หน้าแรก » 🇫🇷 La Marine – ลา มารีน
Visit: May 25, 2024
🇫🇷 La Marine - ลา มารีน
👨🏻🍳 Chef Alexandre Couillon - เชฟอเล็กซองเดรอ คูยง
3 rue Marie-Lemonnier, L'Herbaudière, 85330, France
Tel: (+33) 2 51 39 23 09
Cuisine
🍴 Creative, Seafood - อาหารเชิงสร้างสรรค์, อาหารทะเล
Country
France
MICHELIN Guide
3 MICHELIN Stars
Score
18/20
Price
[INTRO] ประเทศฝรั่งเศสเต็มไปด้วยห้องอาหารระดับสูงมากมายโดยหากนับเฉพาะในกรุง Paris จะพบว่าคู่มือปกแดงฉบับปี 2024 ได้แนะนำห้องอาหารระดับ MICHELIN Stars เอาไว้รวมกันมากถึง 142 แห่งจนอาจกล่าวได้ว่ามีห้องอาหารเพียงหยิบมือเท่านั้นที่จะถูกจองเต็มกว่า 1 ปีโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับร้านที่ตั้งอยู่บนเกาะเล็ก ๆ อันไร้ซึ่งสถานที่ท่องเที่ยวชื่อดังและต้องอาศัยการเดินทางจากกรุง Paris ถึง 5 ชั่วโมงด้วยรถยนต์ส่วนตัว
Price :
210-320 €
Parking :
จอดหน้าร้าน
Operating Time :
12:15-13:15, 19:15-20:15 Closed on Sun-Mon
Dress Code :
Smart Casual
Score
👍 สุดยอดห้องอาหารระดับสูงบนเกาะอันห่างไกลที่สามารถหยิบยกปลาที่ชาวประมงหามาได้ในแต่ละวันผสานเข้ากันกับผักจากสวนของทางร้านจนได้ออกมาเป็นเมนูที่น่าทึ่ง
อาหาร :
18
ราคา :
เทคนิค :
อัตลักษณ์ :
บรรยากาศ :
บริการ :
ไวน์ :
Map
📃 NO, MARINE & VÉGÉTALE (320 €)
sur la braise, betterave au four et lait de persil
La Marine – ลา มารีน![]()
![]()
3 MICHELIN Stars – 3 ดาวมิชลิน
MICHELIN Green Star – ดาวมิชลินรักษ์โลก![]()
![]()
![]()
![]()
19/20 Gault&Millau – 19/20 โก&มีโย
Passion Dessert – อาหารหวานโดดเด่นโดยเชฟมากฝีมือ
Creative, Seafood – อาหารเชิงสร้างสรรค์, อาหารทะเล
Chef Alexandre Couillon – เชฟอเล็กซองเดรอ คูยง
[INTRO] ประเทศฝรั่งเศสเต็มไปด้วยห้องอาหารระดับสูงมากมายโดยหากนับเฉพาะในกรุง Paris จะพบว่าคู่มือปกแดงฉบับปี 2024 ได้แนะนำห้องอาหารระดับ MICHELIN Stars เอาไว้รวมกันมากถึง 142 แห่งจนอาจกล่าวได้ว่ามีห้องอาหารเพียงหยิบมือเท่านั้นที่จะถูกจองเต็มกว่า 1 ปีโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับร้านที่ตั้งอยู่บนเกาะเล็ก ๆ อันไร้ซึ่งสถานที่ท่องเที่ยวชื่อดังและต้องอาศัยการเดินทางจากกรุง Paris ถึง 5 ชั่วโมงด้วยรถยนต์ส่วนตัว
Un printemps à Noirmoutier en l’île
เริ่มต้นด้วย Bouillon ที่เตรียมมาจากกุ้งสด ๆ ผสานกันกับ Lemon และ Verbena จากสวนของทางร้าน เชฟตั้งใจนำเสนอซุปนี้เพื่อเป็นตัวอย่างในการอธิบายถึง Vegetables and The Sea อาหารที่เราจะได้พบเจอในวันนี้นั่นเอง (17/20)
Un printemps à Noirmoutier en l’île
Mise en bouche ของว่างเรียกน้ำย่อยเสิร์ฟมาพร้อมกัน 3 อย่าง เริ่มต้นที่ทาร์ตขนาดจิ๋วที่ด้านในบรรจุปลาซาร์ดีนเอาไส้ ด้านบนท็อปด้วยเฟนเนลและเฟนเนลขาว (17/20)
Un printemps à Noirmoutier en l’île
ถัดมาคือ Torteau หรือเนื้อปูสด ๆ ให้รสหวานจากธรรมชาติที่จับคู่มากับแผ่นกรอบเซเลอรี่ ด้านบนคือดอก Iberis (Candytufts) (17/20)
Un printemps à Noirmoutier en l’île
Huître หรือหอยนางรมที่เลี้ยงบนเกาะ Noirmoutier ที่ผ่านการดองเล็กน้อย เชฟจับคู่มากับกรานิต้าน้ำทะเล ยังมีน้ำมันที่เตรียมมาจาก Criste Marine ซึ่งเป็นพืชที่ขึ้นอยู่ตามโขดหินริมทะเลอีกด้วย (17/20)
Un printemps à Noirmoutier en l’île
ทั้งสามอย่างเสิร์ฟมาพร้อมกัน (17/20)
Un printemps à Noirmoutier en l’île
Kombucha หรือชาหมักที่เตรียมมาจากใบ Bay Leaf จากสวนที่ผ่านการหมักจนเกิดเป็นฟองนิด ๆ คล้าย Vinegar (17/20)
Sourdough
จากนั้นพนักงานจะเสิร์ฟขนมปังโฮมเมดรสชาติมาตรฐาน ผิวชั้นนอกกรอบ ข้าง ๆ กันคือเนยที่เตรียมมาจากฟาร์มเล็ก ๆ ทางเหนือของเมือง Cholet ซึ่งเป็นฟาร์มที่เลี้ยงวัวและผลิตนมสำหรับนำมาทำเป็นเนยและครีมโดยเฉพาะ นอกจากนี้ยังมีสาหร่ายใส่มาให้กลิ่นอายของความเป็นท้องทะเลอีกด้วย
จากนั้นพนักงานจะเอามีดมาให้เราได้เลือกกัน
Le Maquereau de petite pêche
sur la braise, betterave au four et lait de persil
ปลาแมคเคอเรลที่จับโดยชาวประมงท้องถิ่นโดยใช้กระบวนการแบบยั่งยืน เชฟนำมาย่างจนหนังมีความกรอบ ข้าง ๆ คือชิ้นบีทรูทที่ผ่านการย่างในเตาจนหอม ยังมี Purée บีทรูทเนื้อเนียนให้อโรมาของดินมาตัดกันกับความฉุนของโฟมพาสลีย์ นอกจากนี้ยังมีจุด Lemon Curd เสริมรสชาติเปรี้ยวได้อย่างกลมกล่อม สุดท้ายคือช่อ Bouquette ที่เตรียมกันสด ๆ ในทุก ๆ เช้าโดยทีมเชฟจะคัดเลือกมาจากผักและสมุนไพรในสวนของทางร้านที่พร้อมต่อการเก็บเกี่ยวมาใช้ในแต่ละวันนั่นเอง (18/20)
Le Homard de l’île et le Caviar « Selection La Marine »
un flan au bouillon d’étrilles et herbes des marais, un beurre de carcasses
จานที่มีเฉพาะในคอร์สใหญ่เท่านั้นประกอบไปด้วย Flan ที่เตรียมมาจาก Bouillon ของ Étrille หรือปู Velvet Crab ซึ่งพบได้ตามโขดหินริมทะเลให้เนื้อสัมผัสที่นุ่มละมุนลิ้น ยังมีองค์ประกอบของ Criste Marine ซึ่งเป็นพืชที่ขึ้นอยู่ตามโขดหินริมทะเลเข้ากันดีกับไปกับความหอมมันของเนื้อกุ้ง Blue Lobster ที่จับจากท้องทะเลของเกาะ Noirmoutier โดยทุกชิ้นมีระดับความสุกที่พอดีไร้ที่ติ (19/20)
Le Homard de l’île et le Caviar « Selection La Marine »
un flan au bouillon d’étrilles et herbes des marais, un beurre de carcasses
ด้านบนท็อปด้วยคาเวียร์จาก Maison Kaviari ที่เชฟร่วมมือกับทางแบรนด์สั่งทำมาเป็นพิเศษและผ่านกระบวนการ Aging กับวัตถุดิบท้องถิ่นระดับโลกนั่นก็คือเกลือทะเลของเมือง Noirmoutier นั่นเอง (19/20)
Brioche
ขนมปัง Brioche ที่เตรียมใหม่ทุกครั้งในแต่ละวัน เชฟใส่อโรมาของเกลือทะเลและสาหร่ายลงไปด้วย
Le Merlu
courgette et condiment du jardin aux feuilles de figuier, un beurre lacto fermenté de fenouils
Merlu หรือปลา Hake ปรุงสุกกับใบมะเดื่อฝรั่งโดยเชฟใส่ใบจริง ๆ ลงมาเพื่อตกแต่งจานด้วย ด้านล่างคือถั่วจากสวนของทางร้าน ยังมีชิ้น Courgette หรือซูคินี่ที่มีรสชาติและเนื้อสัมผัสที่โดดเด่น ดอก Capucine สีสันสดใส ซอสสีเขียวที่เตรียมมาจากสมุนไพรจากสวนนานาชนิด จากนั้นที่โต๊ะคุณ Céline ภรรยาของเชฟจะมาเทซอส Lacto-fermented White Fennel Butter ที่มีทั้งความหอม มัน และเปรี้ยวลงไปในจาน (19/20)
L’Asperge verte
ail noir et bourgeons de pin au vinaigre
หน่อไม้ฝรั่งเขียวที่กำลัง In Season อยู่ในช่วงนี้โดยเชฟได้หน่อไม้ฝรั่งมาจากฟาร์มที่เพาะเลี้ยงเฉพาะทางและมีหน่อไม้ฝรั่งอยู่ในฟาร์มกว่า 40 ชนิด เชฟปอกเปลือกส่วนก้านที่มีความกระด้างและขมออกก่อนจะนำไปย่างจนสุก จากนั้นเสิร์ฟมากับเมล็ดสนที่การการดองในน้ำส้มสายชูตั้งแต่ฤดูใบไม้ผลิจนให้รสเปรี้ยวและมิติความกรอบที่ดี (17/20)
L’Asperge verte
ail noir et bourgeons de pin au vinaigre
นอกจากนี้ยังมีองค์ประกอบของกระเทียมดำ จากนั้นที่โต๊ะพนักวานจะเทซอสที่เตรียมขึ้นมาจากน้ำส้มสายชูที่ใช้ดองเมล็ดสนให้รสชาติเปรี้วเฉพาะตัวลงไปในจาน คอร์สนี้เชฟเสิร์ฟมาบนจานที่ผลิตโดยศิลปินท้องถิ่นของเกาะ Noirmoutier โดยใช้พิมพ์ที่เตรียมมาจากใบกะหล่ำปลี (17/20)
Le Maigre
pomme de terre et bouillon de poissons de roche
Maigre หรือปลา Corvina มีเนื้อสัมผัสที่คล้ายกันกับปลากระพง เชฟเตรียมปลาออกมาโดยใช้เสียบเหล็กแหลมเข้าไปในเนื้อแล้วย่างบนเตาถ่านและตั้งใจให้ส่วนหนังกรอบจนเกือบไหม้ (ลูกค้าจะสามารถเลือกว่าจะรับประทานหรือไม่ก็ได้) ส่วนเนื้อของปลายังคงนุ่มและฉ่ำพอเหมาะ รอบ ๆ จานคือผักจากสวนนานาชนิด ยังมีมันฝรั่งที่ปรุงสุกกำลังดี, อาร์ติโชค, ถั่ว Fava Bean และ Sea Asparagus หรือสาหร่าย Salicornia จากอีกฝั่งหนึ่งของเกาะ Noirmoutier ตัวซอสเตรียมมาจากกระดูกปลาในลักษณะของ Bouillon ให้รสชาติที่เข้มข้นและเต็มไปด้วยคอลลาเจน (18/20)
Le Turbot
blettes ligotées et jus de tête, oeufs de poissons
คอร์สนี้เชฟนำเสนอปลา Turbot ปรุงสุกบนฝั่งหนัง ก่อนชิมอย่าลืมลอกหนังปลาออกเนื่องจาก Turbot เป็นปลาที่มีหนังรับประทานยาก ยังมีชิ้นปลาขนาดจิ๋วซึ่งเป็นเนื้อปลาฝั่งเดียวกันกับกระดูกสันหลังของปลาจำพวก Flatfish ที่ว่ายน้ำในแนวตะแคงและมีเนื้อสัมผัสที่กรอบแตกต่างจากส่วนหลักของตัวปลาอย่างชัดเจน ข้าง ๆ กับคือใบ Chard ที่ผ่านการย่างจนสุกในขณะที่ตรวกลางยัดไส้ส่วนก้านปอกเปลือกเอาไว้ ซอสชนิดแรกเตรียมมาจากหัวปลาที่ผ่านการเคี่ยวจนงวดและเข้มข้นสังเกตได้จากบริเวณผิวของซอสที่แยกเป็นชั้นบาง ๆ หลังจากที่คอลลาเจนได้สัมผัสกับอากาศ ซอสอีกชนิดหนึ่งคือซอสเนยผสมกับไข่ปลา Pike ให้ความครีมมี่ที่พอเหมาะช่วยบาลานซ์กันกับความเข้มข้นของซอสชนิดแรก (19/20)
Le Merlan
un petit lait aux fleurs de sureau, asperge blanche et fraise au jus
Merlan หรือปลา Whiting ที่จับโดยกรรมวิธีใช้เบ็ดหรือ Line-caught เชฟนำเสนอมากับซอสที่มีกลิ่นหอมและความเปรี้ยวของ Elderflower ยังมีองค์ประกอบของหน่อไม้ฝรั่งขาวที่กำลัง In Season จับคู่กับรูบาร์บ รวมไปถึงผลและน้ำสตรอว์เบอร์รี่จากสวนของทางร้านเพื่อช่วยเรียกความสดชื่น (17/20)
Le Céleri perpétuel
oseille givrée
ล้างปากด้วยซอเรลนำเสนอมาในลักษณะของกรานิต้าสร้างความสดชื่นได้ดี ด้านล่างรองด้วยโฟมเซเลอรี่จับคู่มากับเซเลอรี่เผา เชฟตัดด้วยความเปรี้ยวของซิตรัส ด้านบนท็อปด้วยไอศกรีม Lovage (19/20)
La Laitue de Mer
sarrasin au miel et caramel
ของหวานจานหลักคือ Sea Lettuce องค์ประกอบด้านล่างรองด้วยบัควีทที่ผ่านการคั่วด้วยความร้อนคล้ายกันกับป็อบคอร์นจนได้ความกรอบ รอบ ๆ ในจาน คือซิตรัส Kumquat ที่ผ่านการหมักกับวานิลลา ยังมีโฟมที่เตรียมมาจากคาราเมลและน้ำผึ้งห่อหุ้มองค์ประกอบของซอร์เบท์ที่ผสมผสานความเปรี้ยวของซิตรัสเข้ากันกับความฉุนของสาหร่ายได้อย่างน่าทึ่ง ด้านบนโรยด้วยผงสาหร่าย (19/20)
La Laitue de Mer
sarrasin au miel et caramel
สุดท้ายคือองค์ประกอบของเมอแรงก์สาหร่ายซึ่งมีความเปราะบางและพร้อมที่จะละลายได้ในปากนั่นเอง (19/20)
Mignardises
Tartelette กรอบ ๆ ที่เสิร์ฟมาปิดท้ายโดยการจับคู่ความหวานของน้ำผึ้งเข้ากันกับขี้ผึ้ง
Mignardises
ขนม Beetroot Pâte de Fruits with Liqourice ให้รสเปรี้ยวและเนื้อสัมผัสนุ่มหนึบ, Arlette หรือบิสกิตกรอบหวานที่ผ่านการ Caramelized ผสานเข้ากันกับความหอมของกระเทียมดำ, Artichoke Cooked with Sugar ให้เนื้อสัมผัสที่กรอบหนึบเหมือน Nougatine, Guimauve หรือ Marshmallow ที่มีเนื้อสัมผัสนุ่มละมุนและไม่หนึบมากนัก และสุดท้ายคือ Tartelette ที่บรรจุช็อกโกแลตและองค์ประกอบของบัควีท ด้านบนท็อปด้วยแผ่นกรอบที่เตรียมมาจากช็อกโกแลตและบัควีทเช่นกัน
รายการไวน์ในวันนี้
ราคา 556 €
[THE CHEF] Alexandre Couillon เกิดในปี 1975 ที่กรุง Dakar ประเทศ Senegal โดยในขณะนั้นครอบครัวของเขาเป็นชาวฝรั่งเศสที่ย้ายไปใช้ชีวิตต่างแดนอยู่พักใหญ่ก่อนจะซื้อต่อกิจการร้านคาเฟ่เล็ก ๆ บนเกาะ Noirmoutier บ้านเกิดและพา Alexandre กลับมาประเทศฝรั่งเศสในช่วงที่เขามีอายุได้ 7 ขวบ ในขณะที่เชฟส่วนมากมักมีประสบการณ์วัยเด็กคอยช่วยครอบครัวเตรียมอาหารแต่ชีวิตของ Alexandre นั้นแตกต่างออกไปโดยสิ้นเชิง เขาเป็นเพียงเด็กชาวเกาะธรรมดา ๆ คนหนึ่งที่เติบโตขึ้นมาในครอบครัวของชาวประมงทั้งยังมีชีวิตในโรงเรียนที่ไม่สู้ดีนัก อย่างไรก็ตามในช่วงเวลานี้เองที่เขาได้พบกับ Céline หญิงสาวซึ่งจะกลายมาเป็นภรรยาและรับหน้าที่ดูแลห้องอาหาร La Marine ในอนาคต เมื่อมีอายุได้ 17 ปีเขาดูรายการโทรทัศน์และพบกับเชฟ Michel Fornareso ซึ่งเปิดห้องอาหารอยู่ในแคว้น Brittany จนเกิดความสนใจในการเป็นเชฟถึงขนาดออกเดินทางไปขอร่วมงานด้วยถึงที่
หลังจากกลายมาเป็นเชฟมืออาชีพ Alexandre Couillon มีโอกาสร่วมงานกับเชฟระดับตำนานอีกมากมายเช่น Le Bretagne (1 MICHELIN Star) ของเชฟ Georges Paineau ในเมือง Questembert, Les Prés d’Eugénie – Michel Guérard (3 MICHELIN Stars) ของเชฟ Michel Guérard, Cordeillan-Bagès (1 MICHELIN Star ในขณะนั้น) ของเชฟ Thierry Marx หลังจากเก็บเกี่ยวประสบการณ์ได้มากพอเขาได้รับคำแนะนำจากครอบครัวให้เดินทางกลับมาควบคุมห้องอาหาร La Table d’Élise และเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น La Marine โดยในช่วงแรก ๆ ตัวร้านยังได้รับกระแสตอบรับที่ไม่โดดเด่นนักแต่หลังจากที่หนังสือพิมพ์ Le Point ได้เขียนบทความถึงเขาโดยจั่วหัวข้อว่า Le petit prince de son île (The little prince on the island) ทุกอย่างก็ดูจะเริ่มเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดียิ่งขึ้น ห้องอาหาร La Marine ได้รับรางวัล
Bib Gourmand ในปี 2002 และเลื่อนระดับสู่
1 MICHELIN Star ในปี 2007 เมื่อลูกค้าให้การยอมรับมากขึ้นเชฟ Alexandre Couillon จึงตัดสินใจซื้อต่ออาคารที่ตั้งอยู่ติดกันและย้ายร้าน La Marine ไปที่นั่น ส่วนห้องอาหารเดิมได้ปรับปรุงรูปแบบใหม่ให้เป็น Bistro และเปลี่ยนชื่อกลับมาเป็น La Table d’Élise ซึ่งก็สามารถคว้ารางวัล
Bib Gourmand ไปครองได้อีกเช่นกัน ในปี 2013 ห้องอาหาร La Marine ได้รับการเลื่อนระดับสู่การเป็นห้องอาหาร ![]()
2 MICHELIN Stars ทั้งยังได้รับการติดต่อเพื่อถ่ายทำสารคดี Chef’s Table: France ฉายลงใน Netflix ในปี 2016 อีกด้วย หมุดหมายสำคัญที่สุดในชีวิตของเชฟ Alexandre Couillon เกิดขึ้นในเดือนมีนาคม 2023 โดยห้องอาหาร La Marine ได้รับการเลื่อนระดับสู่การเป็นห้องอาหาร ![]()
![]()
3 MICHELIN Stars พ่วงด้วย
MICHELIN Green Star และ Passion Dessert ครบถ้วนทั้งหมด
[THE FOOD] La Marine นำเสนออาหารในรูปแบบ Tasting Menu ที่ชื่อว่า Marine & Végétale โดยแบ่งออกเป็น NO (9 épisodes – 320 €) และ NO.1 (6 épisodes – 210 €) เชฟ Alexandre Couillon อาศัยวัตถุดิบที่เชฟหามาได้ในแต่ละวันทั้งสัตว์ทะเลที่ชาวประมงท้องถิ่นออกเรือและจับมาได้ในคืนก่อนเปิดร้าน, ผักและสมุนไพรที่เด็ดกันสด ๆ จากสวนของทางร้านเองรวมไปถึงพืชและสมุนไพรที่ขึ้นอยู่ตามจุดต่าง ๆ ของเกาะอย่างเช่นสาหร่ายจากโขดหินริมทะเลหรือมอสจากป่า Bois de la Chaise เขาเริ่มต้นวันใหม่โดยการแวะไปยังตลาดปลาเพื่อหาซื้อปลาคุณภาพดีและนำมารังสรรค์อาหารในเชิงสร้างสรรค์ รายการไวน์มีให้เลือกหลากหลายในราคาเริ่มต้นที่ไม่สูงนักเมื่อเทียบกับระดับของร้าน นอกจากนี้ยังมีการจับคู่ไวน์นำเสนอมาในราคา 80 € และ 120 € อีกด้วย
[THE PLACE] Noirmoutier เป็นเกาะเล็ก ๆ ที่ตั้งอยู่ใน Bay of Biscay ทางทิศตะวันตกของประเทศฝรั่งเศส พื้นที่บนเกาะและบริเวณชายฝั่งโดยรอบขึ้นชื่อในเรื่องของการทำนาเกลือคุณภาพสูงแต่ในทางกลับกันเกาะแห่งนี้มักถูกผู้คนมองข้ามในมุมมองของการท่องเที่ยวและอาหารคุณภาพดี ในสมัยก่อนการเดินทางมายังเกาะนี้ต้องอาศัย Passage du Gois ซึ่งเป็นถนนที่จะจมอยู่ใต้น้ำเมื่อเวลาน้ำขึ้นและจะปรากฎขึ้นมาให้เห็นและขับรถข้ามเกาะไปได้ในช่วงเวลาน้ำลงยามเช้าเท่านั้น (ต้องไม่ลืมเผื่อระยะเวลาในการขับรถข้ามจนถึงเกาะด้วย) และจะจมลงสู่ใต้ท้องทะเลในช่วงเวลาน้ำขึ้นยามบ่ายจนกระทั่งไม่นานมานี้เพิ่งมีการสะพาน Pont de Noirmoutier เชื่อมต่อให้คนบนเกาะสามารถเดินทางติดต่อกับโลกภายนอกได้ตลอดทั้งวัน
สำหรับผู้ที่เดินทางมาบนเกาะและมีเวลาเหลือสามารถแวะชม Château de Noirmoutier ซึ่งก็คือปราสาทโบราณที่มีประวัติย้อนไปถึงช่วงยุคศตวรรษที่ 8 และ Bois de la Chaise ป่าริมทะเลที่ตั้งอยู่ฝั่งตะวันออกของเกาะ เมื่อเดินทางลึกเข้าไปฝั่งเหนือสุดของเกาะเป็นเขตที่มีชื่อว่า L’Herbaudière มีความโดดเด่นด้วยท่าเรือและเรือของชาวประมงที่ใช้ในการออกไปจับปลาน้ำลึกจอดเรียงรายกันอยู่เป็นจำนวนมาก
ฝั่งตรงข้ามกันเป็นที่ตั้งของ La Marine ห้องอาหารระดับสูงที่เราได้แวะมาชิมกันในวันนี้โดยมีอาคาร Petit Couillon ที่ตั้งอยู่ข้างกันจัดจำหน่ายสินค้าจากเกษตรกรณ์และผู้ผลิตท้องถิ่น ตัวร้านแต่เดิมเป็นร้านคาเฟ่ของเชฟหญิงนามว่า Elise โดยครอบครัว Couillon ได้เข้าซื้อต่อที่ดินและกิจการร้านอาหารเพื่อปรับปรุงให้เป็นร้านอาหารนำเสนอเมนูอย่างง่ายสำหรับนักท่องเที่ยวและคนท้องถิ่น หลังจากเชฟ Alexandre Couillon เก็บเกี่ยวประสบการณ์จากห้องอาหารระดับสูงมาแล้วมากมายทางครอบครัวจึงแนะนำให้เขากลับมาควบคุมห้องอาหาร La Marine ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน
ภายในได้รับการตกแต่งใหม่โดยใช้วัสดุจากธรรมชาติ เราได้นั่งบริเวณโต๊ะริมหน้าต่างมอวออกไปเห็นทัศนียภาพของท่าเรือและรถยนต์ที่สัญจรผ่านไปมา
ทั้งนี้ด้วยจำนวนที่มีเพียงประมาณ 7 โต๊ะรองรับลูกค้าได้ราว 20-22 คนต่อวันจึงเป็นที่มาของคิวจองที่ยาวข้ามปีนั่นเอง
บริเวณหน้าร้าน
บรรยากาศของท่าเรือฝั่งตรงข้าม
[WHY GO] เรากล้าพูดได้ว่ามีเพียงเชฟเพียงไม่กี่คนบนโลกที่สามารถเตรียมเมนู Fish of The Day ออกมาได้อย่างไร้ที่ติระดับนี้ตั้งแต่การจัดการปลา, การปรุงเนื้อปลาเพื่อให้ระดับความสุกที่พอเหมาะไปจนถึงการจับคู่ปลากับซอสและผักจากสวน นอกจากนี้เชฟ Alexandre Couillon ยังแสดงออกถึงทักษะในการเลือกใช้วัตถุดิบท้องถิ่นที่หาชิมจากแหล่งอื่นได้ยากประกอบกันไปกับทักษะเฉพาะตัวเกี่ยวกับการปรุงอาหารโดยใช้ไฟและการหมักดองผักต่าง ๆ ราคาอาหารจัดว่าค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับตำแหน่งของร้านและวัตถุดิบต่าง ๆ แต่เมื่อเปลี่ยนมุมมองว่านี่คือห้องอาหารที่ถูกจองเต็มตลอดจนถึงปีถัดไปก็สามารถเข้าใจได้ อย่างไรก็ตามต้องไม่ลืมว่าผู้ที่จะเพลิดเพลินไปกับ La Marine ต้องสามารถรับประทานอาหารเป็นคอร์สที่ประกอบไปด้วยปลาและสัตว์ทะเลทั้งหมดได้และอาจไม่เหมาะอย่างมากสำหรับผู้ที่ชอบรับประทานเนื้อสัตว์อื่น ๆ ใครที่สนใจสามารถเข้าไปเช็คตารางการจองออนไลน์ได้ทางเว็ปไซต์โดยทางร้านจะปล่อยโต๊ะสำหรับรอบปีถัดไปออกมาช่วงประมาณเดือนพฤศจิกายน (โปรดสอบถามกับทางร้านอีกครั้ง) และรับประกันได้เลยว่ารอบโต๊ะของทั้งปีจะถูกจองเต็มไม่นานหลังจากนั้น… ส่วนโต๊ะของปีนี้แน่นอนว่าเต็มไปจนถึงที่นั่งสำรองหรือ Waiting List กันหมดแล้ว