หน้าแรก » 🇫🇷 La Table de Pavie – ลา ตาเบล เดอ ปาวี
Visit: May 24, 2024
🇫🇷 La Table de Pavie - ลา ตาเบล เดอ ปาวี
👨🏻🍳 Chef Yannick Alléno - เชฟยานนิก อัลเลโน
5 place du Clocher, Saint-Emilion, 33330, France
Tel: (+33) 5 57 55 07 55
Cuisine
🍴 Creative - อาหารเชิงสร้างสรรค์
Country
France
MICHELIN Guide
2 MICHELIN Stars
Score
17.5/20
Price
[INTRO] บทความในวันนี้เราจะพาเพื่อน ๆ ไปพบกับห้องอาหารในนคร Saint-Émilion ของหนึ่งในเชฟผู้ทรงอิทธิพลมากที่สุดในวงการอาหารโมเดิร์นของประเทศฝรั่งเศสปัจจุบันอย่างเชฟ Yannick Alléno
Price :
160-285 €
Parking :
จอดตามที่จอดนอกเมือง
Operating Time :
Lunch Tue, Fri and Sat 12.00-13.00; Dinner Tue-Sat 19.30-21.00; Closed on Sun-Mon
Dress Code :
Smart Casual
Score
👍 ห้องอาหารเชิงสร้างสรรค์ที่แฝงอัตลักษณ์และตัวตนของเชฟ Yannick Alléno ลงมาในอาหาร Boedeaux ได้อย่างน่าประทับใจ
อาหาร :
17.5
ราคา :
เทคนิค :
อัตลักษณ์ :
บรรยากาศ :
บริการ :
ไวน์ :
Map
📃 ARÔMES DE PAVIE (215 €)
La Table de Pavie – ลา ตาเบล เดอ ปาวี![]()
2 MICHELIN Stars – 2 ดาวมิชลิน![]()
![]()
![]()
17.5/20 Gault&Millau – 17.5/20 โก&มีโย
Creative – อาหารเชิงสร้างสรรค์
Chef Yannick Alléno – เชฟยานนิก อัลเลโน
[INTRO] บทความในวันนี้เราจะพาเพื่อนเพื่อนไปพบกับห้องอาหารในนคร Saint-Émilion ของหนึ่งในเชฟผู้ทรงอิทธิพลมากที่สุดในวงการอาหารโมเดิร์นของประเทศฝรั่งเศสปัจจุบัน
Amuse-bouche
เริ่มต้น Amuse-bouche คำแรกของวันคือ Taco กรอบตรงกลางคือ Lovage Sabayon และผงเลมอน (17/20)
Amuse-bouche
อีกชิ้นหนึ่งคือ Buckwheat Tart ตรงกลางเป็นองค์ประกอบของเซเลอรี่จับคู่กับ Mayonnaise de Foie Gras เนื้อเนียนละมุน จากนั้นท็อปด้วยองค์ประกอบของเห็ดจับคู่กับอโรมาของแกง (17/20)
« A la Bordelaise » virtual snail
Virtual Snail เป็นเมนูที่ไม่มีหอยทากให้เห็นเป็นชิ้นแต่เชฟกลับสามารถนำเสนอจานนี้ออกมาโดยมีอัตลักษณ์ของหอยทากอยู่อย่างชัดเจน องค์ประกอบแรกทั้งหมดเตรียมมาจากหอยทาก หมูดำ มะเขือเทศ และพริกจาก Espelette หลังจากนั้นเชฟแบ่งส่วนแรกมาทำเป็นโฟมและแบ่งส่วนที่สองซึ่งมีความเข้มข้นไปทำเป็น Bouillon หรือซุปใส ทั้งนี้ Earthy Aroma ของหอยทากผสานเข้ากันกับความเปรี้ยวอุมามิของมะเขือเทศได้อย่างลงตัว (17/20)
Bread and butter
พนักงานเสิร์ฟขนมปังมาคู่กันกับ Slightly Salted Butter จากแคว้น Brittany
Bread and butter
น้ำมันมะกอกจากแคว้น Provence
Almost vegetable stroll,
Gascon pork lard
จานนี้เชฟนำเสนอผักต่าง ๆ มาในจานกว่า 20 ชนิดให้เนื้อสัมผัสและรสชาตอที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน ยังมีองค์ประกอบของเจลลี่ผักช่วยเรียกคสามสดชื่น จากนั้นเติมแต่งด้วยรสชาติของเซเลอรี่ เห็ด และกระเทียมป่า ส่วนสาเหตุที่เชฟให้ชื่อคอร์สนี้ว่า Almost Vegetable Stroll เนื่องจากในจานมีส่วนผสมขององค์ประกอบสำคัญอย่าง Gascon Pork Lard ให้ความนุ่ม หนึบ และรสชาติเค็มพอเหมาะนั่นเอง (17/20)
Bread
จากนั้นพนักงานจะนำเสิร์ฟขนมปังอย่างที่สอง
Poached organic egg and Aquitaine caviar, watercress and smoked trout sauce
คอร์สนี้เป็นเมนูที่มีความเรียบง่ายแต่กลับแฝงเอาไว้ด้วยเทคนิคระดับสูงที่แสนน่าตื่นตาตื่นใจ เชฟนำเสนอ Poached Egg โดยคัดเฉพาะไข่ออร์แกนิคที่ใหม่มาก ๆ เท่านั้นซึ่งจะมีความหนืดของไข่ขาวที่มากกว่าไข่เก่าเพื่อให้สามารถใส่ Aquitaine Caviar ลงไปตรงกลางได้ก่อนจะนำไป Poached นั่นเอง (19/20)
Poached organic egg and Aquitaine caviar, watercress and smoked trout sauce
จากนั้นเสิร์ฟมากับซอสที่เตรียมมาจากปลาเทร้าต์รมควันและผักวอเตอร์เครส ข้างๆ กันคือขนมปังที่จับคู่กับปลาเทร้าต์รมควันและผักวอเตอร์เครสกรอบ ๆ สร้างมิติทางเนื้อสัมผัสให้กับจาน (19/20)
Great Aquitaine sauce with osciètre caviar, turbot from our coasts, grilled beans
ปลาเทอร์บอทที่จับจากแถบนี้จับคู่กับถั่วทอดกรอบ ๆ ด้านบน ข้างกันคือ Aquitaine Caviar จาก Maison Prunier และซอสเข้มข้นที่เตรียมมาจาก Aquitaine Caviar และปลารมควัน (16/20)
Rack of lamb,
roasted lamb cutlets, chorizo oil jus black clementines and asparagus
สำหรับคอร์สเนื้อเชฟเสิร์ฟซี่โครงแกะจาก Périgueux ย่างมาสุกกำลังดีสังเกตจากความนุ่มและฉ่ำแบบไร้ที่ติของเนื้อแกะ เชฟเติมแต่งด้วยองค์ประกอบของซิตรัส Clementine และหน่อไม้ฝรั่งที่ผ่านการดองร่วมกันนานกว่า 3 เดือนมองเห็นเป็นเพสต์สีดำ จากนั้นราดด้วยซอสแกะที่ผสมผสานน้ำมัน Chorizo จนได้ความความหอมและเผ็ดนิด ๆ ลงไปรอบ ๆ จาน (18/20)
Vanilla baked beet and rhubarb,
meringue and cream cheese veil
ล้างปากด้วยของหวานที่เตรียมมาจากบีทรูทและรูบาร์บซึ่งห่อหุ้มองค์ประกอบของวานิลลา Tahiti, สตรอว์เบอร์รี่, เลมอน และไทม์โดยทั้งหมดจะให้รสชาติเปรี้ยวเบา ๆ พนักงานแนะนำให้จับคู่กับองค์ประกอบข้าง ๆ กันคือเมอแรงก์หวานกรอบที่เตรียมมาจากน้ำตาลธรรมชาติ ด้านบนท็อปด้วยชีสและ (18/20)
Warm chocolate pie,
Maury sauce with Tahitian vanilla
พายช็อกโกแลตรสชาติเข้มข้นจับคู่กับซอส Maury ซึ่งเป็น Natural Sweet Wine จากแถบ Languedoc เสิร์ฟมาอุ่น ๆ ข้าง ๆ กันคือไอศกรีมวานิลลาจาก Tahiti (18/20)
ของฝากกลับบ้าน
Mignardises
ปิดท้ายด้วยซิตรัสต่าง ๆ ที่ผ่านการเชื่อมกับน้ำตาลธรรมชาติแล้วจุ่มมาในดาร์คช็อกโกแลตเข้มข้นแล้วรองด้วย Cacao
Mignardises
พนักงานจะนำมาจัดวางลงในจานหินอ่อน
รายการเครื่องดื่มในวันนี้
ราคา 522 €
[THE PLACE, Hôtel de Pavie] สำหรับ Hôtel de Pavie นั้นแต่เดิมตัวอาคารเคยถูกใช้เป็นคอนแวนต์ของเหล่านางชีที่รองรับนักเดินทางและนักแสวงบุญก่อนที่จะถูกปรับปรุงให้เป็นโรงแรมรวมไปถึงร้านอาหารและกินแกตต์ (Guinguette – สถานประกอบการในลักษณะของคาเฟ่ที่มีการเต้นรำด้วย) ต่อมาในปี 2001 ตระกูล Perse ได้เข้าซื้อต่อพื้นที่และปรับปรุงอาคารให้กลายมาเป็นโรงแรมและห้องอาหารระดับสูง ก่อนที่ในเดือนกันยายนปี 2020 ตระกูล Perse ได้จับมือกันกับเชฟ Yannick Alléno และเปลี่ยนชื่อโรงแรมจาก Hostellerie de Plaisance มาเป็น Hotel de Pavie ดังที่เราเห็นในปัจจุบัน
ห้องรับประทานอาหารตั้งอยู่ในอาคารหลักข้าง ๆ กันกับหอระฆัง ภายในตกแต่งด้วยโทนสีขาวตัดกันกับพรมสีน้ำเงิน รูปวาดขนาดใหญ่บนผนังของนคร Saint-Émilion กลายมาเป็นจุดดึงดูดสายตาสำคัญของร้าน ทั้งยังมีแชนเดอเลียห้อยระย้าลงมาช่วยเพิ่มความหรูหราให้กับบรรยากาศโดยรวมอีกด้วย
[THE CHEF, Yannick Alléno] Yannick Alléno เป็นหนึ่งในเชฟผู้ทรงอิทธิพลที่สุดในประเทศฝรั่งเศส เขา Yannick Alléno เกิดที่เมือง Puteaux ทางตะวันตกเฉียงเหนือไม่ไกลจากกรุง Paris เมื่ออายุได้ 15 ปีเขาเริ่มต้นเดินทางสายอาชีพเชฟโดยการเรียนรู้จากสุดยอดเชฟระดับตำนานในสมัยนั้นไม่ว่าจะเป็น Gabriel Biscay, Roland Durand, Martial Enguehard, Manuel Martinez, Jacky Fréon และ Louis Grondard ทั้งยังการันตีด้วยรางวัลการเเข่งขันทำอาหารระดับโลกคือรางวัลชนะเลิศ Auguste Escoffier และถ้วยเงิน Bocuse d’Or หลังจากสั่งสมประสบการณ์ได้มากพอเชฟ Alléno จึงถูกทาบทามให้มารับงานเป็นหัวหน้าเชฟประจำห้องอาหาร Les Muses ประจำ Hotel Scribe และสามารถคว้ารางวัล
1 MICHELIN Star มาครองได้สำเร็จในปี 1999 ตามด้วย ![]()
2 MICHELIN Stars ในปี 2002 ต่อมาเชฟได้ย้ายมารับงานในตำแหน่ง Chef de Cuisine ที่ห้องอาหาร Le Maurice ในโรงแรมหรูชื่อเดียวกันข้างสวน Tuileries ใจกลางกรุงปารีสทั้งยังคว้ารางวัล ![]()
2 MICHELIN Stars มาครองได้ในปี 2004 และรางวัลสูงสุดคือ ![]()
![]()
3 MICHELIN Stars ในปี 2007 จนบรรดาสื่อวงการอาหารในฝรั่งเศสต่างตั้งฉายาให้กับเขาว่า “Prince of The Palace” กาลเวลาล่วงเลยมาถึงปี 2008 เขาตัดสินใจลาออกเพื่อมาเปิดห้องอาหารของตัวเองโดยทำสัญญาเช่าอาคาร Pavillon Ledoyen บนถนน Champs-Élysées และใช้ชื่อว่า Alléno Paris au Pavillon Ledoyen การันตีด้วยรางวัล ![]()
![]()
3 MICHELIN Stars ทันทีภายในระยะเวลา 7 เดือนหลังเปิดทำการ นอกจากนี้เค้ายังเป็นหนึ่งในผู้นำเทรนด์ของอาหารโมเดิร์นอีกด้วย ปัจจุบันเชฟ Yannick Alléno ได้รับงานเป็น Director Chef ควบคุมห้องอาหารอื่น ๆ อีกมากมายคือ Le 1947 à Cheval Blanc (![]()
![]()
3 MICHELIN Stars), La Table de Pavie (![]()
2 MICHELIN Stars), L’Abysse au Pavillon Ledoyen (![]()
2 MICHELIN Stars), STAY by Yannick Alléno (![]()
2 MICHELIN Stars), Pavyllon (
1 MICHELIN Star), Pavyllon London (
1 MICHELIN Star), Pavyllon, un restaurant de Yannick Alléno, Monte-Carlo (
1 MICHELIN Star) เป็นต้น
[THE CHEF, Sébastien Faramond] สำหรับตำแหน่ง Executive Chef นั้นเป็นของ Sébastien Faramond ผู้เติบโตขึ้นมาในเมือง Albi เขามีโอกาสฝึกปรือกับเชฟ Joël Robuchon ผู้ล่วงลับที่ห้องอาหาร Joel Robuchon Monte Carlo (2 MICHELIN Stars – ปัจจุบันปิดทำการไปแล้ว) ในราชรัฐโมนาโกก่อนจะย้ายมาร่วมงานกับเชฟ Michel Guérard ที่ห้องอาหาร Les Prés d’Eugénie – Michel Guérard (3 MICHELIN Stars) หลังจากนั้นเขาย้ายไปเก็บเกี่ยวประสบการณ์ในห้องอาหาร La Chèvre d’Or ใน Èze และ La Ferme Saint Siméon (1 MICHELIN Star ในขณะนั้น) ครั้นเก็บเกี่ยวประสบการณ์ได้มากพอเขาจึงย้ายมาร่วมงานกับ La Table de Pavie ในปี 2019 และคว้ารางวัล ![]()
2 MICHELIN Stars มาครองได้สำเร็จ
[THE PLACE, Château Pavie] Château Pavie เป็นหนึ่งในผู้ผลิตไวน์ที่คอดื่มต่างรู้จักกันเป็นอย่างดีโดยหากจะเล่าถึงประวัตินั้นต้องย้อนไปในยุคศตววรษที่ 4 ซึ่งเป็นช่วงที่ชาวโรมันได้นำองุ่นมาปลูกไวน์เป็นครั้งแรกของภูมิภาค คำว่า Pavie มีที่มาจากภาษาละตินว่า Pavium ซึ่งแปลว่าลูกพีชบ่งบอกว่าพื้นที่แถบนี้เคยใช้เป็นแหล่งปลูกต้นพีชนั่นเอง
ประวัติยุคใหม่ของ Château Pavie เพิ่งเริ่มต้นขึ้นในช่วงยุคศตวรรษที่ 19 เมื่อคุณ Ferdinand Bouffard ได้เข้าซื้อที่ดินจำนวนมากในนคร Saint-Émilion รวมถึงพื้นที่ที่จะกลายมาเป็น Château Pavie ในเวลาต่อมา
กิจการไร่ไวน์เปลี่ยนมือมาสู่ตระกูล Valette ในปี 1943 และ Gérard Perse ในปี 1998 ก่อนที่ Château Pavie จะได้รับการเลื่อนระดับให้เป็น Premier Grand Cru Classé “A” จากการจัดอันดับอย่างเป็นทางการของไวน์ Saint-Émilion ในปี 2012
[THE FOOD] Bourgeois Cuisine หรือ Home Cooking เป็นหัวใจสำคัญของอาหาร Bordeaux และมักมีรสชาติที่ไม่แรงนักเพื่อไม่ให้กลบรสชาติของอาหารไปกลบรสชาติและกลิ่นเฉพาะตัวของของไวน์ แน่นอนว่าอาหารของภูมิภาคนี้ยังได้รับการพูดถึงค่อนข้างน้อยเมื่อเทียบกับชื่อเสียงของไวน์เช่นกัน อย่างไรก็ตามหากมองลึกลงไปถึงคุณภาพของวัตถุดิบแล้วจะพบว่าพื้นที่แถบนี้เต็มไปด้วยวัตถุดิบระดับสูงมากมายไม่ว่าจะเป็นอาหารทะเลจากมหาสมุทร Atlantic, วัตถุดิบบนผืนแผ่นดินจากแถบ Dordogne, Agenais, Gironde, Garonnes, Landes และเทือกเขา Pyrenees ด้วยเหตุนี้เองเชฟ Yannick Alléno จึงตั้งใจที่จะนำเสนอ Bordeaux Cuisine ในรูปแบบใหม่โดยใช้วัตถุดิบชั้นยอดเหล่านี้มาประกอบกันกับเทคนิคเฉพาะตัวคือการเตรียมซอสจากกระบวนการ Extractions® และ Fermentation อันเป็นอัตลักษณ์ของตัวเขานั่นเอง ลูกค้าสามารถลิ้มลองเซ็ตเมนูได้ 3 รูปแบบคือ ESPRIT DE PAVIE (160 €) นำเสนอมาที่จำนวน 3 คอร์สเฉพาะช่วงมื้อกลางวันของวันอังคาร, พุธ และศุกร์ นอกจากนี้ยังมีเซ็ตเมนูชุดใหญ่คือ ARÔMES DE PAVIE (215 €) นำเสนอมาที่จำนวน 5 คอร์ส และ TABLE DE PAVIE (285 €) นำเสนอมาที่จำนวน 7 คอร์สโดยสามารถลองชิมกันได้ทั้งช่วงกลางวันและเย็นอีกด้วย
[WHY GO] สำหรับใครเดินทางมายัง Saint-Émilion เราขอแนะนำอย่างมากให้นอนพักที่เมืองเล็ก ๆ อันแสนมีเสน่ห์แห่งนี้สัก 1 คืนและต้องไม่พลาดที่จะลิ้มลองห้องอาหารที่หยิบยกวัตถุดิบท้แงถิ่นของแถบ Bordeaux มาผสานเข้ากันกับเทคนิคเฉพาะตัวชั้นยอดของเชฟ Yannick Alléno ได้อย่างลงตัวและกลมกล่อม ตัวร้านจองได้ไม่ยากนักอันเนื่องมาจากทำเลที่อยู่ห่างออกมาจากเมืองใหญ่แต่เราขอแนะนำให้เผื่อเวลาเอาไว้สัก 1-2 วันล่วงหน้าเพื่อการันตีโต๊ะที่นั่งที่ดีที่สุด