Visit: May 25, 2024

🇫🇷 La Marine - ลา มารีน

👨🏻‍🍳 Chef Alexandre Couillon - เชฟอเล็กซองเดรอ คูยง

3 rue Marie-Lemonnier, L'Herbaudière, 85330, France

Tel: (+33) 2 51 39 23 09

Cuisine

🍴 Creative, Seafood - อาหารเชิงสร้างสรรค์, อาหารทะเล

Country

France

MICHELIN Guide

3 MICHELIN Stars

Score

18/20

Price

2/5
          

🎗 [INTRO] ประเทศฝรั่งเศสเต็มไปด้วยห้องอาหารระดับสูงมากมายโดยหากนับเฉพาะในกรุง Paris จะพบว่าคู่มือปกแดงฉบับปี 2024 ได้แนะนำห้องอาหารระดับ MICHELIN Stars เอาไว้รวมกันมากถึง 142 แห่งจนอาจกล่าวได้ว่ามีห้องอาหารเพียงหยิบมือเท่านั้นที่จะถูกจองเต็มกว่า 1 ปีโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับร้านที่ตั้งอยู่บนเกาะเล็ก ๆ อันไร้ซึ่งสถานที่ท่องเที่ยวชื่อดังและต้องอาศัยการเดินทางจากกรุง Paris ถึง 5 ชั่วโมงด้วยรถยนต์ส่วนตัว

          
🎗 [THE PLACE] Noirmoutier เป็นเกาะเล็ก ๆ ที่ตั้งอยู่ใน Bay of Biscay ทางทิศตะวันตกของประเทศฝรั่งเศส พื้นที่บนเกาะและบริเวณชายฝั่งโดยรอบขึ้นชื่อในเรื่องของการทำนาเกลือคุณภาพสูงแต่ในทางกลับกันเกาะแห่งนี้มักถูกผู้คนมองข้ามในมุมมองของการท่องเที่ยวและอาหารคุณภาพดี ในสมัยก่อนการเดินทางมายังเกาะนี้ต้องอาศัย Passage du Gois ซึ่งเป็นถนนที่จะจมอยู่ใต้น้ำเมื่อเวลาน้ำขึ้นและจะปรากฎขึ้นมาให้เห็นและขับรถข้ามเกาะไปได้ในช่วงเวลาน้ำลงยามเช้าเท่านั้น (ต้องไม่ลืมเผื่อระยะเวลาในการขับรถข้ามจนถึงเกาะด้วย) และจะจมลงสู่ใต้ท้องทะเลในช่วงเวลาน้ำขึ้นยามบ่ายจนกระทั่งไม่นานมานี้เพิ่งมีการสะพาน Pont de Noirmoutier เชื่อมต่อให้คนบนเกาะสามารถเดินทางติดต่อกับโลกภายนอกได้ตลอดทั้งวัน สำหรับผู้ที่เดินทางมาบนเกาะและมีเวลาเหลือสามารถแวะชม Château de Noirmoutier ซึ่งก็คือปราสาทโบราณที่มีประวัติย้อนไปถึงช่วงยุคศตวรรษที่ 8 และ Bois de la Chaise ป่าริมทะเลที่ตั้งอยู่ฝั่งตะวันออกของเกาะ เมื่อเดินทางลึกเข้าไปฝั่งเหนือสุดของเกาะเป็นเขตที่มีชื่อว่า L’Herbaudière มีความโดดเด่นด้วยท่าเรือและเรือของชาวประมงที่ใช้ในการออกไปจับปลาน้ำลึกจอดเรียงรายกันอยู่เป็นจำนวนมาก ฝั่งตรงข้ามกันเป็นที่ตั้งของ La Marine ห้องอาหารระดับสูงที่เราได้แวะมาชิมกันในวันนี้โดยมีอาคาร Petit Couillon ที่ตั้งอยู่ข้างกันจัดจำหน่ายสินค้าจากเกษตรกรณ์และผู้ผลิตท้องถิ่น ตัวร้านแต่เดิมเป็นร้านคาเฟ่ของเชฟหญิงนามว่า Elise โดยครอบครัว Couillon ได้เข้าซื้อต่อที่ดินและกิจการร้านอาหารเพื่อปรับปรุงให้เป็นร้านอาหารนำเสนอเมนูอย่างง่ายสำหรับนักท่องเที่ยวและคนท้องถิ่น หลังจากเชฟ Alexandre Couillon เก็บเกี่ยวประสบการณ์จากห้องอาหารระดับสูงมาแล้วมากมายทางครอบครัวจึงแนะนำให้เขากลับมาควบคุมห้องอาหาร La Marine ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน ภายในได้รับการตกแต่งใหม่โดยใช้วัสดุจากธรรมชาติ เราได้นั่งบริเวณโต๊ะริมหน้าต่างมอวออกไปเห็นทัศนียภาพของท่าเรือและรถยนต์ที่สัญจรผ่านไปมา ทั้งนี้ด้วยจำนวนที่มีเพียงประมาณ 7 โต๊ะรองรับลูกค้าได้ราว 20-22 คนต่อวันจึงเป็นที่มาของคิวจองที่ยาวข้ามปีนั่นเอง

🎗 [THE CHEF] Alexandre Couillon เกิดในปี 1975 ที่กรุง Dakar ประเทศ Senegal โดยในขณะนั้นครอบครัวของเขาเป็นชาวฝรั่งเศสที่ย้ายไปใช้ชีวิตต่างแดนอยู่พักใหญ่ก่อนจะซื้อต่อกิจการร้านคาเฟ่เล็ก ๆ บนเกาะ Noirmoutier บ้านเกิดและพา Alexandre กลับมาประเทศฝรั่งเศสในช่วงที่เขามีอายุได้ 7 ขวบ ในขณะที่เชฟส่วนมากมักมีประสบการณ์วัยเด็กคอยช่วยครอบครัวเตรียมอาหารแต่ชีวิตของ Alexandre นั้นแตกต่างออกไปโดยสิ้นเชิง เขาเป็นเพียงเด็กชาวเกาะธรรมดา ๆ คนหนึ่งที่เติบโตขึ้นมาในครอบครัวของชาวประมงทั้งยังมีชีวิตในโรงเรียนที่ไม่สู้ดีนัก อย่างไรก็ตามในช่วงเวลานี้เองที่เขาได้พบกับ Céline หญิงสาวซึ่งจะกลายมาเป็นภรรยาและรับหน้าที่ดูแลห้องอาหาร La Marine ในอนาคต เมื่อมีอายุได้ 17 ปีเขาดูรายการโทรทัศน์และพบกับเชฟ Michel Fornareso ซึ่งเปิดห้องอาหารอยู่ในแคว้น Brittany จนเกิดความสนใจในการเป็นเชฟถึงขนาดออกเดินทางไปขอร่วมงานด้วยถึงที่ หลังจากกลายมาเป็นเชฟมืออาชีพ Alexandre Couillon มีโอกาสร่วมงานกับเชฟระดับตำนานอีกมากมายเช่น Le Bretagne (1 MICHELIN Star) ของเชฟ Georges Paineau ในเมือง Questembert, Les Prés d’Eugénie – Michel Guérard (3 MICHELIN Stars) ของเชฟ Michel Guérard, Cordeillan-Bagès (1 MICHELIN Star ในขณะนั้น) ของเชฟ Thierry Marx หลังจากเก็บเกี่ยวประสบการณ์ได้มากพอเขาได้รับคำแนะนำจากครอบครัวให้เดินทางกลับมาควบคุมห้องอาหาร La Table d’Élise และเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น La Marine โดยในช่วงแรก ๆ ตัวร้านยังได้รับกระแสตอบรับที่ไม่โดดเด่นนักแต่หลังจากที่หนังสือพิมพ์ Le Point ได้เขียนบทความถึงเขาโดยจั่วหัวข้อว่า Le petit prince de son île (The little prince on the island) ทุกอย่างก็ดูจะเริ่มเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดียิ่งขึ้น ห้องอาหาร La Marine ได้รับรางวัล 😋 Bib Gourmand ในปี 2002 และเลื่อนระดับสู่ 🌟 1 MICHELIN Star ในปี 2007 เมื่อลูกค้าให้การยอมรับมากขึ้นเชฟ Alexandre Couillon จึงตัดสินใจซื้อต่ออาคารที่ตั้งอยู่ติดกันและย้ายร้าน La Marine ไปที่นั่น ส่วนห้องอาหารเดิมได้ปรับปรุงรูปแบบใหม่ให้เป็น Bistro และเปลี่ยนชื่อกลับมาเป็น La Table d’Élise ซึ่งก็สามารถคว้ารางวัล 😋 Bib Gourmand ไปครองได้อีกเช่นกัน ในปี 2013 ห้องอาหาร La Marine ได้รับการเลื่อนระดับสู่การเป็นห้องอาหาร 🌟🌟 2 MICHELIN Stars ทั้งยังได้รับการติดต่อเพื่อถ่ายทำสารคดี Chef’s Table: France ฉายลงใน Netflix ในปี 2016 อีกด้วย หมุดหมายสำคัญที่สุดในชีวิตของเชฟ Alexandre Couillon เกิดขึ้นในเดือนมีนาคม 2023 โดยห้องอาหาร La Marine ได้รับการเลื่อนระดับสู่การเป็นห้องอาหาร 🌟🌟🌟 3 MICHELIN Stars พ่วงด้วย 🍀 MICHELIN Green Star และ Passion Dessert ครบถ้วนทั้งหมด

🎗 [THE FOOD] La Marine นำเสนออาหารในรูปแบบ Tasting Menu ที่ชื่อว่า Marine & Végétale โดยแบ่งออกเป็น NO (9 épisodes – 320 €) และ NO.1 (6 épisodes – 210 €) เชฟ Alexandre Couillon อาศัยวัตถุดิบที่เชฟหามาได้ในแต่ละวันทั้งสัตว์ทะเลที่ชาวประมงท้องถิ่นออกเรือและจับมาได้ในคืนก่อนเปิดร้าน, ผักและสมุนไพรที่เด็ดกันสด ๆ จากสวนของทางร้านเองรวมไปถึงพืชและสมุนไพรที่ขึ้นอยู่ตามจุดต่าง ๆ ของเกาะอย่างเช่นสาหร่ายจากโขดหินริมทะเลหรือมอสจากป่า Bois de la Chaise เขาเริ่มต้นวันใหม่โดยการแวะไปยังตลาดปลาเพื่อหาซื้อปลาคุณภาพดีและนำมารังสรรค์อาหารในเชิงสร้างสรรค์ รายการไวน์มีให้เลือกหลากหลายในราคาเริ่มต้นที่ไม่สูงนักเมื่อเทียบกับระดับของร้าน นอกจากนี้ยังมีการจับคู่ไวน์นำเสนอมาในราคา 80 € และ 120 € อีกด้วย ส่วนเมนูที่เตรียมออกมาได้อย่างโดดเด่นในวันนี้คือ

✨ Le Homard de l’île et le Caviar « Selection La Marine »
un flan au bouillon d’étrilles et herbes des marais, un beurre de carcasses
จานที่มีเฉพาะในคอร์สใหญ่เท่านั้นประกอบไปด้วย Flan ที่เตรียมมาจาก Bouillon ของ Étrille หรือปู Velvet Crab ซึ่งพบได้ตามโขดหินริมทะเลให้เนื้อสัมผัสที่นุ่มละมุนลิ้น ยังมีองค์ประกอบของ Criste Marine ซึ่งเป็นพืชที่ขึ้นอยู่ตามโขดหินริมทะเลเข้สกันดีกับไปกับความหอมมันของเนื้อกุ้ง Blue Lobster ที่จับจากท้องทะเลของเกาะ Noirmoutier โดยทุกชิ้นมีระดับความสุกที่พอดีไร้ที่ติ ด้านบนท็อปด้วยคาเวียร์จาก Maison Kaviari ที่เชฟร่วมมือกับทางแบรนด์สั่งทำมาเป็นพิเศษและผ่านกระบวนการ Aging กับวัตถุดิบท้องถิ่นระดับโลกนั่นก็คือเกลือทะเลของเมือง Noirmoutier นั่นเอง (19/20)

✨ Le Merlu
courgette et condiment du jardin aux feuilles de figuier, un beurre lacto fermenté de fenouils
Merlu หรือปลา Hake ปรุงสุกกับใบมะเดื่อฝรั่งโดยเชฟใส่ใบจริง ๆ ลงมาเพื่อตกแต่งจานด้วย ด้านล่างคือถั่วจากสวนของทางร้าน ยังมีชิ้น Courgette หรือซูคินี่ที่มีรสชาติและเนื้อสัมผัสที่โดดเด่น ดอก Capucine สีสันสดใส ซอสสีเขียวที่เตรียมมาจากสมุนไพรจากสวนนานาชนิด จากนั้นที่โต๊ะคุณ Céline ภรรยาของเชฟจะมาเทซอส Lacto-fermented White Fennel Butter ที่มีทั้งความหอม มัน และเปรี้ยวลงไปในจาน (19/20)

✨ La Laitue de Mer
sarrasin au miel et caramel
ของหวานจานหลักคือ Sea Lettuce องค์ประกอบด้านล่างรองด้วยบัควีทที่ผ่านการคั่วด้วยความร้อนคล้ายกันกับป็อบคอร์นจนได้ความกรอบ รอบ ๆ ในจาน คือซิตรัส Kumquat ที่ผ่านการหมักกับวานิลลา ยังมีโฟมที่เตรียมมาจากคาราเมลและน้ำผึ้งห่อหุ้มองค์ประกอบของซอร์เบท์ที่ผสมผสานความเปรี้ยวของซิตรัสเข้ากันกับความฉุนของสาหร่ายได้อย่างน่าทึ่ง ด้านบนโรยด้วยผงสาหร่าย สุดท้ายคือองค์ประกอบของเมอแรงก์สาหร่ายซึ่งมีความเปราะบางและพร้อมที่จะละลายได้ในปากนั่นเอง (19/20)

🎗 [WHY GO] เรากล้าพูดได้ว่ามีเพียงเชฟเพียงไม่กี่คนบนโลกที่สามารถเตรียมเมนู Fish of The Day ออกมาได้อย่างไร้ที่ติระดับนี้ตั้งแต่การจัดการปลา, การปรุงเนื้อปลาเพื่อให้ระดับความสุกที่พอเหมาะไปจนถึงการจับคู่ปลากับซอสและผักจากสวน นอกจากนี้เชฟ Alexandre Couillon ยังแสดงออกถึงทักษะในการเลือกใช้วัตถุดิบท้องถิ่นที่หาชิมจากแหล่งอื่นได้ยากประกอบกันไปกับทักษะเฉพาะตัวเกี่ยวกับการปรุงอาหารโดยใช้ไฟและการหมักดองผักต่าง ๆ ราคาอาหารจัดว่าค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับตำแหน่งของร้านและวัตถุดิบต่าง ๆ แต่เมื่อเปลี่ยนมุมมองว่านี่คือห้องอาหารที่ถูกจองเต็มตลอดจนถึงปีถัดไปก็สามารถเข้าใจได้ อย่างไรก็ตามต้องไม่ลืมว่าผู้ที่จะเพลิดเพลินไปกับ La Marine ต้องสามารถรับประทานอาหารเป็นคอร์สที่ประกอบไปด้วยปลาและสัตว์ทะเลทั้งหมดได้และอาจไม่เหมาะอย่างมากสำหรับผู้ที่ชอบรับประทานเนื้อสัตว์อื่น ๆ สำหรับใครที่สนใจสามารถเข้าไปเช็คตารางการจองออนไลน์ได้ทางเว็ปไซต์โดยทางร้านจะปล่อยโต๊ะสำหรับรอบปีถัดไปออกมาช่วงประมาณเดือนพฤศจิกายน (โปรดสอบถามกับทางร้านอีกครั้ง) และรับประกันได้เลยว่ารอบโต๊ะของทั้งปีจะถูกจองเต็มไม่นานหลังจากนั้น… ส่วนโต๊ะของปีนี้แน่นอนว่าเต็มไปจนถึงที่นั่งสำรองหรือ Waiting List กันหมดแล้ว

Price :

210-320 €

Parking :

จอดหน้าร้าน

Operating Time :

12:15-13:15, 19:15-20:15 Closed on Sun-Mon

Dress Code :

Smart Casual

Score

👍 สุดยอดห้องอาหารระดับสูงบนเกาะอันห่างไกลที่สามารถหยิบยกปลาที่ชาวประมงหามาได้ในแต่ละวันผสานเข้ากันกับผักจากสวนของทางร้านจนได้ออกมาเป็นเมนูที่น่าทึ่ง

อาหาร :

18

ราคา :

2/5

เทคนิค :

5/5

อัตลักษณ์ :

5/5

บรรยากาศ :

4/5

บริการ :

5/5

ไวน์ :

4/5

Map

📃 NO, MARINE & VÉGÉTALE (320 €)

          
Un printemps à Noirmoutier en l’île

Le Maquereau de petite pêche
sur la braise, betterave au four et lait de persil

Le Homard de l’île et le Caviar « Selection La Marine »
un flan au bouillon d’étrilles et herbes des marais, un beurre de carcasses

Le Merlu
courgette et condiment du jardin aux feuilles de figuier, un beurre lacto fermenté de fenouils

L’Asperge verte
ail noir et bourgeons de pin au vinaigre

Le Maigre
pomme de terre et bouillon de poissons de roche

Le Turbot
blettes ligotées et jus de tête, oeufs de poissons

Le Merlan
un petit lait aux fleurs de sureau, asperge blanche et fraise au jus

Le Céleri perpétuel
oseille givrée

La Laitue de Mer
sarrasin au miel et caramel

🇫🇷 La Marine – ลา มารีน

🌟🌟🌟 3 MICHELIN Stars – 3 ดาวมิชลิน

🍀 MICHELIN Green Star – ดาวมิชลินรักษ์โลก

🏵️🏵️🏵️🏵️🏵️ 19/20 Gault&Millau – 19/20 โก&มีโย

🍫 Passion Dessert – อาหารหวานโดดเด่นโดยเชฟมากฝีมือ

🍴 Creative, Seafood – อาหารเชิงสร้างสรรค์, อาหารทะเล

👨🏻‍🍳 Chef Alexandre Couillon – เชฟอเล็กซองเดรอ คูยง

🎗 [INTRO] ประเทศฝรั่งเศสเต็มไปด้วยห้องอาหารระดับสูงมากมายโดยหากนับเฉพาะในกรุง Paris จะพบว่าคู่มือปกแดงฉบับปี 2024 ได้แนะนำห้องอาหารระดับ MICHELIN Stars เอาไว้รวมกันมากถึง 142 แห่งจนอาจกล่าวได้ว่ามีห้องอาหารเพียงหยิบมือเท่านั้นที่จะถูกจองเต็มกว่า 1 ปีโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับร้านที่ตั้งอยู่บนเกาะเล็ก ๆ อันไร้ซึ่งสถานที่ท่องเที่ยวชื่อดังและต้องอาศัยการเดินทางจากกรุง Paris ถึง 5 ชั่วโมงด้วยรถยนต์ส่วนตัว

Un printemps à Noirmoutier en l’île

เริ่มต้นด้วย Bouillon ที่เตรียมมาจากกุ้งสด ๆ ผสานกันกับ Lemon และ Verbena จากสวนของทางร้าน เชฟตั้งใจนำเสนอซุปนี้เพื่อเป็นตัวอย่างในการอธิบายถึง Vegetables and The Sea อาหารที่เราจะได้พบเจอในวันนี้นั่นเอง (17/20)

Un printemps à Noirmoutier en l’île

Mise en bouche ของว่างเรียกน้ำย่อยเสิร์ฟมาพร้อมกัน 3 อย่าง เริ่มต้นที่ทาร์ตขนาดจิ๋วที่ด้านในบรรจุปลาซาร์ดีนเอาไส้ ด้านบนท็อปด้วยเฟนเนลและเฟนเนลขาว (17/20)

Un printemps à Noirmoutier en l’île

ถัดมาคือ Torteau หรือเนื้อปูสด ๆ ให้รสหวานจากธรรมชาติที่จับคู่มากับแผ่นกรอบเซเลอรี่ ด้านบนคือดอก Iberis (Candytufts) (17/20)

Un printemps à Noirmoutier en l’île

Huître หรือหอยนางรมที่เลี้ยงบนเกาะ Noirmoutier ที่ผ่านการดองเล็กน้อย เชฟจับคู่มากับกรานิต้าน้ำทะเล ยังมีน้ำมันที่เตรียมมาจาก Criste Marine ซึ่งเป็นพืชที่ขึ้นอยู่ตามโขดหินริมทะเลอีกด้วย (17/20)

Un printemps à Noirmoutier en l’île

ทั้งสามอย่างเสิร์ฟมาพร้อมกัน (17/20)

Un printemps à Noirmoutier en l’île

Kombucha หรือชาหมักที่เตรียมมาจากใบ Bay Leaf จากสวนที่ผ่านการหมักจนเกิดเป็นฟองนิด ๆ คล้าย Vinegar (17/20)

Sourdough

จากนั้นพนักงานจะเสิร์ฟขนมปังโฮมเมดรสชาติมาตรฐาน ผิวชั้นนอกกรอบ ข้าง ๆ กันคือเนยที่เตรียมมาจากฟาร์มเล็ก ๆ ทางเหนือของเมือง Cholet ซึ่งเป็นฟาร์มที่เลี้ยงวัวและผลิตนมสำหรับนำมาทำเป็นเนยและครีมโดยเฉพาะ นอกจากนี้ยังมีสาหร่ายใส่มาให้กลิ่นอายของความเป็นท้องทะเลอีกด้วย

จากนั้นพนักงานจะเอามีดมาให้เราได้เลือกกัน

Le Maquereau de petite pêche
sur la braise, betterave au four et lait de persil

ปลาแมคเคอเรลที่จับโดยชาวประมงท้องถิ่นโดยใช้กระบวนการแบบยั่งยืน เชฟนำมาย่างจนหนังมีความกรอบ ข้าง ๆ คือชิ้นบีทรูทที่ผ่านการย่างในเตาจนหอม ยังมี Purée บีทรูทเนื้อเนียนให้อโรมาของดินมาตัดกันกับความฉุนของโฟมพาสลีย์ นอกจากนี้ยังมีจุด Lemon Curd เสริมรสชาติเปรี้ยวได้อย่างกลมกล่อม สุดท้ายคือช่อ Bouquette ที่เตรียมกันสด ๆ ในทุก ๆ เช้าโดยทีมเชฟจะคัดเลือกมาจากผักและสมุนไพรในสวนของทางร้านที่พร้อมต่อการเก็บเกี่ยวมาใช้ในแต่ละวันนั่นเอง (18/20)

Le Homard de l’île et le Caviar « Selection La Marine »
un flan au bouillon d’étrilles et herbes des marais, un beurre de carcasses

จานที่มีเฉพาะในคอร์สใหญ่เท่านั้นประกอบไปด้วย Flan ที่เตรียมมาจาก Bouillon ของ Étrille หรือปู Velvet Crab ซึ่งพบได้ตามโขดหินริมทะเลให้เนื้อสัมผัสที่นุ่มละมุนลิ้น ยังมีองค์ประกอบของ Criste Marine ซึ่งเป็นพืชที่ขึ้นอยู่ตามโขดหินริมทะเลเข้ากันดีกับไปกับความหอมมันของเนื้อกุ้ง Blue Lobster ที่จับจากท้องทะเลของเกาะ Noirmoutier โดยทุกชิ้นมีระดับความสุกที่พอดีไร้ที่ติ (19/20)

Le Homard de l’île et le Caviar « Selection La Marine »
un flan au bouillon d’étrilles et herbes des marais, un beurre de carcasses

ด้านบนท็อปด้วยคาเวียร์จาก Maison Kaviari ที่เชฟร่วมมือกับทางแบรนด์สั่งทำมาเป็นพิเศษและผ่านกระบวนการ Aging กับวัตถุดิบท้องถิ่นระดับโลกนั่นก็คือเกลือทะเลของเมือง Noirmoutier นั่นเอง (19/20)

Brioche

ขนมปัง Brioche ที่เตรียมใหม่ทุกครั้งในแต่ละวัน เชฟใส่อโรมาของเกลือทะเลและสาหร่ายลงไปด้วย

Le Merlu
courgette et condiment du jardin aux feuilles de figuier, un beurre lacto fermenté de fenouils

Merlu หรือปลา Hake ปรุงสุกกับใบมะเดื่อฝรั่งโดยเชฟใส่ใบจริง ๆ ลงมาเพื่อตกแต่งจานด้วย ด้านล่างคือถั่วจากสวนของทางร้าน ยังมีชิ้น Courgette หรือซูคินี่ที่มีรสชาติและเนื้อสัมผัสที่โดดเด่น ดอก Capucine สีสันสดใส ซอสสีเขียวที่เตรียมมาจากสมุนไพรจากสวนนานาชนิด จากนั้นที่โต๊ะคุณ Céline ภรรยาของเชฟจะมาเทซอส Lacto-fermented White Fennel Butter ที่มีทั้งความหอม มัน และเปรี้ยวลงไปในจาน (19/20)

L’Asperge verte
ail noir et bourgeons de pin au vinaigre

หน่อไม้ฝรั่งเขียวที่กำลัง In Season อยู่ในช่วงนี้โดยเชฟได้หน่อไม้ฝรั่งมาจากฟาร์มที่เพาะเลี้ยงเฉพาะทางและมีหน่อไม้ฝรั่งอยู่ในฟาร์มกว่า 40 ชนิด เชฟปอกเปลือกส่วนก้านที่มีความกระด้างและขมออกก่อนจะนำไปย่างจนสุก จากนั้นเสิร์ฟมากับเมล็ดสนที่การการดองในน้ำส้มสายชูตั้งแต่ฤดูใบไม้ผลิจนให้รสเปรี้ยวและมิติความกรอบที่ดี (17/20)

L’Asperge verte
ail noir et bourgeons de pin au vinaigre

นอกจากนี้ยังมีองค์ประกอบของกระเทียมดำ จากนั้นที่โต๊ะพนักวานจะเทซอสที่เตรียมขึ้นมาจากน้ำส้มสายชูที่ใช้ดองเมล็ดสนให้รสชาติเปรี้วเฉพาะตัวลงไปในจาน คอร์สนี้เชฟเสิร์ฟมาบนจานที่ผลิตโดยศิลปินท้องถิ่นของเกาะ Noirmoutier โดยใช้พิมพ์ที่เตรียมมาจากใบกะหล่ำปลี (17/20)

Le Maigre
pomme de terre et bouillon de poissons de roche

Maigre หรือปลา Corvina มีเนื้อสัมผัสที่คล้ายกันกับปลากระพง เชฟเตรียมปลาออกมาโดยใช้เสียบเหล็กแหลมเข้าไปในเนื้อแล้วย่างบนเตาถ่านและตั้งใจให้ส่วนหนังกรอบจนเกือบไหม้ (ลูกค้าจะสามารถเลือกว่าจะรับประทานหรือไม่ก็ได้) ส่วนเนื้อของปลายังคงนุ่มและฉ่ำพอเหมาะ รอบ ๆ จานคือผักจากสวนนานาชนิด ยังมีมันฝรั่งที่ปรุงสุกกำลังดี, อาร์ติโชค, ถั่ว Fava Bean และ Sea Asparagus หรือสาหร่าย Salicornia จากอีกฝั่งหนึ่งของเกาะ Noirmoutier ตัวซอสเตรียมมาจากกระดูกปลาในลักษณะของ Bouillon ให้รสชาติที่เข้มข้นและเต็มไปด้วยคอลลาเจน (18/20)

Le Turbot
blettes ligotées et jus de tête, oeufs de poissons

คอร์สนี้เชฟนำเสนอปลา Turbot ปรุงสุกบนฝั่งหนัง ก่อนชิมอย่าลืมลอกหนังปลาออกเนื่องจาก Turbot เป็นปลาที่มีหนังรับประทานยาก ยังมีชิ้นปลาขนาดจิ๋วซึ่งเป็นเนื้อปลาฝั่งเดียวกันกับกระดูกสันหลังของปลาจำพวก Flatfish ที่ว่ายน้ำในแนวตะแคงและมีเนื้อสัมผัสที่กรอบแตกต่างจากส่วนหลักของตัวปลาอย่างชัดเจน ข้าง ๆ กับคือใบ Chard ที่ผ่านการย่างจนสุกในขณะที่ตรวกลางยัดไส้ส่วนก้านปอกเปลือกเอาไว้ ซอสชนิดแรกเตรียมมาจากหัวปลาที่ผ่านการเคี่ยวจนงวดและเข้มข้นสังเกตได้จากบริเวณผิวของซอสที่แยกเป็นชั้นบาง ๆ หลังจากที่คอลลาเจนได้สัมผัสกับอากาศ ซอสอีกชนิดหนึ่งคือซอสเนยผสมกับไข่ปลา Pike ให้ความครีมมี่ที่พอเหมาะช่วยบาลานซ์กันกับความเข้มข้นของซอสชนิดแรก (19/20)

Le Merlan
un petit lait aux fleurs de sureau, asperge blanche et fraise au jus

Merlan หรือปลา Whiting ที่จับโดยกรรมวิธีใช้เบ็ดหรือ Line-caught เชฟนำเสนอมากับซอสที่มีกลิ่นหอมและความเปรี้ยวของ Elderflower ยังมีองค์ประกอบของหน่อไม้ฝรั่งขาวที่กำลัง In Season จับคู่กับรูบาร์บ รวมไปถึงผลและน้ำสตรอว์เบอร์รี่จากสวนของทางร้านเพื่อช่วยเรียกความสดชื่น (17/20)

Le Céleri perpétuel
oseille givrée

ล้างปากด้วยซอเรลนำเสนอมาในลักษณะของกรานิต้าสร้างความสดชื่นได้ดี ด้านล่างรองด้วยโฟมเซเลอรี่จับคู่มากับเซเลอรี่เผา เชฟตัดด้วยความเปรี้ยวของซิตรัส ด้านบนท็อปด้วยไอศกรีม Lovage (19/20)

La Laitue de Mer
sarrasin au miel et caramel

ของหวานจานหลักคือ Sea Lettuce องค์ประกอบด้านล่างรองด้วยบัควีทที่ผ่านการคั่วด้วยความร้อนคล้ายกันกับป็อบคอร์นจนได้ความกรอบ รอบ ๆ ในจาน คือซิตรัส Kumquat ที่ผ่านการหมักกับวานิลลา ยังมีโฟมที่เตรียมมาจากคาราเมลและน้ำผึ้งห่อหุ้มองค์ประกอบของซอร์เบท์ที่ผสมผสานความเปรี้ยวของซิตรัสเข้ากันกับความฉุนของสาหร่ายได้อย่างน่าทึ่ง ด้านบนโรยด้วยผงสาหร่าย (19/20)

La Laitue de Mer
sarrasin au miel et caramel

สุดท้ายคือองค์ประกอบของเมอแรงก์สาหร่ายซึ่งมีความเปราะบางและพร้อมที่จะละลายได้ในปากนั่นเอง (19/20)

Mignardises

Tartelette กรอบ ๆ ที่เสิร์ฟมาปิดท้ายโดยการจับคู่ความหวานของน้ำผึ้งเข้ากันกับขี้ผึ้ง

Mignardises

ขนม Beetroot Pâte de Fruits with Liqourice ให้รสเปรี้ยวและเนื้อสัมผัสนุ่มหนึบ, Arlette หรือบิสกิตกรอบหวานที่ผ่านการ Caramelized ผสานเข้ากันกับความหอมของกระเทียมดำ, Artichoke Cooked with Sugar ให้เนื้อสัมผัสที่กรอบหนึบเหมือน Nougatine, Guimauve หรือ Marshmallow ที่มีเนื้อสัมผัสนุ่มละมุนและไม่หนึบมากนัก และสุดท้ายคือ Tartelette ที่บรรจุช็อกโกแลตและองค์ประกอบของบัควีท ด้านบนท็อปด้วยแผ่นกรอบที่เตรียมมาจากช็อกโกแลตและบัควีทเช่นกัน

รายการไวน์ในวันนี้

💰 ราคา 556 €

🎗 [THE CHEF] Alexandre Couillon เกิดในปี 1975 ที่กรุง Dakar ประเทศ Senegal โดยในขณะนั้นครอบครัวของเขาเป็นชาวฝรั่งเศสที่ย้ายไปใช้ชีวิตต่างแดนอยู่พักใหญ่ก่อนจะซื้อต่อกิจการร้านคาเฟ่เล็ก ๆ บนเกาะ Noirmoutier บ้านเกิดและพา Alexandre กลับมาประเทศฝรั่งเศสในช่วงที่เขามีอายุได้ 7 ขวบ ในขณะที่เชฟส่วนมากมักมีประสบการณ์วัยเด็กคอยช่วยครอบครัวเตรียมอาหารแต่ชีวิตของ Alexandre นั้นแตกต่างออกไปโดยสิ้นเชิง เขาเป็นเพียงเด็กชาวเกาะธรรมดา ๆ คนหนึ่งที่เติบโตขึ้นมาในครอบครัวของชาวประมงทั้งยังมีชีวิตในโรงเรียนที่ไม่สู้ดีนัก อย่างไรก็ตามในช่วงเวลานี้เองที่เขาได้พบกับ Céline หญิงสาวซึ่งจะกลายมาเป็นภรรยาและรับหน้าที่ดูแลห้องอาหาร La Marine ในอนาคต เมื่อมีอายุได้ 17 ปีเขาดูรายการโทรทัศน์และพบกับเชฟ Michel Fornareso ซึ่งเปิดห้องอาหารอยู่ในแคว้น Brittany จนเกิดความสนใจในการเป็นเชฟถึงขนาดออกเดินทางไปขอร่วมงานด้วยถึงที่

หลังจากกลายมาเป็นเชฟมืออาชีพ Alexandre Couillon มีโอกาสร่วมงานกับเชฟระดับตำนานอีกมากมายเช่น Le Bretagne (1 MICHELIN Star) ของเชฟ Georges Paineau ในเมือง Questembert, Les Prés d’Eugénie – Michel Guérard (3 MICHELIN Stars) ของเชฟ Michel Guérard, Cordeillan-Bagès (1 MICHELIN Star ในขณะนั้น) ของเชฟ Thierry Marx หลังจากเก็บเกี่ยวประสบการณ์ได้มากพอเขาได้รับคำแนะนำจากครอบครัวให้เดินทางกลับมาควบคุมห้องอาหาร La Table d’Élise และเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น La Marine โดยในช่วงแรก ๆ ตัวร้านยังได้รับกระแสตอบรับที่ไม่โดดเด่นนักแต่หลังจากที่หนังสือพิมพ์ Le Point ได้เขียนบทความถึงเขาโดยจั่วหัวข้อว่า Le petit prince de son île (The little prince on the island) ทุกอย่างก็ดูจะเริ่มเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดียิ่งขึ้น ห้องอาหาร La Marine ได้รับรางวัล 😋 Bib Gourmand ในปี 2002 และเลื่อนระดับสู่ 🌟 1 MICHELIN Star ในปี 2007 เมื่อลูกค้าให้การยอมรับมากขึ้นเชฟ Alexandre Couillon จึงตัดสินใจซื้อต่ออาคารที่ตั้งอยู่ติดกันและย้ายร้าน La Marine ไปที่นั่น ส่วนห้องอาหารเดิมได้ปรับปรุงรูปแบบใหม่ให้เป็น Bistro และเปลี่ยนชื่อกลับมาเป็น La Table d’Élise ซึ่งก็สามารถคว้ารางวัล 😋 Bib Gourmand ไปครองได้อีกเช่นกัน ในปี 2013 ห้องอาหาร La Marine ได้รับการเลื่อนระดับสู่การเป็นห้องอาหาร 🌟🌟 2 MICHELIN Stars ทั้งยังได้รับการติดต่อเพื่อถ่ายทำสารคดี Chef’s Table: France ฉายลงใน Netflix ในปี 2016 อีกด้วย หมุดหมายสำคัญที่สุดในชีวิตของเชฟ Alexandre Couillon เกิดขึ้นในเดือนมีนาคม 2023 โดยห้องอาหาร La Marine ได้รับการเลื่อนระดับสู่การเป็นห้องอาหาร 🌟🌟🌟 3 MICHELIN Stars พ่วงด้วย 🍀 MICHELIN Green Star และ Passion Dessert ครบถ้วนทั้งหมด

🎗 [THE FOOD] La Marine นำเสนออาหารในรูปแบบ Tasting Menu ที่ชื่อว่า Marine & Végétale โดยแบ่งออกเป็น NO (9 épisodes – 320 €) และ NO.1 (6 épisodes – 210 €) เชฟ Alexandre Couillon อาศัยวัตถุดิบที่เชฟหามาได้ในแต่ละวันทั้งสัตว์ทะเลที่ชาวประมงท้องถิ่นออกเรือและจับมาได้ในคืนก่อนเปิดร้าน, ผักและสมุนไพรที่เด็ดกันสด ๆ จากสวนของทางร้านเองรวมไปถึงพืชและสมุนไพรที่ขึ้นอยู่ตามจุดต่าง ๆ ของเกาะอย่างเช่นสาหร่ายจากโขดหินริมทะเลหรือมอสจากป่า Bois de la Chaise เขาเริ่มต้นวันใหม่โดยการแวะไปยังตลาดปลาเพื่อหาซื้อปลาคุณภาพดีและนำมารังสรรค์อาหารในเชิงสร้างสรรค์ รายการไวน์มีให้เลือกหลากหลายในราคาเริ่มต้นที่ไม่สูงนักเมื่อเทียบกับระดับของร้าน นอกจากนี้ยังมีการจับคู่ไวน์นำเสนอมาในราคา 80 € และ 120 € อีกด้วย

🎗 [THE PLACE] Noirmoutier เป็นเกาะเล็ก ๆ ที่ตั้งอยู่ใน Bay of Biscay ทางทิศตะวันตกของประเทศฝรั่งเศส พื้นที่บนเกาะและบริเวณชายฝั่งโดยรอบขึ้นชื่อในเรื่องของการทำนาเกลือคุณภาพสูงแต่ในทางกลับกันเกาะแห่งนี้มักถูกผู้คนมองข้ามในมุมมองของการท่องเที่ยวและอาหารคุณภาพดี ในสมัยก่อนการเดินทางมายังเกาะนี้ต้องอาศัย Passage du Gois ซึ่งเป็นถนนที่จะจมอยู่ใต้น้ำเมื่อเวลาน้ำขึ้นและจะปรากฎขึ้นมาให้เห็นและขับรถข้ามเกาะไปได้ในช่วงเวลาน้ำลงยามเช้าเท่านั้น (ต้องไม่ลืมเผื่อระยะเวลาในการขับรถข้ามจนถึงเกาะด้วย) และจะจมลงสู่ใต้ท้องทะเลในช่วงเวลาน้ำขึ้นยามบ่ายจนกระทั่งไม่นานมานี้เพิ่งมีการสะพาน Pont de Noirmoutier เชื่อมต่อให้คนบนเกาะสามารถเดินทางติดต่อกับโลกภายนอกได้ตลอดทั้งวัน

สำหรับผู้ที่เดินทางมาบนเกาะและมีเวลาเหลือสามารถแวะชม Château de Noirmoutier ซึ่งก็คือปราสาทโบราณที่มีประวัติย้อนไปถึงช่วงยุคศตวรรษที่ 8 และ Bois de la Chaise ป่าริมทะเลที่ตั้งอยู่ฝั่งตะวันออกของเกาะ เมื่อเดินทางลึกเข้าไปฝั่งเหนือสุดของเกาะเป็นเขตที่มีชื่อว่า L’Herbaudière มีความโดดเด่นด้วยท่าเรือและเรือของชาวประมงที่ใช้ในการออกไปจับปลาน้ำลึกจอดเรียงรายกันอยู่เป็นจำนวนมาก

ฝั่งตรงข้ามกันเป็นที่ตั้งของ La Marine ห้องอาหารระดับสูงที่เราได้แวะมาชิมกันในวันนี้โดยมีอาคาร Petit Couillon ที่ตั้งอยู่ข้างกันจัดจำหน่ายสินค้าจากเกษตรกรณ์และผู้ผลิตท้องถิ่น ตัวร้านแต่เดิมเป็นร้านคาเฟ่ของเชฟหญิงนามว่า Elise โดยครอบครัว Couillon ได้เข้าซื้อต่อที่ดินและกิจการร้านอาหารเพื่อปรับปรุงให้เป็นร้านอาหารนำเสนอเมนูอย่างง่ายสำหรับนักท่องเที่ยวและคนท้องถิ่น หลังจากเชฟ Alexandre Couillon เก็บเกี่ยวประสบการณ์จากห้องอาหารระดับสูงมาแล้วมากมายทางครอบครัวจึงแนะนำให้เขากลับมาควบคุมห้องอาหาร La Marine ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน

ภายในได้รับการตกแต่งใหม่โดยใช้วัสดุจากธรรมชาติ เราได้นั่งบริเวณโต๊ะริมหน้าต่างมอวออกไปเห็นทัศนียภาพของท่าเรือและรถยนต์ที่สัญจรผ่านไปมา

ทั้งนี้ด้วยจำนวนที่มีเพียงประมาณ 7 โต๊ะรองรับลูกค้าได้ราว 20-22 คนต่อวันจึงเป็นที่มาของคิวจองที่ยาวข้ามปีนั่นเอง

บริเวณหน้าร้าน

บรรยากาศของท่าเรือฝั่งตรงข้าม

🎗 [WHY GO] เรากล้าพูดได้ว่ามีเพียงเชฟเพียงไม่กี่คนบนโลกที่สามารถเตรียมเมนู Fish of The Day ออกมาได้อย่างไร้ที่ติระดับนี้ตั้งแต่การจัดการปลา, การปรุงเนื้อปลาเพื่อให้ระดับความสุกที่พอเหมาะไปจนถึงการจับคู่ปลากับซอสและผักจากสวน นอกจากนี้เชฟ Alexandre Couillon ยังแสดงออกถึงทักษะในการเลือกใช้วัตถุดิบท้องถิ่นที่หาชิมจากแหล่งอื่นได้ยากประกอบกันไปกับทักษะเฉพาะตัวเกี่ยวกับการปรุงอาหารโดยใช้ไฟและการหมักดองผักต่าง ๆ ราคาอาหารจัดว่าค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับตำแหน่งของร้านและวัตถุดิบต่าง ๆ แต่เมื่อเปลี่ยนมุมมองว่านี่คือห้องอาหารที่ถูกจองเต็มตลอดจนถึงปีถัดไปก็สามารถเข้าใจได้ อย่างไรก็ตามต้องไม่ลืมว่าผู้ที่จะเพลิดเพลินไปกับ La Marine ต้องสามารถรับประทานอาหารเป็นคอร์สที่ประกอบไปด้วยปลาและสัตว์ทะเลทั้งหมดได้และอาจไม่เหมาะอย่างมากสำหรับผู้ที่ชอบรับประทานเนื้อสัตว์อื่น ๆ ใครที่สนใจสามารถเข้าไปเช็คตารางการจองออนไลน์ได้ทางเว็ปไซต์โดยทางร้านจะปล่อยโต๊ะสำหรับรอบปีถัดไปออกมาช่วงประมาณเดือนพฤศจิกายน (โปรดสอบถามกับทางร้านอีกครั้ง) และรับประกันได้เลยว่ารอบโต๊ะของทั้งปีจะถูกจองเต็มไม่นานหลังจากนั้น… ส่วนโต๊ะของปีนี้แน่นอนว่าเต็มไปจนถึงที่นั่งสำรองหรือ Waiting List กันหมดแล้ว