หน้าแรก » 🇮🇹 Il Pagliaccio – อิล ปาเกลียชโช่
Visit: October 28, 2022
🇮🇹 Il Pagliaccio - อิล ปาเกลียชโช่
👨🏻🍳 Chef Anthony Genovese - เชฟอ็องตอนี่ เจโนเวเซ่
Via dei Banchi Vecchi, 129/a, 00186 Roma RM, Italy
Tel: (+39) 06 68809 595
Cuisine
🍴 Creative, Innovative - อาหารเชิงสร้างสรรค์, อาหารเชิงนวัตกรรม
Country
Italy
MICHELIN Guide
2 MICHELIN Stars
Score
17.5/20
Price
[INTRO] บทความในวันนี้เราจะพาเพื่อน ๆ ไปพบกับห้องอาหารในกรุง Rome ที่สามารถรังสรรค์เมนูออกมาได้อย่างสร้างสรรค์โดยผสมผสานวัฒนธรรมและรสชาติของอาหารอิตาลีเข้ากันกับวัตถุดิบและอาหารจากฝั่งเอเชียออกมาได้อย่างลงตัว
[THE PLACE] Il Pagliaccio ตั้งอยู่บนตรอกเล็ก ๆ ที่มีชื่อว่า Via dei Banchi Vecchi โดยมีสถานที่ท่องเที่ยวที่อยู่ใกล้เคียงกันอย่างเช่น Piazza Novana, Pantheon, Castel Sant’Angelo รวมไปถึง Vatican City ภายในตกแต่งด้วยสีสันฉูดฉาดบ่งบอกถึงสไตล์ของห้องอาหารอิตาลีชั้นดี โต๊ะไม้เปลือยช่วยให้บรรยากาศดูเรียบง่ายและไม่เป็นทางการมากจนเกินไป กระจกบานใหญ่และกระจกเงาที่แขวนประดับผนังช่วยให้ภายในดูโปร่งไม่อึดอัดตา รูปวาดของตัวตลกที่แขวนประดับเอาไว้ช่วยบ่งบอกถึงความหายของชื่อร้านได้เป็นอย่างดีและด้วยขนาดเพียง 10 โต๊ะพ่วงกับห้องส่วนตัวทำให้ตัวร้านมักถูกจองเต็มล่วงหน้านานนับเดือนนั่นเอง
[THE CHEF] ถึงจะมีครอบครัวเป็นชาว Calabria แต่ Anthony Genovese กลับมีบ้านเกิดอยู่ในประเทศฝรั่งเศสและเติบโตขึ้นมาในพื้นที่แถบ Côte d’Azur นั้นทำให้ตัวเขามีความคุ้นเคยกับอาหารสไตล์ Mediterranean มาตั้งแต่อายุยังน้อย ต่อมาในปี 1985 เขาได้เข้ารับการศึกษาที่ L’Ecole Hôtelière de Nice จนกลายมาเป็นเชฟมืออาชีพและเดินทางไปหลากหลายประเทศทั่วโลกเก็บเกี่ยวประสบการณ์เริ่มต้นที่นครรัฐ Monaco ซึ่งตัวเขารับงานอยู่นาน 1 ปีต่อด้วยห้องอาหารระดับตำนานแห่งนคร Marseille อย่าง Le Petit Nice (3 MICHELIN Stars) ต่อมาเขาได้เดินทางมายังพื้นที่แถบ Tuscany เพื่อร่วมงานกับห้องอาหาร Enoteca Pinchiori (3 MICHELIN Stars) และย้ายไปเพื่อรับตำแหน่ง Head Chef ให้กับสาขาใหม่ของห้องอาหาร Enoteca Pinchiori ซึ่งตั้งอยู่ในย่าน Ginza ของกรุง Tokyo (ปัจจุบันปิดทำการไปแล้ว) กาลเวลาล่วงเลยมาจนกระทั่งปี 1994 เขาได้ย้ายมายังกรุง London เพื่อร่วมงานกับ Regent Palace Hotel และพบรักกับภรรยาคือคุณ Marion Lichtle ต่อมาในปี 1996 เชฟ Anthony Genovese เดินทางมาหาประสบการณ์ในนคร Penang ประเทศมาเลเซียอยู่นาน 1 ปี ก่อนจะเดินทางกลับมาประเทศอิตาลีเพื่อรับตำแหน่ง Head Chef ให้กับห้องอาหาร Rossellinis ซึ่งตั้งอยู่ในโรงแรมที่สวยที่สุดแห่งหนึ่งในย่านนั้นอย่าง Hotel Palazzo Sasso ในเมือง Ravello แคว้น Campania ทั้งยังสามารถคว้ารางวัล
1 MICHELIN Star มาครองได้สำเร็จอีกด้วย หลังจากสั่งสมประสบการณืได้มากพอเขาได้สานต่อความฝันโดยการเปิดห้องอาหารเป็นของตัวเองขึ้นในปี 2003 โดยใช้ชื่อว่า Il Pagliaccio ซึ่งแปลตรงตัวได้ว่าตัวตลก (The Clown) โดยมีที่มาจากบทละครโอเปร่าที่ประพันธ์โดย Ruggero Leoncavallo ตัวร้านได้กระแสตอบรับอย่างดีเยี่ยมจากทั้งนักท่องเที่ยวขาจรและคนท้องถิ่นจนสามารถคว้ารางวัล
1 MICHELIN Star มาครองได้ในปี 2006 ต่อด้วยรางวัล ![]()
2 MICHELIN Stars ในปี 2009 และรักษาดาวทั้งสองเอาไว้ได้ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน
[THE FOOD] ด้วยพื้นหลังอันตัวของเชฟ Anthony Genovese ที่เกิดในครอบครัวชาว Cantabria แต่เติบโตขึ้นมาในพื้นที่แถบ Côte d’Azur ทั้งยังเคยเดินทางมายังหลากหลายประเทศในทวีปเอเชียทำให้อาหารที่ Il Pagliaccio มีความหลากหลายทั้งในแง่เทคนิคและรสชาติแต่ก็แฝงไปด้วยเอกลักษณ์ที่โดดเด่นไม่ซ้ำใคร ลูกค้าสามารถเลือกชิมอาหารเฉพาะในรูปแบบ Set Menu เริ่มต้นด้วยเซ็ตมื้อกลางวันอย่าง Intermezzo (110 €) ถัดมาคือเซ็ตใหญ่อย่าง Tarrae (160 €/6 Dishes), Orme (180 €/8 Dishes) และ Ciacus (200€/10 Dishes) ทั้งหมดนำเสนอมาในรูปแบบ Surprise Menu โดยไม่มีการแจ้งรายการอาหารล่วงหน้า (ส่วนใครที่แพ้อาหารประเภทใดสามารถแจ้งกับทีมบริกรได้ล่วงหน้า) นอกจากนี้ตัวร้านยังนำเสนอไวน์คุณภาพสูงมาในราคาที่สมเหตุสมผลอีกด้วย สำหรับจานที่เตรียมออกมาได้อย่างโดดเด่นคือ
[WHY GO] Il Pagliaccio สามารถก้าวออกนอกกรอบแบบเดิม ๆ ทั้งยังผสมผสานวัตถุดิบและรสชาติจากฝั่งทวีปเอเชียให้เข้ากันกับอาหารอิตาลีชั้นสูงได้อย่างน่าทึ่ง ทีม Sommelier สามารถแนะนำไวน์ได้อย่างดีเยี่ยมโดยเฉพาะไวน์ขาวจากหมู่เกาะ Sicily อย่าง Grillo Siciliano และไวน์แดงจากตีนภูเขาไฟ Etna อย่าง Etna Rosso นำเสนอมาในราคาที่สมเหตุสมผล ราคาอาหารถือว่าค่อนข้างสูงตามมาตรฐานร้านอาหารชั้นดีในกรุง Rome แต่ก็คุ้มค่าเมื่อเทียบกับจำนวนคอร์ส ทั้งพนักงานยังบริการดีและเป็นมิตรสมกับรางวัล 2022 MICHELIN Italy Service Award อีกด้วย
Price :
110-200 €
Parking :
จอดรถนอกเขต ZTL ได้ที่ Parking Piazza Cavour และเดินเท้าผ่าน Ponte Sant'Angelo มาอีก 1 กิโลเมตร
Operating Time :
Lunch 12.30-14.00 (Thu-Sat), Dinner 19.30-22.00 (Tue- Sat), Closed on Sun-Mon
Dress Code :
Smart Casual
Score
👍 ร้านอาหารสุดสร้างสรรค์ที่ผสมผสานอาหารเอเชียเข้ากับอาหารอิตาลีได้อย่างไร้ที่ติ
อาหาร :
17.5
ราคา :
เทคนิค :
อัตลักษณ์ :
บรรยากาศ :
บริการ :
ไวน์ :
Map
📃 CIRCUS (200 €)
Mushi
Chef’s garden
Pumpkin and Kefir
Flight to the sea – Pigeon and anchovies
“Colors” poppy, hemp, morels
“Finanziera” ravioli
Monkfish, sea snails
Broccoli teriyaki, anise
Robiola cheese snack
Lemongrass flan
Chocolate & coffee break
Il Pagliaccio – อิล ปาเกลียชโช่
![]()
2 MICHELIN Stars – 2 ดาวมิชลิน
Creative, Innovative – อาหารเชิงสร้างสรรค์, อาหารเชิงนวัตกรรม
Chef Anthony Genovese – เชฟอ็องตอนี่ เจโนเวเซ่
Amuse-bouche
เริ่มต้นมื้อด้วยผ้าเช็ดมือดสีดำสนิทเสิร์ฟมาพร้อมกับ Black Cabbage Jam มีลักษณะเป็นแยมนุ่ม ๆ รสเปรี้ยวรองอยู่ด้านล่าง เลเยอร์ชั้นกลางคือ Polenta ให้เนื้อสัมผัสที่นุ่มแต่ยังคงความสากลิ้นในแบบข้าวโพด ส่วนด้านบนคือ Tea Jelly หนึบ ๆ ที่มีกลิ่นหอมอันโดดเด่นของน้ำชารมควันเชื่อมทุกเนื้อสัมผัสเข้าด้วยกัน (16/20)
Mushi
คอร์สแรกอย่างเป็นทางการคือ Chawanmushi หรือไข่ตุ๋นแบบญี่ปุ่นที่เชฟปรับรูปแบบการเสิร์ฟใหม่โดยการใส่ Salmon Broth หรือน้ำซุปแซลมอนลงไปให้กลิ่นเฉพาะตัวเข้ากันกับไข่ตุ๋นได้อย่างไร้ที่ติ เลเยอร์สีขาวชั้นบนคือครีมมันฝรั่งที่มีส่วนผสมของเหล้าก่อนจะท็อปด้วย Teriyaki Salmon ที่เชฟแล่มาเป็นชิ้นบาง ๆ เพิ่มมิติทางเนื้อสัมผัสด้วยความกรอบของไข่ปลาแซลมอนและชิ้นบีทรูท (18/20)
Chef’s garden
ถัดมาคือคอร์สที่เชฟให้ชื่อว่า Autumn Chef’s Garden ประกอบไปด้วยคอร์สย่อยถึง 6 อย่าง (19/20)
Chef’s garden
เริ่มจากถ้วยสีแดงคือ Infused Pomegranate หรือน้ำทับทิมที่เชฟ Infused กลิ่นและรสชาติของสมุนไพรลงไปทั้งยังให้รสชาติเปรี้ยวช่วยเปิดต่อมรับรสและเรียกความสดชื่นได้เป็นอย่างดี (19/20)
Chef’s garden
ตามมาด้วย Tartlette ภายในบรรจุครีมที่เตรียมมาจากยีสต์และขนมปังโดยมีรสชาติหวานจากผงเกาลัด ด้านบนท็อปด้วยผงโกโก้และผงยีสต์ให้รสชาติที่แปลกใหม่ไม่ซ้ำใคร (19/20)
Chef’s garden
ยังมีแผ่น Chip กรอบละลายในปากโดยเชฟเตรียมมาจากแก่นตะวัน ตรงกลางคือครีมแก่นตะวันและผงถั่วฮาเซลนัทให้รสชาติหวานละมุน (19/20)
Chef’s garden
ต่อกันด้วย Almond Biscuit ขนาดจิ๋วที่มีรสชาติหวานของชัทนีย์หัวหอมแล้วท็อปด้านบนด้วย Liqourice Jelly (19/20)
Chef’s garden
ส่วนคอร์สย่อยที่เตรียมออกมาได้ดีมาก ๆ คือ Taco ขนาดจิ๋วที่มีกลิ่นเฉพาะตัวของแครอทเสริมด้วยกลิ่นของ Oyster Leaf ซึ่งเป็นพืชที่เจริญเติบโตบนบกแต่ให้กลิ่นของหอยนางรมตามชื่อได้อย่างไม่ผิดเพี้ยนโดยความครีมมี่ของ Fermented Kiwi Cream ตรงกลางช่วยเชื่อมเนื้อสัมผัสเข้าด้วยกัน (19/20)
Chef’s garden
สุดท้ายคือ Crunchy Milk Waffle กรอบ ๆ ท็อปด้วย White Chocolate Cream หอมมันและ Maturated Fennel ที่เชฟนำไปบ่มในหญ้าฝรั่นจนหอมนั่นเอง (19/20)
Homemade Bread
จากนั้นพนักงานจะจัดเสิร์ฟขนมปัง Buckwheat มาคู่กับขนมปังที่มีกลิ่นหอมของ Majoram และ Peperone Crusco ซึ่งเป็นพริกหวานที่มีกลิ่นหอมเฉพาะตัวจากทางตอนใต้ของประเทศอิตาลี
Olio Extravergine di Oliva
ขนมปังจัดเสิร์ฟมาคู่กันกับน้ำมันมะกอก EVO จากพื้นที่แถบ Calabria ทางตอนใต้ของประเทศอิตาลี
Pumpkin and Kefir
Butternut Squash หรือฟักทองน้ำเต้าที่ฝานมาเป็นชิ้นบาง ๆ จับคู่กับ Black Garlic Cream และ Dashi สไตล์ญี่ปุ่นให้รสชาติอกเปรี้ยว ด้านบนเชฟเติมด้วยความกรอบของ Pickled Pumpkin Seed (17/20)
Pumpkin and Kefir
ข้างกันคือ Kaffir Ice Cream หรือไอศกรีมเตรียมมาจากใบมะกรูดหอม ๆ และ Dried Coconut หรือมะพร้าวแห้งกรอบ ๆ นั่นเอง (17/20)
Flight to the sea – Pigeon and anchovies
เมนูที่ดีที่สุดในค่ำคืนนี้คือคอร์สที่เชฟใช้ชื่อว่า Flight to The Sea ซึ่งเป็นการพบเจอกันของวัตถุดิบ 2 ชนิดภายใต้คอนเซป Land and Sea อย่างนกพิราบและแองโชวี่นั่นเอง (19/20)
Flight to the sea – Pigeon and anchovies
องค์ประกอบแรกคือเนื้อนกพิราบท้องถิ่นของประเทศอิตาลีเตรียมมาในรูปแบบของ Carpaccio ที่ผ่านการหมักในเกลือจนได้เนื้อสัมผัสเคี้ยวหนึบแต่ไม่เหนียว ด้านบนชิ้นเนื้อนกมี Crunchy Pigeon ช่วยเพิ่มความกรอบรวมไปถึง Anchovy จากท้องทะเล Calabrian ช่วยเสริมรสชาติเค็มให้มีมิติมากยิ่งขึ้น จากนั้นราดด้วย Dashi Vinaigrette สีเหลืองรสเปรี้ยว องค์ประกอบด้านบนของจานคือ Blueberry Jelly รสเปรี้ยว อีกฝั่งหนึ่งคือ Pigeon Liver Pâté ครีมมี่หอมมัน (19/20)
Flight to the sea – Pigeon and anchovies
ข้างกันในถ้วยคือ Pigeon Broth อุ่น ๆ นั่นเอง (19/20)
Flight to the sea – Pigeon and anchovies
ส่วนองค์ประกอบสุดท้ายคือ Anchovy Cracker กรอบ ๆ เค็ม ๆ หยิบเข้าปากเพลิน ๆ ไม่นานก็หมด (19/20)
“Colors” poppy, hemp, morels
สำหรับพาสต้าเชฟนำเสนอ Fettuccine เส้นแบนที่รังสรรค์ขึ้นมาจากแป้ง 2 ชนิดคือแป้งที่ทำมาจาก Hemp Flower หรือดอกกัญชงและ Poppy Cream หรือครีมจากดอกป๊อบปี้ ด้านบนคือเมล็ดป๊อปปี้กรอบ ๆ เชฟเพิ่มมิติทางเนื้อสัมผัสด้วยการใส่ Black Chinese Mushroom หรือเห็ดหูหนูและเห็ด Morels ที่หมักใน Vermouth ให้กลิ่นหอมเฉพาะตัวเข้ากันกับกลิ่นของกระเทียมดำได้อย่างลงตัว (18/20)
“Finanziera” ravioli
Ravioli หรือพาสต้าทรงเกี๊ยวที่เชฟเตรียมมาจาก Tumminia Flour หรือแป้งธัญพืชที่มีต้นกำเนิดมาจากพื้นที่แถบ Sicily ทางตอนใต้ของประเทศอิตาลี ด้านในสอดไส้ Chicken Ragout ที่เตรียมมาจากเครื่องในไก่ให้รสชาติและกลิ่นเฉพาะตัวแต่กลับไร้ซึ่งกลิ่นคาว ด้านนอกคือ Chicken Jus รสชาติคล้ายซุปไก่เข้มข้นและรสชาติของเหล้า Bitters อ่อน ๆ ยังมี Crunchy Chicken และชิ้น Radish ช่วยเพิ่มมิติความกรอบให้มีหลากหลายเนื้อสัมผัสอีกด้วย (17/20)
Monkfish, sea snails
สำหรับเมนคอร์สเชฟนำเสนอปลา Monkfish ที่ใส่ Vanilla Oil ลงไปในกระทะขณะปรุงจนได้กลิ่นหอมและเนื้อสัมผัสนุ่มหนึบ ข้างกันคือ Murex หรือชิ้นหอยสังข์ทะเลเคี้ยวหนึบ ยังมี Tapioca นุ่มหนึบที่เชฟใส่รสชาติเปรี้ยวของมะนาวลงไปเพื่อช่วยเบรคความคาีมมี่ ส่วนซอสสีขาวรอบ ๆ คือ Mozzarella Broth ให้ความครีมมี่และกลิ่นหอมคล้ายนมตัดด้วยความฉุนของ Verbena Oil ที่หยดมาพอประมาณนั่นเอง (18/20)
Broccoli teriyaki, anise
Roasted Broccoli หรือบล็อคโคลี่ย่างจับคู่มากับซอส Teriyaki จนได้กลิ่นหอมจากการรมควันเข้าเนื้อ ด้านบนท็อปด้วยชิ้นส้มโอและเสาวรส ทั้งนี้ยังมีซอสสองชนิดที่เตรียมมาจากสาหร่าย Kombu รสชาติเปรี้ยวอุมามิและซอสเสาวรสรสเปรี้ยวโดดอีกด้วย (17/20)
Broccoli teriyaki, anise
บล็อคโคลี่เสิร์ฟมาคู่กันกับ Potato Bread (17/20)
Robiola cheese snack
ของหวานจานแรกเชฟปรับรูปแบบการเสิร์ฟ Robiola Cheese เสียใหม่โดยการเสิร์ฟมาเป็น Quenelle จับคู่กันกับถั่ว Lentil, มะพร้าว และน้ำผลไม้จำพวกซิตรัสต่าง ๆ ด้านบนคือ Candied Kumquat รสเปรี้ยวและ Vanilla Waffle กรอบ หอม ละลายในปาก (16/20)
Lemongrass flan
ถัดมาคือ Flan ที่มีอโรมาหอม ๆ ของตะไคร้ตัดด้วยรสเปรี้ยวของ Pomegranate Sugar หรือทับทิมโดยมี Tonka Bean Waffle กรอบหวานช่วยเสริมมิติทางเนื้อสัมผัส (17/20)
Chocolate & coffee break
ปิดท้ายด้วยของหวานที่เชฟตั้งใจทำเลียนแบบอาหารมื้อเช้า (17/20)
Chocolate & coffee break
เริ่มต้นด้วย Dark Chocolate Mousse ที่มีความเค็มจากเกลือรองอยู่ด้านล่าง ด้านบนคือแผ่นกรอบรสชาติเข้มข้นทำมาจากช็อกโกแลตอีกเช่นกัน ซอสใสรอบ ๆ มีกลิ่นหอมของ Matcha แบะเหล้า Rum เข้ากันกับช็อกโกแลตได้ดีมาก ๆ (17/20)
Chocolate & coffee break
ต่อด้วยไอศกรีม Coffee Sorbet (17/20)
Chocolate & coffee break
Cinnamon Roll ที่มีแป้งพัฟแพสทรี่ฟูกรอบ (17/20)
Mignardises
ปิดท้ายด้วย Mignardises คนละ 5 อย่าง
ราคา 776 € รวมไวน์สำหรับ 3 คน
[INTRO] บทความในวันนี้เราจะพาเพื่อน ๆ ไปพบกับห้องอาหารในกรุง Rome ที่สามารถรังสรรค์เมนูออกมาได้อย่างสร้างสรรค์โดยผสมผสานวัฒนธรรมและรสชาติของอาหารอิตาลีเข้ากันกับวัตถุดิบและอาหารจากฝั่งเอเชียออกมาได้อย่างลงตัว
[THE PLACE] Il Pagliaccio ตั้งอยู่บนตรอกเล็ก ๆ ที่มีชื่อว่า Via dei Banchi Vecchi โดยมีสถานที่ท่องเที่ยวที่อยู่ใกล้เคียงกันอย่างเช่น Piazza Novana, Pantheon, Castel Sant’Angelo รวมไปถึง Vatican City
ภายในตกแต่งด้วยสีสันฉูดฉาดบ่งบอกถึงสไตล์ของห้องอาหารอิตาลีชั้นดี โต๊ะไม้เปลือยช่วยให้บรรยากาศดูเรียบง่ายและไม่เป็นทางการมากจนเกินไป
กระจกบานใหญ่และกระจกเงาที่แขวนประดับผนังช่วยให้ภายในดูโปร่งไม่อึดอัดตา รูปวาดของตัวตลกที่แขวนประดับเอาไว้ช่วยบ่งบอกถึงความหายของชื่อร้านได้เป็นอย่างดี
[THE CHEF] ถึงจะมีครอบครัวเป็นชาว Calabria แต่ Anthony Genovese กลับมีบ้านเกิดอยู่ในประเทศฝรั่งเศสและเติบโตขึ้นมาในพื้นที่แถบ Côte d’Azur นั้นทำให้ตัวเขามีความคุ้นเคยกับอาหารสไตล์ Mediterranean มาตั้งแต่อายุยังน้อย ต่อมาในปี 1985 เขาได้เข้ารับการศึกษาที่ L’Ecole Hôtelière de Nice จนกลายมาเป็นเชฟมืออาชีพและเดินทางไปหลากหลายประเทศทั่วโลกเก็บเกี่ยวประสบการณ์เริ่มต้นที่นครรัฐ Monaco ซึ่งตัวเขารับงานอยู่นาน 1 ปีต่อด้วยห้องอาหารระดับตำนานแห่งนคร Marseille อย่าง Le Petit Nice (3 MICHELIN Stars) ต่อมาเขาได้เดินทางมายังพื้นที่แถบ Tuscany เพื่อร่วมงานกับห้องอาหาร Enoteca Pinchiori (3 MICHELIN Stars) และย้ายไปเพื่อรับตำแหน่ง Head Chef ให้กับสาขาใหม่ของห้องอาหาร Enoteca Pinchiori ซึ่งตั้งอยู่ในย่าน Ginza ของกรุง Tokyo (ปัจจุบันปิดทำการไปแล้ว) กาลเวลาล่วงเลยมาจนกระทั่งปี 1994 เขาได้ย้ายมายังกรุง London เพื่อร่วมงานกับ Regent Palace Hotel และพบรักกับภรรยาคือคุณ Marion Lichtle ต่อมาในปี 1996 เชฟ Anthony Genovese เดินทางมาหาประสบการณ์ในนคร Penang ประเทศมาเลเซียอยู่นาน 1 ปี ก่อนจะเดินทางกลับมาประเทศอิตาลีเพื่อรับตำแหน่ง Head Chef ให้กับห้องอาหาร Rossellinis ซึ่งตั้งอยู่ในโรงแรมที่สวยที่สุดแห่งหนึ่งในย่านนั้นอย่าง Hotel Palazzo Sasso ในเมือง Ravello แคว้น Campania ทั้งยังสามารถคว้ารางวัล
1 MICHELIN Star มาครองได้สำเร็จอีกด้วย หลังจากสั่งสมประสบการณืได้มากพอเขาได้สานต่อความฝันโดยการเปิดห้องอาหารเป็นของตัวเองขึ้นในปี 2003 โดยใช้ชื่อว่า Il Pagliaccio ซึ่งแปลตรงตัวได้ว่าตัวตลก (The Clown) โดยมีที่มาจากบทละครโอเปร่าที่ประพันธ์โดย Ruggero Leoncavallo ตัวร้านได้กระแสตอบรับอย่างดีเยี่ยมจากทั้งนักท่องเที่ยวขาจรและคนท้องถิ่นจนสามารถคว้ารางวัล
1 MICHELIN Star มาครองได้ในปี 2006 ต่อด้วยรางวัล ![]()
2 MICHELIN Stars ในปี 2009 และรักษาดาวทั้งสองเอาไว้ได้ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน
[THE FOOD] ด้วยพื้นหลังอันตัวของเชฟ Anthony Genovese ที่เกิดในครอบครัวชาว Cantabria แต่เติบโตขึ้นมาในพื้นที่แถบ Côte d’Azur ทั้งยังเคยเดินทางมายังหลากหลายประเทศในทวีปเอเชียทำให้อาหารที่ Il Pagliaccio มีความหลากหลายทั้งในแง่เทคนิคและรสชาติแต่ก็แฝงไปด้วยเอกลักษณ์ที่โดดเด่นไม่ซ้ำใคร ลูกค้าสามารถเลือกชิมอาหารเฉพาะในรูปแบบ Set Menu เริ่มต้นด้วยเซ็ตมื้อกลางวันอย่าง Intermezzo (110 €) ถัดมาคือเซ็ตใหญ่อย่าง Tarrae (160 €/6 Dishes), Orme (180 €/8 Dishes) และ Ciacus (200€/10 Dishes) ทั้งหมดนำเสนอมาในรูปแบบ Surprise Menu โดยไม่มีการแจ้งรายการอาหารล่วงหน้า (ส่วนใครที่แพ้อาหารประเภทใดสามารถแจ้งกับทีมบริกรได้ล่วงหน้า) นอกจากนี้ตัวร้านยังนำเสนอไวน์คุณภาพสูงมาในราคาที่สมเหตุสมผลอีกด้วย
ด้วยขนาดเพียง 10 โต๊ะพ่วงกับห้องส่วนตัวทำให้ตัวร้านมักถูกจองเต็มล่วงหน้านานนับเดือนนั่นเอง
พนักงานยังบริการดีและเป็นมิตรสมกับรางวัล 2022 MICHELIN Italy Service Award อีกด้วย
[WHY GO] Il Pagliaccio สามารถก้าวออกนอกกรอบแบบเดิม ๆ ทั้งยังผสมผสานวัตถุดิบและรสชาติจากฝั่งทวีปเอเชียให้เข้ากันกับอาหารอิตาลีชั้นสูงได้อย่างน่าทึ่ง ทีม Sommelier สามารถแนะนำไวน์ได้อย่างดีเยี่ยมโดยเฉพาะไวน์ขาวจากหมู่เกาะ Sicily อย่าง Grillo Siciliano และไวน์แดงจากตีนภูเขาไฟ Etna อย่าง Etna Rosso นำเสนอมาในราคาที่สมเหตุสมผล
ราคาอาหารถือว่าค่อนข้างสูงตามมาตรฐานร้านอาหารชั้นดีในกรุง Rome แต่ก็คุ้มค่าเมื่อเทียบกับจำนวนคอร์ส