หน้าแรก » 🇹🇭 Patt – แพท
Visit: March 15, 2025
🇹🇭 Patt - แพท
👨🏻🍳 Chef Arttasit Pattanasatienkul (Chef Big) - เชฟอรรถสิทธิ์ พัฒนเสถียรกุล (เชฟบิ๊ก)
ซอยเจริญราษฎร์ 7 แยก 7-6-1 แขวงบางโคล่ เขตบางคอแหลม กรุงเทพมหานคร 10120
Tel: 098-159-4662
Cuisine
🍴French Contemporary - อาหารฝรั่งเศสร่วมสมัย
Country
Thailand
MICHELIN Guide
None
Score
15/20
Price
[INTRO] หลังจากเข้าแข่งขันและคว้าแชมป์รายการ Top Chef Thailand Season 2 เชฟอรรถสิทธิ์ พัฒนเสถียรกุล หรือเชฟบิ๊กตัดสินใจครั้งสำคัญในชีวิตโดยการปิดร้าน ”อยากทำแต่ไม่อยากกิน“ เพื่อไล่ล่าความฝันและตั้งเป้าหมายสำคัญในการต่อยอดความสำเร็จของเขาออกไปอีกขั้นหนึ่ง
Price :
3,468-4,468 THB++
Parking :
จอดที่ร้าน
Operating Time :
มื้อกลางวันเสาร์-อาทิตย์ 12.00-14.00, มื้อค่ำ อังคาร-อาทิตย์ 18.00-22.00, ปิดวันจันทร์
Dress Code :
Smart Casual
Score
👍 ห้องอาหารที่นำเทคนิคร่วมสมัยมาผสมผสานกับรสชาติไทย-จีนได้อย่างน่าสนใจ
อาหาร :
15
ราคา :
เทคนิค :
อัตลักษณ์ :
บรรยากาศ :
บริการ :
ไวน์ :
Map
📃 PATT'S EXPERIENCE (4,468 THB++/8 COURSES)
Patt – แพท
French Contemporary – อาหารฝรั่งเศสร่วมสมัย
Chef Arttasit Pattanasatienkul (Chef Big) – เชฟอรรถสิทธิ์ พัฒนเสถียรกุล (เชฟบิ๊ก)
[INTRO] หลังจากเข้าแข่งขันและคว้าแชมป์รายการ Top Chef Thailand Season 2 เชฟอรรถสิทธิ์ พัฒนเสถียรกุล หรือเชฟบิ๊กตัดสินใจครั้งสำคัญในชีวิตโดยการปิดร้าน ”อยากทำแต่ไม่อยากกิน“ เพื่อไล่ล่าความฝันและตั้งเป้าหมายสำคัญในการต่อยอดความสำเร็จของเขาออกไปอีกขั้นหนึ่ง
AMUSE-BOUCHE
Carrot Tartelette เตรียมมาเป็นรูปเรือ ด้านในคือ Tartare ทำมาจากเนื้อปูให้ความหอมพอเหมาะ ด้านบนท็อปด้วยมูสที่ผสมผสานชีส Mascarpone และมัสตาร์ดเข้าไว้ด้วยกันตัดด้วยความกรอบของแคร์รอตทอดและแคร์รอตดอง (15/20)
AMUSE-BOUCHE
ถัดมาคือ Squid Ink Tartelette เตรียมมาจากดีหมึก ด้านในคือซอสมายองเนสโฮมเมดเตรียมมาจากไข่เยี่ยวม้าสีทองและชิ้นปลา Shima-aji จากนั้นท็อปด้านบนด้วย Kristal Caviar (15/20)
AMUSE-BOUCHE
ติ่มซำอย่างเผือกทอดที่เชฟบิ๊กทดลองทำซ้ำหลายครั้งจนได้เนื้อสัมผัสและความฟูกรอบที่หาใครเทียบเคียงได้ยาก จากนั้นท็อปด้วยครีมกระเทียมต้น ชิ้นหมึกย่างถ่าน พริกเหลืองดอง และ Oxalis (15/20)
STARTER
Beef Tartare | Pomelo | Chinese Mustard Oil | Sesame Leaf Sorbet | Sesame Tuile | Kristal Caviar
Tartare เนื้อวัวสับมาจนเนื้อสัมผัสเนียนละมุน ด้านล่างรองด้วยน้ำมันผักกาดเขียว ชั้นตรงกลางคือส้มโอสดและชัทนีย์ส้มโอ ซอร์เบท์ที่ให้ความเย็นสดชื่นผสานเข้ากันกับความอูมามิของ Kristal Caviar จากนั้นเพิ่มมิติความกรอบด้วยแผ่น Tuile งาขาววางลงไปด้านบน (15/20)
STARTER
Ostra Regal Gold Oyster | Cucumber Sorbet | Kombu | Fingerlime | Yuzu & Chilli Condiment | Crispy Shallot | Acacia & Caviar Emulsion
หอยนางรม Ostra Regal Gold Oyster จากประเทศฝรั่งเศสย่างจนเนื้อรัดตัวพอเหมาะเสิร์ฟมากับโฟมของหอยลายให้อโรมาของทะเล ข้าง ๆ คือซอร์เบท์แตงกวาที่ไม่มีกลิ่นเขียวจนเกินไปผสานเข้ากับความฉุนเบา ๆ ของหอมเจียว เชฟยังปรุงแต่งรสและกลิ่นด้วยยูซุและพริก ในจานมีความเปรี้ยวของมะนาวนิ้วมือ จากนั้นจบด้วยการราดซอสอีมัลชั่นที่มีความฉุนเบา ๆ ผสานเข้ากับความเค็มและกลิ่นของทะเลของ Kristal Caviar ลงไปในจาน (15/20)
ENTREE
Hotate Chawanmushi | Supreme Fish Maw | Dry Scallops | Kristal Caviar
จากนั้นพนักงานจะนำวัตถุดิบของคอร์สถัดไปมาแสดงให้เราดู (16/20)
ENTREE
Hotate Chawanmushi | Supreme Fish Maw | Dry Scallops | Kristal Caviar
เชฟบิ๊กนำเสนอ Signature Dish อย่างกระเพาะปลาเมี้ยนเกรดพรีเมี่ยมสังเกตได้จากความหนานุ่มและเต็มไปด้วยคอลลาเจนของกระเพาะปลาแต่ละชิ้นที่ใช้เสิร์ฟ เชฟนำไปตุ๋นกับกังป๋วยหรือหอยเชลล์แห้งและแฮมยูนนานของจีนจนให้เนื้อสัมผัสละมุน ด้านล่างรองด้วย Royale ที่ใช้เทคนิคการตุ๋นไข่กับน้ำสต็อกโดยมีองค์ประกอบของหอยเชลล์โฮตาเตะปั่นรวมกันลงไปด้วย ยังมีหอยหวาน หอยลาย และหมึกย่าง และความอุมามิของกังป๋วย จากนั้นท็อปด้วย Kaviari Kristal Caviar ใส่มาในปริมาณที่พอเหมาะ (16/20)
ENTREE
Monkfish “au meunière” | Crispy Crab Roe | Vegetable Noodles | Curry Carrot Puree | Fermented Cabbage Beurre Blanc
ปลา Monkfish ย่างกับเนยจนหอมในรูปแบบที่เรียกว่า Au Meunière จากนั้นราดด้วยซอส Beurre Blanc ที่มีรสเปรี้ยวนำของผักกาดดอง ข้าง ๆ กันคือแคร์รอตเพียวเรรสหวานผสานกับอโรมาของแกง ยังมี Vegetables ที่มีมิติความกรอบอันหลากหลายผสานเข้ากันกับไข่ปูกรอบมันได้อย่างลงตัว (15/20)
ENTREE
Binchotan Lobster Tail | Deep Fry Claw Balls | XO Sauce | Shitake Puree | Spinach | Bisque | Ginger Hollandaise
ส่วนหางของกุ้งล็อบสเตอร์ย่างบนถ่าน Binchotan จนได้ความสุกที่พอเหมาะ เชฟเสิร์ฟมากับก้ามกุ้งหวาน ๆ ส่วนหัวถูกนำไปเตรียมเป็น Lobster Bisque เสิร์ฟมาในรูปแบบของโฟมทำให้รสชาติไม่หนักจนเกินไป ข้าง ๆ คือลูกชิ้นทอดที่เตรียมมาจากข้อกุ้งให้ความเด้งที่ดีงามไร้ที่ติ เพียวเรเห็ดชิทาเกะและซอส XO ช่วยเสริมความเค็มและมันให้กับจาน จากนั้นพนักงานจะตีก Hollandaise ที่ใส่อโรมาของขิงเบา ๆ ลงไปช่วยเสริมอโรมาได้อย่างมีมิติ (15/20)
ENTREE
Mille Feuille of Truffle & Lotus Root & Foie Gras Pithivier | Truffle Hoisin Jus
Pithivier คือขนมอบแบบฝรั่งเศสที่มีลักษณะเป็นพายทรงกลม ชั้นนอกทำมาจากแป้งพัฟประกบกันสองชั้นโดยจะมีลวดลายแกะสลักบนผิวหน้า เมนูนี้ได้รับการตั้งชื่อตามเมือง Pithiviers ในแคว้น Centre-Val de Loire ของประเทศฝรั่งเศส (15/20)
ENTREE
Mille Feuille of Truffle & Lotus Root & Foie Gras Pithivier | Truffle Hoisin Jus
ด้านใน Pithivier ประกอบขึ้นจากมันหวาน-รากบัว-ทรัฟเฟิลวางสลับกัน 3 ชั้นที่ด้านล่าง ตรงกลางคือฟัวกราส์เนื้อเนียนละมุน ด้านบนคือรากบัววางสลับกันอีก 3 ชั้น จากนั้นที่โต๊ะพนักงานจะเทซอสรสชาติเข้มข้นที่ผสมผสานกลิ่นอายความเป็น Hoisin Sauce ของจีนและ Sauce Périgueux ของฝรั่งเศสออกมาได้อย่างลงตัว (15/20)
PRE-MAIN
Wood Pigeon | Leeks | Doubanjiang | Prik – Laab Spice
ส่วนอก, น่อง และสันในของนกพิราบนำเข้าจากประเทศฝรั่งเศสเสิร์ฟมากับโครเก็ตชุบงาขี้ม่อนที่บรรจุเครื่องในของนกพิราบ ข้าง ๆ คือครีมกระเทียมต้นและชิ้นกระเทียมต้นย่าง นอกจากนี้ยังมีซอส Jus เข้มข้นที่ผสมผสานพริกลาบให้ความจัดจานแบบไทย (15/20)
PRE-MAIN
อีกจานหนึ่งคือเนื้อแกะ Lumina Lamb ส่วน Saddle นำเข้าจากประเทศนิวซีแลนด์เสิร์ฟมาพร้อมกับ Purée มะเขือและชิ้นเนื้อสัน เชฟยังเตรียม Sweetbread หรือส่วนไร้ท่อที่มีความกรอบนอกนุ่มในมาให้ด้วย ข้าง ๆ กันคือ Purée กระเทียมดำและ Purée มะเขือ จากนั้นราดด้วยซอส Jus ที่มีอโรมาของมะแขว่นลงไปนั่นเอง (15/20)
PRE-MAIN
เนื้อวัวส่วน Striplion ระดับ A5 เสิร์ฟมาคู่กันกับชิ้นผักกาด ด้านล่างคือ Purée ผักโขมและถั่วสด ๆ จากเขาค้อที่ผ่านการย่างจนกรอบหวาน จากนั้นราดซอส Coriander Gremolata ลงไปตัดความเข้มข้นของซอส Beef Jus ที่มีอโรมาของตะไคร้ (14/20)
MAIN
Crab Roe Rice | Black Pepper | Nahmjim Seafood
มาถึง Main Course ที่เชฟบิ๊กได้รับแรงบันดาล Singaporean Claypot Rice และ Spanish Paella (16/20)
MAIN
Crab Roe Rice | Black Pepper | Nahmjim Seafood
เชฟนำข้าวหอมมะลิจากทุ่งกุลาร้องไห้จังหวัดร้อยเอ็ดไปคลุกเคล้ากับน้ำมันมะพร้าว, เครื่อง Sofrito สูตรพิเศษที่เตรียมมาจากน้ำสต๊อกปู Chorizo วางผักโอซุ่นลงไปแล้วนำไปอบในหม้อ Le Creuset พนักงานจะนำข้าวมาผัดในกระทะต่อข้าง ๆ โต๊ะเพื่อให้ข้าวมีความกรอบมากขึ้น (16/20)
MAIN
Crab Roe Rice | Black Pepper | Nahmjim Seafood
ส่วนโปรตีนหลักของคอร์สคือปูทะเลไข่จากจังหวัดสมุทรสาครที่ผ่านการแกะเปลือกก่อนจะสะดุ้งกับเกลือเล็กน้อยแล้วใส่กลับเข้าไปในหม้อข้าว ซอสสีเหลืองในจานคือ Hollandaise ที่ใส่อโรมาของพริกแกงและจิ๊กโฉ่ว ซอสสีดำคือ Beurre Blanc ที่ใส่อโรมาของพริกไทยดำเอาไว้ ข้าง ๆ กันคือน้ำจิ้มซีฟู้ดที่มีกลิ่นเฉพาะตัวของเต้าหู้ยี้มาช่วยบาลานซ์ตัดเลี่ยนนั่นเอง (16/20)
DESSERT
Brie de Meaux & Chinese Dates Souffle | Pineapple & Ginger Ice Gream
ของหวานจานแรกคือ Soufflé ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากน้อง Brie ลูกสาวของเชฟบิ๊ก เขานำเสนอ Soufflé ที่ผสมผสานความฉุนของชีส Brie de Meaux และเคิร์ดพุทราจีนเสิร์ฟมาในลูกสับปะรด (15/20)
DESSERT
Brie de Meaux & Chinese Dates Souffle | Pineapple & Ginger Ice Gream
จากนั้นตักลงจาน ข้าง ๆ กันคือไอศกรีมสับปะรด-ขิงซึ่งรองด้วยเจลลี่สับปะรดและสับปะรดเชื่อมอยู่ด้านล่าง ข้าง ๆ คือเจลสับปะรดและชิ้นของชีส Brie de Meaux ด้านบนคือแผ่น Tuile อัลมอนด์กรอบช่วยสร้างมิติทางเนื้อสัมผัส (15/20)
DESSERT
Pistachio Choux | Osmanthus Tea | Rose
Choux ถั่วพิสตาชิโอแป้งหนึบ ด้านในคือครีมชาหอมหมื่นลี้และเพสต์ถั่วพิสตาชิโอ้ ด้านบนคือครีมถั่วพิสตาชิโอ้และครีมกุหลาบหอม ๆ ตกแต่งด้วยช็อกโกแลต ข้าง ๆ คือไอศกรีมชาหอมหมื่นลี้ เจลกุหลาบ และเจลลี่ชาหอมหมื่นลี้จากนั้นจบด้วยการโรยกลีบกุหลายลงไปนั่นเอง (15/20)
DESSERT
ขนมหวานอีกจานที่เชฟบิ๊กทำมาให้ลองชิมเป็น Baba au Rhum ชุบด้วยเหล้า Phrayarum ของไทยและน้ำเชื่อมซิตรัสที่มีส่วนผสมของผิวส้มและผิวส้ม จากนั้นเสิร์ฟมากับ ครีมของMascarpone Cheese ช่วยเพิ่มความหอมมันจับคู่กับเจลเสาวรส ผลไม้ในจานประกอบไปด้วยมะยงชิด ส้มโอ และบลัดออร์เร้นจ์ ยังมีไอศกรีมส้มท็อปด้วยเจลลี่ว่านหางจระเข้ จากนั้นเชฟจะเทน้ำผลไม้ลงไปในจาน (15/20)
PETIT FOURS
ปิดท้ายด้วยขนมจิ๋ว 4 อย่างคือ Jasmine Macaron with Mandarin Jam, Smoked Canelé de Bordeaux, Choux with Persimmon Purée และ Cashew Cookie with Dark Chocolate Ganache
TEA
จับคู่ Petit Fours กับชาหรือกาแฟก็ยังได้
[THE CHEF] เชฟอรรถสิทธิ์ พัฒนเสถียรกุล หรือ เชฟบิ๊ก เริ่มต้นเส้นทางสายอาหารด้วยการบินไปศึกษาด้านการทำอาหารที่สถาบันชั้นนำระดับโลกในสวิตเซอร์แลนด์ ในช่วงฝึกงานเขาได้ร่วมงานกับ Domaine de Châteauvieux ซึ่งเป็นห้องอาหารระดับ 2 MICHELIN Stars (ในขณะนั้น) ของเชฟ Philippe Chevrier ที่นคร Geneva อยู่พักหนึ่ง เขายังตระเวนไปชิมฝีมือของเชฟระดับตำนานมากมายในยุโรปเพื่อเพิ่มความรู้และสร้างแรงบันดาลใจให้กับตัวเองอีกด้วย หลังจากกลับมายังประเทศไทยเขาเริ่มต้นทำธุรกิจร้านอาหารเล็ก ๆ กับเพื่อนก่อนจะเปิดห้องอาหาร ”อยากทำแต่ไม่อยากกิน“ ขึ้นบนชั้นสองของโรงพิมพ์ซึ่งเป็นธุรกิจหลักของครอบครัวนำเสนออาหารฝรั่งเศสคลาสสิคที่ปรับรสชาติให้เข้ากันกับลิ้นคนไทย ตัวร้านได้รับความนิยมอย่างมากส่งผลให้เชฟบิ๊กมีชื่อเสียงขึ้นมาทันทีก่อนที่เขาจะขยับขยายไปเปิดร้านสไตล์บิสโตรที่ชื่อว่า ”อยากย่าง“ นอกจากนี้เขายังเป็นผู้ชนะรายการแข่งขันทำอาหาร Top Chef Thailand 2023 อีกด้วย
[THE FOOD] ห้องอาหาร Patt นำเสนออาหารร่วมสมัยที่สะท้อนเอกลักษณ์ของเชฟบิ๊ก ด้วยเทคนิคการปรุงแบบฝรั่งเศสระดับสูงที่ถูกนำมาประยุกต์กับวัตถุดิบนานาชาติและรสชาติของอาหารไทย-จีนได้อย่างลงตัว ลูกค้าสามารถเลือกชิม Tasting Menu ได้ 2 รูปแบบคือ Best of Patt (3,468++) จำนวน 6 คอร์สที่หยิบยกเมนูแนะนำของทางร้านมารวมกันทำให้เหมาะอย่างมากสำหรับลูกค้าที่มาครั้งแรก ถัดมาคือ Patt’s Experience (4,468++) จำนวน 8 คอร์ส ที่จะคอยเปลี่ยนไปในทุก ๆ 3-4 อาทิตย์ ทั้งยังรวบรวมวัตถุดิบระดับพรีเมียมเช่นกระเพาะปลา, คาเวียร์, ปลา Monkfish, กุ้งล็อบสเตอร์ แบะปูไข่มาผสานเข้ากันกับความคิดสร้างสรรค์ของเชฟบิ๊ก นอกจากนี้ยังมีการจับคู่เครื่องดื่มอีกหลายรูปแบบทั้ง Alcohol และ Juice Pairing ตามจำนวนแก้วอีกด้วย
[THE PLACE] Patt ได้รับแรงบันดาลใจจาก 4 คำสำคัญ ได้แก่ ชื่อของโรงพิมพ์ พัฒนากราฟฟิคพริ้นท์, อักษรแรกของนามสกุลเชฟบิ๊ก, ชื่อเล่นของเขาสมัยเรียนทำอาหารต่างประเทศ และคำแรกของคำว่า “พัฒนา” ซึ่งสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของเชฟ ตัวร้านดัดแปลงมาจากพื้นที่รูฟท็อปของโรงพิมพ์ซึ่งเป็นกิจการของคุณพ่อและยังเป็นสถานที่เดียวกันกับห้องอาหาร ”อยากทำแต่ไม่อยากกิน“ เดิมอีกด้วย
อย่างไรก็ตามเขาได้ปรับปรุงข้อจำกัดของร้านเดิมไม่ว่าจะเป็นที่จอดรถและห้องรับรองลูกค้ารวมไปถึงการแบบภายในร้านใหม่ทั้งหมด บริเวณตรวจสอบการจองเผยให้เห็นอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่ใช้ในโรงพิมพ์อายุกว่า 40 ปีแห่งนี้ จากนั้นพนักงานจะพาลูกค้าขึ้นลิฟต์ไปชั้นบน ทันทีที่ประตูเปิดออกจะพบกับฉากกั้นเสาคอรินเทียนขนาดใหญ่ เบื้องหลังคือห้องรับประทานอาหารที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากโรงอุปรากรในยุโรป
ห้องส่วนตัว
ฝั่งหนึ่งเป็นบาร์สำหรับรับรองลูกค้าที่ต้องการเริ่มมื้ออาหารด้วยเครื่องดื่ม
อย่างไรก็ตามไฮไลท์ของร้านคือห้องครัวแบบเปิดขนาดใหญ่กินพื้นที่กว่ากึ่งหนึ่งโดยมีที่นั่งสไตล์ Chef’s Table สำหรับผู้ที่สนใจและอยากเกาะติดการเตรียมอาหารของเชฟในทุก ๆ ขั้นตอน
เพดานโค้งสูง 7 เมตรช่วยเพิ่มความโปร่งโล่ง หน้าต่างสี่เหลี่ยมบานใหญ่เผยให้แสงจากภายนอกส่องสว่างเข้ามาในช่วงเย็น เชฟบิ๊กใส่ใจรายละเอียดถึงขนาดใส่องค์ประกอบอย่างชั้นวางตัวเรียง Letterpress เข้ามาด้วย
เชฟบิ๊กยังเลือกใช้การตกแต่งด้วยโทนสีขาว-ดำช่วยทำให้บรรยากาศมีความหรูหรามากขึ้น
จุดตรวจสอบการจอง
[WHY GO] Patt เป็นหนึ่งในห้องอาหารเปิดใหม่ที่น่าสนใจ ทั้งยังเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของเชฟบิ๊กในการพัฒนาตัวเองและค้นหาความท้าทายใหม่ ๆ อย่างต่อเนื่อง พนักงานทุกคนให้บริการอย่างเป็นมิตรและทราบถึงรายละเอียดของอาหารพอสมควร รายการจับคู่ไวน์ถือว่าพัฒนาขึ้นมากกว่าครั้งก่อนที่เราเคยแวะมาชิม เพื่อน ๆ ที่สนใจจำเป็นต้องจองกันไปก่อนล่วงหน้ากันได้ที่ Line ID: @pattbangkok หรือโทร 098-159-4662 เนื่องจากเชฟบิ๊กตั้งใจรับลูกค้าในปริมาณจำกัดเพื่อให้ได้มาซึ่งคุณภาพและประสบการณ์ตลอดมื้อของลูกค้าทุกคนนั่นเอง