Visit: October 19, 2024

🇮🇹 Piccolo Lago - ปิคโคโล ลาโก

👨🏻‍🍳 Chef Marco Sacco - เชฟมาร์โก ซักโก

via Turati 87, al lago di Mergozzo, Fondotoce, 28924, Italy

Tel: (+39) 0323 586792

Cuisine

🍴 Creative, Italian Contemporary - อาหารเชิงสร้างสรรค์, อาหารอิตาลีร่วมสมัย

Country

Italy

MICHELIN Guide

2 MICHELIN Stars

Score

18/20

Price

4/5
          

🎗️ [INTRO] Lago Maggiore เป็นทะเลสาบที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 2 ของประเทศอิตาลีประกอบไปด้วยแหล่งท่องเที่ยวสำคัญโดยเฉพาะ Isole Boromee ที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เดินทางมาเยี่ยมตลอดปี ห่างออกไปเพียงเล็กน้อยเป็นที่ตั้งของห้องอาหาร Piccolo Lago ซึ่งมีทำเลทองยื่นเข้าไปในทะเลสาบขนาดเล็ก Lago di Mergozzo ที่สวยงามราวกับหลุดมาจากเทพนิยายโดยมีภูเขา Montorfano เป็นฉากหลัง

          
🎗️ [THE PLACE] Piccolo Lago เปิดทำการเป็นครั้งแรกในปี 1974 ก่อนจะผันตัวกลายมาเป็นหนึ่งในห้องอาหาร Fine Dining ที่ดีที่สุดในประเทศอิตาลีดังที่เราเห็นกันในปัจจุบัน ตัวร้านมีชื่อแปลตรงตัวได้ว่า Mini Lake อันเนื่องมาจากทำเลที่ตั้งอยู่ริมทะเลสาบ เราขอแนะนำให้ระบุที่นั่งริมหน้าต่างของ Veranda (The Veranda) โดดเด่นด้วยทัศนียภาพมุมกว้างของทะเลสาบ Lago di Mergozzo นอกจากนี้ระดับของแสงจากโคมไฟที่ออกกแบบโดย Foscarini ยังเปลี่ยนไปตามแต่ละช่วงของวันอีกด้วย ส่วนใครที่ได้นั่ง Sala (Main Dining Room) จะมองออกไปเห็นการบรรจบกันของทะเลสาบ Mergozzo และภูเขา Ossola ซึ่งมีสีสันแตกต่างกันออกไปตามแต่ละฤดูกาล ในส่วนนี้ยังมีการตกแต่งด้วยพรมเปอเซียช่วยสร้างความหรูหรา สุดท้ายคือ Chef Table (The Chefs’ Table) ซึ่งตั้งอยู่ติดกันกับบริเวณห้องครัวที่ได้รับการปรับปรุงครั้งใหญ่ในปี 2008 โดยจะมีทีมเชฟคอยสลับกันมาอธิบายรายละเอียดของอาหารแต่ละจานให้กับลูกค้าด้วยตัวเอง

🎗️ [THE CHEF] Marco Sacco เป็นเชฟนักเดินทางที่กลายมาเป็นหนึ่งในตำนานของวงการอาหารระดับสูงในประเทศอิตาลี เขาเกิดและเติบโตขึ้นมาโดยมีคุณพ่อ Gastone เปิดห้องอาหาร Piccolo Lago อยู่เดิมจนเกิดแรงบันดาลใจในสายอาชีพพ่อครัวมาตั้งแต่อายุเพียง 9 ขวบ เขาเริ่มต้นสั่งสมประสบการณ์กับเชฟระดับตำนานหลายครเช่น Roger Vergé, Alain Ducasse และพี่น้อง Rimbault ก่อนจะเดินทางกลับมายัง Piccolo Lago และปรับปรุงรูปแบบการนำเสนออาหารทีละเล็กละน้อย ตัวร้านได้รับรางวัล 🌟 1 MICHELIN Star ในปี 2004 ก่อนจะขยับสู่การเป็นร้านระดับ 🌟🌟 2 MICHELIN Stars ในปี 2007 ซึ่งสามารถถือครองมาได้จนถึงคู่มือปี 2024 นอกจากนี้เขายังมีห้องอาหารชื่อดังอีก 2 แห่งคือ Piano35 (🌟 1 MICHELIN Star) ในนคร Turin และ Verbania (Selected by MICHELIN Guide) ซึ่งตั้งอยู่บนเกาะ Isola Superiore ใจกลางทะเลสาบ Lago Maggiore อีกด้วย

🎗️ [THE FOOD] เราขอแนะนำให้เลือกชิม Tasting Menu ของทางร้านโดยคอร์สปัจจุบันใช้ชื่อว่า Lungolongo (220 €) หรือ Lakefront เป็นเมนูที่เชฟ Marco Sacco และภรรยา Lella ได้รับแรงบันดาลใจจากการเดินไปรอบ ๆ Lago di Mergozzo เป็นระยะเวลา 2 ชั่วโมงหลังจากจบการให้บริการในมื้อกลางวันของช่วงฤดูใบไม้ผลินำเสนอมาที่จำนวน 8 คอร์ส ห้ามพลาดที่จะ Add-on สุดยอดเมนู Signature Dish อย่าง Carbonarra Au Koque ซึ่งกลายมาเป็นสัญลักษณ์ประจำตัวของเชฟและได้รับการแนะนำลงในรายละเอียดของคู่มือปกแดงในราคาเพียง 20 € นอกจากนี้ยังมีรายการแบบ À La Carte ให้เลือกสั่งกันได้ตามใจชอบโดยลูกค้าแต่ละคนในโต๊ะเดียวกันยังไม่จำเป็นต้องสั่งรูปแบบของอาหารเหมือนกันก็ยังได้ซึ่งหาพบได้ไม่บ่อยนักในห้องอาหารระดับนี้ รายการไวน์มีให้เลือกหลากหลายในราคาเริ่มต้นประมาณขวดละ 40 € เท่านั้น ตัวอย่างอาหารจานที่น่าสนใจอย่างเช่น

✨ LUMACA LUMACA
sea snail, snail, seaweed, parsley, papaya
คอร์สนี้เชฟนำเสนอหอยทากและหอยทากทะเลรวมมาไว้ในจานเดียวกัน องค์ประกอบแรกคือชิ้นมะละกอที่ผ่านการเกลซกับหอยทากทะเล จากนั้นเพิ่มมิติทางเนื้อสัมผัสโดยการใส่เทอร์นิปขาวและแครอทเหลืองเข้ามาด้วย ข้าง ๆ กันคือหอยทากที่ปรุงให้สุกด้วย Seaweed Butter หรือเนยสาหร่าย สุดท้ายคือองค์ผระกอบของ Gremolata Powder มีลักษณะเป็นผงที่เตรียมมาจากใบพาสลีย์ กระเทียม และเลมอนเสิร์ฟมาในเปลือกหอยเพื่อให้เทโรยลงไปในจานด้วย (18/20)

✨ BOTARGA?
sheatfish, wheat, plantain, glasswort, coriander
คอร์สนี้เชฟได้รับแรงบันดาลใจมาจากการเดินขึ้นไปบนภูเขา Montorfano ในป่าอันเขียวชอุ่มโดยนำไข่ปลาเทร้าต์และพาสต้า Fregola มาสร้างมิติทางเนื้อสัมผัสที่แตกต่างกัน จากนั้นเชื่อมด้วยปลา Sheatfish ซึ่งเป็นปลาแม่น้ำต่างถิ่นที่เข้ามารุกรานสายพันธุ์ปลาแม่น้ำท้องถิ่นโดยไขมันของตัวปลาได้สร้างเทคนิคเฉพาะที่เรียกว่า Mantecatura ให้กับชิ้นพาสต้า เชฟยังนำกล้วยกล้ายดิบมาผ่านกระบวนการหมัก รมควัน และทำให้แห้งคล้ายกันกับกระบวนการทำ Botarga จนสร้างมิติทางเนื้อสัมผัสที่ไม่เหมือนใครแล้วเสิร์ฟมาด้วยกัน สำหรับซุปใสที่เสิร์ฟมาอุ่น ๆ ให้รสชาติเปรี้ยว หวาน อุมามิ และมีอโรมาของกล้วยกล้าย ข้าง ๆ กันคือเจลลี่ที่เตรียมมาจากซุปแบบเดียวกันแต่ใส่รสชาติของผักชีลงไปแล้วเสิร์ฟมาแบบเย็น นอกจากนี้ยังมีองค์ประกอบของหญ้าฝรั่น ขิง และสาหร่าย Salicornia ใส่มาอีกด้วย (18/20)

✨ CON IL TE’ DI PREMOSELLO
“buratello” eel, tea, rose
บนภูเขา Montorfano ฝั่งตรงข้ามกับทุ่งปลูกข้าวเป็นที่ตั้งของหมู่บ้าน Premosello ที่เชฟ Marco Sacco เกิดและเติบโตขึ้นมาซึ่งมีความพิเศษคือการถูกใช้เป็นแหล่งสำหรับปลูกชาเขียว เป็นจุดแรกในทวีปยุโรป เชฟนำเสนอชาเขียวมาในรูปแบบผงควบคู่ไปกับสมุนไพรต่าง ๆ อย่างเช่นใบ Oyster Leaf สำหรับสร้างมิติทางกลิ่น ดอกและใบของพืชตระกูล Borage นอกจากนี้ยังมีเครื่องในของ Buratello หรือปลาไหลน้ำจืดใส่มาอีกด้วย ส่วนในถ้วยประกอบไปด้วยเนื้อปลาไหลน้ำจืดที่ปรุงสุกกับชาเขียว รอบ ๆ คือซอสที่เตรียมมาจากกระดูกปลาไหล ด้านบนท็อปด้วยซอร์เบท์กุหลาบจากเมือง Ventimiglia ซึ่งไปช่วยสร้างมิติทางกลิ่นกับชาเขียวรวมไปถึงสร้างมิติทางอุณหภูมิให้กับจานได้อย่างไร้ที่ติสมกับเป็นผลงานระดับ Masterpiece ของเชฟ Marco Sacco เลยจริง ๆ (20/20)

✨ CARBONARA AU KOQUE (20 €)
Marco Sacco’s Signature Dish
สุดยอดเมนู Signature Dish ของเชฟ Marco Sacco ที่เขาปรับเปลี่ยนวัตถุดิบหลักจาก Roman ต้นตำรับมาใช้เป็นวัตถุดิบท้องถิ่นของแถบ Piedmont ได้อย่างน่าทึ่ง เริ่มต้นจากเส้นพาสต้าที่ปรับจากเส้นแห้งมาเป็นเส้นสด Tagliolini ตามสูตรของคุณ Gastone ซึ่งเป็นคุณพ่อของเชฟ ด้านบนท็อปด้วย Valle Maggia Pepper หรือพริกไทยจาก Valle Maggia ซึ่งเป็นหมู่บ้านเล็ก ๆ ในหุบเขาทางตอนใต้ของประเทศสวิตเซอร์แลนด์โรยมาควบคู่ไปกับแผ่นแฮมจาก Val Vigezzo ที่ผ่านการทำให้แห้งจนมีความกรอบทดแทน Guanciale แบบดั้งเดิม ยังมีแผ่นสีขาวที่เตรียมมาจากนม สุดท้ายคือซอส Au Koque ที่เตรียมมาจากไข่และชีส Grada Padano และเหล้า Gin ที่ผ่านกระบวนการไล่แอลกอฮอล์ออกจนหมดคงเหลือไว้แต่ความครีมมี่ทดแทนซอสคาร์โบนาราแบบเดิมแล้วเสิร์ฟมาในเปลือกไข่นั่นเอง (19/20)

🎗️ [WHY GO] Piccolo Lago เป็นหนึ่งในหมุดหมายที่เหล่านักชิมควรแวะมาสัมผัสให้ได้สักครั้งในชีวิต ตัวร้านมีครบทุกองค์ประกอบทั้งอาหารที่มีเทคนิคอันซับซ้อน รสชาติที่ยังเข้าถึงได้ง่าย ไวน์คุณภาพดีในราคาคุ้มค่า รวมไปถึงทัศนียภาพอันสวยงามชนิดที่หาใครเทียบเคียงได้ยาก ที่สำคัญอย่าลืมระบุขอที่นั่งริมกระจกในช่วงที่ทำการจองกันด้วย !

Price :

220-260 €

Parking :

จอดที่ร้าน

Operating Time :

12.00-15.00, 19.00-23.30 ปิดวันจันทร์-อังคาร

Dress Code :

Smart Casual

Score

👍 สุดยอดห้องอาหารของเชฟรุ่นเก๋าที่สามารถยกวัตถุดิบจากทะเลสาบและภูเขาได้อย่างน่าประทับใจ

อาหาร :

18

ราคา :

4/5

เทคนิค :

5/5

อัตลักษณ์ :

5/5

บรรยากาศ :

5/5

บริการ :

5/5

ไวน์ :

5/5

Map

📃 LUNGOLAGO (220 €)

          
LINGOTTO
trout, raspberries, balsamic, flowers

LUMACA LUMACA
sea snail, snail, seaweed, parsley, papaya

BOTARGA?
sheatfish, wheat, plantain, glasswort, coriander

ZAFFERANE
frogs, pollen, crocus, chervil

RISO IN RISAIA
carnaroli rice, sakè, miso, spirulina seaweed sauce

CON IL TE’ DI PREMOSELLO
“buratello” eel, tea, rose

NEL CANNETO
duck breast, paté, fig, stock

CARBONARA AU KOQUE (20 €)
Marco Sacco’s Signature Dish
1974 50°
creamsugarflourcocoamilkeggs….

🇮🇹 Piccolo Lago – ปิคโคโล ลาโก

🌟🌟 2 MICHELIN Stars – 2 ดาวมิชลิน

🍴 Creative, Italian Contemporary – อาหารเชิงสร้างสรรค์, อาหารอิตาลีร่วมสมัย

👨🏻‍🍳 Chef Marco Sacco – เชฟมาร์โก ซักโก

🎗️ [INTRO] Lago Maggiore เป็นทะเลสาบที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 2 ของประเทศอิตาลีประกอบไปด้วยแหล่งท่องเที่ยวสำคัญโดยเฉพาะ Isole Boromee ที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เดินทางมาเยี่ยมตลอดปี ห่างออกไปเพียงเล็กน้อยเป็นที่ตั้งของห้องอาหาร Piccolo Lago ซึ่งมีทำเลทองยื่นเข้าไปในทะเลสาบขนาดเล็ก Lago di Mergozzo ที่สวยงามราวกับหลุดมาจากเทพนิยายโดยมีภูเขา Montorfano เป็นฉากหลัง

AMUSE-BOUCHE

เริ่มต้นมื้ออาหารด้วยคอร์สที่เชฟได้รับแรงบันดาลใจมาจากอาหารเช้านำเสนอเป็น Prosciutto Crudo หรือแฮมดิบจาก Val Vigezzo ที่ผ่านการนำไปรมควันกับสนจูนิเปอร์ พนักงานแนะนำให้นำแฮมดิบวางลงบนขนมปังที่ผ่านการนึ่งกับดอกไม้จนหอมแล้วทำ Scarpetta หรือปาดเข้ากับ Misultin Butter หรือเนยที่เตรียมมาจากปลาตากแห้งของแถบทะเลสาบ Lago di Como (16/20)

LINGOTTO
trout, raspberries, balsamic, flowers

คอร์สนี้เชฟ Marco ได้รับแรงบันดาลใจมาจากชาวประมงที่กำลังตกปลาโดยนำเสนอปลาเทร้าต์ท้องถิ่นหมักและรมควันต่อจนหอมเข้าเนื้อ จากนั้นเสิร์ฟมากับชิ้นกลม ๆ สีดำซึ่งก็คือขนมปังที่มีส่วนผสมของน้ำส้มสายชูบัลซามิค พนักงานแนะนำให้คีบมาวางท็อปไว้ด้านบนเนื้อปลาเทร้าต์ 3-4 ชิ้น (17/20)

LINGOTTO
trout, raspberries, balsamic, flowers

ข้าง ๆ กันคือ Dried Black Salsify ที่เตรียมมาเพื่อเลียนแบบคันเบ็ดตกปลากรอบ ๆ ให้เนื้อสัมผัสคล้ายกันกับขนมปังด้านบนท็อปด้วยเจลราสเบอร์รี่ (17/20)

ขนมปังที่เตรียมมาจากข้าว Carnaroli สายพันธุ์ Artemide จากเมือง Novara ให้ความกรอบและแตกละเอียดเป็นชิ้นง่าย ทั้งยังมีความเบาและไม่หนักท้อง อีกชิ้นหนึ่งคือ Cracker บางกรอบที่มีอโรมาของโรสแมรี่และน้ำมันกระเทียม

LUMACA LUMACA
sea snail, snail, seaweed, parsley, papaya

คอร์สนี้เชฟนำเสนอหอยทากและหอยทากทะเลรวมมาไว้ในจานเดียวกัน องค์ประกอบแรกคือชิ้นมะละกอที่ผ่านการเกลซกับหอยทากทะเล จากนั้นเพิ่มมิติทางเนื้อสัมผัสโดยการใส่เทอร์นิปขาวและแครอทเหลืองเข้ามาด้วย ข้าง ๆ กันคือหอยทากที่ปรุงให้สุกด้วย Seaweed Butter หรือเนยสาหร่าย สุดท้ายคือองค์ประกอบของ Gremolata Powder มีลักษณะเป็นผงที่เตรียมมาจากใบพาสลีย์ กระเทียม และเลมอนเสิร์ฟมาในเปลือกหอยเพื่อให้เทโรยลงไปในจานด้วย (18/20)

BOTARGA?
sheatfish, wheat, plantain, glasswort, coriander

คอร์สนี้เชฟได้รับแรงบันดาลใจมาจากการเดินขึ้นไปบนภูเขา Montorfano ในป่าอันเขียวชอุ่มโดยนำไข่ปลาเทร้าต์และพาสต้า Fregola มาสร้างมิติทางเนื้อสัมผัสที่แตกต่างกัน จากนั้นเชื่อมด้วยปลา Sheatfish ซึ่งเป็นปลาแม่น้ำต่างถิ่นที่เข้ามารุกรานสายพันธุ์ปลาแม่น้ำท้องถิ่นโดยไขมันของตัวปลาได้สร้างเทคนิคเฉพาะที่เรียกว่า Mantecatura ให้กับชิ้นพาสต้า เชฟยังนำกล้วยกล้ายดิบมาผ่านกระบวนการหมัก รมควัน และทำให้แห้งคล้ายกันกับกระบวนการทำ Botarga จนสร้างมิติทางเนื้อสัมผัสที่ไม่เหมือนใครแล้วเสิร์ฟมาด้วยกัน สำหรับซุปใสที่เสิร์ฟมาอุ่น ๆ ให้รสชาติเปรี้ยว หวาน อุมามิ และมีอโรมาของกล้วยกล้าย ข้าง ๆ กันคือเจลลี่ที่เตรียมมาจากซุปแบบเดียวกันแต่ใส่รสชาติของผักชีลงไปแล้วเสิร์ฟมาแบบเย็น นอกจากนี้ยังมีองค์ประกอบของหญ้าฝรั่น ขิง และสาหร่าย Salicornia ใส่มาอีกด้วย (18/20)

ZAFFERANE
frogs, pollen, crocus, chervil

คอร์สนี้เชฟได้รับแรงบันดาลใจมาจากบ่อน้ำบนภูเขา Montorfano โดยนำเนื้อกบไปปรุงสุกกับเนยจนได้เนื้อสัมผัสที่น่าพึงพอใจควบคู่ไปกับซอสเข้มข้น ยังมีซอสสีเขียวที่เตรียมมาจากผัก Chervil และชิ้นผัก Chervil เอง เจลสีแดงเตรียมมาจากดอก Crocus ซึ่งเป็นดอกของหญ้าฝรั่น แผ่นกรอบข้าง ๆ กันเตรียมมาจากข้าวท็อปด้วยผงของเกสรหญ้าฝรั่นให้สีเหลืองและผงของกลีบดอก Crocus ให้สีม่วงนั่นเอง (18/20)

BREAD AND BUTTER

เมื่อพลิกใต้หินขึ้นมาจะพบกับเนย Mountain Butter และ Homemade Polenta Bread ที่มีอโรมาของหญ้าฟาง

RISO IN RISAIA
carnaroli rice, sakè, miso, spirulina seaweed sauce

คอร์สนี้เชฟได้รับแรงบันดาลใจมาจากบนยอดเขา Montorfano ซึ่งเต็มไปด้วยทุ่งปลูกข้าว เชฟจึงนำเสนอข้าว Carnaroli สายพันธุ์ Artemide จากเมือง Novara คลุกเคล้ากับมิโสะและสาเกเสิร์ฟมาที่ความสุกพอเหมาะไร้ที่ติ เชฟยังเสิร์ฟซอสสีเขียวที่มีอโรมาเฉพาะตัวเตรียมมาจากสาหร่าย Spirulona (18/20)

RISO IN RISAIA
carnaroli rice, sakè, miso, spirulina seaweed sauce

วิธีรับประทานเชฟแนะนำให้เด็ดยอดข้าวออกมาในแบบ Mondine หรือหญิงที่รับหน้าที่ปลูกข้าวในอิตาลีแล้ววางท็อปลงไปบนข้าวสร้างรสชาติและเนื้อสัมผัสที่แตกต่างตามชื่อคอร์ส Riso In Risaia หรือ Rice in Paddy Field นั่นเอง (18/20)

CON IL TE’ DI PREMOSELLO
“buratello” eel, tea, rose

บนภูเขา Montorfano ฝั่งตรงข้ามกับทุ่งปลูกข้าวเป็นที่ตั้งของหมู่บ้าน Premosello ที่เชฟ Marco Sacco เกิดและเติบโตขึ้นมาซึ่งมีความพิเศษคือการถูกใช้เป็นแหล่งสำหรับปลูกชาเขียว เป็นจุดแรกในทวีปยุโรป เชฟนำเสนอชาเขียวมาในรูปแบบผงควบคู่ไปกับสมุนไพรต่าง ๆ อย่างเช่นใบ Oyster Leaf สำหรับสร้างมิติทางกลิ่น ดอกและใบของพืชตระกูล Borage นอกจากนี้ยังมีเครื่องในของ Buratello หรือปลาไหลน้ำจืดใส่มาอีกด้วย ส่วนในถ้วยประกอบไปด้วยเนื้อปลาไหลน้ำจืดที่ปรุงสุกกับชาเขียว รอบ ๆ คือซอสที่เตรียมมาจากกระดูกปลาไหล (20/20)

CON IL TE’ DI PREMOSELLO
“buratello” eel, tea, rose

ด้านบนท็อปด้วยซอร์เบท์กุหลาบจากเมือง Ventimiglia ซึ่งไปช่วยสร้างมิติทางกลิ่นกับชาเขียวรวมไปถึงสร้างมิติทางอุณหภูมิให้กับจานได้อย่างไร้ที่ติสมกับเป็นผลงานระดับ Masterpiece ของเชฟ Marco Sacco เลยจริง ๆ (20/20)

NEL CANNETO
duck breast, paté, fig, stock

เมื่อเดินทางลงมาจากภูเขา Montorfano จะพบกับ Reed Bed หรือทุ่งกกอันเป็นที่อยู่ของฝูงเป็ด (17/20)

NEL CANNETO
duck breast, paté, fig, stock

พนักงานแนะนำให้เริ่มด้วย Weffer หวานที่มีองค์ประกอบของ Paté ฟัวกราส์และลูก Fig (17/20)

NEL CANNETO
duck breast, paté, fig, stock

เนื้อเป็ดที่ผ่านการดองในโคจิและ Finanziera ซึ่งเป็นเมนูดั้งเดิมของแพบ Piedmont ที่เตรียมขึ้นมาจากเครื่องในสัตว์ ด้านบนท็อปด้วยลูก Fig ดิบฝานบางสร้างมิติทางเนื้อสัมผัส อย่างไรก็ตามปริมาณที่ใส่มาถือว่าค่อนข้างเยอะ ฝั่งขวาคือผงที่เตรียมมาจาก Fig ดิบเช่นกัน (17/20)

NEL CANNETO
duck breast, paté, fig, stock

จากนั้นปิดท้ายด้วยน้ำสต๊อกที่ใส่อโรมาของเห็ดชิทาเกะและตะไคร้ลงไปด้วย ตรงกลางคือ Molecular Pearl ทรงกลมที่จะแตกระเบิดออกในปาก ในนั้นจะมีรสชาติของเกรปฟรุตและลูก Fig ที่มีอโรมาหอม ๆ ของบัตเตอร์มิลค์รวมไปถึงน้ำสต๊อกเป็ด พนักงานแนะนำให้ยกดื่มแบบซุปราเมน (17/20)

CARBONARA AU KOQUE (20 €)
Marco Sacco’s Signature Dish

สุดยอดเมนู Signature Dish ของเชฟ Marco Sacco ที่เขาปรับเปลี่ยนวัตถุดิบหลักจาก Roman ต้นตำรับมาใช้เป็นวัตถุดิบท้องถิ่นของแถบ Piedmont ได้อย่างน่าทึ่ง เริ่มต้นจากเส้นพาสต้าที่ปรับจากเส้นแห้งมาเป็นเส้นสด Tagliolini ตามสูตรของคุณ Gastone ซึ่งเป็นคุณพ่อของเชฟ ด้านบนท็อปด้วย Valle Maggia Pepper หรือพริกไทยจาก Valle Maggia ซึ่งเป็นหมู่บ้านเล็ก ๆ ในหุบเขาทางตอนใต้ของประเทศสวิตเซอร์แลนด์โรยมาควบคู่ไปกับแผ่นแฮมจาก Val Vigezzo ที่ผ่านการทำให้แห้งจนมีความกรอบทดแทน Guanciale แบบดั้งเดิม (19/20)

CARBONARA AU KOQUE (20 €)
Marco Sacco’s Signature Dish

ยังมีแผ่นสีขาวที่เตรียมมาจากนม สุดท้ายคือซอส Au Koque ที่เตรียมมาจากไข่และชีส Grada Padano และเหล้า Gin ที่ผ่านกระบวนการไล่แอลกอฮอล์ออกจนหมดคงเหลือไว้แต่ความครีมมี่ทดแทนซอสคาร์โบนาราแบบเดิมแล้วเสิร์ฟมาในเปลือกไข่นั่นเอง (19/20)

1974 50°
creamsugarflourcocoamilkeggs….

กลับมาที่ของหวานที่เชฟได้รับแรงบันดาลใจมาจากตั้งใจการเฉลิมฉลองครบรอบ 50 ปีของร้าน Piccolo Lago ซึ่งเปิดทำการเป็นครั้งแรกในปี 1974 ชิ้นแรกคือชา Kombucha ที่ผ่านการหมักแบบ Dark Fermentation แล้วใส่เหล้า Crème de Cassis และอโรมาของลิ้นจี่ลงไปด้วย ถัดมาในจานใหญ่คือ Fugascina ซึ่งเป็นบิสกิตท้องถิ่นของแถบ Mergozzo โดยพนักงานแนะนำให้ทำการ Scarpetta หรือปาดไปกับ Blueberry Jam ในจานดินเผาทรงกลมคือ Torta di Mele หรือ Apple Pie รสเลิศเสิร์ฟมาสำหรับ Sharing จากนั้นต่อด้วยไอศกรีมจับคู่กับเมอแรงก์และราสเบอร์รี่ ต่อกันด้วย Semifreddo กับถั่ว Hazelnut ห้ามพลาด Panna Cotta ซึ่งเป็นของหวานคลาสสิคของแถบ Piedmont ให้เนื้อสัมผัสเนียนละมุนไร้ที่ติ ในกระปุกคาเวียร์คือ Tiramisu เนื้อเนียนละมุนท็อปด้านบนด้วย Coffee Pearl บนแท่นไม้คือ Eclair จิ๋วเสิร์ฟมากับช็อกโกแลต 3 อย่างและเหล้ารัม ในถ้วยกาแฟคือ Cacio Cheese และลูกแพร์ท็อปด้วยเจลที่เตรียมมาจากไวน์หวานท้องถิ่น MUFii (19/20)

Mignardises

ปิดท้ายด้วยขนมหวานจิ๋วคือ Linden Tree Leaf ที่ผ่านการ Semi-candied กับเหล้า Mancino Vermouth ถัดมาชิ้นที่ดูคล้ายกับก้อนหินคือ Cheesecake with Mascarpa โดย Mascarpa เป็นชีสท้องถิ่นที่มีความคล้ายคลึงกันกับชีสรีคอตต้ารมควัน ต่อด้วย 80 % Dark Chocolate with Caramel แล้วจบด้วย Kohakutou หรือขนมญี่ปุ่นที่เชฟใส่รสชาติของ Campari และมะกอกลงไปด้วย

รายการเครื่องดื่มในวันนี้

รายการเครื่องดื่มในวันนี้

💰 ราคาอาหาร

🎗️ [THE PLACE] Piccolo Lago เปิดทำการเป็นครั้งแรกในปี 1974 ก่อนจะผันตัวกลายมาเป็นหนึ่งในห้องอาหาร Fine Dining ที่ดีที่สุดในประเทศอิตาลีดังที่เราเห็นกันในปัจจุบัน ตัวร้านมีชื่อแปลตรงตัวได้ว่า Mini Lake อันเนื่องมาจากทำเลที่ตั้งอยู่ริมทะเลสาบ

เราขอแนะนำให้ระบุที่นั่งริมหน้าต่างของ Veranda (The Veranda) โดดเด่นด้วยทัศนียภาพมุมกว้างของทะเลสาบ Lago di Mergozzo

นอกจากนี้ระดับของแสงจากโคมไฟที่ออกกแบบโดย Foscarini ยังเปลี่ยนไปตามแต่ละช่วงของวันอีกด้วย

🎗️ [THE FOOD] เราขอแนะนำให้เลือกชิม Tasting Menu ของทางร้านโดยคอร์สปัจจุบันใช้ชื่อว่า Lungolongo (220 €) หรือ Lakefront เป็นเมนูที่เชฟ Marco Sacco และภรรยา Lella ได้รับแรงบันดาลใจจากการเดินไปรอบ ๆ Lago di Mergozzo เป็นระยะเวลา 2 ชั่วโมงหลังจากจบการให้บริการในมื้อกลางวันของช่วงฤดูใบไม้ผลินำเสนอมาที่จำนวน 8 คอร์ส

ห้ามพลาดที่จะ Add-on สุดยอดเมนู Signature Dish อย่าง Carbonarra Au Koque ซึ่งกลายมาเป็นสัญลักษณ์ประจำตัวของเชฟและได้รับการแนะนำลงในรายละเอียดของคู่มือปกแดงในราคาเพียง 20 € นอกจากนี้ยังมีรายการแบบ À La Carte ให้เลือกสั่งกันได้ตามใจชอบโดยลูกค้าแต่ละคนในโต๊ะเดียวกันยังไม่จำเป็นต้องสั่งรูปแบบของอาหารเหมือนกันก็ยังได้ซึ่งหาพบได้ไม่บ่อยนักในห้องอาหารระดับนี้

รายการไวน์มีให้เลือกหลากหลายในราคาเริ่มต้นประมาณขวดละ 40 € เท่านั้น

ที่นั่งแบบคือ Chef Table (The Chefs’ Table) ซึ่งตั้งอยู่ติดกันกับบริเวณห้องครัวที่ได้รับการปรับปรุงครั้งใหญ่ในปี 2008 โดยจะมีทีมเชฟคอยสลับกันมาอธิบายรายละเอียดของอาหารแต่ละจานให้กับลูกค้าด้วยตัวเอง

ห้องครัว

ส่วนใครที่ได้นั่ง Sala (Main Dining Room) จะมองออกไปเห็นการบรรจบกันของทะเลสาบ Mergozzo และภูเขา Ossola ซึ่งมีสีสันแตกต่างกันออกไปตามแต่ละฤดูกาล

ในส่วนนี้ยังมีการตกแต่งด้วยพรมเปอเซียช่วยสร้างความหรูหรา

ภายในห้องอาหาร

พื้นที่บาร์

🎗️ [THE CHEF] Marco Sacco เป็นเชฟนักเดินทางที่กลายมาเป็นหนึ่งในตำนานของวงการอาหารระดับสูงในประเทศอิตาลี เขาเกิดและเติบโตขึ้นมาโดยมีคุณพ่อ Gastone เปิดห้องอาหาร Piccolo Lago อยู่เดิมจนเกิดแรงบันดาลใจในสายอาชีพพ่อครัวมาตั้งแต่อายุเพียง 9 ขวบ เขาเริ่มต้นสั่งสมประสบการณ์กับเชฟระดับตำนานหลายครเช่น Roger Vergé, Alain Ducasse และพี่น้อง Rimbault ก่อนจะเดินทางกลับมายัง Piccolo Lago และปรับปรุงรูปแบบการนำเสนออาหารทีละเล็กละน้อย ตัวร้านได้รับรางวัล 🌟 1 MICHELIN Star ในปี 2004 ก่อนจะขยับสู่การเป็นร้านระดับ 🌟🌟 2 MICHELIN Stars ในปี 2007 ซึ่งสามารถถือครองมาได้จนถึงคู่มือปี 2024 นอกจากนี้เขายังมีห้องอาหารชื่อดังอีก 2 แห่งคือ Piano35 (🌟 1 MICHELIN Star) ในนคร Turin และ Verbania (Selected by MICHELIN Guide) ซึ่งตั้งอยู่บนเกาะ Isola Superiore ใจกลางทะเลสาบ Lago Maggiore อีกด้วย

ป้ายร้าน

🎗️ [WHY GO] Piccolo Lago เป็นหนึ่งในหมุดหมายที่เหล่านักชิมควรแวะมาสัมผัสให้ได้สักครั้งในชีวิต ตัวร้านมีครบทุกองค์ประกอบทั้งอาหารที่มีเทคนิคอันซับซ้อน รสชาติที่ยังเข้าถึงได้ง่าย ไวน์คุณภาพดีในราคาคุ้มค่า รวมไปถึงทัศนียภาพอันสวยงามชนิดที่หาใครเทียบเคียงได้ยาก ที่สำคัญอย่าลืมระบุขอที่นั่งริมกระจกในช่วงที่ทำการจองกันด้วย !