หน้าแรก » 🇫🇷 Lalique – ลาลีค
Visit: May 23, 2024
🇫🇷 Lalique - ลาลีค
👨🏻🍳 Chef Jérôme Schilling - เชฟเจโฮล์ม ชีลลิง
Lieu-dit Peyraguey, Bommes, 33210, France
Tel: (+33) 5 24 22 80 11
Cuisine
🍴 Modern Cuisine - อาหารโมเดิร์น
Country
France
MICHELIN Guide
2 MICHELIN Stars
Score
18/20
Price
[INTRO] Château Lafaurie-Peyraguey เป็นไร่ไวน์ที่มีชื่อเสียงที่สุดแห่งหนึ่งใน Sauternes Terroir ของนคร Bordeaux ตัวไร่มีขนาดประมาณ 37 เฮกเตอร์และมีการปลูกองุ่นสายพันธุ์ Sémillon, Sauvignon Blanc และ Muscadelle โดยอาศัยหมอกในช่วงเช้าจากแม่น้ำ Ciron ที่ไหลโอบล้อม Sauternes Terroir ทำให้ Sweet Wine ที่นี่เกิดกระบวนการ Noble Rot จากเชื้อรา Botrytis cinerea จนมีรสชาติที่ซับซ้อนไม่เหมือนใคร
Price :
205-240 €
Parking :
จอดรถที่ Château Lafaurie-Peyraguey
Operating Time :
Thu-Mon 12.30-13.30, 19.30-21.00, Closed on Tue-Wed
Dress Code :
Smart Casual
Score
👍 สุดยอดห้องอาหารแห่ง Terroir of Sauternes ที่ผสานอาหารระดับสูงเข้ากันกับงานศิลป์ชั้นยอดได้อย่างน่าทึ่ง
อาหาร :
18
ราคา :
เทคนิค :
อัตลักษณ์ :
บรรยากาศ :
บริการ :
ไวน์ :
Map
📃 LE GRAIN NOBLE (4 Courses - 205 €, Complete Menu - 240 €)
Lalique – ลาลีค![]()
2 MICHELIN Stars – 2 ดาวมิชลิน![]()
![]()
![]()
17/20 Gault&Millau – 17/20 โก&มีโย
Passion Dessert – อาหารหวานโดดเด่นโดยเชฟมากฝีมือ
Modern Cuisine – อาหารโมเดิร์น
Chef Jérôme Schilling – เชฟเจโฮล์ม ชีลลิง
[INTRO] Château Lafaurie-Peyraguey เป็นไร่ไวน์ที่มีชื่อเสียงที่สุดแห่งหนึ่งใน Sauternes Terroir ของนคร Bordeaux ตัวไร่มีขนาดประมาณ 37 เฮกเตอร์และมีการปลูกองุ่นสายพันธุ์ Sémillon, Sauvignon Blanc และ Muscadelle โดยอาศัยหมอกในช่วงเช้าจากแม่น้ำ Ciron ที่ไหลโอบล้อม Sauternes Terroir ทำให้ Sweet Wine ที่นี่เกิดกระบวนการ Noble Rot หรือ Botrytis cinerea จนมีรสชาติที่ซับซ้อนไม่เหมือนใคร
Amuse-bouche
เริ่มต้นมื้ออาหารด้วย Amuse-bouche 3 รูปแบบ ชิ้นทางฝั่งซ้ายมือคือ Spider Crab หรือปูแมงมุมจับคู่กับรสชาติเปรี้ยวของเกรปฟรุตช่วยสร้างความสดชื่น ชิ้นที่สองคือ Beetroot จากพื้นที่ฝั่งตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศฝรั่งเศสจับคู่กับเลมอนรสเปรี้ยว สุดท้ายคือ Poultry หรือเนื้อไก่ที่ผ่านการแช่ในไวน์ Sauternes ของ Château Lafaurie-Peyraguey นาน 3 ชั่วโมงขนได้รสชาริที่หวานกลมกล่อมและเนื้อสัมผัสที่นุ่มละมุนจนแทบละลายในปาก ด้านบนท็อปด้วย Mayonnaise ที่เตรียมมาจากเซเลอรี่นั่นเอง (17/20)
Blanc manger of cauliflower, caviar and vodka sauce
สุดยอด Signature Dish ของเชฟคือกะหล่ำดอกเตรียมมาเป็น Blancmange เนื้อสัมผัสนุ่มละมุน ด้านในเป็นหอยนางรมที่สับมาเป็น Tartare ให้เนื้อสัมผัสที่กลืนกันไปกับกะหล่ำดอก ด้านบนท็อปด้วยคาเวียร์คุณภาพสูงจาก Maison Kaviari ในกรุง Paris สุดท้ายคือซอสรสชาติเข้มข้นที่ผสมผสาน Vodka Beluga และ Champagne เข้าไว้ด้วยกัน (19/20)
Interpretation of vintage 2011:
Langoustines kalamansi and pollen.
คอร์สนี้เชฟนำไวน์จาก Château Lafaurie-Peyraguey Vintage 2011 จับคู่กับกุ้งล็องกูสทีนเสิร์ฟมา 2 รูปแบบ (19/20)
Interpretation of vintage 2011:
Langoustines kalamansi and pollen.
เริ่มจากกุ้งล็องกูสทีนทอดจับคู่กับมันฝรั่ง Crushed Potato ท็อปด้านบนด้วย Pollen หรือเกสรดอกไม้ (19/20)
Interpretation of vintage 2011:
Langoustines kalamansi and pollen.
กุ้งล็องกูสทีนแล่เป็นชิ้นบาง ๆ ในสไตล์ Carpaccio ให้รสชาติที่หวานโดดเด่นจากธรรมชาติของเนื้อกุ้งจับคู่กับเจลลี่ที่เตรียมขึ้นมาจาก Langoustine Jus เข้มข้น จากนั้น Infused ด้วยองค์ประกอบของ Tagette สำหรัยความกรอบจะได้จากมันฝรั่ง นอกจากนี้ยังมีซิตรัส Kalamansi ซิตรัสญี่ปุ่น และครีมมะเดื่อฝรั่งช่วยสร้างมิติทางรสชาติเข้ากันกับซอสไวน์ได้อย่างไร้ที่ติ (19/20)
Bread and Butter
ทางร้านนำเสนอขนมปังจับคู่มากับเนยสองอย่าง ชิ้นแรกคือ Salted Butter เนยเค็มที่มีส่วนผสมของใบไวน์จนสร้างรสเปรี้ยวและอีกชิ้นคือ Smoked Sauternes Verjuice Butter
2023 harvest :
White thin asparagus, vadouvan and kumquat.
คอร์สนี้คือคือหน่อไม้ฝรั่งขนาดจิ๋วที่เชฟนำไปอบในขนมปังที่มีส่วนผสมของน้ำองุ่น (18/20)
2023 harvest :
White thin asparagus, vadouvan and kumquat.
ชิ้นหน่อไม้ฝรั่งนุ่มละมุนจนเกือบจะละลายในปาก ข้างกันคือซิตรัส Kumquat และเบอร์กามอท สุดท้ายคือซอส Hollandaise ที่มีเนื้อสัมผัสเบาคล้ายโฟม เชฟใส่อโรมาหอม ๆ ของ Vadouvan ซึ่งเป็นหนึ่งในเครื่องเทศยอดนิยมของประเทศฝรั่งเศสลงไปด้วย (18/20)
Grape seed:
Candied hake, bergamot and Elderflower
ปลา Hake จากเมือง Saint-Jean-de-Luz ใน French Basque Country ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศฝรั่งเศสติดกันกับพรมแดนประเทศสเปน องค์ประกอบด้านบนมาจากฝรั่งและพริกไทย Espalette เนื้อปลามีความนุ่มตัดกันกับความกรอบของถั่วลันเตา เชฟใส่อโรมาของน้ำมันเมล็ดองุ่นและองค์ประกอบของเบอร์กามอทลงมาด้วย ข้าง ๆ กันคือ Mashed Potato เนื้อเนียนละมุนและ Elderflower Vinaigrette ซึ่งเชฟใส่มาให้มีกลิ่นหอม (17/20)
Sauternes’s vine shoot:
Glazed Bazas beef, spinach with saté and summer truffle.
ในส่วนของของเมนคอร์สเชฟนำเสนอเนื้อวัวท้องถิ่นจากเมือง Bazas ห่างออกไปจากตัวร้านประมาณ 20 กิโลเมตรนำมารมด้วยควันของหน่อไวน์ Sauternes จนหอมเข้าเนื้อ (17/20)
Sauternes’s vine shoot:
Glazed Bazas beef, spinach with saté and summer truffle.
เนื้อวัวมีระดับความสุขที่พอดีและให้เนื้อสัมผัสที่ต้องเคี้ยวอยู่บ้าง เชฟราดด้วยซอส Beef Jus เข้มข้น ข้าง ๆ กันคือเห็ดมอเรลย่างให้เนื้อสัมผัสเคี้ยวหนึบ ผักปวยเล้งผัดกับสะเต๊ะให้รสชาติเค็มเบา ๆ และถั่วกรอบ ๆ รังสรรค์มิติทางเนื้อสัมผัสที่ลงตัว สุดท้ายคือซอส Okonomiyaki สไตล์ญี่ปุ่นที่เชฟใส่มาบาลานซ์รสชาติมีความหวานและไม่เค็มโดด (17/20)
Ciron Foam
ล้างปากด้วย Pre-dessert ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจาก Ciron ซึ่งเป็นแม่น้ำสายหลักของแถบ Sauternes เชฟเตรียมองค์ประกอบของไข่ขาวผสานด้วยรสเปรี้ยวของเลมอนครีม ยังมีอโรมาของทาร์รากอนและความฉุนของเบซิลซอร์เบท์อีกด้วย (17/20)
Awakening of the Sauternes
Sao Palmé chocolate, jasmine and white tea.
คอร์สนี้เชฟเลือกใช้วัตถุดิบหลักคือ Sao Palmé Chocolate ผสานเข้ากันกับความเปรี้ยวที่ได้จากน้ำ Verjuice หรือน้ำองุ่นที่ยังไม่สุกดี ตรงกลางคือช็อกโกแลตเค้กเนื้อนุ่ม ด้านบนท็อปด้วยช็อกโกแลตกานาซและแครกเกอร์ช็อกโกแลตกรอบ (19/20)
Awakening of the Sauternes
Sao Palmé chocolate, jasmine and white tea.
ในแก้วมีช็อกโกแลตที่มีอโรมาหอม ๆ ของมะลิ สุดท้ายคือช็อกโกแลตอุ่น ๆ สำหรับเทเติมลงในจานได้ตามใจชอบ (19/20)
Sauternes’s infusion:
Carrot flavours with Sauternes, white gold and tagete.
ของหวานอีกจานหนึ่งเชฟนำเสนอวัตถุดิบหลักคือแครอทที่จับคู่กับอโรมาเฉพาะตัวของ Sauternes องค์ประกอบด้านล่างคือชีสเค้กที่มีส่วนผสมของ Oabika ซึ่งเป็นส่วนตรงกลางของฝักโกโก้และได้รับการขนานนามว่าเป็น The White Gold ด้านบนคือซอร์เบท์แครอทช่วยเรียกความสดชื่น ยังมีเจลสีเหลืองที่มีความเปรี้ยวของเสาวรสและน้ำมันที่เตรียมมาจากแครอทเช่นกัน ข้างกันคือแผ่นแป้งกรอบที่ทำมาจากข้าวท็อปด้วย Pickled ที่เตรียมมาจากแครอทและ Tagete (หรือ Marigold) (18/20)
Mignardises
ปิดท้ายมื้ออาหารด้วยของหวานจิ๋ว 3 อย่างเริ่มต้นด้วย Acidity ที่มีตัวแทนคือเลมอนและครีมมัทฉะล้อมรอบด้วย Sauternes Tuile กรอบ ๆ ถัดมาคือ Wild Strawberry Tartelette ชิ้นสตรอว์เบอร์รี่ห่อล้อมด้วย Chery Blossom Vinegar Gel ชิ้นสุดท้ายคือ Dark Chocolate with Ginger
รายการเครื่องดื่มในมื้อนี้
ราคา 532 €
[THE CHEF] Jérôme Schilling เป็นเชฟมากประสบการณ์ผู้เกิดและเติบโตมาในแถบ Alsace ทางฝั่งตะวันออกของประเทศฝรั่งเศส เขาเริ่มงานครั้งแรกในร้านอาหารท้องถิ่นก่อนจะผันตัวไปเป็นลูกมือของเชฟ Hubert Maetz เพื่อเรียนรู้การทำงานในห้องอาหารระดับสูง หลังจากนั้นเขาได้ร่วมงานกับเชฟระดับตำนานอีกหลายท่านเช่น Joël Robuchon, Roger Vergé, Thierry Marx และ Guy Lassausaie หลังจากนั้นเขาได้รับการทาบทามให้มาร่วมงานกับเชฟ Jean Georges Klein ในการควบคุมห้องอาหาร Villa René Lalique และคว้ารางวัล ![]()
2 MICHELIN Stars มาครองได้สำเร็จ หลังจากผ่านไป 2 ปีเชฟ Jérôme Schilling จึงได้รับมอบหมายงานให้มาควบคุมห้องอาหาร Lalique ที่ Château Lafaurie-Peyraguey และคว้ารางวัล ![]()
2 MICHELIN Stars มาครองได้อีกครั้งนั่นเอง
[THE FOOD] Château Lafaurie-Peyraguey มีตำแหน่งตั้งอยู่ระหว่างผืนแผ่นดินและท้องทะเลทำให้เชฟ Jérôme Schilling สามารถหยิบยกวัตถุดิบจากหลากหลายภูมิภาคเช่น Brittany, Basque Country รวมไปถึงวัตถุดิบจากแถบแม่น้ำ Dordogne และแม่น้ำ Gers มาใช้ได้ตามใจชอบ เขายังผสมผสานองค์ประกอบต่าง ๆ ขององุ่นในไร่ไวน์ Château Lafaurie-Peyraguey รวมไปถึงไวน์แต่ละ Vintage จนได้ออกมาเป็นเมนูที่มีรสชาติและเทคนิคที่โดดเด่นไม่ซ้ำใคร ลูกค้าสามารถเลือกชิม Set Menu ได้ 2 รูปแบบคือเมนูปกติที่ใช้ชื่อว่า Le Grain Noble และเมนูแบบมังสวิรัติที่ใช้ชื่อว่า Le Terroir du Seuternais นำเสนอมาที่ราคา 4 Courses – 205 € และ Complete Menu – 240 € ตามลำดับ
รายการไวน์คัดสรรค์โดยคุณ Romain Iltis (Best Sommelier of France 2012 และรางวัล Meilleur Ouvrier de France 2015) และคุณ Adrien Cascio นำเสนอมาจากหลากหลายแหล่งที่ราคามาตรฐานเมื่อเทียบกับระดับของห้องอาหาร
[THE PLACE] Château Lafaurie-Peyraguey ก่อตั้งครั้งแรกในช่วงศตวรรษที่ 13 โดยมีเจ้าของเป็นผู้ปกครองเมือง Bommes นาย Sieur Raymond Peyraguey ได้ซื้อต่อกิจการไร่ไวน์ในปี 1618 และพัฒนาคุณภาพอย่างต่อเนื่องก่อนที่นาย Pierre Lafaurie จะเข้าควบคุมกิจการในปี 1796 พร้อมกับสร้างชื่อเสียงจนตัวไร่ได้รับการยอมรับในวงกว้างและได้รับการจัดระดับให้อยู่ในกลุ่ม Premier Cru (First Growth) ใน 1855 Sauternes Classification
ต่อมาช่วงศตวรรษที่ 18 ถึง 19 กิจการได้รับผลัดเปลี่ยนมือหลายครั้งก่อนที่ในปี 2014 คุณ Silvio Denz นักธุรกิจชาวสวิตเซอร์แลนด์เจ้าของแบรนด์ Lalique ตัดสินใจเข้าซื้อต่อกิจการไร่ไวน์และปรับปรุงพื้นที่ให้เป็นโรงแรมและห้องอาหารกูร์เม่ต์ดังที่เราเห็นกันในปัจจุบัน
ห้องรับประทานอาหารหลักกั้นด้วยกระจกใสสูงจากพื้นจรดเพดานก่อให้เกิดเป็นทัศนียภาพมุมกว้างของไร่ไวน์แบบแบบ 180 องศา
โต๊ะอาหารปูด้วยผ้าขาวและตกแต่งด้วยงาน Table Arts อันแสนปราณีตไม่ว่าจะเป็นคริสตัลรูปขวดไวน์ที่ใช้สำหรับจัดเสิร์ฟ Amuse-bouche แก้วไวน์ คาราฟ รวมไปถึงของประดับต่าง ๆ ในร้านล้วนทำขึ้นมาจาก Lalique Crystal ช่วยให้บรรยากาศตลอดมื้อตราตรึงอยู่ในความทรงจำของเหล่านักชิมทุกคนไม่รู้ลืม
ภาพของกระบวนการ Noble Rot
ภายในห้องอาหารกั้นด้วยกระจกใส
อีกฝั่งหนึ่งของห้องอาหาร
ห้องครัว
ภายในห้องอาหาร
ของประดับตกแต่งจาก Lalique
ทัศนียภาพของไร่ไวน์
ภายในตัวอาคาร
ภาพของห้องอาหาร Villa René Lalique
บริเวณห้องรับรอง
ห้องอาหาร
บริเวณไร่ไวน์
ตัวอาคาร
[WHY GO] Lalique เป็นสุดยอดห้องอาหารที่ร้อยเรียงองุ่นและไวน์ Sauternes ออกมาเป็น Tasting Menu ได้อย่างน่าสนใจ ราคาอาหารอาจดูค่อนข้างสูงแต่ก็แลกมาด้วยคุณภาพวัตถุดิบชั้นยอด ตัวอาคารที่ตั้งอยู่ใจกลางไร่ไวน์มีบรรยากาศที่สุดแสนโรแมนติคชนิดหาใครเทียบเคียงได้ยาก
สำหรับใครที่เดินผ่านไปมาแถบนคร Bordeaux ด้วยรถยนต์ส่วนตัวจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องแวะมาชิมให้ได้อย่างน้อย 1 ครั้งโดยเผื่อระยะเวลาในการจองล่วงหน้ามาสัก 1 อาทิตย์