Visit: June 6, 2024

🇫🇷 Christophe Hay - Fleur de Loire - คริสตอฟ เฮย์ - เฟลอ เดอ ลัวร์

👨🏻‍🍳 Chef Christophe Hay - เชฟคริสตอฟ เฮย์

26 quai Villebois-Mareuil, Blois, 41000, France

Tel: (+33) 2 46 68 01 81

Cuisine

🍴 Modern Cuisine, Creative - อาหารโมเดิร์น, อาหารเชิงสร้างสรรค์

Country

France

MICHELIN Guide

2 MICHELIN Stars

Score

18.5/20

Price

4/5
          

🎗 [INTRO] ในวันนี้เราจะพาเพื่อน ๆ ไปพบกับห้องอาหารของสุดยอดเชฟที่สั่งสมประสบการณ์และนำเสนออาหารโดยใช้วัตถุดิบท้องถิ่นของแถบลุ่มแม่น้ำ Loire ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดในราคาที่เข้าถึงง่ายและคุ้มค่า

          
🎗 [THE PLACE] Fleur de Loire หรือ Flower of The Loire เป็นโปรเจคโรงแรมและห้องอาหารสุดยิ่งใหญ่ของเชฟ Christophe Hay ตัวอาคารตั้งอยู่ริมแม่น้ำ Loire ในเมือง Bloisได้รับการก่อสร้างในช่วงยุคศตวรรษที่ 17 และออกแบบโดย Gaston d’Orléans ผู้ซึ่งมีศักดิ์เป็นพระโอรสของพระเจ้าอ็องรีที่ 4 (Henri IV) และพระนางมารีอา เด เมดิชี (Marie de Médicis) แห่งตระกูล Medici อินทีเรียดีไซน์เนอร์ชื่อดัง Caroline Tissier ได้ปรับปรุงพื้นที่ที่เคยถูกใช้เป็นห้องพักผู้ป่วยระยะสุดท้าย (Hospice) ให้เป็นโรงแรมสุดหรูที่มีการตกแต่งแบบโมเดิร์น บริเวณชั้น 1 คือพื้นที่ส่วนห้องอาหารโดยมี Restaurant Christophe Hay เป็นห้องอาหารเรือธง ตรงกลางโดดเด่นด้วยห้องครัวเปิดแบบ Open Kitchen พร้อมกับโต๊ะที่นั่งแบบ Chef’s Table หันหน้าเข้าสู่พื้นที่สำหรับจัดเตรียมอาหารโดยมีทีมเชฟคอยสลับกันออกมาอธิบายรายละเอียดของแต่ละเมนูให้ฟังแบบลึกซึ้ง ส่วนผู้ที่ได้นั่งริมหน้าต่างสามารถเพลิดเพลินไปกับวิวของเมือง Blois และ Château Royal de Blois ที่ตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามของแม่น้ำ ด้านหลังเป็นห้องเก็บไวน์ที่คัดเลือกไวน์คุณภาพดีจากผู้ผลิตในแถบลุ่มแม่น้ำ Loire และจากแหล่งอื่น ๆ รวมเข้าไว้ด้วยกันโดยเฉพาะไวน์ของลุ่มแม่น้ำ Loire ที่ผลิตให้กับเชฟ Christophe Hay และมีราคาขายต่อขวดในร้านอยู่ที่ 36 € เท่านั้น นอกจากนี้ยังมี Restaurant Amour Blanc (Selected by MICHELIN Guide) ที่ตั้งชื่อตามสายพันธุ์ของปลา Carp นำเสนอเมนูฝรั่งเศสคลาสสิคในรูปแบบ Sharing โดยอาศัยวัตถุดิบท้องถิ่นของแถบ Loire ไฮไลท์คือบริเวณ Terrace ที่มองออกไปเห็นทัศนียภาพมุมกว้างของเมือง Blois สำหรับผู้ที่ต้องการพักผ่อนในสถานที่แห่งนี้ก็สามารถเลือกจองหนึ่งในห้องพักจำนวน 44 ห้องโดยในจำนวนนี้ประกอบไปด้วยห้อง Suites จำนวน 11 ห้องทั้งยังการันตีด้วยรางวัล 🗝️ 1 MICHELIN Key ได้อีกด้วย

🎗 [THE CHEF] Christophe Hay เกิดในปี 1977 ที่ Vendôme ซึ่งเป็นเมืองเล็ก ๆ อันแสนสวยงามในลุ่มแม่น้ำ Loire หลังจากจบการศึกษาเขาเริ่มต้นงานกับเชฟ Eric Reithler รวมไปถึงเชฟระดับตำนานอย่าง Paul Bocuse ผู้สนับสนุนให้เขาออกเดินทางไปรับตำแหน่ง Head Chef ให้กับห้องอาหาร Le Bistro de Paris ในนคร Orlando ประเทศสหรัฐอเมริกา เขาเดินทางกลับมายังประเทศฝรั่งเศสในปี 2008 เพื่อร่วมงานกับ Bessé Signature Group และรับตำแหน่ง Head Chef ให้กับ Hotel De Sers Paris หลังจากสั่งสมประสบการณ์ได้มากพอเขาจึงตัดสินใจเข้าซื้อต่อกิจการโรงแรมเล็ก ๆ เพื่อเปิดห้องอาหารเป็นของตัวเองและใช้ชื่อว่า La Table d’à Côté โดยมุ่งเน้นการเลือกใช้วัตถุดิบท้องถิ่นของลุ่มแม่น้ำ Loire โดยเฉพาะปลาแม่น้ำซึ่งเป็นหนึ่งในวัตถุดิบคุณภาพสูงของพื้นที่แทนที่การใช้ปลาจากทะเลแบบห้องอาหารทั่ว ๆ ไป ตัวร้านได้รับรางวัล 🌟 1 MICHELIN Star ในปี 2015 หลังจากนั้นเขายังเปิดห้องอาหารเพิ่มอีกหนึ่งแห่งโดยใช้ชื่อว่า La Maison d’à Côté ในเมือง Chambord และยังคว้ารางวัล 🌟🌟 2 MICHELIN Stars มาครองได้ก่อนจะย้ายทั้งโรงแรมและห้องอาหารมายัง Fleur de Loire · Spa Hotel & Restaurant อย่างที่เราเห็นกันในปัจจุบันและเปิดทำการเป็นครั้งแรกในวันที่ 27 มิถุนายน 2022 พร้อมกับรักษารางวัล 🌟🌟 2 MICHELIN Stars และคว้ารางวัล 🍀 MICHELIN Green Star มาครองได้เพิ่มเติมอีกด้วย ส่วนใครที่อยากลิ้มลองฝีมือของเชฟในราคาที่จับต้องได้มากขึ้นก็สามารถแวะไปยังห้องอาหาร La Table – Christophe Hay et Loïs Bée ซึ่งตั้งอยู่ในเมือง Ardon และได้รับรางวัล 🌟 1 MICHELIN Star ก็ได้เช่นกัน

🎗 [THE FOOD] เชฟ Christophe Hay มีความมุ่งมั่นในการเคารพสิ่งแวดล้อมทั้งยังเน้นการนำเสนอวัตถุดิบท้องถิ่นคุณภาพสูงของลุ่มแม่น้ำ Loire ไม่ว่าจะเป็นผักชนิดต่าง ๆ จาก Fluer de Loire Gardens ที่ใช้ระบบการปลูกแบบ Permaculture รวมไปถึงปลาแม่น้ำที่ผ่านการจับแบบยั่งยืนโดยชาวประมงคือคุณ Sylvain Arnoult จากเมือง Muides-sur-Loire มาประกอบกันเป็น Tasting Menu ที่มีราคาจับต้องได้เมื่อเทียบกับจำนวนคอร์สและระดับของร้านอาหาร ใครที่มาในช่วงกลางวันของวันธรรมดาและมองหาความคุ้มค่าสามารถเลือกชิมเมนู 4 COURSES (110 €) ซึ่งได้หยิบยกจานเด็ดบางส่วนจากเมนูชุดใหญ่มาประกอบกันเป็นเมนูชุดเล็กที่ยังคงอัดแน่นไปด้วยคุณภาพในราคาที่จับต้องได้ ส่วนใครที่มาช่วงกลางวันแล้วอยากลิ้มลองเซ็ตเมนูชุดใหญ่หรือแวะมาชิมในช่วงเย็นจะได้รับการนำเสนอเมนู 6 COURSES (180 €) และ 9 COURSES (260 €) โดยมีจานเด็ดที่เราประทับใจอย่างเช่น

✨ “VOLTAIRE” GREEN ASPARAGUS
Berry grown amaranth, lamuim, bottarga
คอร์สแรกอย่างเป็นทางการคือหน่อไม้ฝรั่งสายพันธุ์ Voltaire ที่มีรสหวานและไม่มีความขมที่มากเกินไป เนื้อสัมผัสมีความกรอบที่พอเหมาะแต่กลับไร้ซึ่งความกระด้าง เชฟเพิ่มมิติทางเนื้อสัมผัสด้วยการใส่ Amaranth มาล้อมรอบที่พื้นผิวด้านนอก ระหว่างชิมเราจะสัมผัสได้ถึงความหอมของ Hazelnut Paste ยังมีองค์ประกอบของ Lamium (Red Deadnettle) มองเห็นเป็นใบและดอกไม้สีม่วงท็อปอยู่ด้านบน จากนั้นพนักงานจะเทราดซอส Mayonnaise ที่มี Bottarga หรือไข่ของปลาจากลุ่มแม่น้ำ Loire อยู่ลงไปข้าง ๆ สร้างความเปรี้ยวและมันตัดกันกับรสชาติอื่น ๆ ได้อย่างลงตัว (19/20)

✨ ESCABECHE CHUB
radish varieties, fish and radish tops butter
เชฟนำเสนอ Escabeche จับคู่มากับ Chub ซึ่งเป็นปลาท้องถิ่นของลุ่มแม่น้ำ Loire ที่ผ่านการแช่ในน้ำสต๊อกผักที่มีส่วนผสมของน้ำส้มสายชูแล้วใส่ไว้ในช่องเย็นนาน 5-7 วันจนก้างปลาละลาย เนื้อปลามีความนุ่มละมุน เชฟนำส่วนที่เหลือซึ่งเต็มไปด้วยคอลลาเจนมาเตรียมเป็นเนยรองอยู่ด้านล่าง เชฟท็อปด้านบนด้วยแรดิชจากสวนของทางร้านช่วยเพิ่มความกรอบ จากนั้นจึงเทราดซอสที่เตรียมมาจากใบแรดิชและ Vinaigrette จนได้รสเปรี้ยวแล้ว Infused เมล็ดของพืชในกลุ่มผักชีลงไปลงไปข้าง ๆ กัน (19/20)

✨ LOIRE MULLET
in seaweed steam, white turnip, Beauce spirulina, vegetable juice
ปลา Mullet ของลุ่มแม่น้ำ Loire เป็นปลา Mullet ที่ว่ายกลับจากทะเลเข้ามาในลุ่มแม่น้ำ Loire ในช่วงเดือนเมษายนถึงพฤษภาคมของทุกปีและทำการวางไข่ประมาณ 4 เดือนก่อนจะว่ายกลับไปในท้องทะเล เชฟนำไปนึ่งกับสาหร่าย Spirulina เพื่อเพิ่มความอุมามิและให้เนื้อสัมผัสที่เฟิร์มสู้ฟัน ถึงแม้จะเป็นปลาที่จับจากแหล่งน้ำจืดแต่เราสามารถได้ถึงอัตลักษณ์ของปลาทะเลที่มีอยู่ในปลา Mullet ชิ้นนี้ได้อย่างเด่นชัด ข้างกันคือเทอร์นิปขาวจากสวนช่วยเพิ่มความกรอบ ตรงกลางคือซอสที่เตรียมมาจากเนื้อปลาโดยเชฟได้ใส่น้ำมัน Rapeseed Oil และสาหร่าย Spirulina จากแถบ Beauce รอบ ๆ คือ Vegetable Juice หรือซอสผักที่เตรียมมาจากเทอร์นิปเผา สร้างรสชาติที่เข้มข้นลงตัวกับชิ้นปลาและสาหร่ายได้อย่างไร้ที่ติ (20/20)

🎗 [WHY GO] Christophe Hay – Fleur de Loire เป็นห้องอาหารที่ดีที่สุดในแถบลุ่มแม่ Loire อย่างไร้ข้อกังขา เชฟ Christophe Hay สามารถยกระดับวัตถุดิบท้องถิ่นไม่ว่าจะเป็นปลาแม่น้ำและผักชนิดต่าง ๆ ออกมาได้อย่างน่าประทับใจและให้รสชาติที่เข้าถึงได้ง่ายจากนักชิมทุกกลุ่ม ราคาอาหารและไวน์จัดว่าคุ้มค่า ทีมเชฟที่ออกมาเสิร์ฟอาหารสามารถตอบคำถามเกี่กับรายละเอียดของแต่ละคอร์สได้อย่างลึกซึ้ง พนักงานทุกคนให้บริการอย่างเป็นมืออาชีพ หลังจบมื้ออาหารเรามั่นใจว่าห้องอาหารแห่งนี้จะสารถสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้กับวงการอาหารระดับสูงของแถบลุ่มแม่น้ำ Loire ได้อย่างแน่นอน

Price :

110-260 €

Parking :

จอดรถที่ Fleur de Loire มีค่าใช้จ่าย 15 €

Operating Time :

Lunch 12.15-13.30, Dinner 19.15-12.30, Closed on Sun-Mon

Dress Code :

Smart Casual

Score

👍 สุดยอดห้องอาหารที่รีดคุณภาพของวัตถุดิบแห่งลุ่มแม่น้ำ Loire ออกมาได้ถึงขีดสุด

อาหาร :

18.5

ราคา :

4/5

เทคนิค :

5/5

อัตลักษณ์ :

5/5

บรรยากาศ :

5/5

บริการ :

5/5

ไวน์ :

5/5

Map

📃 6 COURSES MENU (180 €)

          
“VOLTAIRE” GREEN ASPARAGUS
Berry grown amaranth, lamuim, bottarga

ESCABECHE CHUB
radish varieties, fish and radish tops butter

ZUCCHINI FLOWER
stuffed, Beauce chickpeas, nasturtium, Loire Valley mole

LOIRE MULLET
in seaweed steam, white turnip, Beauce spirulina, vegetable juice

SOLOGNE LAMB
pak choi cabbage, sorghum, agastache oil

OR

WAGYU BEEF FROM OUR FARM
“side by side”, marinated and cooked, sweet potato, garum

CITRON FROM OUR GREENHOUSE
Bouddha’s hand petal, iced berligot with sudachi, leaf oil

📃 SUBSTITUTION

« FLEUR DE LOIRE » CHOCOLATE
cocoa flower, mucilage condiment, candied fresh bean, bitter cocoa

🇫🇷 Christophe Hay – Fleur de Loire – คริสตอฟ เฮย์ – เฟลอ เดอ ลัวร์

🌟🌟 2 MICHELIN Stars – 2 ดาวมิชลิน

🍀 MICHELIN Green Star – ดาวมิชลินรักษ์โลก

🏵️🏵️🏵️🏵️ 18.5/20 Gault&Millau – 18.5/20 โก&มีโย

🍴 Modern Cuisine, Creative – อาหารโมเดิร์น, อาหารเชิงสร้างสรรค์

👨🏻‍🍳 Chef Christophe Hay – เชฟคริสตอฟ เฮย์

🎗 [INTRO] ในวันนี้เราจะพาเพื่อน ๆ ไปพบกับห้องอาหารของสุดยอดเชฟที่สั่งสมประสบการณ์และนำเสนออาหารโดยใช้วัตถุดิบท้องถิ่นของแถบลุ่มแม่น้ำ Loire ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดในราคาที่เข้าถึงง่ายและคุ้มค่า

AMUSE BOUCHE

เริ่มต้นด้วย Amuse Bouche เสิร์ฟมา 3 อย่าง ในที่นี้คือ Mushroom Bun ฟูกรอบ ถัดมาคือปลา Gardon จากลุ่มแม่น้ำ Loire ทอดมากรอบ ๆ พร้อมรับประทานได้ทั้งตัวจับคู่กับมัสตาร์ดจากแถบเมือง Orléans จากนั้นจบด้วย Tarama กรอบ ๆ ท็อปด้านบนด้วยองค์ประกอบของไข่ปลา Pike จับคู่กับความสดชื่นของส้มโอจากสวน Fluer de Loire ของทางร้าน (17/20)

BREAD AND BUTTER

จากนั้นทางร้านจะเสิร์ฟขนมปังที่เตรียมโดยทีมเบเกอรี่มาคู่กับซอสเพสโต้ที่มีส่วนผสมของผักปวยเล้งวาซาบิ

“VOLTAIRE” GREEN ASPARAGUS
Berry grown amaranth, lamuim, bottarga

คอร์สแรกอย่างเป็นทางการในวันนี้คือหน่อไม้ฝรั่งสายพันธุ์ Voltaire ที่มีรสหวานและไม่มีความขมที่มากเกินไป เนื้อสัมผัสมีความกรอบที่พอเหมาะแต่กลับไร้ซึ่งความกระด้าง เชฟเพิ่มมิติทางเนื้อสัมผัสด้วยการใส่ Amaranth มาล้อมรอบที่พื้นผิวด้านนอก ระหว่างชิมเราจะสัมผัสได้ถึงความหอมของ Hazelnut Paste ยังมีองค์ประกอบของ Lamium (Red Deadnettle) มองเห็นเป็นใบและดอกไม้สีม่วงท็อปอยู่ด้านบน จากนั้นพนักงานจะเทราดซอส Mayonnaise ที่มี Bottarga หรือไข่ของปลาจากลุ่มแม่น้ำ Loire อยู่ลงไปข้าง ๆ สร้างความเปรี้ยวและมันตัดกันกับรสชาติอื่น ๆ ได้อย่างลงตัว (19/20)

ESCABECHE CHUB
radish varieties, fish and radish tops butter

เชฟนำเสนอ Escabeche จับคู่มากับ Chub ซึ่งเป็นปลาท้องถิ่นของลุ่มแม่น้ำ Loire ที่ผ่านการแช่ในน้ำสต๊อกผักที่มีส่วนผสมของน้ำส้มสายชูแล้วใส่ไว้ในช่องเย็นนาน 5-7 วันจนก้างปลาละลาย เนื้อปลามีความนุ่มละมุน เชฟนำส่วนที่เหลือซึ่งเต็มไปด้วยคอลลาเจนมาเตรียมเป็นเนยรองอยู่ด้านล่าง เชฟท็อปด้านบนด้วยแรดิชจากสวนของทางร้านช่วยเพิ่มความกรอบ จากนั้นจึงเทราดซอสที่เตรียมมาจากใบแรดิชและ Vinaigrette จนได้รสเปรี้ยวแล้ว Infused เมล็ดของพืชในกลุ่มผักชีลงไปลงไปข้าง ๆ กัน (19/20)

ZUCCHINI FLOWER
stuffed, Beauce chickpeas, nasturtium, Loire Valley mole

ดอกซูคินี่จากสวน Fleur de Loire Gardens ของทางร้าน ด้านในสอดไส้ซูคินี่ครีมช่วยสร้างความแตกต่างของเนื้อสัมผัส ด้านล่างรองด้วย Mole ที่เชฟเปลี่ยนจากสไตล์ Mexican ต้นตำรับมาเป็นสูตรของตัวเองโดยใช้ถั่วลูกไก่จากแถบลุ่มแม่น้ำ Loire แล้วใช้ชื่อว่า Loire Valley Mole ผสมผสานกับอโรมาของพริกหวาน (18/20)

ZUCCHINI FLOWER
stuffed, Beauce chickpeas, nasturtium, Loire Valley mole

รอบ ๆ ยังมี Green Mole ที่เชฟเตรียมมาจากใบ Nasturtium นอกจากนี้ยังมีซอส Vinaigrette ที่เตรียมมาจากดอก Nasturtium อีกด้วย (18/20)

LOIRE MULLET
in seaweed steam, white turnip, Beauce spirulina, vegetable juice

ปลา Mullet ของลุ่มแม่น้ำ Loire เป็นปลา Mullet ที่ว่ายกลับจากทะเลเข้ามาในลุ่มแม่น้ำ Loire ในช่วงเดือนเมษายนถึงพฤษภาคมของทุกปีและทำการวางไข่ประมาณ 4 เดือนก่อนจะว่ายกลับไปในท้องทะเล เชฟนำไปนึ่งกับสาหร่าย Spirulina เพื่อเพิ่มความอุมามิและให้เนื้อสัมผัสที่เฟิร์มสู้ฟัน ถึงแม้จะเป็นปลาที่จับจากแหล่งน้ำจืดแต่เราสามารถได้ถึงอัตลักษณ์ของปลาทะเลที่มีอยู่ในปลา Mullet ชิ้นนี้ได้อย่างเด่นชัด ข้างกันคือเทอร์นิปขาวจากสวนช่วยเพิ่มความกรอบ ตรงกลางคือซอสที่เตรียมมาจากเนื้อปลาโดยเชฟได้ใส่น้ำมัน Rapeseed Oil และสาหร่าย Spirulina จากแถบ Beauce รอบ ๆ คือ Vegetable Juice หรือซอสผักที่เตรียมมาจากเทอร์นิปเผา สร้างรสชาติที่เข้มข้นลงตัวกับชิ้นปลาและสาหร่ายได้อย่างไร้ที่ติ (20/20)

INFUSION

ล้างปากด้วย Infusion ที่เตรียมมาจากขิงและเบซิล

SOLOGNE LAMB
pak choi cabbage, sorghum, agastache oil

เนื้อแกะจากฟาร์มในแถบ Sologne ของคุณ Céline และ Matthias ผู้ซึ่งได้รับการขนานนามว่าคนเลี้ยงแกะแห่งลุ่มแม่น้ำ Loire (The Sheperds of The Loire Valley) เชฟนำเสนอมาหลากหลายส่วนเริ่มต้นจาก Saddle ที่ย่างมาสุกกำลังดี ส่วนลิ้นแกะที่ผ่านการกงฟี และส่วน Sweetbread ย่างให้เนื้อสัมผัสที่แตกต่างกัน ข้างกันคือผักกาดกวางตุ้งจากสวนในลุ่มแม่น้ำ Loire ที่ผ่านการย่างแล้วเสิร์ฟมากับผักอากัสตาเช่ นอกจากนี้ยังมี Sorghum ช่วยเพิ่มมิติทางเนื้อสัมผัส สุดท้ายพนักงานจะเทราด Roasted Juice รสชาติเข้มข้นที่มีส่วนผสมของน้ำมัน Agastache Oil ลงไปในจาน (18/20)

WAGYU BEEF FROM OUR FARM
“side by side”, marinated and cooked, sweet potato, garum

Wagyu Beef เป็นเนื้อของวัวสายพันธุ์ญี่ปุ่นที่เลี้ยงโดยฟาร์มของเชฟในเมือง Segré เสิร์ฟมากับมันหวานที่ผ่านกระบวนการกงฟีในน้ำมันของเนื้อวัววากิว ด้านบนท็อปด้วยแฮมแห้งของเนื้อวัวและรสชาติเปรี้ยวของมะนาวช่วยเพิ่มความสดชื่น จากนั้นพนักงานจะเทราดซอส Garum ที่นำองค์ประกอบของวัวไปผ่านกระบวนการหมักกับเกลือในไหนานถึง 90 วันแล้วกรองจนมี Body ค่อนข้างใสและมีรสชาติเค็ม อุมามิ และเข้มข้นลงไปในจาน (17/20)

BREAD AND BUTTER

ระหว่างมื้อทางร้านจะเสิร์ฟขนมปังที่เตรียมโดยทีมเบเกอรี่มาคู่กับซอสเพสโต้ที่มีส่วนผสมของผักปวยเล้งวาซาบิ

PRE-DESSERT

ล้างปากด้วยองค์ประกอบของเกรปฟรุตและดอกไม้ต่าง ๆ เริ่มจากน้ำใส ๆ รอบ ๆ คือ Orange Blossom Flower Juice และ Tea จับคู่มากับ Elderflower Sorbet ช่วยสร้างความสดชื่น ยังมีแผ่นกรอบที่มีอโรมาหอม ๆ ของดอกกุหลาบใส่มาอีกด้วย (18/20)

CITRON FROM OUR GREENHOUSE
Bouddha’s hand petal, iced berligot with sudachi, leaf oil

ผลไม้จำพวกซิตรัสเสิร์ฟมาในหลากหลายรูปแบบที่แตกต่างกันเช่น Sudachi ที่นำเสนอมาเป็นซอร์เบท์และแผ่นใส ๆ กรอบ ๆ, Bergamot เสิร์ฟมาเป็นครีมสีขาวตรงกลาง, Buddha’s Hand ที่นำเสนอมาเป็นแผ่นกรอบและ Mandarin เสิร์ฟมาเป็น Juice รสเปรี้ยวรอบ ๆ จาน (19/20)

« FLEUR DE LOIRE » CHOCOLATE
cocoa flower, mucilage condiment, candied fresh bean, bitter cocoa

ช็อกโกแลตเข้มข้น 70 % จากประเทศเปรูเสิร์ฟมาเป็นไอศกรีมและครีม องค์ประกอบของดอก Cocoa Flower เสิร์ฟมาเป็นซอร์เบท์สีขาวโดยพนักงานแนะนำให้ตักชิมส่วนนี้ก่อน ยังมีองค์ประกอบของฝักโกโก้เผาและเนื้อโกโก้ จากนั้นพนักงานจะทำการฝนโกโก้จนละเอียดลงไปในจานเป็นอันพร้อมชิม (19/20)

« FLEUR DE LOIRE » CHOCOLATE
cocoa flower, mucilage condiment, candied fresh bean, bitter cocoa

ตัวอย่างของช็อกโกแลต

MIGNARDISES

ปิดท้ายด้วยขนมจิ๋วคือ Mezcal Tartelette หรือเหล้าจากประเทศเม็กซิโก, Chocolate and Blackberries และ Citrus from Our Greenhouse ในรูปแบบที่ย่อขนาดลงมา

CITRUS CAKE

ส่วนใครที่มาในโอกาสพิเศษทางร้านจะมอบ Citrus Cake ติดมือกลับบ้านไปด้วย

🍷 รายการเครื่องดื่มในวันนี้

🍷 รายการเครื่องดื่มในวันนี้

💰 ราคา 467 €

🎗 [THE CHEF] Christophe Hay เกิดในปี 1977 ที่ Vendôme ซึ่งเป็นเมืองเล็ก ๆ อันแสนสวยงามในลุ่มแม่น้ำ Loire หลังจากจบการศึกษาเขาเริ่มต้นงานกับเชฟ Eric Reithler รวมไปถึงเชฟระดับตำนานอย่าง Paul Bocuse ผู้สนับสนุนให้เขาออกเดินทางไปรับตำแหน่ง Head Chef ให้กับห้องอาหาร Le Bistro de Paris ในนคร Orlando ประเทศสหรัฐอเมริกา เขาเดินทางกลับมายังประเทศฝรั่งเศสในปี 2008 เพื่อร่วมงานกับ Bessé Signature Group และรับตำแหน่ง Head Chef ให้กับ Hotel De Sers Paris หลังจากสั่งสมประสบการณ์ได้มากพอเขาจึงตัดสินใจเข้าซื้อต่อกิจการโรงแรมเล็ก ๆ เพื่อเปิดห้องอาหารเป็นของตัวเองและใช้ชื่อว่า La Table d’à Côté โดยมุ่งเน้นการเลือกใช้วัตถุดิบท้องถิ่นของลุ่มแม่น้ำ Loire โดยเฉพาะปลาแม่น้ำซึ่งเป็นหนึ่งในวัตถุดิบคุณภาพสูงของพื้นที่แทนที่การใช้ปลาจากทะเลแบบห้องอาหารทั่ว ๆ ไป ตัวร้านได้รับรางวัล 🌟 1 MICHELIN Star ในปี 2015 หลังจากนั้นเขายังเปิดห้องอาหารเพิ่มอีกหนึ่งแห่งโดยใช้ชื่อว่า La Maison d’à Côté ในเมือง Chambord และยังคว้ารางวัล 🌟🌟 2 MICHELIN Stars มาครองได้ก่อนจะย้ายทั้งโรงแรมและห้องอาหารมายัง Fleur de Loire · Spa Hotel & Restaurant อย่างที่เราเห็นกันในปัจจุบันและเปิดทำการเป็นครั้งแรกในวันที่ 27 มิถุนายน 2022 พร้อมกับรักษารางวัล 🌟🌟 2 MICHELIN Stars และคว้ารางวัล 🍀 MICHELIN Green Star มาครองได้เพิ่มเติมอีกด้วย ส่วนใครที่อยากลิ้มลองฝีมือของเชฟในราคาที่จับต้องได้มากขึ้นก็สามารถแวะไปยังห้องอาหาร La Table – Christophe Hay et Loïs Bée ซึ่งตั้งอยู่ในเมือง Ardon และได้รับรางวัล 🌟 1 MICHELIN Star ก็ได้เช่นกัน

🎗 [THE FOOD] เชฟ Christophe Hay มีความมุ่งมั่นในการเคารพสิ่งแวดล้อมทั้งยังเน้นการนำเสนอวัตถุดิบท้องถิ่นคุณภาพสูงของลุ่มแม่น้ำ Loire ไม่ว่าจะเป็นผักชนิดต่าง ๆ จาก Fluer de Loire Gardens ที่ใช้ระบบการปลูกแบบ Permaculture รวมไปถึงปลาแม่น้ำที่ผ่านการจับแบบยั่งยืนโดยชาวประมงคือคุณ Sylvain Arnoult จากเมือง Muides-sur-Loire มาประกอบกันเป็น Tasting Menu ที่มีราคาจับต้องได้เมื่อเทียบกับจำนวนคอร์สและระดับของร้านอาหาร ใครที่มาในช่วงกลางวันของวันธรรมดาและมองหาความคุ้มค่าสามารถเลือกชิมเมนู 4 COURSES (110 €) ซึ่งได้หยิบยกจานเด็ดบางส่วนจากเมนูชุดใหญ่มาประกอบกันเป็นเมนูชุดเล็กที่ยังคงอัดแน่นไปด้วยคุณภาพในราคาที่จับต้องได้ ส่วนใครที่มาช่วงกลางวันแล้วอยากลิ้มลองเซ็ตเมนูชุดใหญ่หรือแวะมาชิมในช่วงเย็นจะได้รับการนำเสนอเมนู 6 COURSES (180 €) และ 9 COURSES (260 €)

🎗 [THE PLACE] Fleur de Loire หรือ Flower of The Loire เป็นโปรเจคโรงแรมและห้องอาหารสุดยิ่งใหญ่ของเชฟ Christophe Hay ตัวอาคารตั้งอยู่ริมแม่น้ำ Loire ในเมือง Bloisได้รับการก่อสร้างในช่วงยุคศตวรรษที่ 17 และออกแบบโดย Gaston d’Orléans ผู้ซึ่งมีศักดิ์เป็นพระโอรสของพระเจ้าอ็องรีที่ 4 (Henri IV) และพระนางมารีอา เด เมดิชี (Marie de Médicis) แห่งตระกูล Medici

อินทีเรียดีไซน์เนอร์ชื่อดัง Caroline Tissier ได้ปรับปรุงพื้นที่ที่เคยถูกใช้เป็นห้องพักผู้ป่วยระยะสุดท้าย (Hospice) ให้เป็นโรงแรมสุดหรูที่มีการตกแต่งแบบโมเดิร์น บริเวณชั้น 1 คือพื้นที่ส่วนห้องอาหารโดยมี Restaurant Christophe Hay เป็นห้องอาหารเรือธง

ตรงกลางโดดเด่นด้วยห้องครัวเปิดแบบ Open Kitchen พร้อมกับโต๊ะที่นั่งแบบ Chef’s Table หันหน้าเข้าสู่พื้นที่สำหรับจัดเตรียมอาหารโดยมีทีมเชฟคอยสลับกันออกมาอธิบายรายละเอียดของแต่ละเมนูให้ฟังแบบลึกซึ้ง ส่วนผู้ที่ได้นั่งริมหน้าต่างสามารถเพลิดเพลินไปกับวิวของเมือง Blois และ Château Royal de Blois ที่ตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามของแม่น้ำ

ด้านหลังเป็นห้องเก็บไวน์ที่คัดเลือกไวน์คุณภาพดีจากผู้ผลิตในแถบลุ่มแม่น้ำ Loire และจากแหล่งอื่น ๆ รวมเข้าไว้ด้วยกันโดยเฉพาะไวน์ของลุ่มแม่น้ำ Loire ที่ผลิตให้กับเชฟ Christophe Hay และมีราคาขายต่อขวดในร้านอยู่ที่ 36 € เท่านั้น

นอกจากนี้ยังมี Restaurant Amour Blanc (Selected by MICHELIN Guide) ที่ตั้งชื่อตามสายพันธุ์ของปลา Carp นำเสนอเมนูฝรั่งเศสคลาสสิคในรูปแบบ Sharing โดยอาศัยวัตถุดิบท้องถิ่นของแถบ Loire ไฮไลท์คือบริเวณ Terrace ที่มองออกไปเห็นทัศนียภาพมุมกว้างของเมือง Blois

สำหรับผู้ที่ต้องการพักผ่อนในสถานที่แห่งนี้ก็สามารถเลือกจองหนึ่งในห้องพักจำนวน 44 ห้องโดนในจำนวนนี้ประกอบไปด้วยห้อง Suites จำนวน 11 ห้องทั้งยังการันตีด้วยรางวัล 🗝️ 1 MICHELIN Key ได้อีกด้วย

🎗 [WHY GO] Christophe Hay – Fleur de Loire เป็นห้องอาหารที่ดีที่สุดในแถบลุ่มแม่ Loire อย่างไร้ข้อกังขา เชฟ Christophe Hay สามารถยกระดับวัตถุดิบท้องถิ่นไม่ว่าจะเป็นปลาแม่น้ำและผักชนิดต่าง ๆ ออกมาได้อย่างน่าประทับใจและให้รสชาติที่เข้าถึงได้ง่ายจากนักชิมทุกกลุ่ม ราคาอาหารและไวน์จัดว่าคุ้มค่า ทีมเชฟที่ออกมาเสิร์ฟอาหารสามารถตอบคำถามเกี่กับรายละเอียดของแต่ละคอร์สได้อย่างลึกซึ้ง พนักงานทุกคนให้บริการอย่างเป็นมืออาชีพ

หลังจบมื้ออาหารเรามั่นใจว่าห้องอาหารแห่งนี้จะสารถสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้กับวงการอาหารระดับสูงของแถบลุ่มแม่น้ำ Loire ได้อย่างแน่นอน

ภาพจากหน้าโรงแรม