissa รสเปรี้ยว (17/20)

Welcome Dish from The Chef

หมึกชิ้นพอดีคำจับคู่มากับซีเรียลบิสกิต ด้านล่างคือครีมเลมอนและหอยลายช่วยกระตุ้นน้ำย่อยก่อนเข้าสู่จานหลัก (17/20)

Bread

ทางร้านนำเสนอขนมปัง 3 อย่างคือ Sourdough, Multigrain และ Layered Haddock Bread จับคู่มากับ Slightly Salted Butter

Abalone Marinière from the Island of Groix with Persillade

หอยเป่าฮื้อจาก Île-de-Groix จี่มาเพียงเบา ๆ ให้เนื้อสัมผัสที่นุ่มหนึบ เชฟเสิร์ฟมากับอาร์ติโชคเผา รอบ ๆ คือซอสอีมัลชั่นที่เตรียมมาจากพาสลีย์ กระเทียม และแผ่นกรอบช่วยสร้างมิติทางเนื้อสัมผัส (18/20)

Grilled Red Mullet and Fennel, Dressing with Sardine Juice

ปลา Red Mullet เสิร์ฟมาชิ้นโตท็อปด้านบนด้วยชิ้นปลาซาดีนให้เนื้อสัมผัสที่แตกต่างกันอย่างลงตัว ข้าง ๆ กันคือเฟนเนลที่หมักใน Anise จากนั้นพนักงานจะเทราดซอส Jus เข้มข้นที่เตรียมขึ้นมาจากปลาซาร์ดีนและน้ำส้มบัลซามิคลงไปในจาน (17/20)

Turbot, Celery, Vierge Feuille, Shallots and Walnuts

หนึ่งในเมนู Signature Dish ประจำร้านคือปลาเทอร์บอทเผาเสิร์ฟมากับ Purée เซเลอรี่ให้ความครีมมี่และรสหวาน ไฮไลท์คือ Vierge Feuille ที่ประกอบไปด้วยเซเลอรี่เผา น้ำมันเซเลอรี่ ฮอร์ชแรดิช นอกจากนี้ยังมีถั่ววอลนัทสร้างความกรอบได้อีกด้วย (17/20)

Piece of veal, Braised « ris » of Veal, Heart of lettuce and Juice with Anchovy butter

เนื้อลูกวัวย่างเสิร์ฟมากับใจของผักกาดที่ผ่านการดองในน้ำส้มสายชูนาน 24 ชั่วโมงในรสชาติเปรี้ยวเบา ๆ อันแสนจะกลมกล่อม (17/20)

Piece of veal, Braised « ris » of Veal, Heart of lettuce and Juice with Anchovy butter

ข้าง ๆ กันคือ Sweetbread หรือต่อมไร้ท่อของลูกวัว ยังมีเค้กที่เสิร์ฟมากับหัวหอมผัดและ Sweetbread จากนั้นพนักงานจะเทราดซอส Jus ที่เตรียมมาจากลูกวัวและปลาซาร์ดีนอีกเล็กน้อยลงไปด้วย (17/20)

Pre-dessert

ล้างปากด้วยชิ้นมะเดื่อฝรั่งเสิร์ฟมากับน้ำเลมอน ตรงกลางคือซอร์เบท์มะเดื่อฝรั่ง ข้าวพองกรอบ และแผ่นแครกเกอร์

Craquant ”Viennais“ with Tahitian Vanilla

ขนมหวานจานแรกคือแครกเกอร์อัลมอนด์เสิร์ฟมากับครีมวานิลลาจากตาฮิติ ด้านบนคือถั่วอัลมอนด์คั่วและชิ้นลูกกวาดที่บรรจุน้ำใส ๆ ซึ่งก็คือน้ำมันอัลมอนด์ที่ใส่กลิ่นของวานิลลาลงไปด้วย ข้าง ๆ กันคือไอศกรีมวานิลลาและเจล Amaretto นั่นเอง (18/20)

Buckwheat Sablé with local lemon and black wheat praline

Sablé กรอบ ๆ ที่เตรียมมาจากบัควีทจับคู่กับความเปรี้ยวของครีมเลมอนท้องถิ่น รอบ ๆ คือซอสคาราเมบที่ใส่รสชาติของเบมอนลงไปด้วย ส่วนจานข้าง ๆ กันคือโฟมบัควีทและซอร์เบท์เลมอน (17/20)

Mignardises

ปิดท้ายด้วย Frozen Meringue เสิร์ฟมากับซอร์เบท์สับปะรดและเสาวรส ถัดมาคือช็อกโกแลตทรัฟเฟิลสอดไส้พราลีนแบล็คเลมอน ชิ้นทาร์ตจิ๋วคือแอปเปิ้ลเชื่อมและครีมวานิลลา จบด้วย Madeleine ที่มีความหวานของน้ำผึ้ง

ของฝากกลับบ้าน

จับคู่ไวน์ขาวเข้ากันกับบรรยากาศสุดชิล

💰 ราคา 724 €/4 p

🎗️ [THE CHEF] Bruno Oger เกิดในแถบ Morbihan ของแคว้น Brittany เขาเริ่มมีแรงบันดาลใจในการเป็นเชฟตั้งแต่มีอายุเพัยง 12 ปีและตั้งความฝันว่าอยากเป็นเชฟในห้องอาหารระดับ 3 MICHELIN Stars หลังจากจบการศึกษาและกลายมาเป็นเชฟมืออาชีพอย่างเต็มตัวเขาได้ร่วมงานกับเชฟ Georges Blanc ที่ห้องอาหารระดับ 3 MICHELIN Stars ในเมือง Vonnas ก่อนที่เชฟ Georges Blanc จะเป็นผู้แนะนำให้เขาเดินทางข้ามทวีปมารับงานเป็น Executive Chef ให้กับหนึ่งในห้องอาหารฝรั่งเศสที่มีชื่อเสียงที่สุดในทวีปเอเชียอย่าง Le Normandie ของโรงแรม Oriental Bangkok (ปัจจุบันคือโรงแรม Mandarin Oriental, Bangkok ที่เราคุ้นเคยกันดีนั่นเอง) ในช่วงปี 1990-1994 จนกระทั่งตัวเชฟเองยังสื่อสารภาษาไทยได้เล็กน้อยอีกด้วย หลังจากนั้นเขาเดินทางกลับไปประเทศฝรั่งเศสเพื่อร่วมงานกับห้องอาหาร La Villa des Lys และคว้ารางวัล 🌟 1 MICHELIN Stars มาครองได้ในปี 1997 เขายังได้คะแนนจาก Gault&Millau สูงถึง 18/20 และตำแหน่ง Chef of The Year ในปี 2000 และเลื่อนระดับสู่การเป็นห้องอาหาร 🌟🌟 2 MICHELIN Stars ในปี 2005 หลังจากสั่งสมประสบการณ์ได้มากพอเชฟ Bruno Oger ได้ตัดสินใจเปิดห้องอาหารเป็นของตัวเองขึ้นที่ Le Cannet ทางตอนเหนือของ Cannes และสามารถคว้ารางวัล 🌟🌟 2 MICHELIN Stars มาครองได้ทันทีภายใน 10 เดือนที่เปิดทำการ เขายังมีห้องอาหารข้าง ๆ กันอีกหนึ่งแห่งคือ Bistrot des Anges ซึ่งก็คว้ารางวัล 😋 Bib Gourmand มาครองได้เช่นกัน

🎗️ [THE FOOD] ด้วยความที่เชฟเกิดในแถบ Brittany ทำให้เขาเลือกเสิร์ฟวัตถุดิบจากท้องทะเลผสมผสานเข้ากันกับรสชาติและวัตถุดิบท้องถิ่นของ Fremch Riviera ออกมาได้อย่างลงตัว ลูกค้าสามารถเลือกชิมเซ็ตเมนูที่ชื่อว่า Discovery Lunch (115 €) จำนวน 3 คอร์สจัดเสิร์ฟมาเฉพาะช่วงมื้อกลางวันศุกร์-เสาร์โดยมีจุดเด่นในเรื่องของความคุ้มค่า ถัดมาคือ Table des Anges (250 €) นำเสนอมาจำนวน 5 คอร์สทั้งในช่วงมื้อกลางวันและเย็น สุดท้ายคือ L’inspiration de l’Archange (370 €) เสิร์ฟมาจำนวน 9 คอร์ส นอกจากนี้ยังมีการจับคู่ไวน์หนือไวน์แบบขวดในราคาที่จับต้องได้

🎗️ [THE PLACE] ใครที่จะเดินทางมายัง La Villa Archange ให้ตั้งต้นจากเมือง Nice หรือ Cannes ตัวร้านตั้งอยู่ในอาคารเก่าแก่สไตล์ Provençal ที่ได้รับการก่อสร้างขึ้นในช่วงยุคศตวรรษที่ 18 เพื่อน ๆ สามารถสังเกตเห็นคอร์ทยาร์ดที่เชฟใช้จัดเสิร์ฟอาหารในช่วงมื้อกลางวันสร้างบรรยากาศที่แคชวลและมีชีวิตชีวาภายใต้ร่มเงาของต้นไม้เก่าแก่อายุนับร้อยปี ภายในห้องรับประทานอาหารหลักตกแต่งให้แลดูอบอุ่นและสงบ เราสามารถรับรู้ได้ถึงความมินิมอลที่ยังคงไว้ซึ่งความหรูหราจากโคมระย้าที่ห้อยลงมาแลดูเข้ากันกับพื้นไม้ นอกจากนี้รูปวาดบนผนังยังช่วยสร้างความมีชีวิตชีวาให้กับพื้นที่โดยรวมอีกด้วย

พื้นที่ด้านหน้าเป็นห้องอาหาร Bistrot des Anges (😋 Bib Gourmand)

บริเวณทางเข้าร้าน

รางวัลต่าง ๆ

🎗️ [WHY GO] La Villa Archange เป็นร้านอาหารที่ผสมผสานเสน่ห์ของวิลลาสไตล์โพรวองซ์เข้ากับความหรูหราของร้านอาหารระดับโลก อาหารทุกจานมีรสชาติเข้าใจง่ายและยังคงไว้ซึ่งความซับซ้อนทางเทคนิคในแบบของห้องอาหารระดับสูง สำหรับใครที่มีโอกาสมาในช่วงกลางวันเราขอแนะนำ Discovery Lunch ซึ่งคุ้มค่ามากกว่าเซ็ตมื้อกลางคืนอย่างชัดเจน นอกจากนี้อย่าลืมบอกเชฟว่ามาจากประเทศไทยกันด้วยเพราะเชฟสามารถพูดภาษาไทยได้หลายคำจากการใช้ชีวิตอยู่ในกรุงเทพนานถึง 4 ปีนั่นเอง