Visit: October 16, 2024

🇹🇭 Mia - มีอา

👨🏻‍🍳 Chef Pongcharn Russel (Chef Top) & Chef Michelle Goh - เชฟพงศ์ชาญ รัสเซล (เชฟท็อป) & เชฟมิเชล โก

30 ซอยอรรถกวี 1 ถนนพระราม 4 แขวงคลองตัน เขตคลองเตย, กรุงเทพ, 10110

Tel: 098-862-9659

Cuisine

🍴 Modern Cuisine - อาหารโมเดิร์น

Country

Thailand

MICHELIN Guide

1 MICHELIN Star

Score

16/20

Price

3/5
          

🎗️ [INTRO] บทความในวันนี้เราจะพาเพื่อน ๆ ไปพบกับห้อง MICHELIN Star น้องใหม่ประจำคู่มือปกแดงปี 2024 ล่าสุด ตัวร้านนำทีมโดยสองเชฟ-เจ้าของร้านมากฝีมือผู้พร่ำหวอดในวงการอาหารชั้นสูงมาอย่างยาวนานทั้งยังเคยร่วมงานกับเชฟระดับโลกที่ประเทศอังกฤษอีกด้วย เพื่อน ๆ ที่สนใจสามารถตามไปจอวกันผ่านทาง Hungry Hub ได้ที่ Link: https://bit.ly/3CbsN0t

          
🎗️ [THE PLACE] ห้องอาหาร Mia มีลักษณะเป็นบ้านสีน้ำเงินที่ตั้งอยู่ในซอยสุขุมวิท 26 ลานจอดรถด้านหน้ามีขนาดกว้างขวางพอสำหรับลูกค้าทุก ๆ คน ทันทีที่เดินเข้าร้านจะพบกับพนักงานต้อนรับคอยตรวจสอบการจองและส่วนของห้องครัวที่มีกระจกใสกั้นเอาไว้ ข้าง ๆ กันเป็นพื้นที่บาร์ที่มีชื่อว่า Behind The Curtain สำหรับจัดเตรียมเครื่องดื่ม ส่วนห้องรับประทานอาหารหลักนั้นต้องเดินขึ้นบันไดมายังชั้นสองโดยมีห้อง The Floral Room ตรงกลางโดดเด่นด้วยสีชมพูสดใสเตรียมเอาไว้สำหรับต้อนรับลูกค้าในช่วงมื้อกลางวันเป็นหลัก ถัดมาคือ The Colour Room ห้องที่ตกแต่งด้วยวอลเปเปอร์ลายดอกไม้ตัดกันกับเก้าอี้สีเหลืองแลดูแปลกตา ส่วนห้องสุดท้ายนั้นเรียกว่า The Dark Room ตกแต่งด้วยวอลเปเปอร์และโซฟาสีน้ำเงินเข้มพร้อมกับกระจกใสรูปวงกลมแขวนประดับอยู่บนผนังสร้างบรรยากาศให้มีความหรูหราไม่ซ้ำใคร ห้ามพลาดที่จะลองเดินเข้าห้องน้ำที่ออกแบบให้มีลักษณะคล้ายประตูกลช่วยเรียกความฉงนและสร้างความประทับใจไปพร้อม ๆ กัน

🎗️ [THE CHEF] เจ้าของร้านคนแรกคือเชฟพงษ์ชาญ รัสเซลหรือที่เรารู้จักกันในชื่อของเชฟ Top ใช้ชีวิตในวัยเด็กอยู่ในจังหวัดภูเก็ตก่อนจะย้ายไปประเทศอังกฤษเมื่อมีอายุได้ 15 ปี เขาเริ่มต้นด้วยการรับงานเป็นพนักงานเสิร์ฟอาหารในโรงแรมท้องถิ่นจนเกิดแรงบันดาลใจเลือกเส้นทางสายอาชีพเชฟในที่สุด ต่อมาเชฟท็อปเดินทางมายังกรุง London เพื่อหาประสบการณ์โดยมีส่วนร่วมในทีมเปิดตัวห้องอาหาร Gauthier – Soho ของเชฟ Alexis Gauthier ต่อด้วยการร่วมงานกับเชฟชื่อดัง Jun Tanaka ที่ห้องอาหาร Pearl และห้องอาหาร Sketch (2 MICHELIN Stars ในขณะนั้น) ของเชฟ Pierre Gagnaire อีกด้วย สำหรับในประเทศไทยนั้นเชฟท็อปเคยเปิดห้องอาหาร Freebird ภายใต้คอนเซปอาหารออสเตรเลียร่วมสมัยการันตีด้วยการมีชื่อเข้าไปติดอยู่ในคู่มือ MICHELIN Guide กรุงเทพฉบับปี 2018 อีกด้วย อีกท่านหนึ่งคือเชฟผู้รังสรรค์อาหารหวานนามว่า Michelle Goh เธอเกิดและเติบโตขึ้นมาที่เมือง Kuching บนเกาะ Borneo ประเทศมาเลเซียก่อนจะเดินทางไปศึกษาต่อที่โรงเรียนการอาหาร Le Cordon Bleu Sydney ในประเทศออสเตรเลีย สำหรับประสบการณ์การทำงานของเธอนั้นเรียกได้ว่าไม่ธรรมดาเพราะเธอเคยร่วมงานกับ Anna Polyviou เชฟอาหารหวานชื่อดังแห่งแดนจิงโจ้ที่โรงแรม Shangri-La Sydney ตามมาด้วยห้องอาหาร Eleven Bridge by Neil Perry (ปัจจุบันปิดทำการไปแล้ว) ต่อมาเธอเดินทางมายังประเทศสิงคโปร์เพื่อร่วมงานกับห้องอาหาร Pollen ภายใต้การควบคุมของเชฟ Jason Atherton ก่อนจะย้ายมารับงานเป็น Pâtissier ให้กับห้องอาหาร Sühring (2 MICHELIN Stars) ในกรุงเทพบ้านเรานี่เอง

🎗️ [THE FOOD] เชฟ Top และเชฟ Michelle ได้หยิบยกเมนูอาหารจากทั่วทั้งยุโรปมาตีความในรูปแบบของตัวเองโดยผสมผสานเทคนิคสมัยใหม่เข้ากับวัตถุดิบชั้นเลิศจนได้ออกมาเป็นอาหารยุโรปโมเดิร์นที่ผสมผสานกลิ่นอายของความเป็นเอเชียอยู่อย่างลงตัว ห้องอาหาร Mia นำเสนออาหารในรูปแบบ Tasting Menu โดยใช้ชื่อว่า Taste of Mia จัดเสิร์ฟมา 2 รูปแบบคือ 5 Courses และ 8 Courses นอกจากนี้ยังมีเซ็ตเมนู Vegan และ Vegetarian อีกด้วย อย่างไรก็ตามทางแอพพลิเคชั่น Hungry Hub ได้ร่วมมือกับห้องอาหารจัดทำ Hubgry Hub Exclusive Taste of Mia ขึ้นมาในราคาเพียง 6,900 THB NET (Link: https://bit.ly/3CbsN0t) ราคาอาหารหากมองผ่าน ๆ อาจดูค่อนข้างสูงแต่เมื่อเปิดรายการเมนูมาดูก็จะพบว่าเชฟทั้งสองคนเลือกใช้วัตถุดิบคุณภาพนำเข้ามาจากแหล่งทั่วทุกมุมโลก อีกหนึ่งไฮไลท์คือรายการ Wine Pairing ที่เชฟใช้วิธีการโหวตจากทีมงานในร้านจนได้ออกมาเป็นการจับคู่ไวน์ที่เข้ากันกับอาหารได้อย่างไร้ที่ติ ส่วนอาหารจานที่เตรียมออกมาได้อย่างโดดเด่นในมื้อนี้อย่างเช่น

✨ Andaman Sea Crab | Ajo Blanco | Grapes
คอร์สนี้เชฟท็อปเล่าย้อนไปถึงช่วงที่เขาเริ่มทำงานกับเชฟชาวสเปนครั้งแรกในประเทศอังกฤษ ในช่วงนั้นเขาได้เรียนรู้วิธีการทำเมนูเรียกน้ำย่อยยอดนิยมอย่าง Ajo Blanco
องค์ประกอบแรกในจานคือสลัดเนื้อปูม้าจากทะเลอันดามันคลุกเคล้าไปกับมิ้นต์, แอปเปิ้ล, ลูกแพร์, แห้ว และซาวครีมท้องถิ่นรมควันให้ความรู้สึกสดชื่นและรสหวานจากธรรมชาติของเนื้อปู ตรงกลางคือ Ajo Blanco ที่เชฟปรับสูตรมาใช่กระเทียมไทยผสมผสานไปกับถั่วแมคาเดเมีย, Pineapple Vinegar และสาคูแทนที่ถั่วอัลมอนด์, Sherry Vinegar และขนมปังแบบต้นตำรับ จากนั้นใส่น้ำมันมะกอกปั่นลงไปด้วยจนได้ซุปเย็นที่มีความหอมและสดชื่น นอกจากนี้ยังมีความหวานทร่ได้จากองุ่นฝานบาง ๆ วางเรียงกันมาเป็นทรงวงแหวนอีกด้วย สุดท้ายคือแผ่น Tuile กรอบที่เตรียมมาจากปูและหอยเชลล์ให้เนื้อสัมผัสที่กรอบแต่ยังคงไว้ซึ่งความแตกง่าย (Brittle) จนไม่ก่อกวนเนื้แสัมผัสอันดีงามของเนื้อปู สุดท้ายคือเจลที่เตรียมมาจากชาเอิร์ลเกรย์และทาร์รากอนนั่นเอง (17/20)

✨ Roasted Baby Chicken | Textures of Corn | Albufera Sauce
เชฟเตรียมไส้กรอก Boudin Blanc โดยผสมผสานเนื้อลูกวัวเข้ากันกับเนื้อหมูและเครื่องเทศเข้าไว้ด้วยกัน จากนั้นนำมายัดไส้เอาไว้ใต้หนังไก่ Baby Chicken แล้วนึ่งจนสุก หลังจากสุกได้ที่เชฟเลือกใช้วิธีการของชาวจีนกวางตุ้งโดยการราด Rice Wine Vinegar แล้วผึ่งไก่เอาไว้ 2 วันเพื่อให้เนื้อไก่มีความแห้งและเนื้อรัดตัวมากขึ้น จากนั้นเสิร์ฟมากับข้าวโพดในหลากหลายรูปแบบและเนื้อสัมผัส, ผัก Watercress, เห็ดชิทาเกะดอง, ฟัวกราส์ และลูกพรุนที่ผ่านการแช่ในน้ำชาเอิร์ลเกรย์แล้วนำมาเตรียมเป็นแยม ไฮไลท์คือซอส Albufera ที่ผสมผสานฟัวกราส์ ครีมสด คอนยัค และทรัฟเฟิลเข้าด้วยกัน (16/20)

✨ Mia’s Cereal Bowl | Malted Milk Chocolate | Corn
ห้ามพลาดเมนู Signature Dessert ประจำร้านอย่าง Mia’s Cereal Bowl องค์ประกอบด้านล่างคือครีมไมโลและข้าวโพด ชั้นถัดมาคือซีเรียลโฮมเมดที่เตรียมมาจากข้าวโพดคั่ว นมแห้ง และช็อกโกแลตครัมเบิ้ล ด้านบนคือไอศกรีมข้าวโพดโฮมเมด จากนั้นเชฟทะเทราดนมสดที่ใส่อโรมาของคอร์นเฟล็กซ์ลงไปส่งอโรมาหอม ๆ ลอยมาแตะจมูกในทันที (17/20)

🎗️ [WHY GO] Mia สามารถสร้างจุดยืนในการนำเสนออาหารยุโรปสไตล์โมเดิร์นผสมผสานกับการเลือกใช้รสชาติและวัตถุดิบจากฝั่งเอเชียได้อย่างน่าสนใจ บรรยากาศในร้านตกแต่งให้มีความหรูหราแต่ยังคงไว้ซึ่งความแคชวลไม่เป็นทางการมากจนเกินไป เราขอแนะนำ Tasting Menu ชุดใหญ่ควบคู่ไปกับการจับคู่ไวน์เพื่อให้เหล่านักชิมได้สัมผัสถึงประสบการณ์ที่หาใครเทียบเคียงได้ยากในประเทศไทย

Price :

2,650-5,450++

Parking :

จอดที่ร้าน

Operating Time :

มื้อกลางวันเสาร์-อาทิตย์ 12.00-14.00, มื้อคทำ 17.00-23.00

Dress Code :

Smart Casual

Score

👍 สุดยอดห้องอาหารยุโรปโมเดิร์นที่ผสมผสานรสชาติจากฝั่งเอเชียลงไปได้อย่างน่าสนใจ

อาหาร :

16

ราคา :

3/5

เทคนิค :

/5

อัตลักษณ์ :

4/5

บรรยากาศ :

4/5

บริการ :

4/5

ไวน์ :

3/5

Map

📃 HUNGRY HUB EXCLUSIVE TASTE OF MIA (6,900 THB NET)

          
🥄 WELCOME DRINK
Elder Flower & Banana

🥄 SNACKS
Ostra Regal Oyster | Bloody Mary | Tomato Water
Red Prawn Tartare | Siamese Pomelo | Cocktail Sauce
Spiced Pork Jowl | Taco | Apple Compote
Taramasalata Tart | Smoked Salmon | Tobiko
Chicken Liver Parfait Cigar | Quince | Cocoa Nibs
Sourdough Brioche | Shallot Butter | Onion Ash

🥄 COLD STARTERS
Andaman Sea Crab | Ajo Blanco | Grapes
Hokkaido Scallop | Blue Fin Tuna l Truffle Ponzu | N25 Caviar (ADD ON)

🥄 HOT STARTERS
Smoked Eel Chawanmushi | Bone Marrow | Ikura
Grilled Stone Bass | Spiced Fish Emulsion | Braised Leeks

🥄 MAIN COURSES
Roasted Baby Chicken | Textures of Corn | Albufera Sauce
OR
Slow Roasted Lamb Saddle | Courgettes | Salsa Verde
OR
48 Hours Braised Beef Short Rib | Roscoff Onion | Beef Tongue “Bourguignon” | Pomme Soufflé (ADD ON)

🥄 DESSERTS
Peach Gin & Tonic
Mia’s Cereal Bowl | Malted Milk Chocolate | Corn
OR
Borneo Vanilla Mousse | Roasted Berries | Black Truffle (ADD ON)

🇹🇭 Mia – มีอา

🌟 1 MICHELIN Star – 1 ดาวมิชลิน

🍴 Modern Cuisine – อาหารโมเดิร์น

👨🏻‍🍳 Chef Pongcharn Russel (Chef Top) & Chef Michelle Goh – เชฟพงศ์ชาญ รัสเซล (เชฟท็อป) & เชฟมิเชล โก

🎗️ [INTRO] บทความในวันนี้เราจะพาเพื่อน ๆ ไปพบกับห้อง MICHELIN Star น้องใหม่ประจำคู่มือปกแดงปี 2024 ล่าสุด ตัวร้านนำทีมโดยสองเชฟ-เจ้าของร้านมากฝีมือผู้พร่ำหวอดในวงการอาหารชั้นสูงมาอย่างยาวนานทั้งยังเคยร่วมงานกับเชฟระดับโลกที่ประเทศอังกฤษอีกด้วย เพื่อน ๆ ที่สนใจสามารถตามไปจอวกันผ่านทาง Hungry Hub ได้ที่ Link: https://bit.ly/3CbsN0t

วัตถุดิบสำหรับจัดเตรียมอาหารในมื้อนี้

Ostra Regal Oyster | Bloody Mary | Tomato Water

คอร์สนี้เชฟท็อปอาศัยแรงบันดาลใจมาจาก Cocktail ที่เขาชื่นชอบโดยเสิร์ฟมาเป็นหอยนางรม Ostra Regal นำเข้าจากประเทศฝรั่งเศส เชฟหั่นครึ่งตัวมาให้พร้อมทาน ซอสด้านล่างเตรียมมาจากแตงกวาดองและเซเลอรี่สด ด้านบนท็อปด้วยเจลลี่ที่เตรียมมาจากคอนซอมเม่มะเขือเทศที่ผสมอโรมาของขิงและตะไคร้ลงไปเล็กน้อยให้เนื้อสัมผัสที่ละมุนละลายไปในปากโดยไม่รบกวนเนื้อสัมผัสอันแสนวิเศษของหอยนางรม ข้าง ๆ กันคือเจลสีส้มของ Bloody Mary ให้รสชาติที่จัดจ้าน สุดท้ายคือหอมแดงดองที่หั่นเป็นรูปวงแหวนและน้ำมันแตงกวา (17/20)

Spiced Pork Jowl | Taco | Apple Compote

ทาโก้กรอบ ๆ ที่บรรจุไหล่และแก้มหมูปรุงรสให้เนื้อสัมผัสที่นุ่มแต่ยังคงสู้ฟันอยู่บ้างตัดกันกับความกรอบของข้าวพองญี่ปุ่น สำหรับรสชาติมีความหอมของเพสโต้สูตรของเชฟผสานกันไปกับความหวานที่ได้จากคอมโปตแอปเปิ้ลและเจลลี่แอปเปิ้ลไซเดอร์ นอกจากนี้ยังมีความเผ็ดจัดจานของเจลแกง Vindaloo สไตล์อินเดียอีกด้วย (16/20)

Taramasalata Tart | Smoked Salmon | Tobiko

Taramasalata เป็นเครื่องจิ้มสไตล์กรีกที่ทำมาจากไข่ปลา เชฟนำเสนอมาใหม่โดยใช้ปลาแซลมอนเสิร์ฟมากับไข่ปลาแซลมอนรวมไปถึง Tobiko หรือไข่ปลาบิน ด้านบนท็อปด้วย Castelfranco Radicchio รวมไปถึงเจลมะนาวเพื่อให้มีรสชาติเปรี้ยวเบา ๆ มาตัดกันกับความมันของไข่ปลา (16/20)

Chicken Liver Parfait Cigar | Quince | Cocoa Nibs

Cigar กรอบ ๆ ที่ด้านในบรรจุพาเฟต์ตับไก่ที่ผ่านการหมักกับไวน์หวาน Sauternes ด้านบนท็อปด้วยแยมลูกควิ้นซ์และคาเคานิบส์ (16/20)

Sourdough Brioche | Shallot Butter | Onion Ash

ขนมปังลูกครึ่งของ Sourdough กับ Brioche ให้เนื้อสัมผัสที่โดดเด่นและแตกต่าง เชฟเสิร์ฟมากับเนยเค็มที่มีความกรอบของหอมเจียวและอโรมาของผงหัวหอมไหม้

🥄 WELCOME DRINK

Elder Flower & Banana

เริ่มต้นมื้ออาหารด้วย Wwelcome Drink คนบะแก้ว

Andaman Sea Crab | Ajo Blanco | Grapes

คอร์สนี้เชฟท็อปเล่าย้อนไปถึงช่วงที่เขาเริ่มทำงานกับเชฟชาวสเปนครั้งแรกในประเทศอังกฤษ ในช่วงนั้นเขาได้เรียนรู้วิธีการทำเมนูเรียกน้ำย่อยยอดนิยมอย่าง Ajo Blanco องค์ประกอบแรกในจานคือสลัดเนื้อปูม้าจากทะเลอันดามันคลุกเคล้าไปกับมิ้นต์, แอปเปิ้ล, ลูกแพร์, แห้ว และซาวครีมท้องถิ่นรมควันให้ความรู้สึกสดชื่นและรสหวานจากธรรมชาติของเนื้อปู ตรงกลางคือ Ajo Blanco ที่เชฟปรับสูตรมาใช่กระเทียมไทยผสมผสานไปกับถั่วแมคาเดเมีย, Pineapple Vinegar และสาคูแทนที่ถั่วอัลมอนด์, Sherry Vinegar และขนมปังแบบต้นตำรับ จากนั้นใส่น้ำมันมะกอกปั่นลงไปด้วยจนได้ซุปเย็นที่มีความหอมและสดชื่น นอกจากนี้ยังมีความหวานทร่ได้จากองุ่นฝานบาง ๆ วางเรียงกันมาเป็นทรงวงแหวนอีกด้วย สุดท้ายคือแผ่น Tuile กรอบที่เตรียมมาจากปูและหอยเชลล์ให้เนื้อสัมผัสที่กรอบแต่ยังคงไว้ซึ่งความแตกง่าย (Brittle) จนไม่ก่อกวนเนื้แสัมผัสอันดีงามของเนื้อปู สุดท้ายคือเจลที่เตรียมมาจากชาเอิร์ลเกรย์และทาร์รากอนนั่นเอง (17/20)

ในคอร์สยังรวมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ให้อีกคนละ 1 แก้วด้วย

Hokkaido Scallop | Blue Fin Tuna l Truffle Ponzu | N25 Caviar (ADD ON)

หนึ่งในจานที่ดีที่สุดในวันนี้เป็นจานที่เชฟท็อปใช้ชื่อว่า Marriage เพื่อสื่อถึงความเข้ากันได้ของวัตถุดิบจากผืนดินและท้องทะเล สำหรับตัวแทนจากท้องทะเลคือปลาทูน่าบลูฟินที่ผ่านการ Dry-aged นาน 8 วันจับคู่มากับคือหอยเชลล์โฮตาเตะจากจังหวัด Hokkaido ที่ผ่านการหมักกับน้ำมันสาหร่ายคอมบุโดยไม่ผสมเกลือเพื่อความบริสุทธิ์ของรสชาติ ด้านบนคือคาเวียร์ N25 คุณภาพสูงที่ผ่านการรมควันเพียงเบา ๆ กับไม้ลิ้นจี่แห้งซึ่งจะมาเติมเต็มรสเค็มและอุมามิให้กับจาน จากนั้นเชฟจะเทราดซอสซึ่งเป็นตัวแทนของผืนดินโดยมีขั้นตอนการเตรียมที่ซับซ้อนมาก ๆ ตั้งแต่การนำผิวของ Winter Truffle จากปีที่แล้วไปผ่านกระบวนการดองก่อนจะแพคสุญญากาศแล้วนำไปแช่แข็ง หลังจากนั้นนำมา Defrost เพื่อให้น้ำที่แทรกอยู่ในผิวทรัฟเฟิลถูกคายออกมาอันเป็นที่มาของความหอมเพียงเบา ๆ เข้ากันได้ดีกับซอสพอนซุรสเปรี้ยว ด้านบนคือน้ำมันมะกอกจากแคว้น Sicily ซึ่งมีความฉุนเฉพาะตัวและน้ำมันหอยเชลล์โฮตาเตะที่ถูกทำให้แห้งด้วยกระบวนการ Sun-dried ให้กลิ่นที่แตกต่างไปจากหอยเชลล์ทั่วไปอย่างสิ้นเชิง (17/20)

Smoked Eel Chawanmushi | Bone Marrow | Ikura

Chawanmushi หรือไข่ตุ๋นที่เราคุ้นเคยกันโดยตัวไข่ตุ๋นจะมีความละมุนเคล้ากันไปกับกลิ่นของปลาไหลรมควัน เชฟเสิร์ฟมาคู่กันกับ Shellfish Emulsion และไข่ปลาแซลมอนช่วยสร้างมิติทางเนื้อสัมผัส นอกจากนี้ยังมีไขกระดูกวัวสร้างรสชาติที่เข้มข้น จากนั้นท็อปด้วยความฉุนของน้ำมันแตงกวา ต้นหอม และเชอวิล และความเปรี้ยวของแครอทดอง (15/20)

Grilled Stone Bass | Spiced Fish Emulsion | Braised Leeks

เนื้อปลาที่ถูกยัดไส้ด้วยมูสหอยเชลล์บริเวณใต้ผิวหนังเสิร์ฟมาคู่กันกับกระเทียมต้นตุ๋น จากนั้นราดด้วยซอส Emulsion ที่เตรียมมาจากเนยผสมกันกับน้ำกระดูกปลาและหญ้าฝรั่น ด้านล่างรองด้วยหอยแมลงภู่และหมึกกระดองช่วยเพิ่มมิติทางเนื้อสัมผัส ยังมีใบคะน้าใบหยักทอดกรอบ ข้าง ๆ กันคือเบบี้แครอทย่าง, เพียวเรมันฝรั่ง รวมไปถึงดอกและใบ Nasturtium (15/20)

Roasted Baby Chicken | Textures of Corn | Albufera Sauce

เชฟเตรียมไส้กรอก Boudin Blanc โดยผสมผสานเนื้อลูกวัวเข้ากันกับเนื้อหมูและเครื่องเทศเข้าไว้ด้วยกัน จากนั้นนำมายัดไส้เอาไว้ใต้หนังไก่ Baby Chicken แล้วนึ่งจนสุก หลังจากสุกได้ที่เชฟเลือกใช้วิธีการของชาวจีนกวางตุ้งโดยการราด Rice Wine Vinegar แล้วผึ่งไก่เอาไว้ 2 วันเพื่อให้เนื้อไก่มีความแห้งและเนื้อรัดตัวมากขึ้น (16/20)

Roasted Baby Chicken | Textures of Corn | Albufera Sauce

เชฟเสิร์ฟไก่มากับข้าวโพดในหลากหลายรูปแบบและเนื้อสัมผัส, ผัก Watercress, เห็ดชิทาเกะดอง, ฟัวกราส์ และลูกพรุนที่ผ่านการแช่ในน้ำชาเอิร์ลเกรย์แล้วนำมาเตรียมเป็นแยม ไฮไลท์คือซอส Albufera ที่ผสมผสานฟัวกราส์ ครีมสด คอนยัค และทรัฟเฟิลเข้าด้วยกัน (16/20)

Slow Roasted Lamb Saddle | Courgettes | Salsa Verde

เนื้อลูกแกะส่วน Saddle จากฟาร์มในประเทศนิวซีแลนด์ย่างแบบวันต่อวันจนได้ความสุกกำลังดี เชฟเสิร์ฟมากับส่วน Sweetbread หรือต่อมไร้ท่อของลูกแกะ นอกจากนี้ยังมีซูคินี่และเจลลี่มิ้นต์ รอบ ๆ คือซอส Salsa Verde สังเกตเห็นเป็นสีเขียวตามชื่อและ Puttenesca Insoired Lamb Jus หรือซอส Jus ลูกแกะเข้มข้นที่ใส่น้ำมันแองโชวี่ มะกอกดำ มะเขือเทศกงฟี มะเขือเทศสด ใบเคเปอร์ และรสชาติของมะขามเปียกลงไปด้วย (15/20)

48 Hours Braised Beef Short Rib | Roscoff Onion | Beef Tongue “Bourguignon” | Pomme Soufflé (ADD ON)

คอร์สนี้เชฟได้รับแรงบันดาลใจมาจากเมนูสุดคลาสสิคอย่าง Beef Bourgignon เชฟนำเนื้อลิ้นวัวไปผ่านการตุ๋นนานกว่า 48 ชั่วโมงจนนุ่ม จากนั้นเสิร์ฟมากับกะหล่ำปลีแดง, ซอสกะหล่ำปลีแดง, หัวหอม Roscoff, เห็ดกระดุมหรือ Champignon de Paris และเซเลอรี่ ในจานยังมีเนื้อวัว Grass Fed Vermont Farm Beef ส่วนซี่โครงจากประเทศออสเตรเลียเสิร์ฟมาด้วย ส่วนตัวซอสเชฟเตรียมมาแยกต่างหากโดยผสมผสานเพสต์มะเขือเทศ, ไวน์บอร์โดซ์ แบะแฮม Pata Negra เข้าด้วยกัน จากประเทศสเปนเพื่อให้มีรสชาติที่เข้มข้น ทั้งนี้เชฟยังตั้งใจไม่ใช้ซอสที่ขึ้นจากหม้อที่ใช้ตุ๋นเพื่อให้ได้รสชาติที่เหมาะสมที่สุด (17/20)

48 Hours Braised Beef Short Rib | Roscoff Onion | Beef Tongue “Bourguignon” | Pomme Soufflé (ADD ON)

นอกจากนี้ยังมี Pomme Soufflé จิ๋วที่เตรียมมาจากมันฝรั่งที่ผ่านการบ่มมานาน 2-3 อาทิตย์โดยลูกค้ายังสามารถขอเติมได้เรื่อย ๆ จนอิ่มได้อีกด้วย (17/20)

Consommé

หลังจากจบเมนคอร์สทางร้านจะนำเสนอ Consommé ที่ได้จากการนำเนื้อและกระดูกของสัตว์แต่ละประเภทไปต้มกับผัก 14 ชนิด, ไวน์แดง และบรั่นดี จากนั้นกรองจนใสขึ้นเพื่อให้มีรสชาติที่กลมกล่อม

วัตถุดิบของคอร์สอาหารหวาน

Peach Gin & Tonic

ล้างปากด้วยแยมลูกพีชโฮมเมดเสิร์ฟมาคู่กันกับโฟมบัตเตอร์มิลค์ ด้านบนท็อปด้วยซอร์เบท์ที่ผสมผสาน Tonic และลูกพีชเข้าด้วยกัน ด้านบนคือเจลลี่เหล้า Gin แผ่น Tuile กรอบเตรียมมาจากจูนิเปอร์ จากนั้นเชฟจะฉีดเหล้า Gin ลงไปรอบ ๆ จานเป็นอันพร้อมชิม (17/20)

Mia’s Cereal Bowl | Malted Milk Chocolate | Corn

ห้ามพลาดเมนู Signature Dessert ประจำร้านอย่าง Mia’s Cereal Bowl องค์ประกอบด้านล่างคือครีมไมโลและข้าวโพด ชั้นถัดมาคือซีเรียลโฮมเมดที่เตรียมมาจากข้าวโพดคั่ว นมแห้ง และช็อกโกแลตครัมเบิ้ล ด้านบนคือไอศกรีมข้าวโพดโฮมเมด จากนั้นเชฟทะเทราดนมสดที่ใส่อโรมาของคอร์นเฟล็กซ์ลงไปส่งอโรมาหอม ๆ ลอยมาแตะจมูกในทันที (17/20)

Borneo Vanilla Mousse | Roasted Berries | Black Truffle (ADD ON)

มูสวานิลลาจากเกาะบอร์เนียวประเทศอินโดนีเซียเสิร์ฟมากับครัมเบิ้ลกรอบ นอกจากนี้ยังมีข้าวบาร์เลย์ป๊อบช่วยเพิ่มมิติทางเนื้อสัมผัส ด้านบนคือทรัฟเฟิลขูดฝอย สุดท้ายคือไอศกรีมข้าวบาร์เลย์และทรัฟเฟิลคาราเมล (17/20)

ใครที่มาเฉลิมฉลองในโอกาสพิเศษทางร้านจะมอบเค้ก Chocolate Ganache ให้อีก 1 ชิ้น

Mignardises

ปิดท้ายด้วย Petit Fours ประกอบไปด้วย Raspberry and Rose Macaron, Brown Butter and Blueberry Financier with Burnt Honey Cream และ Coffee Caramel Chocolate Bonbon

Coffee or Tea

ในเซ็ตยังมีชาหรือกาแฟรวมไว้ให้เรียบร้อยแล้ว

🎗️ [THE FOOD] เชฟ Top และเชฟ Michelle ได้หยิบยกเมนูอาหารจากทั่วทั้งยุโรปมาตีความในรูปแบบของตัวเองโดยผสมผสานเทคนิคสมัยใหม่เข้ากับวัตถุดิบชั้นเลิศจนได้ออกมาเป็นอาหารยุโรปโมเดิร์นที่ผสมผสานกลิ่นอายของความเป็นเอเชียอยู่อย่างลงตัว ห้องอาหาร Mia นำเสนออาหารในรูปแบบ Tasting Menu โดยใช้ชื่อว่า Taste of Mia จัดเสิร์ฟมา 2 รูปแบบคือ 5 Courses และ 8 Courses นอกจากนี้ยังมีเซ็ตเมนู Vegan และ Vegetarian อีกด้วย อย่างไรก็ตามทางแอพพลิเคชั่น Hungry Hub ได้ร่วมมือกับห้องอาหารจัดทำ Hubgry Hub Exclusive Taste of Mia ขึ้นมาในราคาเพียง 6,900 THB NET (Link: https://bit.ly/3CbsN0t) ราคาอาหารหากมองผ่าน ๆ อาจดูค่อนข้างสูงแต่เมื่อเปิดรายการเมนูมาดูก็จะพบว่าเชฟทั้งสองคนเลือกใช้วัตถุดิบคุณภาพนำเข้ามาจากแหล่งทั่วทุกมุมโลก อีกหนึ่งไฮไลท์คือรายการ Wine Pairing ที่เชฟใช้วิธีการโหวตจากทีมงานในร้านจนได้ออกมาเป็นการจับคู่ไวน์ที่เข้ากันกับอาหารได้อย่างไร้ที่ติ

🎗️ [THE PLACE] ห้องอาหาร Mia มีลักษณะเป็นบ้านสีน้ำเงินที่ตั้งอยู่ในซอยสุขุมวิท 26 ลานจอดรถด้านหน้ามีขนาดกว้างขวางพอสำหรับลูกค้าทุก ๆ คน ทันทีที่เดินเข้าร้านจะพบกับพนักงานต้อนรับคอยตรวจสอบการจองและส่วนของห้องครัวที่มีกระจกใสกั้นเอาไว้ ข้าง ๆ กันเป็นพื้นที่บาร์ที่มีชื่อว่า Behind The Curtain สำหรับจัดเตรียมเครื่องดื่ม ส่วนห้องรับประทานอาหารหลักนั้นต้องเดินขึ้นบันไดมายังชั้นสอง

The Dark Room ตกแต่งด้วยวอลเปเปอร์และโซฟาสีน้ำเงินเข้มพร้อมกับกระจกใสรูปวงกลมแขวนประดับอยู่บนผนังสร้างบรรยากาศให้มีความหรูหราไม่ซ้ำใคร ห้ามพลาดที่จะลองเดินเข้าห้องน้ำที่ออกแบบให้มีลักษณะคล้ายประตูกลช่วยเรียกความฉงนและสร้างความประทับใจไปพร้อม ๆ กัน

🎗️ [THE CHEF] เจ้าของร้านคนแรกคือเชฟพงษ์ชาญ รัสเซลหรือที่เรารู้จักกันในชื่อของเชฟ Top ใช้ชีวิตในวัยเด็กอยู่ในจังหวัดภูเก็ตก่อนจะย้ายไปประเทศอังกฤษเมื่อมีอายุได้ 15 ปี เขาเริ่มต้นด้วยการรับงานเป็นพนักงานเสิร์ฟอาหารในโรงแรมท้องถิ่นจนเกิดแรงบันดาลใจเลือกเส้นทางสายอาชีพเชฟในที่สุด ต่อมาเชฟท็อปเดินทางมายังกรุง London เพื่อหาประสบการณ์โดยมีส่วนร่วมในทีมเปิดตัวห้องอาหาร Gauthier – Soho ของเชฟ Alexis Gauthier ต่อด้วยการร่วมงานกับเชฟชื่อดัง Jun Tanaka ที่ห้องอาหาร Pearl และห้องอาหาร Sketch (2 MICHELIN Stars ในขณะนั้น) ของเชฟ Pierre Gagnaire อีกด้วย สำหรับในประเทศไทยนั้นเชฟท็อปเคยเปิดห้องอาหาร Freebird ภายใต้คอนเซปอาหารออสเตรเลียร่วมสมัยการันตีด้วยการมีชื่อเข้าไปติดอยู่ในคู่มือ MICHELIN Guide กรุงเทพฉบับปี 2018 อีกด้วย อีกท่านหนึ่งคือเชฟผู้รังสรรค์อาหารหวานนามว่า Michelle Goh เธอเกิดและเติบโตขึ้นมาที่เมือง Kuching บนเกาะ Borneo ประเทศมาเลเซียก่อนจะเดินทางไปศึกษาต่อที่โรงเรียนการอาหาร Le Cordon Bleu Sydney ในประเทศออสเตรเลีย สำหรับประสบการณ์การทำงานของเธอนั้นเรียกได้ว่าไม่ธรรมดาเพราะเธอเคยร่วมงานกับ Anna Polyviou เชฟอาหารหวานชื่อดังแห่งแดนจิงโจ้ที่โรงแรม Shangri-La Sydney ตามมาด้วยห้องอาหาร Eleven Bridge by Neil Perry (ปัจจุบันปิดทำการไปแล้ว) ต่อมาเธอเดินทางมายังประเทศสิงคโปร์เพื่อร่วมงานกับห้องอาหาร Pollen ภายใต้การควบคุมของเชฟ Jason Atherton ก่อนจะย้ายมารับงานเป็น Pâtissier ให้กับห้องอาหาร Sühring (2 MICHELIN Stars) ในกรุงเทพบ้านเรานี่เอง

The Colour Room เป็นห้องที่ตกแต่งด้วยวอลเปเปอร์ลายดอกไม้ตัดกันกับเก้าอี้สีเหลืองแลดูแปลกตา

ห้อง The Floral Room ตรงกลางโดดเด่นด้วยสีชมพูสดใสเตรียมเอาไว้สำหรับต้อนรับลูกค้าในช่วงมื้อกลางวันเป็นหลัก

ภายในห้องอาหาร

ห้องเก็บไวน์

พื้นที่บาร์ที่มีชื่อว่า Behind The Curtain

🎗️ [WHY GO] Mia สามารถสร้างจุดยืนในการนำเสนออาหารยุโรปสไตล์โมเดิร์นผสมผสานกับการเลือกใช้รสชาติและวัตถุดิบจากฝั่งเอเชียได้อย่างน่าสนใจ บรรยากาศในร้านตกแต่งให้มีความหรูหราแต่ยังคงไว้ซึ่งความแคชวลไม่เป็นทางการมากจนเกินไป เราขอแนะนำ Tasting Menu ชุดใหญ่ควบคู่ไปกับการจับคู่ไวน์เพื่อให้เหล่านักชิมได้สัมผัสถึงประสบการณ์ที่หาใครเทียบเคียงได้ยากในประเทศไทย