Visit: June 29, 2024

🇫🇷 Le Pont de l'Ouysse - เลอปงเดอลุยส์

👨🏻‍🍳 Chef Stéphane Chambon - เชฟสเตฟาน ฌอมบง

Lacave, 46200, France

Tel: (+33) 5 65 37 87 04

Cuisine

🍴 Modern Cuisine, Classic Cuisine - อาหารโมเดิร์น, อาหารคลาสสิค

Country

France

MICHELIN Guide

1 MICHELIN Star

Score

15.5/20

Price

4/5
          

🎗 [INTRO] บทความในวันนี้เราจะพาเพื่อน ๆ ไปพบกับห้องอาหารคลาสสิคที่กลายมาเป็นหนึ่งในความภาคภูมิใจของภูมิภาค Occitanie ที่สืบทอดกิจการมาต่อเนื่องถึง 5 รุ่น ทั้งยังสามารถคว้ารางวัล 🌟 1 MICHELIN Star มาครองเป็นระยะเวลาต่อเนื่องกันถึง 35 ปี

          

🎗 [THE PLACE] เรื่องราวของโรงแรม Le Pont de l’Ouysse ต้องเล่าย้อนกลับไปในปี 1884 ได้มีการก่อสร้างสะพานหินข้ามแม่น้ำ Ouysse เพื่อเชื่อมต่อเมืองเล็ก ๆ ทั้ง 2 แห่งในภูมิภาค Occitania คือ Lacave และ Belcastel เจ้าของรุ่นแรกคือคุณ Antoinette และ Baptiste Maury เริ่มต้นเปิดร้านเล็ก ๆ เพื่อขายอาหารให้กับเหล่าคนงานที่มาก่อสร้างสะพาน กิจการสืบทอดมายังเจ้าของรุ่นที่ 2 ซึ่งก็คือลูกชายอย่างคุณ Paul ภรรยาของเขา Irma ได้เริ่มต้นสร้างชื่อเสียงให้กับร้านอาหารโดยการนำเสนอเมนูยอดนิยมอย่างเช่น Friture de Goujons (ไก่ชุบเกล็ดขนมปังทอด), Anguille Sauce Poulette (ปลาไหลในซอสไก่) และ Poulet au Verjus (ไก่ซอสเวอจูส์) ทั้งยังมีลูกค้าประจำในภูมิภาคโดยเฉพาะเหล่านักตกปลาแวะเวียนกันมาชิมอย่างไม่ขาดสาย หมุดหมายแรกคือการที่ตัวโรงแรมซึ่งมีขนาดเพียง 4 ห้องมีชื่อเข้าไปติดอยู่ในคู่มือ MICHELIN Guide ฉบับปี 1905 เจ้าของรุ่นที่ 3 คือคุณ Paulette และสามีของเธอคือคุณ Louis Goursat ได้สืบต่อเจตนารมณ์และปรับปรุงตัวอาคารครั้งใหญ่จนกลายมาเป็น Hôtel-Restaurant อย่างเต็มตัว ว่ากันว่าในช่วงฤดูร้อนมีลูกค้าบางกลุ่มเดินทางมาเพื่อเข้าพักอยู่นาน 2-3 อาทิตย์ เจ้าของรุ่นที่ 4 คือคุณ Marinette และสามีคือคุณ Daniel Chambon ได้ต่อเติมห้องนอน, ห้องครัว, ห้องอาหาร และสระว่ายน้ำจนในที่สุด Le Pont de l’Ouysse สามารถคว้ารางวัล 🌟 1 MICHELIN Star มาครองได้ในปี 1989 ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบันเป็นระยะเวลารวมกันกว่า 35 ปี ในปี 2010 กิจการทั้งหมดสืบทอดสู่มือของลูกชาย 2 คนซึ่งมีศักดิ์เป็นเจ้าของรุ่นที่ 5 โดยมีคุณ Stéphane Chambon รับหน้าที่เป็นเชฟควบคุมห้องอาหารและ Mathieu Chambon รับหน้าที่เป็น Maître d’hôtel คอยต้อนรับแขกทุกคนอย่างมืออาชีพ ลูกค้าที่เดินทางมาโดยรถยนต์ส่วนตัวสามารถเข้าจอดที่ลานจอดรถของทางโรงแรมแต่หากเต็มก็สามารถย้ายไปจอดได้ริมถนนต่อกันไปเรื่อย ๆ ทันทีที่ก้าวลงจากรถทุกคนจะต้องตื่นตะลึงไปกับทัศนียภาพอันสวยงามของสะพานหินเก่าแก่ที่พังทลายลงบางส่วนโดยมีเสียงของสายน้ำ Ouysse ขับกล่อมอยู่เบื้องหลัง ในทางกลับกันหากมองขึ้นไปจะพบกับ Château de Belcastel ตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่บนเนินเขาสูง เราขอแนะนำให้ลองสั่งเครื่องดื่มหรือแชมเปญมานั่งจิบกันชิล ๆ ในบริเวณนี้ก่อนจะเดินผ่านพื้นที่เทอเรสอันแสนร่มรื่นเข้าไปสู่ห้องอาหาร Le Pont de l’Ouysse ภายในตกแต่งแบบดั้งเดิมแต่ยังคงไว้ซึ่งบรรยากาศของความหรูหรา ภาพวาดสีน้ำมันจำนวนมากถูกแขวนประดับเอาไว้บนผนัง เราขอแนะนำอย่างมากให้นั่งบริเวณริมกระจกเพื่อเพลิดเพลินไปกับทัศนียภาพอันแสนร่มรื่นของต้นไม้น้อยใหญ่โดยรอบ

🎗 [THE CHEF] Stéphane Chambon สืบทอดกิจการของห้องอาหาร Le Pont de l’Ouysse ต่อในฐานะเจ้าของร้านรุ่นที่ 5 ควบคู่ไปกับพี่ชายของเขาคือคุณ Mathieu Chambon เขาจบการศึกษาจากโรงเรียนการโรงแรม École Hôtelière Bahuet Brive และเดินทางมาฝึกฝีมือกับคุณพ่อที่ห้องอาหาร Le Pont de l’Ouysse อยู่นาน 2 ปี หลังจากนั้นเขาออกเดินทางเพื่อไปเรียนรู้ภาษาอังกฤษโดยการรับงานเป็นเชฟให้กับห้องอาหาร Le Soufflé ของโรงแรม InterContinental London ต่อด้วยการออกเดินทางไปรับงานเป็นเชฟให้กับห้องอาหารในเครือของโรงแรม InterContinental ทั้งในกรุงมะนิลาและกรุงเทพ เขายังเดินทางไปที่ภูมิภาคตะวันออกกลางเพื่อร่วมงานกับ Royal Hotel ในกรุง Amman ประเทศจอร์แดนและโรงแรม Sheraton ในนคร Dubai และเดินทางกลับมารับยังโรงแรม-ห้องอาหาร Le Pont de l’Ouysse ในเวลาต่อมา

🎗 [THE FOOD] สำหรับใครที่มองหาความคุ้มค่าเราขอแนะนำ Menu du Vieux Pont (58 €) ซึ่งเป็นเซ็ตเมนูที่จัดเสิร์ฟเฉพาะช่วงมื้อกลางวันประกอบไปด้วยอาหารว่าง, อาหารจานหลัก และของหวาน ส่วนใครที่มาในช่วงเย็นสามารถลองชิม Menu Belcastel (120 €) ซึ่งประกอบไปด้วยเมนูคลาสสิคประจำร้านที่ประกอบขึ้นจากวัตถุดิบท้องถิ่นชั้นยอดจัดเสิร์ฟมาจำนวน 6 คอร์ส สุดท้ายคือรายการแบบ À La Carte ที่มีราคาต่อจานอยู่ที่ประมาณ 27-33 € โดยหากเลือกสั่งครบทั้งอาหารว่าง, อาหารจานหลัก และของหวานทางร้านจะคิดราคารวมกันอยู่ที่ 80 € เท่านั้น รายการไวน์มีให้เลือกพอประมาณโดยส่วนมากเป็นไวน์ท้องถิ่นนำเสนอมาในราคาสมเหตุสมผล ส่วนเมนูอาหารจานเด็ดที่เราชื่นชอบในวันนี้คือ

✨ Carpaccio de canard, vinaigrette à l’huile de noix, sauce du grand père Maury

เนื้อเป็ดแล่มาเป็นแผ่นบาง ๆ สไตล์ Carpaccio ในเนื้อสัมผัสที่ละมุนลิ้นแต่ยังคงไว้ซึ่งความหนึบนิด ๆ แบบเนื้อเป็ด ด้านบนคือซอส Vinaigrette ที่เตรียมมาจากน้ำมันของถั่ววอลนัทซึ่งเป็นสินค้าขึ้นชื่อของภูมิภาค นอกจากนี้ในจานยังมีซอสสูตรพิเศษของคุณ Maury ซึ่งเป็นเจ้าของร้านรุ่นแรก จากนั้นเชฟจะฝาน Summer Truffle บาง ๆ ลงไปที่ด้านบนช่วยสร้างมิติทางเนื้อสัมผัสที่ตัดกันกับเนื้อเป็ดได้อย่างลงตัว (16/20)

✨ Fine tartelette croustillante d’escargots, fèves, petits pois et légumes de saison, infusion de lard paysan, pain de mie toasté

Tartelette แผ่นบางที่ภายในบรรจุองค์ประกอบหลากหลายทั้งหอยทาก ถั่ว และผักตามฤดูกาลนานาชนิด ชิ้นหอยทากนุ่มหนึบพอเหมาะและไม่มีกลิ่นดินที่มากจนเกินไป เชฟใส่อโรมาของ Lard หรือไขมันสัตว์ลงไปด้วย ยังมีองค์ประกอบของครูตรองกรอบ ส่วนซอสสีเขียวเตรียมมาจากใบเบซิลช่วยบาลานซ์กลิ่นเฉพาะตัวของหอยทากได้อย่างไร้อย่างไรที่ติ (16/20)

✨ Sphère chocolat, crémeux framboise, gelée citronelle, streusel amande, glace vanille, sauce chocolat caraïbe

ของหวานจานแรกคือช็อกโกแลตเสิร์ฟมาในรูปแบบของสเฟียร์ทรงกลม จากนั้นพนักงานจะเทซอสช็อกโกแลต Caribbean ร้อน ๆ ลงไปเผยให้เห็นภายในที่บรรจุครีมราสเบอร์รี่, เจลลี่ตะไคร้, Struesel อัลมอนด์ และไอศกรีมวานิลลา เมื่อตักชิมจะพบรสชาติอันหลากหลายไม่ว่าจะเป็นความเปรี้ยวของราสเบอร์รี่, ความขมของช็อกโกแลตไปจนถึงความหอมของวานิลลา นอกจากนี้ในจานยังมีอุณหภูมิทั้งร้อนและเย็นอีกด้วย (16/20)

🎗 [WHY GO] สำหรับใครที่เดินทางไปท่องเที่ยวยังภูมิภาค Occitania ต้องไม่พลาดที่จะแวะไปยังห้องอาหารแห่งนี้ ไม่ว่าจะเป็นการแวะพักช่วงมื้อกลางวันเพื่อลิ้มลองอาหารระดับ 1 MICHELIN Star ในราคาสุดคุ้มค่าหรือจะเป็นการใช้เวลาตลอดมื้อเย็นซึมซับบรรยากาศและเสียงขับกล่อมของสายน้ำ Ouysse นอกจากนี้ Le Pont de l’Ouysse ยังมีห้องพักแบบ Double Bedrooms จำนวน 12 ห้องและ Family Suites อีก 2 ห้องคอยรองรับลูกค้าที่มองหาที่พักบรรยากาศดีในราคาที่สมเหตุสมผลอีกด้วย

Price :

58-120 €

Parking :

จอดที่ร้าน

Operating Time :

Lunch Thu-Sun 12.30-13.30, Dinner Tue-Sun 19.30-20.30, Closed on Mon

Dress Code :

Smart Casual

Score

👍 สุดยอดห้องอาหารแห่งภูมิภาค Occitania ที่สืบสานตำนานต่อกันมามากกว่า 5 รุ่น

อาหาร :

15.5

ราคา :

4/5

เทคนิค :

3/5

อัตลักษณ์ :

3/5

บรรยากาศ :

5/5

บริการ :

3/5

ไวน์ :

4/5

Map

📃 MENU BELCASTEL (120 €)

          

Carpaccio de canard, vinaigrette à l’huile de noix, sauce du grand père Maury

Asperges blanches du pays servies tièdes, sabayon aux agrumes, truite fumée par nos soins

Fine tartelette croustillante d’escargots, fèves, petits pois et légumes de saison, infusion de lard paysan, pain de mie toasté

Selle d’agneau fermier du Quercy rôtie au thym et à l’ail, pesto à l’ail des ours, artichauts violets en barigoule

Cocotte de Rocamadour de chez Chambon au mascarpone et truffes

Sphère chocolat, crémeux framboise, gelée citronelle, streusel amande, glace vanille, sauce chocolat caraïbe

ou

Blanc manger à la caillé de chèvre, parfumé à l’anis

Fraises de la région et rhubarbe confite au sirop d’hibiscus

🇫🇷 Le Pont de l’Ouysse – เลอปงเดอลุยส์

🌟 1 MICHELIN Star – 1 ดาวมิชลิน

🏵️🏵️🏵️ 16/20 Gault&Millau – 16/20 โก&มีโย

🍴 Modern Cuisine, Classic Cuisine – อาหารโมเดิร์น, อาหารคลาสสิค

👨🏻‍🍳 Chef Stéphane Chambon – เชฟสเตฟาน ฌอมบง

🎗 [INTRO] บทความในวันนี้เราจะพาเพื่อน ๆ ไปพบกับห้องอาหารคลาสสิคที่กลายมาเป็นหนึ่งในความภาคภูมิใจของภูมิภาค Occitanie ที่สืบทอดกิจการมาต่อเนื่องถึง 5 รุ่น ทั้งยังสามารถคว้ารางวัล 🌟 1 MICHELIN Star มาครองเป็นระยะเวลาต่อเนื่องกันจนถึง 35 ปี

Amuse-bouche

เริ่มต้นมื้ออาหารด้วยของว่างเรียกน้ำย่อยเสิร์ฟมาทั้งหมด 3 อย่างคือ Tomato Purée & Mozzarella Cheese พี่มีความเปรี้ยวอูมามิของ Purée มะเขือเทศผสานเข้ากันกับความสดชื่นและของมันของชีสมอซซาเรลล่า ยังมี Quiche Loraine เสิร์ฟมาอุ่น ๆ ให้รสชาติที่เค็มและนัว สุดท้ายคือ Boudin Noir หรือไส้กรอกเลือดสไตล์ฝรั่งเศสซึ่งมีอโรมาหอมเฉพาะตัว (14/20)

Carpaccio de canard, vinaigrette à l’huile de noix, sauce du grand père Maury

เนื้อเป็ดแล่มาเป็นแผ่นบาง ๆ สไตล์ Carpaccio ให้เนื้อสัมผัสที่ละมุนลิ้นแต่ยังคงไว้ซึ่งความหนึบนิด ๆ แบบเนื้อเป็ด ด้านบนคือซอส Vinaigrette ที่เตรียมมาจากน้ำมันของถั่ววอลนัทซึ่งเป็นสินค้าขึ้นชื่อของภูมิภาค นอกจากนี้ในจานยังมีซอสสูตรพิเศษของคุณ Maury ซึ่งเป็นเจ้าของร้านรุ่นแรก จากนั้นเชฟจะฝาน Summer Truffle บาง ๆ ลงไปที่ด้านบนช่วยสร้างมิติทางเนื้อสัมผัสที่ตัดกันกับเนื้อเป็ดได้อย่างลงตัว (16/20)

Asperges blanches du pays servies tièdes, sabayon aux agrumes, truite fumée par nos soins

หน่อไม้ฝรั่งขาวท้องถิ่นที่กำลัง In Season อยู่ในขณะนี้เสิร์ฟมาแบบอุ่น ๆ ด้านบนท็อปด้วยซอส Citrus Sabayon ที่บาลานซ์ระหว่างความเปรี้ยวและความครีมมี่ได้อย่างลงตัว เชฟตัดด้วยความฉุนเพียงเบา ๆ ของน้ำมันสมุนไพร สุดท้ายคือชิ้นปลาเทร้าต์ที่ทางร้านรมควันเองวางท็อปมาที่ด้านบน (15/20)

Fine tartelette croustillante d’escargots, fèves, petits pois et légumes de saison, infusion de lard paysan, pain de mie toasté

Tartelette แผ่นบางที่ภายในบรรจุองค์ประกอบหลากหลายทั้งหอยทาก ถั่ว และผักตามฤดูกาลนานาชนิด ชิ้นหอยทากนุ่มหนึบพอเหมาะและไม่มีกลิ่นดินที่มากจนเกินไป เชฟใส่อโรมาของ Lard หรือไขมันสัตว์ลงไปด้วย ยังมีองค์ประกอบของครูตรองกรอบ ส่วนซอสสีเขียวเตรียมมาจากใบเบซิลช่วยบาลานซ์กลิ่นเฉพาะตัวของหอยทากได้อย่างไร้อย่างไรที่ติ (16/20)

Selle d’agneau fermier du Quercy rôtie au thym et à l’ail, pesto à l’ail des ours, artichauts violets en barigoule

เนื้อแกะส่วนสันหลังหรือ Saddle จากเมือง Quercy ย่างกับใบไทม์และกระเทียมจนนุ่มและหอมกรุ่นขนาบด้านข้างด้วยชิ้นอาร์ติโชคม่วงที่เสิร์ฟมาในสไตล์ Barigoule ด้านบนท็อปด้วยชิ้นกระเทียม เชฟเติมแต่งความหวานด้วย Purée ของอาร์ติโชค ชิ้นมะเขือเทศให้รสเปรี้ยวฉ่ำมาตัดกันกับซอส Lamb Jus รสชาติเข้มข้น (16/20)

Cocotte de Rocamadour de chez Chambon au mascarpone et truffes

คั่นกลางด้วย Cocotte de Rocamadour สูตรพิเศษของเชฟ Stéphane Chambon เชฟเริ่มต้นด้วยการใส่ชีส Mascarpone ลงไปในภาชนะก่อนจะเติม Fleur de Sel หรือดอกเกลือและทรัฟเฟิลลงไปจนได้ปริมาณพอเหมาะ ด้านบนท็อปด้วยชีส Rocamadour ซึ่งเป็นสินค้ายอดนิยมของเมืองชื่อเดียวกันแล้วนำไปอบเพียงชั่วครู่ (15/20)

Cocotte de Rocamadour de chez Chambon au mascarpone et truffes

เราสามารถสัมผัสได้ถึงความครีมมี่ของ Mascarpone ตัดกันกับความเข้มและเข้มข้นของ Rocamadour ทั้งยังมีกลิ่นหอมของทรัฟเฟิลที่พอเหมาะ (15/20)

Pain

ขนมปังตะกร้าใหญ่สามารถขอเติมได้เรื่อย ๆ

Sphère chocolat, crémeux framboise, gelée citronelle, streusel amande, glace vanille, sauce chocolat caraïbe

ของหวานจานแรกคือช็อกโกแลตเสิร์ฟมาในรูปแบบของสเฟียร์ทรงกลม (16/20)

Sphère chocolat, crémeux framboise, gelée citronelle, streusel amande, glace vanille, sauce chocolat caraïbe

จากนั้นพนักงานจะเทซอสช็อกโกแลต Caribbean ร้อน ๆ ลงไปเผยให้เห็นภายในที่บรรจุครีมราสเบอร์รี่, เจลลี่ตะไคร้, Struesel อัลมอนด์ และไอศกรีมวานิลลา เมื่อตักชิมจะพบรสชาติอันหลากหลายไม่ว่าจะเป็นความเปรี้ยวของราสเบอร์รี่, ความขมของช็อกโกแลตไปจนถึงความหอมของวานิลลา นอกจากนี้ในจานยังมีอุณหภูมิทั้งร้อนและเย็นอีกด้วย (16/20)

Blanc manger à la caillé de chèvre, parfumé à l’anis
Fraises de la région et rhubarbe confite au sirop d’hibiscus

Blanc Manger เป็นของหวานพื้นบ้านของฝรั่งเศสที่เตรียมมาจากไข่ขาว ในที่นี้เชฟได้ใส่เคิร์ดนมแพะและอโรมาของโปยกั๊กลงไปด้วย รอบ ๆ คือสตรอว์เบอร์รี่ท้องถิ่นเปรี้ยวหวานและรูบาร์บที่ผ่านการ Candied หรือเชื่อมเพื่อให้รับประทานได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้ยังมีไซรัปดอกชบาสีแดงสดใส่ลงไปด้วย (16/20)

Mignardises

ปิดท้ายด้วยขนมจิ๋วคือ Canelé, Financier และ Tartelette Fraises

รายการเครื่องดื่มในวันนี้

รายการเครื่องดื่มในวันนี้

💰 ราคา 323 €

🎗 [THE PLACE] เรื่องราวของโรงแรม Le Pont de l’Ouysse ต้องเล่าย้อนกลับไปในปี 1884 ได้มีการก่อสร้างสะพานหินข้ามแม่น้ำ Ouysse เพื่อเชื่อมต่อเมืองเล็ก ๆ ทั้ง 2 แห่งในภูมิภาค Occitania คือ Lacave และ Belcastel เจ้าของรุ่นแรกคือคุณ Antoinette และ Baptiste Maury เริ่มต้นเปิดร้านเล็ก ๆ เพื่อขายอาหารให้กับเหล่าคนงานที่มาก่อสร้างสะพาน กิจการสืบทอดมายังเจ้าของรุ่นที่ 2 ซึ่งก็คือลูกชายอย่างคุณ Paul ภรรยาของเขา Irma ได้เริ่มต้นสร้างชื่อเสียงให้กับร้านอาหารโดยการนำเสนอเมนูยอดนิยมอย่างเช่น Friture de Goujons (ไก่ชุบเกล็ดขนมปังทอด), Anguille Sauce Poulette (ปลาไหลในซอสไก่) และ Poulet au Verjus (ไก่ซอสเวอจูส์) ทั้งยังมีลูกค้าประจำในภูมิภาคโดยเฉพาะเหล่านักตกปลาแวะเวียนกันมาชิมอย่างไม่ขาดสาย

หมุดหมายแรกคือการที่ตัวโรงแรมซึ่งมีขนาดเพียง 4 ห้องมีชื่อเข้าไปติดอยู่ในคู่มือ MICHELIN Guide ฉบับปี 1905 เจ้าของรุ่นที่ 3 คือคุณ Paulette และสามีของเธอคือคุณ Louis Goursat ได้สืบต่อเจตนารมณ์และปรับปรุงตัวอาคารครั้งใหญ่จนกลายมาเป็น Hôtel-Restaurant อย่างเต็มตัว ว่ากันว่าในช่วงฤดูร้อนมีลูกค้าบางกลุ่มเดินทางมาเพื่อเข้าพักอยู่นาน 2-3 อาทิตย์

ทันทีที่ก้าวลงจากรถทุกคนจะต้องตื่นตะลึงไปกับทัศนียภาพอันสวยงามของสะพานหินเก่าแก่ที่พังทลายลงบางส่วนโดยมีเสียงของสายน้ำ Ouysse ขับกล่อมอยู่เบื้องหลัง ในทางกลับกันหากมองขึ้นไปจะพบกับ Château de Belcastel ตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่บนเนินเขาสูง

เราขอแนะนำให้ลองสั่งเครื่องดื่มหรือแชมเปญมานั่งจิบกันชิล ๆ ในบริเวณนี้ก่อนจะเดินผ่านพื้นที่เทอเรสอันแสนร่มรื่นเข้าไปสู่ห้องอาหาร Le Pont de l’Ouysse

ภายในตกแต่งแบบดั้งเดิมแต่ยังคงไว้ซึ่งบรรยากาศของความหรูหรา ภาพวาดสีน้ำมันจำนวนมากถูกแขวนประดับเอาไว้บนผนัง

ห้องเก็บไวน์

🎗 [THE FOOD] สำหรับใครที่มองหาความคุ้มค่าเราขอแนะนำ Menu du Vieux Pont (58 €) ซึ่งเป็นเซ็ตเมนูที่จัดเสิร์ฟเฉพาะช่วงมื้อกลางวันประกอบไปด้วยอาหารว่าง, อาหารจานหลัก และของหวาน ส่วนใครที่มาในช่วงเย็นสามารถลองชิม Menu Belcastel (120 €) ซึ่งประกอบไปด้วยเมนูคลาสสิคประจำร้านที่ประกอบขึ้นจากวัตถุดิบท้องถิ่นชั้นยอดจัดเสิร์ฟมาจำนวน 6 คอร์ส สุดท้ายคือรายการแบบ À La Carte ที่มีราคาต่อจานอยู่ที่ประมาณ 27-33 € โดยหากเลือกสั่งครบทั้งอาหารว่าง, อาหารจานหลัก และของหวานทางร้านจะคิดราคารวมกันอยู่ที่ 80 € เท่านั้น รายการไวน์มีให้เลือกพอประมาณโดยส่วนมากเป็นไวน์ท้องถิ่นนำเสนอมาในราคาสมเหตุสมผล

ลูกค้าที่เดินทางมาโดยรถยนต์ส่วนตัวสามารถเข้าจอดที่ลานจอดรถของทางโรงแรมแต่หากเต็มก็สามารถย้ายไปจอดได้ริมถนนต่อกันไปเรื่อย ๆ

ภาพของสะพาน Le Pont de l’Ouysse

🎗 [WHY GO] สำหรับใครที่เดินทางไปท่องเที่ยวยังภูมิภาค Occitania ต้องไม่พลาดที่จะแวะไปยังห้องอาหารแห่งนี้ ไม่ว่าจะเป็นการแวะพักช่วงมื้อกลางวันเพื่อลิ้มลองอาหารระดับ 1 MICHELIN Star ในราคาสุดคุ้มค่าหรือจะเป็นการใช้เวลาตลอดมื้อเย็นซึมซับบรรยากาศและเสียงขับกล่อมของสายน้ำ Ouysse นอกจากนี้ Le Pont de l’Ouysse ยังมีห้องพักแบบ Double Bedrooms จำนวน 12 ห้องและ Family Suites อีก 2 ห้องคอยรองรับล฿กค้าที่มองหาที่พักบรรยากาศดีในราคาที่สมเหตุสมผลอีกด้วย