Visit: October 16, 2024

🇮🇹 Locanda Sant'Uffizio Enrico Bartolini - โลคันดา ซานต์อุฟฟิซิโอ เอ็นรีโก บาร์โตลินี

👨🏻‍🍳 Chef Enrico Bartolini & Chef Gabriele Boffa - เชฟเอ็นรีโก บาร์โตลินี & เชฟกาบรีเอเล โบฟฟา

strada Sant'Uffizio 1, Cioccaro, 14030, Italy

Tel: (+39) 0141 171 0098

Cuisine

🍴 Piedmontese, Modern Cuisine - อาหารอิตาลีสไตล์ปิเยมอนเต, อาหารโมเดิร์น

Country

Italy

MICHELIN Guide

2 MICHELIN Stars

Score

17.5/20

Price

5/5
          

🎗️ [INTRO] บทความในวันนี้เราจะพาเพื่อน ๆ ไปพบกับหนึ่งในห้องอาหารเรือธงของเชฟ Enrico Bartolini ผู้เป็นเจ้าของร้าน MICHELIN Star มากที่สุดในประเทศอิตาลีโดยตัวเขาและเชฟ Gabriele Boffa สามารถตีความอาหารท้องถิ่นสไตล์ปิเยมอนเตออกมาในรูปแบบโมเดิร์นได้อย่างไร้ที่ติภายใต้ราคาที่เข้าถึงง่าย

          
🎗️ [THE PLACE] Relais Sant’Uffizio ตั้งอยู่บนยอดเนินเขา Monteferrato ใน Cioccaro di Penango ตัวอาคารแต่เดิมเคยถูกใช้งานเป็นอารามในช่วงยุคศตวรรษที่ 16 ก่อนจะถูกปรับปรุงให้กลายมาเป็นโรงแรมระดับ 4 ดาวพร้อมด้วยสปาและสระว่ายน้ำ สำหรับผู้ที่เดินทางมาช่วงกลางวันจะพบกับทัศนียภาพจากมุมสูงมองออกไปเห็นเนินเขาอื่น ๆ ข้างเคียงรวมไปถึงไร่ไวน์และหมู่บ้านเล็ก ๆ ที่ประกอบขึ้นจากอิฐแดง สำหรับห้องอาหาร Locanda Sant’Uffizio Enrico Bartolini นั้นแต่เดิมเป็น Limonaia หรือพื้นที่สำหรับปลูกเลมอน บริษัทออกแบบภายใน Baxter ตั้งใจผสมผสานการตกแต่งแบบร่วมสมัยและคลาสสิคเข้าไว้ด้วยกันอย่างแนบเนียน ห้องรับประทานอาหารหลักถูกแบ่งออกเป็น 2 ฝั่ง กระจกบนผนังและแสงไฟช่วยเติมเต็มความหรูหรา นอกจากนี้ผนังอีกฝั่งที่กั้นด้วยกระจกใสยังเสริมให้บรรยากาศภายในมีความโปร่งมากยิ่งขึ้นอีกด้วย

🎗️ [THE CHEF] Enrico Bartolini เกิดที่เมือง Castelmartini แคว้น Tuscany ในปี 1979 เขาจบการศึกษาจากโรงเรียนการโรงแรมในเมือง Montecatini Terme และเริ่มต้นทำงานใน Trattoria ในเมือง Pistoia ซึ่งเป็นกิจการของครอบครัว หลังจากนั้นเขาเดินทางไปร่วมงานกับเชฟ Paolo Petrini ที่กรุง Paris และเชฟ Mark Page ในกรุง London ก่อนจะเดินทางกลับมาช่วยเชฟ Massimiliano Alajmo ควบคุมห้องอาหาร Le Robinie ในเมือง Oltrepò Pavese จนสามารถคว้ารางวัล 🌟 1 MICHELIN Star มาครองได้สำเร็จในขณะที่ตัวเขามีอายุเพียง 29 ปีเท่านั้น หลังจากนั้นเขาย้ายมาควบคุมห้องอาหาร Devero Ristorante และ Dodici24 Quick Restaurant ในเมือง Cavenago Brianza และคว้ารางวัล 🌟🌟 2 MICHELIN Stars, Tre Cappelli L’Espresso และ Tre Forchette Gamberro Rosso มาครองได้สำเร็จในขณะที่เขาอายุ 33 ปี ความท้าทายครั้งใหญ่เกิดขึ้นเมื่อเขาตัดสินใจย้ายมาเปิดห้องอาหารบนชั้น 3 ของพิพธภัณฑ์ MUDEC ในนคร Milan และคว้ารางวัล 🌟🌟🌟 3 MICHELIN Stars มาครองได้ในปี 2016 ปัจจุบันเขายังมีห้องอาหารอื่น ๆ ภายใต้การควบคุมอีกมากมายคือ Glam Enrico Bartolini (🌟🌟 2 MICHELIN Stars), Locanda Sant’Uffizio Enrico Bartolini (🌟🌟 2 MICHELIN Stars), Il Poggio Rosso (🌟 1 MICHELIN Star), Anima (🌟 1 MICHELIN Star), Il Fuoco Sacro (🌟 1 MICHELIN Star), Bluh Furore (🌟 1 MICHELIN Star), La Trattoria Enrico Bartolini (🌟 1 MICHELIN Star), Palazzo Utini ทั้งยังมีส่วนในการควบคุมห้องอาหาร Villa Elena (🌟🌟 2 MICHELIN Stars) อีกด้วย สำหรับห้องอาหาร Locanda Sant’Uffizio Enrico Bartolini แห่งนี้มีหัวหน้าเชฟอย่าง Gabriele Boffa เป็นผู้ควบคุมโดยตัวเขาเคยร่วมงานกับเชฟระดับตำนานมากมายไม่ว่าจะเป็น Yannick Alléno, Enrico Crippa, Claudio Sadler และ Carlo Cracco

🎗️ [THE FOOD] ทางร้านนำเสนออาหารในรูปแบบ Tasting Menu เท่านั้นประกอบไปด้วย Evergreen Menu (150 €) ที่นำเสนออาหารอิตาลีท้องถิ่นสไตล์ปิเยมอนเตออกมาในรูปแบบโมเดิร์นจำนวน 4 คอร์ส ถัดมาคือ At The Foot of The Alps (170 €) ที่นำเสนอเมนู 5 คอร์สออกมาในเชิงสร้างสรรค์มากยิ่งขึ้น สุดท้ายคือ Menu Progresso (200 €) จำนวน 6 คอร์สจัดเสิร์ฟออกมาตามใจเชฟ รายการไวน์จัดว่ามีความหลากหลายและมีราคาที่คุ้มค่าทั้งในรูปแบบ Pairing และ By Bottle ตัวอย่างจานที่เราชื่นชอบอย่างเช่น

✨ Filet in Torrengo style
เชฟ Massimo Torrengo เป็นอาจารย์เชฟคนแรกของเชฟ Gabriele Boffa จึงเป็นสาเหตุให้เขารังสรรค์เมนูนี้ขึ้นมาเพื่ออุทิศให้กับเชฟ Massimo Torrengo นั่นเอง เนื้อวัวผ่านการหมักและรมควันจนหอม ด้านล่างมีซอสแอบอยู่ซึ่งเชฟเตรียมมาจาก Porto, Vermouth & Cognac Reduction ให้รสชาติที่ไม่จัดจ้านนักแต่แลกมาด้วยความซับซ้อนและมิติทางรสชาติ จากนั้นท็อปด้านบนด้วย Butter Flavoured Onion Broth หรือซอสหัวหอมที่มีความหอมมันของเนยนั่นเอง องค์ประกอบอื่นคือผักกาด Lettuce เสิร์ฟมากับซอส Béarnaise และเห็ดทรัฟเฟิล ยังมีชิ้นแรดิชต้มช่วยเสริมมิติความขมที่พอเหมาะ สุดท้ายคือบิสกิตชิ้นโตที่บรรจุตับเป็ดที่มีความครีมมี่ควบคู่ไปกับแยมหัวหอมให้ความหวานและเห็ดทรัฟเฟิลฝนมาจนล้นอีกด้วย (17/20)

✨ Risotto, mustard, sweet and sour vegetables and bone marrow
ข้าวรีซอตโต้ที่มีเนื้อสัมผัสสุกพอดีไร้ที่ติ เชฟเพิ่มมิติครั้งสัมผัสโดยการใส่มันหวานและมัสตาร์ดลงไปด้วยช่วยสร้างรสชาติเผ็ด ด้านล่างรอด้วยผัก 3 ชนิดให้รสชาติเปรี้ยวและหวานที่ต่างกัน ด้านบนท็อปด้วยไขกระดูกและพืชสมุนไพร Acetosella หรือ Oxalis นั่นเอง (19/20)

✨ Pear, malvasia of Casorzo, zabaione and macaroon
ลูกแพร์ที่ผ่านการปรุงให้สุกแล้วแล่เป็นชิ้นบาง ๆ ด้านในรองด้วย Almond Biscuit ไฮไลท์คือ Zabaione หรือซาบายอนสีเหลืองให้ความหวานมันควบคู่ไปกับ Amaretto Biscuit สีแดงกรอบ รอบ ๆ คือซอส Coulis ที่เตรียมมาจากไวน์แดงหวาน Malvasia di Casorzo อีกหนึ่งเสิร์ฟในถ้วยเล็ก ๆ คือ Bonet หรือไอศกรีมท้องถิ่นของภูมิภาค Piedmont แบบไม่มีช็อกโกแลตวางมาบนครีมที่เตรียมมาจาก Zabaione และ Amaretti Biscuit รอบ ๆ คือน้ำของลูกแพร์ช่วยเรียกความสดชื่นได้อย่างไร้ที่ติ (18/20)

🎗️ [WHY GO] เชฟ Enrico Bartholini สามารถตีความอาหารอิตาลีสไตล์ปิเยมอนเตออกมาในรูปแบบของตัวเองได้อย่างน่าสนใจ ทุกจานนำเสนอออกมาในรูปแบบอาหารโมเดิร์นแต่ยังคงเคารพแก่นแท้และรสชาติรสชาติดั้งเดิมของอาหารท้องถิ่น ราคาอาหารจัดว่าคุ้มค่า การบริการภายใต้สายตาของคุณ Francesco Palumbo เป็นไปอย่างราบรื่นและมีความเป็นมืออาชีพ สำหรับใครที่ดื่มไวน์เราขอแนะนำให้ระมัดระวังเส้นทางขากลับสักนิดอันเนื่องมาจากทางลงเขาที่ค่อนข้างคดเคี้ยวรวมไปถึงสัตว์ป่าที่อาจวิ่งตัดหน้าในช่วงกลางคืนได้

Price :

150-200 €

Parking :

จอดหน้าร้าน

Operating Time :

Lunch Sat-Sun 12.30-14.00, Dinner Tue-Sat 19.30-21.00, Closed on Mon

Dress Code :

Smart Casual

Score

👍 สุดยอดห้องอาหารอิตาลีสไตล์ปิเยมอนเตที่ปรับรูปโฉมอาหารเสียใหม่ให้มีความโมเดิร์นมากยิ่งขึ้น

อาหาร :

17.5

ราคา :

5/5

เทคนิค :

4/5

อัตลักษณ์ :

5/5

บรรยากาศ :

4/5

บริการ :

5/5

ไวน์ :

5/5

Map

📃 EVERGREEN MENU (150 €)

          
Filet in Torrengo style

Risotto, mustard, sweet and sour vegetables and bone marrow

Pigeon cooked at the barbecue, apple and dried fruit compote

Memory of a crêpe with Nutella cream

📃 SUBSTITUTION
Pear, malvasia of Casorzo, zabaione and macaroon

🇮🇹 Locanda Sant’Uffizio Enrico Bartolini – โลคันดา ซานต์อุฟฟิซิโอ เอ็นรีโก บาร์โตลินี

🌟🌟 2 MICHELIN Stars – 2 ดาวมิชลิน

🍴 Piedmontese, Modern Cuisine – อาหารอิตาลีสไตล์ปิเยมอนเต, อาหารโมเดิร์น

👨🏻‍🍳 Chef Enrico Bartolini & Chef Gabriele Boffa – เชฟเอ็นรีโก บาร์โตลินี & เชฟกาบรีเอเล โบฟฟา

Amuse-bouche

เริ่มต้นมื้ออาหารด้วยของว่างเรียกน้ำย่อยอย่างแรกคือกรานิต้าที่เตรียมมาจาก Daiquiri Cocktail ด้านบนท็อปด้วยผง Nutmeg ช่วยเรียกความสดชื่นได้ดี (17/20)

Amuse-bouche

ถัดมาคือเนยอัลมอนด์จับคู่กับรสชาติของมะกอก Taggiasche Olive และผงปาปริก้าโดยพนักงานจะแนะนำให้ปาดลงบน Mixed Seeds Wafer กรอบ ๆ (17/20)

Amuse-bouche

ชุดถัดมาพนักงานจัดเสิร์ฟ Pepper Tartelette กรอบ ๆ ด้านในบรรจุ Pepper Tartare หรือพริกหวานสับรองด้านล่างด้วยครีมพริกหวานจับคู่กันกับ Salted Ricotta และมะนาว (17/20)

Amuse-bouche

หนังไก่กรอบหอมท็อปด้วยเพสต์ตับเป็ดและเลมอน (17/20)

Amuse-bouche

Crispy Amaranth กรอบ ๆ จับคู่มากับเนื้อปลา Palamita สับเป็นชิ้นเต๋า นอกจากนี้ยังมีรสชาติเปรี้ยวของ Vinegar Jelly อีกด้วย (172/0)

Amuse-bouche

จากนั้นจบด้วย Pig Tail Jelly ด้านในสอดไส้ปลาทูน่า ยังมีชั้นของเนยและผงเคเปอร์ด้านบนอีกด้วย (17/20)

Amuse-bouche

Amuse-bouche ชุดที่สองเริ่มต้นจากฝั่งซ้ายมือคือ Corn Cloud หอมกรอบ จับคู่กับลิ้นลูกวัวและซอสสมุนไพรที่ไร้ซึ่งกระเทียม ตรงกลางคือ Potato Tartelette จับคู่มากัยครีมแองโชวี่ ด้านล่างรองด้วยไส้กรอกและไดคอน สุดท้ายฝั่งขวามือคือไข่นกกระทาจับคู่มากับ Ginger Mayonnaise และ Beetroot Caviar พนักงานยังแนะนำอีกว่าลูกค้าสามารถเริ่มรับประทานจากชิ้นไหนก่อนก็ได้แต่ให้จบด้วยไข่นกกระทาเสมอเนื่องจากรสชาติของขิงที่โดดเด่นที่สุด (17/20)

Amuse-bouche

เซ็ตสุดท้ายคือ Salted Panna Cotta จับคู่มากับ Shoulder Ham หรือแฮมส่วนขาหน้า ด้านในคือ Cooked Ham จากนั้นเติมผงเห็ดและ Crispy of Parmesan แผ่นชีสพาเมซานกรอบลงไปด้านบน ข้าง ๆ กันคือ Broth ร้อน ๆ ที่เตรียมมาจาก Jerusalem Artichoke และ Celeriac ด้านล่างยังมี Ham Oil อีกด้วย (17/20)

Bread Selections

ขนมปังเตรียมมาจากที่เตรียมมาจากแป้ง Rye และ Buckwheat ยังมี Focaccia ที่เตรียมมาจากแป้ง Wholegrain และน้ำมันมะกอก ขนมปังทรงแท่งคือ Grissini Piemontesi เตรียมมาจากแป้งข้าวโพด เชฟเสิร์ฟน้ำมันมะกอกท้องถิ่นจากเมือง Vignale Monferato ซึ่งเป็นการผสมผสานรสชาติของน้ำมันมะกอก 4 สายพันธุ์เข้าไว้ด้วยกัน

Filet in Torrengo style

เชฟ Massimo Torrengo เป็นอาจารย์เชฟคนแรกของเชฟ Gabriele Boffa จึงเป็นสาเหตุให้เขารังสรรค์เมนูนี้ขึ้นมาเพื่ออุทิศให้กับเชฟ Massimo Torrengo นั่นเอง (17/20)

Filet in Torrengo style

Massimo Torrengo เป็นอาจารย์เชฟคนแรกของเชฟ Gabriele Boffa จึงเป็นสาเหตุให้เขารังสรรค์เมนูนี้ขึ้นมาเพื่ออุทิศให้กับเชฟ Massimo Torrengo นั่นเอง เนื้อวัวผ่านการหมักและรมควันจนหอม ด้านล่างมีซอสแอบอยู่ซึ่งเชฟเตรียมมาจาก Porto, Vermouth & Cognac Reduction ให้รสชาติที่ไม่จัดจ้านนักแต่แลกมาด้วยความซับซ้อนและมิติทางรสชาติ จากนั้นท็อปด้านบนด้วย Butter Flavoured Onion Broth หรือซอสหัวหอมที่มีความหอมมันของเนยนั่นเอง องค์ประกอบอื่นคือผักกาด Lettuce เสิร์ฟมากับซอส Béarnaise และเห็ดทรัฟเฟิล ยังมีชิ้นแรดิชต้มช่วยเสริมมิติความขมที่พอเหมาะ (17/20)

Filet in Torrengo style

สุดท้ายคือบิสกิตชิ้นโตที่บรรจุตับเป็ดที่มีความครีมมี่ควบคู่ไปกับแยมหัวหอมให้ความหวานและเห็ดทรัฟเฟิลฝนมาจนล้นอีกด้วย (17/20)

Risotto, mustard, sweet and sour vegetables and bone marrow

ข้าวรีซอตโต้ที่มีเนื้อสัมผัสสุกพอดีไร้ที่ติ เชฟเพิ่มมิติครั้งสัมผัสโดยการใส่มันหวานและมัสตาร์ดลงไปด้วยช่วยสร้างรสชาติเผ็ด ด้านล่างรอด้วยผัก 3 ชนิดให้รสชาติเปรี้ยวและหวานที่ต่างกัน ด้านบนท็อปด้วยไขกระดูกและพืชสมุนไพร Acetosella หรือ Oxalis นั่นเอง (19/20)

Pigeon cooked at the barbecue, apple and dried fruit compote

นกพิราบย่างบนเตาบาบีคิวเสิร์ฟมาที่ความสึกระดับมีเดียมแรร์ (17/20)

Pigeon cooked at the barbecue, apple and dried fruit compote

เชฟเสิร์ฟมาคู่กันกับ Tropea Onion ชิ้นใหญ่เป็นหนึ่งในวัตถุดิบชั้นเลิศ ในจานมีซอส 2 ชนิดโดยซอสสีเข้มเตรียมมาจากพริกหวานและผลไม้แห้ง ซอสสีเหลืองเตรียมมาจากแยมแอปเปิ้ล (17/20)

Pigeon cooked at the barbecue, apple and dried fruit compote

จากนั้นหันมาชิมขานกพิราบแล้วจึงตามด้วยหัวใจนกพิราบที่เสิร์ฟมากับ Dark Sauce เข้มข้น (17/20)

Pre-dessert

ล้างปากด้วย Hibiscus Jelly เสิร์ฟมากับ Almond Oil จำนวน 3 หยด องค์ประกอบสีขาวคือซอสนมวัวโรยด้วยผง Hibiscus

Memory of a crêpe with Nutella cream

คอร์สนี้เชฟอาศัยแรงบันดาลใจมาจากเมนูเครปครีมนูเทลล่าโดยหยิบยก Gianduja Cream เสิร์ฟมากับซอสเลมอนสีขาวด้านบน ในถ้วยข้างกันคือ Iced Lemon Tea เสิร์ฟมาให้ดื่มสลับกันไปกับเครปนั่นเอง (17/20)

Pear, malvasia of Casorzo, zabaione and macaroon

ลูกแพร์ที่ผ่านการปรุงให้สุกแล้วแล่เป็นชิ้นบาง ๆ ด้านในรองด้วย Almond Biscuit ไฮไลท์คือ Zabaione หรือซาบายอนสีเหลืองให้ความหวานมันควบคู่ไปกับ Amaretto Biscuit สีแดงกรอบ รอบ ๆ คือซอส Coulis ที่เตรียมมาจากไวน์แดงหวาน Malvasia di Casorzo อีกหนึ่งเสิร์ฟในถ้วยเล็ก ๆ คือ Bonet หรือไอศกรีมท้องถิ่นของภูมิภาค Piedmont แบบไม่มีช็อกโกแลตวางมาบนครีมที่เตรียมมาจาก Zabaione และ Amaretti Biscuit รอบ ๆ คือน้ำของลูกแพร์ช่วยเรียกความสดชื่นได้อย่างไร้ที่ติ (18/20)

Mignardises

ปิดท้ายด้วยขนมจิ๋วหลายอย่างคือ Vanilla Marshmallow Wrapped in Blackberry Jelly, Little Chocolate Made with Double (White & Dark) Chocolate, Carnival (Cereal) with Apricot, Pear with Cinnamon Powder, Biscuit with Salted Caramel and Peanut Cream

Mignardises

คำนี้คือ White Vermout Praline หวานหอม

Mignardises

อาหารมื้อนี้จบด้วย Puff Pastry with Candied Lemon Cream และ Tartelette with Pistachio Cream and Grapefruit

ก่อนกลับบ้านทางร้านได้มอบขนมรวมไปถึงรายการเมนูเป็นของขวัญเพื่อรำลึกถึงประสบการณ์ในวันนี้อีกด้วย

รายการเครื่องดื่มในวันนี้

รายการเครื่องดื่มในวันนี้

💰 ราคา 770 €/4 คน

🎗️ [INTRO] บทความในวันนี้เราจะพาเพื่อน ๆ ไปพบกับหนึ่งในห้องอาหารเรือธงของเชฟ Enrico Bartolini ผู้เป็นเจ้าของร้าน MICHELIN Star มากที่สุดในประเทศอิตาลีโดยตัวเขาและเชฟ Gabriele Boffa สามารถตีความอาหารท้องถิ่นสไตล์ปิเยมอนเตออกมาในรูปแบบโมเดิร์นได้อย่างไร้ที่ติภายใต้ราคาที่เข้าถึงง่าย

🎗️ [THE PLACE] Relais Sant’Uffizio ตั้งอยู่บนยอดเนินเขา Monteferrato ใน Cioccaro di Penango ตัวอาคารแต่เดิมเคยถูกใช้งานเป็นอารามในช่วงยุคศตวรรษที่ 16 ก่อนจะถูกปรับปรุงให้กลายมาเป็นโรงแรมระดับ 4 ดาวพร้อมด้วยสปาและสระว่ายน้ำ

สำหรับผู้ที่เดินทางมาช่วงกลางวันจะพบกับทัศนียภาพจากมุมสูงมองออกไปเห็นเนินเขาอื่น ๆ ข้างเคียงรวมไปถึงไร่ไวน์และหมู่บ้านเล็ก ๆ ที่ประกอบขึ้นจากอิฐแดง สำหรับห้องอาหาร Locanda Sant’Uffizio Enrico Bartolini นั้นแต่เดิมเป็น Limonaia หรือพื้นที่สำหรับปลูกเลมอน บริษัทออกแบบภายใน Baxter ตั้งใจผสมผสานการตกแต่งแบบร่วมสมัยและคลาสสิคเข้าไว้ด้วยกันอย่างแนบเนียน ห้องรับประทานอาหารหลักถูกแบ่งออกเป็น 2 ฝั่ง กระจกบนผนังและแสงไฟช่วยเติมเต็มความหรูหรา นอกจากนี้ผนังอีกฝั่งที่กั้นด้วยกระจกใสยังเสริมให้บรรยากาศภายในมีความโปร่งมากยิ่งขึ้นอีกด้วย

🎗️ [THE CHEF] Enrico Bartolini เกิดที่เมือง Castelmartini แคว้น Tuscany ในปี 1979 เขาจบการศึกษาจากโรงเรียนการโรงแรมในเมือง Montecatini Terme และเริ่มต้นทำงานใน Trattoria ในเมือง Pistoia ซึ่งเป็นกิจการของครอบครัว หลังจากนั้นเขาเดินทางไปร่วมงานกับเชฟ Paolo Petrini ที่กรุง Paris และเชฟ Mark Page ในกรุง London ก่อนจะเดินทางกลับมาช่วยเชฟ Massimiliano Alajmo ควบคุมห้องอาหาร Le Robinie ในเมือง Oltrepò Pavese จนสามารถคว้ารางวัล 🌟 1 MICHELIN Star มาครองได้สำเร็จในขณะที่ตัวเขามีอายุเพียง 29 ปีเท่านั้น หลังจากนั้นเขาย้ายมาควบคุมห้องอาหาร Devero Ristorante และ Dodici24 Quick Restaurant ในเมือง Cavenago Brianza และคว้ารางวัล 🌟🌟 2 MICHELIN Stars, Tre Cappelli L’Espresso และ Tre Forchette Gamberro Rosso มาครองได้สำเร็จในขณะที่เขาอายุ 33 ปี

ความท้าทายครั้งใหญ่เกิดขึ้นเมื่อเขาตัดสินใจย้ายมาเปิดห้องอาหารบนชั้น 3 ของพิพธภัณฑ์ MUDEC ในนคร Milan และคว้ารางวัล 🌟🌟🌟 3 MICHELIN Stars มาครองได้ในปี 2016 ปัจจุบันเขายังมีห้องอาหารอื่น ๆ ภายใต้การควบคุมอีกมากมายคือ Glam Enrico Bartolini (🌟🌟 2 MICHELIN Stars), Locanda Sant’Uffizio Enrico Bartolini (🌟🌟 2 MICHELIN Stars), Il Poggio Rosso (🌟 1 MICHELIN Star), Anima (🌟 1 MICHELIN Star), Il Fuoco Sacro (🌟 1 MICHELIN Star), Bluh Furore (🌟 1 MICHELIN Star), La Trattoria Enrico Bartolini (🌟 1 MICHELIN Star), Palazzo Utini ทั้งยังมีส่วนในการควบคุมห้องอาหาร Villa Elena (🌟🌟 2 MICHELIN Stars) อีกด้วย สำหรับห้องอาหาร Locanda Sant’Uffizio Enrico Bartolini แห่งนี้มีหัวหน้าเชฟอย่าง Gabriele Boffa เป็นผู้ควบคุมโดยตัวเขาเคยร่วมงานกับเชฟระดับตำนานมากมายไม่ว่าจะเป็น Yannick Alléno, Enrico Crippa, Claudio Sadler และ Carlo Cracco

🎗️ [THE FOOD] ทางร้านนำเสนออาหารในรูปแบบ Tasting Menu เท่านั้นประกอบไปด้วย Evergreen Menu (150 €) ที่นำเสนออาหารอิตาลีท้องถิ่นสไตล์ปิเยมอนเตออกมาในรูปแบบโมเดิร์นจำนวน 4 คอร์ส ถัดมาคือ At The Foot of The Alps (170 €) ที่นำเสนอเมนู 5 คอร์สออกมาในเชิงสร้างสรรค์มากยิ่งขึ้น สุดท้ายคือ Menu Progresso (200 €) จำนวน 6 คอร์สจัดเสิร์ฟออกมาตามใจเชฟ รายการไวน์จัดว่ามีความหลากหลายและมีราคาที่คุ้มค่าทั้งในรูปแบบ Pairing และ By Bottle

🎗️ [WHY GO] เชฟ Enrico Bartholini สามารถตีความอาหารอิตาลีสไตล์ปิเยมอนเตออกมาในรูปแบบของตัวเองได้อย่างน่าสนใจ ทุกจานนำเสนอออกมาในรูปแบบอาหารโมเดิร์นแต่ยังคงเคารพแก่นแท้และรสชาติรสชาติดั้งเดิมของอาหารท้องถิ่น ราคาอาหารจัดว่าคุ้มค่า การบริการภายใต้สายตาของคุณ Francesco Palumbo เป็นไปอย่างราบรื่นและมีความเป็นมืออาชีพ สำหรับใครที่ดื่มไวน์เราขอแนะนำให้ระมัดระวังเส้นทางขากลับสักนิดอันเนื่องมาจากทางลงเขาที่ค่อนข้างคดเคี้ยวรวมไปถึงสัตว์ป่าที่อาจวิ่งตัดหน้าในช่วงกลางคืนได้