Visit: May 24, 2024

🇫🇷 La Table de Pavie - ลา ตาเบล เดอ ปาวี

👨🏻‍🍳 Chef Yannick Alléno - เชฟยานนิก อัลเลโน

5 place du Clocher, Saint-Emilion, 33330, France

Tel: (+33) 5 57 55 07 55

Cuisine

🍴 Creative - อาหารเชิงสร้างสรรค์

Country

France

MICHELIN Guide

2 MICHELIN Stars

Score

17.5/20

Price

2/5
          

🎗 [INTRO] บทความในวันนี้เราจะพาเพื่อน ๆ ไปพบกับห้องอาหารในนคร Saint-Émilion ของหนึ่งในเชฟผู้ทรงอิทธิพลมากที่สุดในวงการอาหารโมเดิร์นของประเทศฝรั่งเศสปัจจุบันอย่างเชฟ Yannick Alléno

          
🎗 [THE PLACE, Château Pavie] Château Pavie เป็นหนึ่งในผู้ผลิตไวน์ที่คอดื่มต่างรู้จักกันเป็นอย่างดีโดยหากจะเล่าถึงประวัตินั้นต้องย้อนไปในยุคศตววรษที่ 4 ซึ่งเป็นช่วงที่ชาวโรมันได้นำองุ่นมาปลูกไวน์เป็นครั้งแรกของภูมิภาค คำว่า Pavie มีที่มาจากภาษาละตินว่า Pavium ซึ่งแปลว่าลูกพีชบ่งบอกว่าพื้นที่แถบนี้เคยใช้เป็นแหล่งปลูกต้นพีชนั่นเอง อย่างไรก็ตามประวัติยุคใหม่ของ Château Pavie เพิ่งเริ่มต้นขึ้นในช่วงยุคศตวรรษที่ 19 เมื่อคุณ Ferdinand Bouffard ได้เข้าซื้อที่ดินจำนวนมากในนคร Saint-Émilion รวมถึงพื้นที่ที่จะกลายมาเป็น Château Pavie ในเวลาต่อมา กิจการไร่ไวน์เปลี่ยนมือมาสู่ตระกูล Valette ในปี 1943 และ Gérard Perse ในปี 1998 ก่อนที่ Château Pavie จะได้รับการเลื่อนระดับให้เป็น Premier Grand Cru Classé “A” จากการจัดอันดับอย่างเป็นทางการของไวน์ Saint-Émilion ในปี 2012

🎗 [THE PLACE, Hôtel de Pavie] สำหรับ Hôtel de Pavie นั้นแต่เดิมตัวอาคารเคยถูกใช้เป็นคอนแวนต์ของเหล่านางชีรองรับนักเดินทางและนักแสวงบุญก่อนที่จะถูกปรับปรุงให้เป็นโรงแรมรวมไปถึงร้านอาหารและกินแกตต์ (Guinguette – สถานประกอบการในลักษณะของคาเฟ่ที่มีการเต้นรำด้วย) ต่อมาในปี 2001 ตระกูล Perse ได้เข้าซื้อต่อพื้นที่และปรับปรุงอาคารให้กลายมาเป็นโรงแรมและห้องอาหารระดับสูงก่อนที่ในเดือนกันยายนปี 2020 ตระกูล Perse ได้จับมือกันกับเชฟ Yannick Alléno และเปลี่ยนชื่อโรงแรมจาก Hostellerie de Plaisance มาเป็น Hotel de Pavie ดังที่เราเห็นในปัจจุบัน ห้องรับประทานอาหารตั้งอยู่ในอาคารหลักข้าง ๆ กันกับหอระฆัง ภายในตกแต่งด้วยโทนสีขาวตัดกันกับพรมสีน้ำเงิน รูปวาดขนาดใหญ่บนผนังของนคร Saint-Émilion กลายมาเป็นจุดดึงดูดสายตาสำคัญของร้าน ทั้งยังมีแชนเดอเลียห้อยระย้าลงมาช่วยเพิ่มความหรูหราให้กับบรรยากาศโดยรวมอีกด้วย

🎗 [THE CHEF, Yannick Alléno] Yannick Alléno เป็นหนึ่งในเชฟผู้ทรงอิทธิพลที่สุดในประเทศฝรั่งเศส เขา Yannick Alléno เกิดที่เมือง Puteaux ทางตะวันตกเฉียงเหนือไม่ไกลจากกรุง Paris เมื่ออายุได้ 15 ปีเขาเริ่มต้นเดินทางสายอาชีพเชฟโดยการเรียนรู้จากสุดยอดเชฟระดับตำนานในสมัยนั้นไม่ว่าจะเป็น Gabriel Biscay, Roland Durand, Martial Enguehard, Manuel Martinez, Jacky Fréon และ Louis Grondard ทั้งยังการันตีด้วยรางวัลการเเข่งขันทำอาหารระดับโลกคือรางวัลชนะเลิศ Auguste Escoffier และถ้วยเงิน Bocuse d’Or หลังจากสั่งสมประสบการณ์ได้มากพอเชฟ Alléno จึงถูกทาบทามให้มารับงานเป็นหัวหน้าเชฟประจำห้องอาหาร Les Muses ประจำ Hotel Scribe และสามารถคว้ารางวัล 🌟 1 MICHELIN Star มาครองได้สำเร็จในปี 1999 ตามด้วย 🌟🌟 2 MICHELIN Stars ในปี 2002 ต่อมาเชฟได้ย้ายมารับงานในตำแหน่ง Chef de Cuisine ที่ห้องอาหาร Le Maurice ในโรงแรมหรูชื่อเดียวกันข้างสวน Tuileries ใจกลางกรุงปารีสทั้งยังคว้ารางวัล 🌟🌟 2 MICHELIN Stars มาครองได้ในปี 2004 และรางวัลสูงสุดคือ 🌟🌟🌟 3 MICHELIN Stars ในปี 2007 จนบรรดาสื่อวงการอาหารในฝรั่งเศสต่างตั้งฉายาให้กับเขาว่า “Prince of The Palace” กาลเวลาล่วงเลยมาถึงปี 2008 เขาตัดสินใจลาออกเพื่อมาเปิดห้องอาหารของตัวเองโดยทำสัญญาเช่าอาคาร Pavillon Ledoyen บนถนน Champs-Élysées และใช้ชื่อว่า Alléno Paris au Pavillon Ledoyen การันตีด้วยรางวัล 🌟🌟🌟 3 MICHELIN Stars ทันทีภายในระยะเวลา 7 เดือนหลังเปิดทำการ นอกจากนี้เค้ายังเป็นหนึ่งในผู้นำเทรนด์ของอาหารโมเดิร์นอีกด้วย ปัจจุบันเชฟ Yannick Alléno ได้รับงานเป็น Director Chef ควบคุมห้องอาหารอื่น ๆ อีกมากมายคือ Le 1947 à Cheval Blanc (🌟🌟🌟 3 MICHELIN Stars), La Table de Pavie (🌟🌟 2 MICHELIN Stars), L’Abysse au Pavillon Ledoyen (🌟🌟 2 MICHELIN Stars), STAY by Yannick Alléno (🌟🌟 2 MICHELIN Stars), Pavyllon (🌟 1 MICHELIN Star), Pavyllon London (🌟 1 MICHELIN Star), Pavyllon, un restaurant de Yannick Alléno, Monte-Carlo (🌟 1 MICHELIN Star) เป็นต้น

🎗 [THE CHEF, Sébastien Faramond] สำหรับตำแหน่ง Executive Chef นั้นเป็นของ Sébastien Faramond ผู้เติบโตขึ้นมาในเมือง Albi เขามีโอกาสฝึกปรือกับเชฟ Joël Robuchon ผู้ล่วงลับที่ห้องอาหาร Joel Robuchon Monte Carlo (2 MICHELIN Stars – ปัจจุบันปิดทำการไปแล้ว) ในราชรัฐโมนาโกก่อนจะย้ายมาร่วมงานกับเชฟ Michel Guérard ที่ห้องอาหาร Les Prés d’Eugénie – Michel Guérard (3 MICHELIN Stars) หลังจากนั้นเขาย้ายไปเก็บเกี่ยวประสบการณ์ในห้องอาหาร La Chèvre d’Or ใน Èze และ La Ferme Saint Siméon (1 MICHELIN Star ในขณะนั้น) ครั้นเก็บเกี่ยวประสบการณ์ได้มากพอเขาจึงย้ายมาร่วมงานกับ La Table de Pavie ในปี 2019 และคว้ารางวัล 🌟🌟 2 MICHELIN Stars มาครองได้สำเร็จ

🎗 [THE FOOD] Bourgeois Cuisine หรือ Home Cooking เป็นหัวใจสำคัญของอาหาร Bordeaux และมักมีรสชาติที่ไม่แรงนักเพื่อไม่ให้กลบรสชาติของอาหารไปกลบรสชาติและกลิ่นเฉพาะตัวของของไวน์ แน่นอนว่าอาหารของภูมิภาคนี้ยังได้รับการพูดถึงค่อนข้างน้อยเมื่อเทียบกับชื่อเสียงของไวน์เช่นกัน อย่างไรก็ตามหากมองลึกลงไปถึงคุณภาพของวัตถุดิบแล้วจะพบว่าพื้นที่แถบนี้เต็มไปด้วยวัตถุดิบระดับสูงมากมายไม่ว่าจะเป็นอาหารทะเลจากมหาสมุทร Atlantic, วัตถุดิบบนผืนแผ่นดินจากแถบ Dordogne, Agenais, Gironde, Garonnes, Landes และเทือกเขา Pyrenees ด้วยเหตุนี้เองเชฟ Yannick Alléno จึงตั้งใจที่จะนำเสนอ Bordeaux Cuisine ในรูปแบบใหม่โดยใช้วัตถุดิบชั้นยอดเหล่านี้มาประกอบกันกับเทคนิคเฉพาะตัวคือการเตรียมซอสจากกระบวนการ Extractions® และ Fermentation อันเป็นอัตลักษณ์ของตัวเขานั่นเอง ลูกค้าสามารถลิ้มลองเซ็ตเมนูได้ 3 รูปแบบคือ ESPRIT DE PAVIE (160 €) นำเสนอมาที่จำนวน 3 คอร์สเฉพาะช่วงมื้อกลางวันของวันอังคาร, พุธ และศุกร์ นอกจากนี้ยังมีเซ็ตเมนูชุดใหญ่คือ ARÔMES DE PAVIE (215 €) นำเสนอมาที่จำนวน 5 คอร์ส และ TABLE DE PAVIE (285 €) นำเสนอมาที่จำนวน 7 คอร์สโดยสามารถลองชิมกันได้ทั้งช่วงกลางวันและเย็นอีกด้วย ส่วนเมนูที่เราประทับใจอย่างเช่น

✨ « A la Bordelaise » virtual snail
Virtual Snail เป็นเมนูที่ไม่มีหอยทากให้เห็นเป็นชิ้นแต่เชฟกลับสามารถนำเสนอจานนี้ออกมาโดยมีอัตลักษณ์ของหอยทากอยู่อย่างชัดเจน องค์ประกอบแรกทั้งหมดเตรียมมาจากหอยทาก หมูดำ มะเขือเทศ และพริกจาก Espelette หลังจากนั้นเชฟแบ่งส่วนแรกมาทำเป็นโฟมและแบ่งส่วนที่สองซึ่งมีความเข้มข้นไปทำเป็น Bouillon หรือซุปใส ทั้งนี้ Earthy Aroma ของหอยทากผสานเข้ากันกับความเปรี้ยวอุมามิของมะเขือเทศได้อย่างลงตัว (17/20)

✨ Poached organic egg and Aquitaine caviar, watercress and smoked trout sauce
คอร์สนี้เป็นเมนูที่มีความเรียบง่ายแต่กลับแฝงเอาไว้ด้วยเทคนิคระดับสูงที่แสนน่าตื่นตาตื่นใจ เชฟนำเสนอ Poached Egg โดยคัดเฉพาะไข่ออร์แกนิคที่ใหม่มาก ๆ เท่านั้นซึ่งจะมีความหนืดของไข่ขาวที่มากกว่าไข่เก่าเพื่อให้สามารถใส่ Aquitaine Caviar ลงไปตรงกลางได้ก่อนจะนำไป Poached นั่นเอง จากนั้นเสิร์ฟมากับซอสที่เตรียมมาจากปลาเทร้าต์รมควันและผักวอเตอร์เครส ข้างๆ กันคือขนมปังที่จับคู่กับปลาเทร้าต์รมควันและผักวอเตอร์เครสกรอบ ๆ สร้างมิติทางเนื้อสัมผัสให้กับจาน (19/20)

✨ Rack of lamb,
roasted lamb cutlets, chorizo oil jus black clementines and asparagus
สำหรับคอร์สเนื้อเชฟเสิร์ฟซี่โครงแกะจาก Périgueux ย่างมาสุกกำลังดีสังเกตจากความนุ่มและฉ่ำแบบไร้ที่ติของเนื้อแกะ เชฟเติมแต่งด้วยองค์ประกอบของซิตรัส Clementine และหน่อไม้ฝรั่งที่ผ่านการดองร่วมกันนานกว่า 3 เดือนมองเห็นเป็นเพสต์สีดำ จากนั้นราดด้วยซอสแกะที่ผสมผสานน้ำมัน Chorizo จนได้ความความหอมและเผ็ดนิด ๆ ลงไปรอบ ๆ จาน (18/20)

🎗 [WHY GO] สำหรับใครเดินทางมายัง Saint-Émilion เราขอแนะนำอย่างมากให้นอนพักที่เมืองเล็ก ๆ อันแสนมีเสน่ห์แห่งนี้สัก 1 คืนและต้องไม่พลาดที่จะลิ้มลองห้องอาหารที่หยิบยกวัตถุดิบท้แงถิ่นของแถบ Bordeaux มาผสานเข้ากันกับเทคนิคเฉพาะตัวชั้นยอดของเชฟ Yannick Alléno ได้อย่างลงตัวและกลมกล่อม ตัวร้านจองได้ไม่ยากนักอันเนื่องมาจากทำเลที่อยู่ห่างออกมาจากเมืองใหญ่แต่เราขอแนะนำให้เผื่อเวลาเอาไว้สัก 1-2 วันล่วงหน้าเพื่อการันตีโต๊ะที่นั่งที่ดีที่สุด

Price :

160-285 €

Parking :

จอดตามที่จอดนอกเมือง

Operating Time :

Lunch Tue, Fri and Sat 12.00-13.00; Dinner Tue-Sat 19.30-21.00; Closed on Sun-Mon

Dress Code :

Smart Casual

Score

👍 ห้องอาหารเชิงสร้างสรรค์ที่แฝงอัตลักษณ์และตัวตนของเชฟ Yannick Alléno ลงมาในอาหาร Boedeaux ได้อย่างน่าประทับใจ

อาหาร :

17.5

ราคา :

2/5

เทคนิค :

5/5

อัตลักษณ์ :

5/5

บรรยากาศ :

4/5

บริการ :

5/5

ไวน์ :

5/5

Map

📃 ARÔMES DE PAVIE (215 €)

          
« A la Bordelaise » virtual snail

Almost vegetable stroll,
Gascon pork lard

Poached organic egg and Aquitaine caviar, watercress and smoked trout sauce

Great Aquitaine sauce with osciètre caviar, turbot from our coasts, grilled beans

Rack of lamb,
roasted lamb cutlets, chorizo oil jus black clementines and asparagus

Warm chocolate pie,
Maury sauce with Tahitian vanilla

📃 SUBSTITUTION

Vanilla baked beet and rhubarb,
meringue and cream cheese veil

🇫🇷 La Table de Pavie – ลา ตาเบล เดอ ปาวี

🌟🌟 2 MICHELIN Stars – 2 ดาวมิชลิน

🏵️🏵️🏵️🏵️ 17.5/20 Gault&Millau – 17.5/20 โก&มีโย

🍴 Creative – อาหารเชิงสร้างสรรค์

👨🏻‍🍳 Chef Yannick Alléno – เชฟยานนิก อัลเลโน

🎗 [INTRO] บทความในวันนี้เราจะพาเพื่อนเพื่อนไปพบกับห้องอาหารในนคร Saint-Émilion ของหนึ่งในเชฟผู้ทรงอิทธิพลมากที่สุดในวงการอาหารโมเดิร์นของประเทศฝรั่งเศสปัจจุบัน

Amuse-bouche

เริ่มต้น Amuse-bouche คำแรกของวันคือ Taco กรอบตรงกลางคือ Lovage Sabayon และผงเลมอน (17/20)

Amuse-bouche

อีกชิ้นหนึ่งคือ Buckwheat Tart ตรงกลางเป็นองค์ประกอบของเซเลอรี่จับคู่กับ Mayonnaise de Foie Gras เนื้อเนียนละมุน จากนั้นท็อปด้วยองค์ประกอบของเห็ดจับคู่กับอโรมาของแกง (17/20)

« A la Bordelaise » virtual snail

Virtual Snail เป็นเมนูที่ไม่มีหอยทากให้เห็นเป็นชิ้นแต่เชฟกลับสามารถนำเสนอจานนี้ออกมาโดยมีอัตลักษณ์ของหอยทากอยู่อย่างชัดเจน องค์ประกอบแรกทั้งหมดเตรียมมาจากหอยทาก หมูดำ มะเขือเทศ และพริกจาก Espelette หลังจากนั้นเชฟแบ่งส่วนแรกมาทำเป็นโฟมและแบ่งส่วนที่สองซึ่งมีความเข้มข้นไปทำเป็น Bouillon หรือซุปใส ทั้งนี้ Earthy Aroma ของหอยทากผสานเข้ากันกับความเปรี้ยวอุมามิของมะเขือเทศได้อย่างลงตัว (17/20)

Bread and butter

พนักงานเสิร์ฟขนมปังมาคู่กันกับ Slightly Salted Butter จากแคว้น Brittany

Bread and butter

น้ำมันมะกอกจากแคว้น Provence

Almost vegetable stroll,
Gascon pork lard

จานนี้เชฟนำเสนอผักต่าง ๆ มาในจานกว่า 20 ชนิดให้เนื้อสัมผัสและรสชาตอที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน ยังมีองค์ประกอบของเจลลี่ผักช่วยเรียกคสามสดชื่น จากนั้นเติมแต่งด้วยรสชาติของเซเลอรี่ เห็ด และกระเทียมป่า ส่วนสาเหตุที่เชฟให้ชื่อคอร์สนี้ว่า Almost Vegetable Stroll เนื่องจากในจานมีส่วนผสมขององค์ประกอบสำคัญอย่าง Gascon Pork Lard ให้ความนุ่ม หนึบ และรสชาติเค็มพอเหมาะนั่นเอง (17/20)

Bread

จากนั้นพนักงานจะนำเสิร์ฟขนมปังอย่างที่สอง

Poached organic egg and Aquitaine caviar, watercress and smoked trout sauce

คอร์สนี้เป็นเมนูที่มีความเรียบง่ายแต่กลับแฝงเอาไว้ด้วยเทคนิคระดับสูงที่แสนน่าตื่นตาตื่นใจ เชฟนำเสนอ Poached Egg โดยคัดเฉพาะไข่ออร์แกนิคที่ใหม่มาก ๆ เท่านั้นซึ่งจะมีความหนืดของไข่ขาวที่มากกว่าไข่เก่าเพื่อให้สามารถใส่ Aquitaine Caviar ลงไปตรงกลางได้ก่อนจะนำไป Poached นั่นเอง (19/20)

Poached organic egg and Aquitaine caviar, watercress and smoked trout sauce

จากนั้นเสิร์ฟมากับซอสที่เตรียมมาจากปลาเทร้าต์รมควันและผักวอเตอร์เครส ข้างๆ กันคือขนมปังที่จับคู่กับปลาเทร้าต์รมควันและผักวอเตอร์เครสกรอบ ๆ สร้างมิติทางเนื้อสัมผัสให้กับจาน (19/20)

Great Aquitaine sauce with osciètre caviar, turbot from our coasts, grilled beans

ปลาเทอร์บอทที่จับจากแถบนี้จับคู่กับถั่วทอดกรอบ ๆ ด้านบน ข้างกันคือ Aquitaine Caviar จาก Maison Prunier และซอสเข้มข้นที่เตรียมมาจาก Aquitaine Caviar และปลารมควัน (16/20)

Rack of lamb,
roasted lamb cutlets, chorizo oil jus black clementines and asparagus

สำหรับคอร์สเนื้อเชฟเสิร์ฟซี่โครงแกะจาก Périgueux ย่างมาสุกกำลังดีสังเกตจากความนุ่มและฉ่ำแบบไร้ที่ติของเนื้อแกะ เชฟเติมแต่งด้วยองค์ประกอบของซิตรัส Clementine และหน่อไม้ฝรั่งที่ผ่านการดองร่วมกันนานกว่า 3 เดือนมองเห็นเป็นเพสต์สีดำ จากนั้นราดด้วยซอสแกะที่ผสมผสานน้ำมัน Chorizo จนได้ความความหอมและเผ็ดนิด ๆ ลงไปรอบ ๆ จาน (18/20)

Vanilla baked beet and rhubarb,
meringue and cream cheese veil

ล้างปากด้วยของหวานที่เตรียมมาจากบีทรูทและรูบาร์บซึ่งห่อหุ้มองค์ประกอบของวานิลลา Tahiti, สตรอว์เบอร์รี่, เลมอน และไทม์โดยทั้งหมดจะให้รสชาติเปรี้ยวเบา ๆ พนักงานแนะนำให้จับคู่กับองค์ประกอบข้าง ๆ กันคือเมอแรงก์หวานกรอบที่เตรียมมาจากน้ำตาลธรรมชาติ ด้านบนท็อปด้วยชีสและ (18/20)

Warm chocolate pie,
Maury sauce with Tahitian vanilla

พายช็อกโกแลตรสชาติเข้มข้นจับคู่กับซอส Maury ซึ่งเป็น Natural Sweet Wine จากแถบ Languedoc เสิร์ฟมาอุ่น ๆ ข้าง ๆ กันคือไอศกรีมวานิลลาจาก Tahiti (18/20)

ของฝากกลับบ้าน

Mignardises

ปิดท้ายด้วยซิตรัสต่าง ๆ ที่ผ่านการเชื่อมกับน้ำตาลธรรมชาติแล้วจุ่มมาในดาร์คช็อกโกแลตเข้มข้นแล้วรองด้วย Cacao

Mignardises

พนักงานจะนำมาจัดวางลงในจานหินอ่อน

รายการเครื่องดื่มในวันนี้

💰 ราคา 522 €

🎗 [THE PLACE, Hôtel de Pavie] สำหรับ Hôtel de Pavie นั้นแต่เดิมตัวอาคารเคยถูกใช้เป็นคอนแวนต์ของเหล่านางชีที่รองรับนักเดินทางและนักแสวงบุญก่อนที่จะถูกปรับปรุงให้เป็นโรงแรมรวมไปถึงร้านอาหารและกินแกตต์ (Guinguette – สถานประกอบการในลักษณะของคาเฟ่ที่มีการเต้นรำด้วย) ต่อมาในปี 2001 ตระกูล Perse ได้เข้าซื้อต่อพื้นที่และปรับปรุงอาคารให้กลายมาเป็นโรงแรมและห้องอาหารระดับสูง ก่อนที่ในเดือนกันยายนปี 2020 ตระกูล Perse ได้จับมือกันกับเชฟ Yannick Alléno และเปลี่ยนชื่อโรงแรมจาก Hostellerie de Plaisance มาเป็น Hotel de Pavie ดังที่เราเห็นในปัจจุบัน

ห้องรับประทานอาหารตั้งอยู่ในอาคารหลักข้าง ๆ กันกับหอระฆัง ภายในตกแต่งด้วยโทนสีขาวตัดกันกับพรมสีน้ำเงิน รูปวาดขนาดใหญ่บนผนังของนคร Saint-Émilion กลายมาเป็นจุดดึงดูดสายตาสำคัญของร้าน ทั้งยังมีแชนเดอเลียห้อยระย้าลงมาช่วยเพิ่มความหรูหราให้กับบรรยากาศโดยรวมอีกด้วย

🎗 [THE CHEF, Yannick Alléno] Yannick Alléno เป็นหนึ่งในเชฟผู้ทรงอิทธิพลที่สุดในประเทศฝรั่งเศส เขา Yannick Alléno เกิดที่เมือง Puteaux ทางตะวันตกเฉียงเหนือไม่ไกลจากกรุง Paris เมื่ออายุได้ 15 ปีเขาเริ่มต้นเดินทางสายอาชีพเชฟโดยการเรียนรู้จากสุดยอดเชฟระดับตำนานในสมัยนั้นไม่ว่าจะเป็น Gabriel Biscay, Roland Durand, Martial Enguehard, Manuel Martinez, Jacky Fréon และ Louis Grondard ทั้งยังการันตีด้วยรางวัลการเเข่งขันทำอาหารระดับโลกคือรางวัลชนะเลิศ Auguste Escoffier และถ้วยเงิน Bocuse d’Or หลังจากสั่งสมประสบการณ์ได้มากพอเชฟ Alléno จึงถูกทาบทามให้มารับงานเป็นหัวหน้าเชฟประจำห้องอาหาร Les Muses ประจำ Hotel Scribe และสามารถคว้ารางวัล 🌟 1 MICHELIN Star มาครองได้สำเร็จในปี 1999 ตามด้วย 🌟🌟 2 MICHELIN Stars ในปี 2002 ต่อมาเชฟได้ย้ายมารับงานในตำแหน่ง Chef de Cuisine ที่ห้องอาหาร Le Maurice ในโรงแรมหรูชื่อเดียวกันข้างสวน Tuileries ใจกลางกรุงปารีสทั้งยังคว้ารางวัล 🌟🌟 2 MICHELIN Stars มาครองได้ในปี 2004 และรางวัลสูงสุดคือ 🌟🌟🌟 3 MICHELIN Stars ในปี 2007 จนบรรดาสื่อวงการอาหารในฝรั่งเศสต่างตั้งฉายาให้กับเขาว่า “Prince of The Palace” กาลเวลาล่วงเลยมาถึงปี 2008 เขาตัดสินใจลาออกเพื่อมาเปิดห้องอาหารของตัวเองโดยทำสัญญาเช่าอาคาร Pavillon Ledoyen บนถนน Champs-Élysées และใช้ชื่อว่า Alléno Paris au Pavillon Ledoyen การันตีด้วยรางวัล 🌟🌟🌟 3 MICHELIN Stars ทันทีภายในระยะเวลา 7 เดือนหลังเปิดทำการ นอกจากนี้เค้ายังเป็นหนึ่งในผู้นำเทรนด์ของอาหารโมเดิร์นอีกด้วย ปัจจุบันเชฟ Yannick Alléno ได้รับงานเป็น Director Chef ควบคุมห้องอาหารอื่น ๆ อีกมากมายคือ Le 1947 à Cheval Blanc (🌟🌟🌟 3 MICHELIN Stars), La Table de Pavie (🌟🌟 2 MICHELIN Stars), L’Abysse au Pavillon Ledoyen (🌟🌟 2 MICHELIN Stars), STAY by Yannick Alléno (🌟🌟 2 MICHELIN Stars), Pavyllon (🌟 1 MICHELIN Star), Pavyllon London (🌟 1 MICHELIN Star), Pavyllon, un restaurant de Yannick Alléno, Monte-Carlo (🌟 1 MICHELIN Star) เป็นต้น

🎗 [THE CHEF, Sébastien Faramond] สำหรับตำแหน่ง Executive Chef นั้นเป็นของ Sébastien Faramond ผู้เติบโตขึ้นมาในเมือง Albi เขามีโอกาสฝึกปรือกับเชฟ Joël Robuchon ผู้ล่วงลับที่ห้องอาหาร Joel Robuchon Monte Carlo (2 MICHELIN Stars – ปัจจุบันปิดทำการไปแล้ว) ในราชรัฐโมนาโกก่อนจะย้ายมาร่วมงานกับเชฟ Michel Guérard ที่ห้องอาหาร Les Prés d’Eugénie – Michel Guérard (3 MICHELIN Stars) หลังจากนั้นเขาย้ายไปเก็บเกี่ยวประสบการณ์ในห้องอาหาร La Chèvre d’Or ใน Èze และ La Ferme Saint Siméon (1 MICHELIN Star ในขณะนั้น) ครั้นเก็บเกี่ยวประสบการณ์ได้มากพอเขาจึงย้ายมาร่วมงานกับ La Table de Pavie ในปี 2019 และคว้ารางวัล 🌟🌟 2 MICHELIN Stars มาครองได้สำเร็จ

🎗 [THE PLACE, Château Pavie] Château Pavie เป็นหนึ่งในผู้ผลิตไวน์ที่คอดื่มต่างรู้จักกันเป็นอย่างดีโดยหากจะเล่าถึงประวัตินั้นต้องย้อนไปในยุคศตววรษที่ 4 ซึ่งเป็นช่วงที่ชาวโรมันได้นำองุ่นมาปลูกไวน์เป็นครั้งแรกของภูมิภาค คำว่า Pavie มีที่มาจากภาษาละตินว่า Pavium ซึ่งแปลว่าลูกพีชบ่งบอกว่าพื้นที่แถบนี้เคยใช้เป็นแหล่งปลูกต้นพีชนั่นเอง

ประวัติยุคใหม่ของ Château Pavie เพิ่งเริ่มต้นขึ้นในช่วงยุคศตวรรษที่ 19 เมื่อคุณ Ferdinand Bouffard ได้เข้าซื้อที่ดินจำนวนมากในนคร Saint-Émilion รวมถึงพื้นที่ที่จะกลายมาเป็น Château Pavie ในเวลาต่อมา

กิจการไร่ไวน์เปลี่ยนมือมาสู่ตระกูล Valette ในปี 1943 และ Gérard Perse ในปี 1998 ก่อนที่ Château Pavie จะได้รับการเลื่อนระดับให้เป็น Premier Grand Cru Classé “A” จากการจัดอันดับอย่างเป็นทางการของไวน์ Saint-Émilion ในปี 2012

🎗 [THE FOOD] Bourgeois Cuisine หรือ Home Cooking เป็นหัวใจสำคัญของอาหาร Bordeaux และมักมีรสชาติที่ไม่แรงนักเพื่อไม่ให้กลบรสชาติของอาหารไปกลบรสชาติและกลิ่นเฉพาะตัวของของไวน์ แน่นอนว่าอาหารของภูมิภาคนี้ยังได้รับการพูดถึงค่อนข้างน้อยเมื่อเทียบกับชื่อเสียงของไวน์เช่นกัน อย่างไรก็ตามหากมองลึกลงไปถึงคุณภาพของวัตถุดิบแล้วจะพบว่าพื้นที่แถบนี้เต็มไปด้วยวัตถุดิบระดับสูงมากมายไม่ว่าจะเป็นอาหารทะเลจากมหาสมุทร Atlantic, วัตถุดิบบนผืนแผ่นดินจากแถบ Dordogne, Agenais, Gironde, Garonnes, Landes และเทือกเขา Pyrenees ด้วยเหตุนี้เองเชฟ Yannick Alléno จึงตั้งใจที่จะนำเสนอ Bordeaux Cuisine ในรูปแบบใหม่โดยใช้วัตถุดิบชั้นยอดเหล่านี้มาประกอบกันกับเทคนิคเฉพาะตัวคือการเตรียมซอสจากกระบวนการ Extractions® และ Fermentation อันเป็นอัตลักษณ์ของตัวเขานั่นเอง ลูกค้าสามารถลิ้มลองเซ็ตเมนูได้ 3 รูปแบบคือ ESPRIT DE PAVIE (160 €) นำเสนอมาที่จำนวน 3 คอร์สเฉพาะช่วงมื้อกลางวันของวันอังคาร, พุธ และศุกร์ นอกจากนี้ยังมีเซ็ตเมนูชุดใหญ่คือ ARÔMES DE PAVIE (215 €) นำเสนอมาที่จำนวน 5 คอร์ส และ TABLE DE PAVIE (285 €) นำเสนอมาที่จำนวน 7 คอร์สโดยสามารถลองชิมกันได้ทั้งช่วงกลางวันและเย็นอีกด้วย

🎗 [WHY GO] สำหรับใครเดินทางมายัง Saint-Émilion เราขอแนะนำอย่างมากให้นอนพักที่เมืองเล็ก ๆ อันแสนมีเสน่ห์แห่งนี้สัก 1 คืนและต้องไม่พลาดที่จะลิ้มลองห้องอาหารที่หยิบยกวัตถุดิบท้แงถิ่นของแถบ Bordeaux มาผสานเข้ากันกับเทคนิคเฉพาะตัวชั้นยอดของเชฟ Yannick Alléno ได้อย่างลงตัวและกลมกล่อม ตัวร้านจองได้ไม่ยากนักอันเนื่องมาจากทำเลที่อยู่ห่างออกมาจากเมืองใหญ่แต่เราขอแนะนำให้เผื่อเวลาเอาไว้สัก 1-2 วันล่วงหน้าเพื่อการันตีโต๊ะที่นั่งที่ดีที่สุด