หน้าแรก » 🇳🇱 De Groene Lantaarn – เดอ ครูน ลันทาร์น
Visit: September 10, 2022
🇳🇱 De Groene Lantaarn - เดอ ครูน ลันทาร์น
👨🏻🍳 Chef Jarno Eggen - เชฟยาโน่ เอคเคอร์
Gemeenteweg 364, Staphorst, 7951 PG, Netherlands
Tel: (+31) 522 463 116
Cuisine
🍴 Creative, Seasonal Cuisine - อาหารเชิงสร้างสรรค์, อาหารตามฤดูกาล
Country
Netherlands
MICHELIN Guide
2 MICHELIN Stars
Score
18/20
Price
[INTRO] วันนี้เราขออาสาพาเพื่อน ๆ ไปพบกับหนึ่งในห้องอาหารที่เป็นดั่งม้ามืดประจำทริปเนเธอแลนด์ครั้งนี้ ตัวร้านตั้งอยู่ในชนบทของประเทศเนเธอแลนด์ห่างจากเมืองใหญ่อย่าง Zwolle เข้าไปในทุ่งหญ้าอันเขียวขจี นอกจากนี้เชฟเจ้าของร้าน Jarno Eggen ยังนำเสนอ Tasting Menu สุดสร้างสรรค์ออกมาในราคาสุดคุ้มค่าอีกด้วย
[THE PLACE] De Groene Lantaarn หรือชื่อภาษาอังกฤษคือ The Green Lantern แต่เดิมเป็นห้องอาหารคลาสสิคที่ตั้งอยู่ในฟาร์มเฮ้าส์สไตล์ Saxonian หลังเก่าในเมือง Zuidwolde โดยว่ากันว่าตัวอาคารนั้นถูกสร้างขึ้นตั้งแต่ช่วงปลายปี 1700s กันเลยทีเดียว ต่อมาในปี 2009 เชฟ Jarno Eggen และภรรยาตัดสินใจซื้อกิจการต่อจากเจ้าของร้านคนเก่าคือคุณ Jan Jager พร้อมกับเปลี่ยนคอนเซปมานำเสนออาหาร Fine Dining เต็มรูปแบบก่อนจะสามารถคว้ารางวัล
1 MICHELIN Star มาครองได้ในอีก 1 ปีถัดมาและเลื่อนระดับสู่การเป็นห้องอาหารระดับ ![]()
2 MICHELIN Stars ในคู่มือปกแดงฉบับปี 2015 กาลเวลาล่วงเลยมาจนกระทั่งปี 2018 เชฟ Jarno Eggen ตัดสินใจย้ายห้องอาหารมายังตำแหน่งปัจจุบันคือแถบชนบทในเมือง Staphorst ห่างจากตัวร้านเดิมออกมาประมาณ 15 นาทีโดยมีกังหันลมหลังเก่าตั้งโดดเด่นเป็นสง่าอยู่ในพื้นที่ ในช่วงแรกนั้นตัวเชฟ Jarno Eggen เองก็ไม่แน่ใจว่าจะจัดการกังหันลมหลังนี้อย่างไรจนกระทั่งเขาได้รับคำแนะนำจากเจ้าของโรงสีที่ร่วมงานกันมานานในการซ่อมแซมและปรับปรุงให้ตัวกังหันลมกลับมาใช้งานได้อีกครั้ง เขาเริ่มต้นโดยการแบ่งพื้นที่สำหรับปลูกข้าวเพื่อนำมาสีด้วยกังหันลมก่อนจะนำมาใช้สำหรับเตรียมขนมปังและของหวานที่ห้องอาหาร De Groene Lantaarn นั่นเอง ในส่วนของห้องรับประทานอาหารหลักตกแต่งแบบร่วมสมัยด้วยโทนสีน้ำเงินเข้ม บนผนังตกแต่งด้วยภาพวาดและงานศิลป์จำนวนมาก โต๊ะกลมทุกตัวปูด้วยผ้าลินินสีขาวโดยมีภาชนะใส่เครื่องเทเบิ้ลแวร์รูปไข่สีเงินโดดเด่นสะดุดตา พนักงานทุกคนแต่งตัวด้วยชุดเครื่องแบบและรองเท้าผ้าใบ Gucci ดูดีมีสไตล์ ส่วนพื้นที่ด้านนอกเป็นพื้นที่บริเวณเทอเรสพร้อมด้วยวิวของสวนผักสำหรับรองรับลูกค้าในวันที่อากาศเป็นใจ
[THE CHEF] เจ้าของร้าน Johannes Alexander Jarno Eggen เป็นเชฟมากประสบการณ์ผู้เคยร่วมงานกับห้องอาหาร Parkheuvel (3 MICHELIN Stars ในขณะนั้น) ในนคร Rotterdam ซึ่งเป็นห้องอาหารสัญชาติดัตช์แห่งแรกที่สามารถคว้ารางวัลอันทรงเกียรตินี้มาครอบได้สำเร็จและ Martín Berasategui (3 MICHELIN Stars) ใน Lasarte – Oria ประเทศสเปนเพื่อเรียนรู้เทคนิคการปรุงอาหารในรูปแบบ Nouvelle Cuisine จากนั้นเขาเดินทางไปยังประเทศ Ireland เพื่อรับตำแหน่ง Chef de Partie ที่ห้องหารระดับตำนาน Patrick Guilbaud (2 MICHELIN Stars) ก่อนจะเดินทางกลับมายังประเทศบ้านเกิดเพื่อรับตำแหน่ง Head Chef ควบคุมห้องอาหาร De Lindenhof (2 MICHELIN Stars) ในเมือง Giethoorn อยู่นานถึง 7 ปีครึ่ง หลังจากสั่งสมประสบการณ์ได้มากกว่า 20 ปีตัวเขากับภรรยาคือคุณ Cindy Borger ได้ตัดสินใจเปิดห้องอาหาร De Groene Lantaarn เป็นของตัวเองก่อนที่จะย้ายมายังตำแหน่งปัจจุบันดังที่กล่าวเอาไว้ก่อนหน้านี้นั่นเอง
[THE FOOD] เชฟ Jarno Eggen นำเสนออาหารในเชิงสร้างสรรค์โดยอาศัยวัตถุดิบตามฤดูกาล ลูกค้าสามารถเลือกชิม Tasting Menu ประจำร้านที่ใช้ชื่อว่า Jarno Suggestie (Jarno’s Suggestion) จำนวน 4 Course – 125 € และ 7 Course – 160 € นอกจากนี้ยังมี Vegetarian Menu ที่ใช้ชื่อว่า Menu Floraal (Menu Floral) นำเสนอมาในจำนวนคอร์สและราคาเดียวกัน สุดท้ายคือรายการแบบ À La Carte ให้เลือกชิมกันได้ตามใจชอบโดยมีจานที่เตรียมออกมาได้โดดเด่นอย่างเช่น
เริ่มต้นเมนูหลักจานแรกด้วยฟัวกราส์ตับห่านเตรียมมาในลักษณะของเทอร์รีนเนื้อเนียนละมุนเสริมด้วยองค์ประกอบคลาสสิคอย่าง Madeira และ Cognac นอกจากนี้ยังมีองค์ประกอบที่ไม่คลาสสิคคือ Liqourice หรือชะเอมเตรียมมาเป็นแผ่นสีดำเงาที่คลุมชิ้นเทอร์รีนตับห่าน ด้านบนคือองค์ประกอบของฟัวกราส์เตรียมมาเป็น Mousse ข้างกันคือ Preserved Cherries Gel รสเปรี้ยวและ Liqourice Meringue รสชาติออกหวานนั่นเอง (19/20)
[WHY GO] ประสบการณ์ที่ห้องหาร De Groene Lantaarn นั้นเกินความคาดหมายของเราไปมาก อาหารทุกจานผ่านการรังสรรค์โดยใช้เทคนิคระดับสูงทั้งยังนำเสนอรสชาติออกมาได้อย่างน่าประทับใจ ภรรยาของเชฟคือคุณ Cindy Borger ดูแลและต้อนรับแขกทุก ๆ คนเป็นอย่างดีจนได้รับรางวัล MICHELIN Service Award 2021 มาการันตีความเป็นมืออาชีพ Sommelier ประจำร้านสามารถให้ความแนะนำเกี่ยวกับไวน์จากทั่วโลกได้เป็นอย่างดี ถึงจะมีตำแหน่งตั้งอยู่กลางชนบทห่างจากกรุง Amsterdam ออกมากว่า 130 กิโลเมตรแต่เหล่านักชิมที่เดินทางมาท่องเที่ยวยังเมือง Zwolle หรือหมู่บ้านแสงสายน้ำอย่าง Giethoorn ก็สามารถแวะออกนอกเส้นทางมาที่นี่ได้โดยไม่เสียเวลาเพิ่มเติมมากนักอีกด้วย
Price :
125-160 €
Parking :
จอดบริเวณลานจอดรถข้างร้าน
Operating Time :
12.00-14.00, 19.00-21.00 ปิดวันจันทร์-อังคาร และวันพุธกลางวัน
Dress Code :
Smart Casual
Score
👍 ห้องอาหารสุดสร้างสรรค์ที่สามารถยกระดับรสชาติวัตถุดิบอันหลากหลายตามฤดูกาลออกมาได้อย่างน่าประทับใจ
อาหาร :
18
ราคา :
เทคนิค :
อัตลักษณ์ :
บรรยากาศ :
บริการ :
ไวน์ :
Map
📃 JARNO’S SUGGESTION (160 €)
A whole lot of chicken
12 gr. caviar on top of crispy potato “beschuit” with cream of chives
classic liver terrine with light-hearted liqourice and preserved cherries
with mushroom and verbena
with goat cheese, zucchini, tomato, artichoke and a sauce of thyme and rosemary
with pistachio, Parmesan cheese, cauliflower and fourme d’ambert
with eggplant and sauce of yuzu and green pepper
with beetroot, pomegranate and praline of pumpkin seeds
with ice cream and soft jelly of raspberry
Petit Fours
SUBSTITUTION
with beetroot, smoked bacon and “Japalo” sauce
with vanilla ice cream, caramel and whisky
De Groene Lantaarn – เดอ ครูน ลันทาร์น
![]()
2 MICHELIN Stars – 2 ดาวมิชลิน
![]()
![]()
![]()
18/20 Gault&Millau – 18/20 โก&มีโย
Creative, Seasonal Cuisine – อาหารเชิงสร้างสรรค์, อาหารตามฤดูกาล
Chef Jarno Eggen – เชฟยาโน่ เอคเคอร์
[INTRO] วันนี้เราขออาสาพาเพื่อน ๆ ไปพบกับหนึ่งในห้องอาหารที่เป็นดั่งม้ามืดประจำทริปเนเธอแลนด์ครั้งนี้ ตัวร้านตั้งอยู่ในชนบทของประเทศเนเธอแลนด์ห่างจากเมืองใหญ่อย่าง Zwolle เข้าไปในทั่งหญ้าอันเขียวขจี นอกจากนี้เชฟเจ้าของร้าน Jarno Eggen ยังนำเสนอ Tasting Menu สุดสร้างสรรค์ออกมาในราคาสุดคุ้มค่าอีกด้วย
Hot served cheese puffed with old sheep cheese from De Vreugdehoeve
มื้ออาหารเริ่มต้นด้วยแป้งชีสพัฟร้อน ๆ สอดไส้ชีสนมแกะที่ผ่านการบ่มมาเป็นระยะเวลานานจาก De Vreugdehoeve (18/20)
Toast Filet Americain
ขนมปังกรอบท็อปด้านบนด้วย Filet Americain ซึ่งก็คือ Steak Tartare รูปแบบหนึ่ง เนื้อวัวสับละเอียด นุ่ม ละมุนลิ้นจนแทบละลายไปในปาก ด้านบนปรุงรสด้วยผักดองและซอสรสชาติจัดจ้านเข้ากันได้อย่างลงตัว (18/20)
Crispy potato with mackerel and seaweed
มันฝรั่งเบากรอบท็อปด้านบนด้วยปลาแมคเคอเรลรสเค็มเสริมด้วยรสชาติอุมามิของสาหร่ายทะเล ตรงกลางคือครีมช่วยเชื่อมเนื้อสัมผัสของแต่ละองค์ประกอบเข้าด้วยกัน (18/20)
Tartlet with spinach and anchovies
มินิทาร์ตแป้งบางกรอบ ตรงกลางคือ Purée สีเขียวทำมาจากผักโขมเสริมด้วยรสชาติและอโรมาเฉพาะตัวของแองโชวี่ (18/20)
A whole lot of chicken
ปิดท้ายด้วยฟิงเกอร์ฟู้ดที่ใช้ส่วนต่าง ๆ ของไก่ทั้งแผ่นกรอบทำมาจากหนังไก่ ตับไก่ ไปจนถึงเนื้อไก่เสิร์ฟมาให้รับประทานในคำเดียว (18/20)
รายการ Amuse-bouche
Soup
จากนั้นพนักงานจะนำเสิร์ฟซุปโดยแบ่งออกเป็น Bouillon of Tomato หรือซุปเย็นที่เตรียมมาจากมะเขือเทศสำหรับลูกค้าผู้หญิงและ Roe Deer Soup ซุปอุ่น ๆ เตรียมมาจากกวางโรสำหรับลูกค้าผู้ชาย (18/20)
Bread and Butter
จากนั้นคือขนมปังโฮมเมดที่เตรียมมาจากแป้งที่โม่ด้วยกังหันลมขนาดใหญ่บริเวณหลังร้านจับคู่กับ Salted Butter ที่พนักงานจะมาปาดลงบนก้อนหินที่เตรียมเอาไว้นั่นเอง
“Beschuit” Met Zwarte Muisjes (Supplement 28 €)
12 gr. caviar on top of crispy potato “beschuit” with cream of chives
“Beschuit” Met Zwarte Muisjes คือเมนู Signature Dish ประจำร้านที่ลูกค้าต้องจ่ายเงินเพิ่ม 28 € เพื่อลิ้มลองเพิ่มเติมจากเซ็ตเมนูหลักโดย Beschuit หรือชิ้นบิสกิตท้องถิ่นของประเทศเนเธอแลนด์ ในที่นี้เชฟเตรียมมาในลักษณะของ Rösti หรือมันฝรั่งกรอบ เลเยอร์ตรงกลางคือ Crème Fraîche และ Chive หรือต้นหอมให้ความมันและรสชาติออกเปรี้ยวนิด ๆ ด้านบนคือ Perle Imperial Caviar ปริมาณ 12 กรัมให้รสชาติเค็มอุมามิที่ลงตัว (18/20)
Gooseliver & Liquorice
classic liver terrine with light-hearted liqourice and preserved cherries
เริ่มต้นเมนูหลักจานแรกด้วยฟัวกราส์ตับห่านเตรียมมาในลักษณะของเทอร์รีนเนื้อเนียนละมุนเสริมด้วยองค์ประกอบคลาสสิคอย่าง Madeira และ Cognac นอกจากนี้ยังมีองค์ประกอบที่ไม่คลาสสิคคือ Liqourice หรือชะเอมเตรียมมาเป็นแผ่นสีดำเงาที่คลุมชิ้นเทอร์รีนตับห่าน ด้านบนคือองค์ประกอบของฟัวกราส์เตรียมมาเป็น Mousse ข้างกันคือ Preserved Cherries Gel รสเปรี้ยวและ Liqourice Meringue รสชาติออกหวานนั่นเอง (19/20)
Oysters
with mushroom and verbena
ถัดมาคือหอยนางรมจากประเทศฝรั่งเศสเสิร์ฟในอุณหภูมิอุ่นเล็กน้อย ชิ้นหอยสด นุ่ม ละมุน ไร้ซึ่งกลิ่นคาว เชฟจับคู่กับซอสที่มีอโรมาหอม ๆ ของ Verbena และรสชาติอุมามิของมะเขือเทศช่วยลดทอนความครีมมี่ของเนื้อหอยนางรมได้อย่างลงตัว (17/20)
Sea Bass
with goat cheese, zucchini, tomato, artichoke and a sauce of thyme and rosemary
จานนี้คือปลากะพงเสิร์ฟมาแบบหนังกรอบ ฝั่งขวามือคือผักต่าง ๆ ที่วางเรียงกันมีทั้ง Courgette สีเขียวและเหลืองวางสลับกับชีสนมแพะและเจลมะเขือเทศให้เนื้อสัมผัสกรอบนุ่มแตกต่างกัน ยังมีชิ้นมะเขือเทศช่วยเพิ่มความนุ่มและรสชาติอุมามิ ฝั่งซ้ายมือคือ Jerusalem Artichoke Cream ให้รสชาติหวานกลมกล่อม ส่วนซอสสีเหลืองนวลด้านล่างมีอโรมาหอมของ ๆ ของ Thyme และ Rosemary นั่นเอง (18/20)
Gnocchi
with pistachio, Parmesan cheese, cauliflower and fourme d’ambert
จานนี้คือ Gnocchi มันฝรั่งนุ่ม ๆ ท็อปด้านบนด้วยองค์ประกอบของ Blue Cheese ชื่อว่า Fourme d’Ambert ซึ่งมีกลิ่นเฉพาะตัว ชิ้นดอกกะหล่ำฝานบาง และถั่ว Pistachio ซอสสีเหลืองอ่อนรอบ ๆ ให้ความเค็มและมันของ Parmesan Cheese ตัดด้วยกลิ่นฉุนและรสเผ็ดเฉพาะตัวของ Horseradish อย่างไรก็ตามเรารู้สึกว่ากลิ่นของ Fourme d’Ambert และ Horseradish นั้นยังขาดตัวเชื่อมตรงกลางที่เหมาะสมอยู่ (16/20)
Sweetbread
with eggplant and sauce of yuzu and green pepper
Sweetbread หรือส่วนต่อมไทมัสของลูกวัวแพนเซียมาอย่างดี บริเวณผิวนอกเกิดความกรอบเป็นชั้นบาง ๆ ในขณะที่เนื้อสัมผัสด้านในนุ่มละมุน ฝั่งซ้ายมื้อคือครีมสีน้ำตาลเตรียมมาจากมะเขือ ฝั่งขวามือคือองค์ประกอบของมะเขือที่ผ่านกระบวนการ Gratination ด้วยมิโสะและสาหร่าย ยังมีชิ้นถั่วงอกและสาหร่ายวางอยู่ด้านบนช่วยเพิ่มความกรอบตัดกันกับความนุ่มของมะเขือ สุดท้ายคือซอส Jus de Veau สุดคลาสสิคเตรียมมาจากส่วนของลูกวัว, ยูซู และพริกหวานสีเขียวให้รสชาติที่เข้มข้นและกลิ่นหอมชวนรับประทานเป็นที่สุด (18/20)
Local Deer
with beetroot, pomegranate and praline of pumpkin seeds
Main Course ในเซ็ตเมนูหลักคือเนื้อกวางท้องถิ่นของประเทศเนเธอร์แลนด์โดยเชฟได้กวางทั้งตัวมาจากนายพรานโดยตรง จากนั้นเลือกใช้เนื้อส่วนหลังเสิร์ฟมาเป็นฟิเลท์ที่ความสุกระดับ Medium Rare รอบ ๆ คือ Praline ที่เตรียมมาจากเมล็ดฟักทอง ตรงกลางคือซอส Jus รสชาติเข้มข้นที่เตรียมมาจากส่วนต่าง ๆ ของกวางและน้ำมันเมล็ดฟักทองให้รสชาติที่อร่อยจนเราต้องตักชิมเปล่า ๆ จนเกือบหมด ข้างกันคือมินิทาร์ตบางกรอบที่บรรจุองค์ประกอบอันหลากหลายเพื่อให้มีเนื้อสัมผัสที่แตกต่างกันมีทั้งเมล็ดทับทิม, ถั่วอ่อนจากสวนของทางร้าน และบีทรูทให้ Earthy Aroma มาบาลานซ์กับกลิ่นเฉพาะตัวของเนื้อกวางได้อย่างไร้ที่ติ (18/20)
Codfish
with beetroot, smoked bacon and “Japalo” sauce
ปลาค็อดแล่มาเป็นฟิเลท์เสิร์ฟมาคู่กันกับองค์ประกอบของเบคอนที่ผ่านการรมควันอย่างต่อเนื่องนานถึง 8 สัปดาห์มองเห็นเป็นชิ้นเล็ก ๆ รอบ ๆ ชิ้นปลา เชฟเสิร์ฟมาคู่กับ Jalapo Sauce ที่เตรียมมาจากไวน์ขาวให้รสเปรี้ยวที่ลงตัว เชฟตัดรสชาติด้วย Earthy Aroma ที่พอเหมาะของ Beetroot Cream สีแดงนั่นเอง (18/20)
Pre-Dessert
ล้างปากดับคาวด้วย Almond Cream หอม ๆ โรยด้วยชิ้นถั่วหั่นเป็นชิ้นบาง ๆ เพื่อให้เกิดความกรอบ เชฟบาลานซ์ด้วยอโรมาของของใบเบซิลและน้ำมันมะกอก ตรงกลางคือไอศกรีมซอเรลและกรานิต้าของยูซูช่วยเรียกความสดชื่น กลิ่นเฉพาะตัวของอัลมอนด์ช่วยบาลานซ์กลิ่นเฉพาะตัวของคลอโรฟิลด์ได้อย่างลงตัว (18/20)
Soufflé of Raspberries
with ice cream and soft jelly of raspberry
ของหวานจานหลักในเซ็ตเมนูคือขนมซูเฟลราสเบอร์รี่เสิร์ฟมาเป็น 2 องค์ประกอบย่อย (18/20)
Soufflé of Raspberries
with ice cream and soft jelly of raspberry
เริ่มต้นด้วยขนมซูเฟลที่ผ่านการเตรียมมาเป็นอย่างดี เนื้อนุ่ม หอม อบจนฟูตั้งตรงตามลักษณะที่ควรจะเป็น รสชาติมีความเปรี้ยวที่พอเหมาะ (18/20)
Soufflé of Raspberries
with ice cream and soft jelly of raspberry
ข้างกันคือไอศกรีมเสิร์ฟมาคู่กับคุกกี้และองค์ประกอบที่หลากหลายของราสเบอร์รี่นั่นเอง (18/20)
Chocolate & Hazelnut Soufflé 2002
with vanilla ice cream, caramel and whisky
อีกจานหนึ่งคือขนมที่เชฟได้คิดค้นเอาไว้ตั้งปี 2002 มีลักษณะเป็นซูเฟลช็อกโกแลต-ฮาเซลนัทเสิร์ฟมาทั้งสิ้น 2 องค์ประกอบ (17/20)
Chocolate & Hazelnut Soufflé 2002
with vanilla ice cream, caramel and whisky
ขนมซูเฟลเตรียมออกมาได้ดีเช่นเดียวกันกับของหวานจานก่อนหน้า รสชาติและกลิ่นหอมของช็อกโกแลตเข้มข้นและถั่วฮาเซลนัทบาลานซ์กันออกมาได้อย่างน่าประทับใจ (17/20)
Chocolate & Hazelnut Soufflé 2002
with vanilla ice cream, caramel and whisky
ข้างกันคือไอศกรีมวานิลลาที่ทางร้านทำเองเสิร์ฟมาคู่กับซอสคาราเมลเข้มข้นและชิ้นช็อกโกแลตกรอบ ๆ นั่นเอง (17/20)
Petit Fours
ปิดท้ายด้วยเซ็ต Mignardises หลายชนิด
Petit Fours
อย่างแรกคือขนม Cookies กรอบ ๆ ที่มีกลิ่นหอมของวานิลลาและ Buerre Noisette
Petit Fours
ขนม Hazelnut Meringue Pie หวานกรอบ
Petit Fours
Tartelette with Vanilla and Blueberry ที่มีหลากหลายเนิ้อสัมผัส
Petit Fours
ขนม Macaron ทั้ง 3 รสชาติคือ Liqourice, Red Fruit และ Bergamot
Petit Fours
ขนม Chocolate Pralines หลายชนิดให้ชิมกันมีทั้ง Raspberry, Passionfruit and Ginger, Coffee, Juniper Berry, Blueberry and Yogurt, Lemon with Herbs, Vanilla, Hazelnut, Blackpepper with Lemon and Thyme, Whisky and Caramel, Lemon and Lemongrass
Petit Fours
ใครที่ชิมแล้วติดใจสามารถสั่งติดไม้ติดมือใส่กล่องกลับบ้านไปเพิ่มเติมได้อีกด้วย
Caffè Latte
เราขอแนะนำให้จับคู่ Mignardises กับกาแฟร้อน ๆ
Verbena Tea
หรือจะเป็นชาร้อน ๆ สักแก้วก็ได้เช่นกัน
นอกจากนี้ยังมีของฝากเป็นแป้งที่ผ่านการโม่ในกังหันลมให้ลูกค้าติดไม้ติดมือกลับบ้านไปด้วย
[THE CHEF] เจ้าของร้าน Johannes Alexander Jarno Eggen เป็นเชฟมากประสบการณ์ผู้เคยร่วมงานกับห้องอาหาร Parkheuvel (3 MICHELIN Stars ในขณะนั้น) ในนคร Rotterdam ซึ่งเป็นห้องอาหารสัญชาติดัตช์แห่งแรกที่สามารถคว้ารางวัลอันทรงเกียรตินี้มาครอบได้สำเร็จและ Martín Berasategui (3 MICHELIN Stars) ใน Lasarte – Oria ประเทศสเปนเพื่อเรียนรู้เทคนิคการปรุงอาหารในรูปแบบ Nouvelle Cuisine จากนั้นเขาเดินทางไปยังประเทศ Ireland เพื่อรับตำแหน่ง Chef de Partie ที่ห้องหารระดับตำนาน Patrick Guilbaud (2 MICHELIN Stars) ก่อนจะเดินทางกลับมายังประเทศบ้านเกิดเพื่อรับตำแหน่ง Head Chef ควบคุมห้องอาหาร De Lindenhof (2 MICHELIN Stars) ในเมือง Giethoorn อยู่นานถึง 7 ปีครึ่ง หลังจากสั่งสมประสบการณ์ได้มากกว่า 20 ปีตัวเขากับภรรยาคือคุณ Cindy Borger ได้ตัดสินใจเปิดห้องอาหาร De Groene Lantaarn เป็นของตัวเองก่อนที่จะย้ายมายังตำแหน่งปัจจุบัน
[THE FOOD] เชฟ Jarno Eggen นำเสนออาหารในเชิงสร้างสรรค์โดยอาศัยวัตถุดิบตามฤดูกาล ลูกค้าสามารถเลือกชิม Tasting Menu ประจำร้านที่ใช้ชื่อว่า Jarno Suggestie (Jarno’s Suggestion) จำนวน 4 Course – 125 € และ 7 Course – 160 € นอกจากนี้ยังมี Vegetarian Menu ที่ใช้ชื่อว่า Menu Floraal (Menu Floral) นำเสนอมาในจำนวนคอร์สและราคาเดียวกัน สุดท้ายคือรายการแบบ À La Carte ให้เลือกชิมกันได้ตามใจชอบ
[THE PLACE] De Groene Lantaarn หรือชื่อภาษาอังกฤษคือ The Green Lantern แต่เดิมเป็นห้องอาหารคลาสสิคที่ตั้งอยู่ในฟาร์มเฮ้าส์สไตล์ Saxonian หลังเก่าในเมือง Zuidwolde โดยว่ากันว่าตัวอาคารนั้นถูกสร้างขึ้นตั้งแต่ช่วงปลายปี 1700s กันเลยทีเดียว ต่อมาในปี 2009 เชฟ Jarno Eggen และภรรยาตัดสินใจซื้อกิจการต่อจากเจ้าของร้านคนเก่าคือคุณ Jan Jager พร้อมกับเปลี่ยนคอนเซปมานำเสนออาหาร Fine Dining เต็มรูปแบบ ตัวร้านสามารถคว้ารางวัล
1 MICHELIN Star มาครองได้ในอีก 1 ปีถัดมาก่อนจะได้รับการเลื่อนระดับสู่การเป็นห้องอาหารระดับ ![]()
2 MICHELIN Stars ในคู่มือปกแดงฉบับปี 2015
ในส่วนของห้องรับประทานอาหารหลักตกแต่งแบบร่วมสมัยด้วยโทนสีน้ำเงินเข้ม
บนผนังตกแต่งด้วยภาพวาดและงานศิลป์จำนวนมาก
โต๊ะกลมทุกตัวปูด้วยผ้าลินินสีขาวโดยมีภาชนะใส่เครื่องเทเบิ้ลแวร์รูปไข่สีเงินโดดเด่นสะดุดตา
พนักงานทุกคนแต่งตัวด้วยชุดเครื่องแบบและรองเท้าผ้าใบ Gucci ดูดีมีสไตล์
ส่วนพื้นที่ด้านนอกเป็นพื้นที่บริเวณเทอเรสพร้อมด้วยวิวของสวนผักสำหรับรองรับลูกค้าในวันที่อากาศเป็นใจ
ภายในห้องครัว
ในปี 2018 เชฟ Jarno Eggen ตัดสินใจย้ายห้องอาหารมายังตำแหน่งปัจจุบันคือแถบชนบทในเมือง Staphorst ห่างจากตัวร้านเดิมออกมาประมาณ 15 นาทีโดยมีกังหันลมหลังเก่าตั้งโดดเด่นเป็นสง่าอยู่ในพื้นที่
ในช่วงแรกนั้นตัวเชฟ Jarno Eggen เองก็ไม่แน่ใจว่าจะจัดการกังหันลมหลังนี้อย่างไรจนกระทั่งเขาได้รับคำแนะนำจากเจ้าของโรงสีที่ร่วมงานกันมานานในการซ่อมแซมและปรับปรุงให้ตัวกังหันลมกลับมาใช้งานได้อีกครั้ง
เชฟ Jarno Eggen เริ่มต้นโดยการแบ่งพื้นที่สำหรับปลูกข้าวเพื่อนำมาสีด้วยกังหันลมก่อนจะนำมาใช้สำหรับเตรียมขนมปังและของหวานที่ห้องอาหาร De Groene Lantaarn นั่นเอง
[WHY GO] ประสบการณ์ที่ห้องหาร De Groene Lantaarn นั้นเกินความคาดหมายของเราไปมาก อาหารทุกจานผ่านการรังสรรค์โดยใช้เทคนิคระดับสูงทั้งยังนำเสนอรสชาติออกมาได้อย่างน่าประทับใจ
ภรรยาของเชฟคือคุณ Cindy Borger ดูแลและต้อนรับแขกทุก ๆ คนเป็นอย่างดีจนได้รับรางวัล MICHELIN Service Award 2021 มาการันตีความเป็นมืออาชีพ Sommelier ประจำร้านสามารถให้ความแนะนำเกี่ยวกับไวน์จากทั่วโลกได้เป็นอย่างดี
ถึงจะมีตำแหน่งตั้งอยู่กลางชนบทห่างจากกรุง Amsterdam ออกมากว่า 130 กิโลเมตรแต่เหล่านักชิมที่เดินทางมาท่องเที่ยวยังเมือง Zwolle หรือหมู่บ้านแสงสายน้ำอย่าง Giethoorn ก็สามารถแวะออกนอกเส้นทางมาที่นี่ได้โดยไม่เสียเวลาเพิ่มเติมมากนักอีกด้วย