Visit: May 29, 2024

🇫🇷 Le Pressoir d'Argent - Gordon Ramsay - เลอ เพรซซัว ดาฌอง - กอร์ดอน แรมซีย์

👨🏻‍🍳 Chef Gordon Ramsay - เชฟกอร์ดอน แรมซีย์

Level 1, InterContinental Grand Hôtel Bordeaux, Place de la Comédie, 33000 Bordeaux, France

Tel: (+33) 5 57 30 43 04

Cuisine

🍴 Modern Cuisine - อาหารโมเดิร์น

Country

France

MICHELIN Guide

2 MICHELIN Stars

Score

17/20

Price

3/5
          

🎗 [INTRO] บทความในวันนี้เราจะพาเพื่อน ๆ ไปพบกับห้องอาหารสุดหรูใจกลางนคร Bordeaux ตัวร้านตั้งอยู่ในหนึ่งในโรงแรมที่เป็นความภาคภูมิใจของชาวเมืองก่อนที่เครือ IHG จะร่วมมือกับเชฟ Gordon Ramsay จนสามารถคว้ารางวัล 🌟🌟 2 MICHELIN Stars มาคลองได้สำเร็จ

          

🎗 [THE PLACE] Le Grand Hôtel de Bordeaux เป็นโรงแรมหรูที่ตั้งอยู่บริเวณ Place de la Comédie ใจกลางนคร Bordeaux ประวัติของตัวอาคารต้องเล่าย้อนไปในปี 1789 ซึ่งเป็นช่วงที่สถาปนิคนามว่า Victor Louis สร้าง Le Grand-Théâtre โรงละครโอเปร่าประจำเมืองได้ครบ 10 ปีพอดิบพอดี เขาตั้งใจขยับขยายโครงการณ์โดยการสร้าง Private Hotel ให้กับ M. Sacriste de Rolly โดยอาศัยสถาปัตยกรรมสไตล์ Neo-classical เพื่อสร้างความสมมาตรให้กับอาคารทั้งสองก่อนที่ในเวลาต่อมาตัวโรงแรมจะะได้รับการขนานนามว่า L’Hôtel de Rolly บริเวณชั้น G โดดเด่นด้วย Le Café de Bordeaux ซึ่งกลายมาเป็นจุดนัดพบสำคัญของผู้คนในเมือง กาลเวลาล่วงเลยมาจนกระทั่งในปี 1904 ได้มีการต่อขยายโรงแรมขึ้นที่ชั้นบนของ Le Café de Bordeaux รวมไปถึงห้องเก็บไวน์ขนาดใหญ่ที่บรรจุไวน์มากถึง 30,000 ขวดและมีชื่อเข้าไปติดอยู่ในคู่มือ MICHELIN Guide ของประเทศฝรั่งเศส อย่างไรก็ตาม Le Grand Hôtel de Bordeaux ได้ปิดตัวลงในปี 1990 ก่อนที่หน่วยงาน FIB (Financière Immobilière de Bordeaux) จะเข้าซื้อพื้นที่ต่อและปรับปรุงเพื่อขายต่อให้กับเครือโรงแรม The Regent และเปิดทำการอีกครั้งในปี 2007 ภายใต้ชื่อ The Grand Hotel Bordeaux & Spa ต่อมาในปี 2015 ได้มีการผลัดมือเจ้าของกิจการโดยเปลี่ยนชื่อโรงแรมใหม่มาเป็น InterContinental Grand Hôtel Bordeaux ภายในออกแบบโดยสถาปนิคชาว Paris ชื่อดัง Jacques Garcia ทั้งนี้กลุ่ม IHG ยังตัดสินใจเปิดห้องอาหาร Le Pressoir d’Argent ขึ้นอีกครั้งภายใต้การควบคุมของเชฟระดับโลกอย่าง Gordon Ramsay อีกด้วย ตัวร้านได้รับรางวัล 🌟 1 MICHELIN Star ในคู่มือปกแดงปี 2016 ก่อนจะได้รับการเลื่อนระดับสู่ 🌟🌟 2 MICHELIN Stars ในคู่มือฉบับปี 2017 ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบันควบคู่ไปกับตัวโรงแรมที่ได้รับรางวัล 🗝️ 1 MICHELIN Key ในคู่มือปี 2024 นั่นเอง

🎗 [THE CHEF] Gordon Ramsay เกิดที่ประเทศสกอตแลนด์ในปี 1966 เขาเริ่มต้นอาชีพเป็นนักกีฬาฟุตบอลก่อนที่จะได้รับบาดเจ็บและจำเป็นต้องเปลี่ยนมาทำงานสายอาชีพเชฟ เขายังเคยร่วมงานกับเชฟระดับแนวหน้าของโลกมากมายเช่นเชฟ Marco Pierre White ที่ห้องอาหาร Harveys และเชฟ Albert Roux ที่ห้องอาหาร Le Gavroche ก่อนจะย้ายไปยังกรุง Paris เพื่อร่วมงานกับเชฟ Guy Savoy และเชฟ Joël Robuchon กาลเวลาล่วงเลยมาจนกระทั่งในปี 1993 เขาได้รับงานเป็น Head Chef ให้กับห้องอาหาร Aubergine ทั้งยังสามารถคว้ารางวัล 🌟🌟 2 MICHELIN Stars มาครองได้อีกด้วย ต่อมาในปี 1998 เขาได้เปิดห้องอาหาร Restaurant Gordon Ramsay เป็นของตัวเองในย่าน Chealsea ของกรุง London และคว้ารางวัล 🌟🌟🌟 3 MICHELIN Stars มาครองได้ในปี 2001 ปัจจุบันเค้าเป็นหนึ่งในเชฟที่มีอิทธิพลและมีชื่อเสียงมากที่สุดในโลกทั้งยังเป็นเชฟที่ถือครองรางวัล MICHELIN Stars จากห้องอาหารอีกหลายแห่งในหลากหลายทวีปอีกด้วย

🎗 [THE FOOD] อาหารที่นี่นำเสนอมาสไตล์โมเดิร์นโดยหยิบยกวัตถุดิบท้องถิ่นมาผสมผสานกันกับเทคนิคยุคใหม่ได้อย่างลงตัว ลูกค้าสามารถเลือกชิมเช็ตเมนูได้สองแบบคือ Origins Menu (195 €) เสิร์ฟมาที่จำนวน 5 คอร์สและ Hetitage Menu (235 €) เสิร์ฟมาที่จำนวน 7 คอร์ส ส่วนใครที่เป็นมังสวิรัติสามารถเลือกชิม Vegetarian Menu (155 €) เสิร์ฟที่จำนวน 5 คอร์สก็ได้เช่นกัน สุดท้ายพนักงานจะแนะนำให้เพิ่มเติมเมนู Signature Dish ประจำร้านอย่าง Homard à la Presse (Lobster Press) (70 €) ซึ่ง Le Pressoir d’Argent – Gordon Ramsay เป็นห้องอาหารระดับสูงเพียง 1 ใน 5 แห่งของโลกที่มีเมนูนี้ให้ลองชิมกัน พนักงานจะนำล็อบสเตอร์ย่างบนเตาถ่าน ส่วนเปลือกจะถูกนำเข้าไปบดในเครื่องสีเงินเพื่อน้ำมาเคี่ยวเป็นซอสรสชาติเข้มข้นนั่นเอง รายการไวน์มีให้เลือกหลากหลายโดยเฉพาะไวน์จากแถบ Bordeaux ส่วนอาหารจานที่น่าสนใจย่างเช่น

✨ Cuttlefish
“Vintage“ Sturia Caviar – Chive – Smoked sturgeon

ตัวหมึกที่ผ่านการกงฟีและหมักในดีหมึกจนนุ่มหนึบและหอม ด้านบนคือหนวดหมึกแห้งและ Charcuteries ที่เตรียมมาจากส่วนท้องของปลาทูน่าหมักนาน 3 เดือนสร้างมิติทางเนื้อสัมผัสที่แตกต่างจากตัวหมึก รอบ ๆ คือซอสที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากคาร์โบนาราแต่เชฟเตรียมขึ้นมาจากปลาสเตอร์เจียนรมควันแทน นอกจากนี้ยังมีต้นหอมและคาเวียร์ใส่มาให้อีกด้วย (17/20)

✨ Turbot
Celtuce lettuce – Asparagus – “Chaudrée”

ปลาเทอร์บอทจี่กับเนยให้เนื้อสัมผัสที่นุ่มและฉ่ำ ทั้งยังมีรสเปรี้ยวเบา ๆ ของเลมอน ด้านล่างรองด้วย Celtice Lettuce บรูนัวส์มาเป็นชิ้นเล็ก ๆ หน่อไม้ฝรั่งย่างสไตล์บาบีคิวเตรียมมาเป็น Purée เนื้อเนียน ด้านบนท็อปด้วยหน่อไม่ฝรั่งหั่นจิ๋วเพื่อสร้างความกรอบ ตัวซอสรอบ ๆ เรียกว่า Chaudrée มีลักษณะเป็นซุปชาวประมงที่เตรียมมาจากปลา Rockfish และกระดูกของปลาเทอร์บอท ไฮไลท์ของจานคือการที่พนักงานจะนำเปลือกของต้น Garlic Tree มาขูดท็ปลงไปด้านบน (18/20)

✨ Chocolate
Hazelnut – Black garlic – Olive oil

Dark Chocolate รสชาติเข้มข้นรองด้านล่างด้วยครัมเบิ้ลถั่วฮาเซลนัท ยังมีแผ่นกรอบช่วยสร้างมิติทางเนื้อสัมผัส ด้านบนคือไอศกรีมน้ำมันมะกอกให้อโรมาหอมเฉพาะตัวเข้ากันกับซอสที่ผสมผสานช็อกโกแลตและกระเทียมดำเข้าด้วยกัน (19/20)

🎗 [WHY GO] จุดเด่นของ Le Pressoir d’Argent – Gordon Ramsay คืออาหารแบบคอร์สที่ผสมผสานเทคนิคอาหารฝรั่งเศสระดับสูงแต่ยังคงไว้ซึ่งรสชาติที่เข้าถึงง่ายเมื่อเทียบกับห้องอาหารอื่น ๆ ในระดับเดียวกัน สำหรับใครที่มาเที่ยวยังหนึ่งในเมืองที่มีขนาดใหญ่ที่สุดทางตอนใต้และกำลังมองหาร้านที่เดินทางไปได้ง่ายและไม่ต้องขับรถหรือเดินทางออกนอกเมืองก็สามารถแวะมาชิมกันได้ ที่สำคัญอย่าลืมวางแผนจองโต๊ะกันล่วงหน้าสัก 5 ถึง 10 วันกันด้วย

Price :

155-235 €

Parking :

จอดรถที่ Parking Tourny

Operating Time :

อังคาร-เสาร์ 19.00-21.30 ปิดวันอาทิตย์-จันทร์

Dress Code :

Elegance

Score

👍 สุดยอดห้องอาหารของเชฟระดับโลกใจกลางนคร Bordeaux

อาหาร :

17

ราคา :

3/5

เทคนิค :

4/5

อัตลักษณ์ :

4/5

บรรยากาศ :

4/5

บริการ :

4/5

ไวน์ :

4/5

Map

📃 ORIGINS MENU (195 €)

          
Oyster

Lormont pork rinds – Tarragon – “Béarnaise“

Snails

“Crépinette” – Basil – “Cagouillade”

Turbot

Celtuce lettuce – Asparagus – “Chaudrée”

Gascon Pork

Sarladaise potatoes – “Charcutière“ – Bigorre Ham

Baba

Rhubarb – Gin – Verbena berry

Or

Chocolate

Hazelnut – Black garlic – Olive oil

📃 SUBSTITUTION

Cuttlefish
“Vintage“ Sturia Caviar – Chive – Smoked sturgeon

🇫🇷 Le Pressoir d’Argent – Gordon Ramsay – เลอ เพรซซัว ดาฌอง – กอร์ดอน แรมซีย์

🌟🌟 2 MICHELIN Stars – 2 ดาวมิชลิน

🏵️🏵️🏵️ 15.5/20 Gault&Millau – 15.5/20 โก&มีโย

🍫 Passion Dessert – อาหารหวานโดดเด่นโดยเชฟมากฝีมือ

🍴 Modern Cuisine – อาหารโมเดิร์น

👨🏻‍🍳 Chef Gordon Ramsay – เชฟกอร์ดอน แรมซีย์

🎗 [INTRO] บทความในวันนี้เราจะพาเพื่อน ๆ ไปพบกับห้องอาหารสุดหรูใจกลางนคร Bordeaux ตัวร้านตั้งอยู่ในหนึ่งในโรงแรมที่เป็นความภาคภูมิใจของชาวเมืองก่อนที่เครือ IHG จะร่วมมือกับเชฟ Gordon Ramsay จนสามารถคว้ารางวัล 🌟🌟 2 MICHELIN Stars มาคลองได้สำเร็จ

Amuse-bouche

เริ่มต้น Amuse-bouche ด้วย Bordeaux Cork โดยมีแผ่นเครปกรอบที่เตรียมมาจาก Amagnac ห่อล้อม Cannelloni นุ่ม ๆ ที่เตรียมมาจากเห็ดป่า ตรงกลางคือเห็ดและถั่วพีแคนสร้างความกรอบอยู่ตรงกลาง (16/20)

Amuse-bouche

ปลาซาดีนจากเมือง Saint-Jean-de-Luz ที่ผ่านการดองกับ Verjus, Juniper Berries และ Moon Habour ซึ่งเป็นเหล้า Gin ท้องถิ่นของเมือง Bordeaux จนได้รสเค็มที่กลมกล่อมขึ้น ด้านบนท็อปด้วย Les Galetous ซึ่งเป็นแผ่นกรอบจากแถบ Limousin เตรียมมาจากบัควีท ยังมีเนยสาหร่ายและเจลของ Espelette Pepper (16/20)

Amuse-bouche

Duck Rilette เนื้อสัมผัสนุ่มหนึบลิ้นจับคู่กันกับความละมุนของฟัวกราส์ ด้านท็อปด้วยหนังเป็ดสร้างมิติทางเนื้อสัมผัสและขนมปังสำหรับปาด Rilette ลงไป (16/20)

Oyster
Lormont pork rinds – Tarragon – “Béarnaise“

หอยนางรมจากพื้นที่ Médoc ของนคร Bordeaux เสิร์ฟมาแบบดิบ ด้านล่างรองด้วย Lormont Pork Rinds ซึ่งเป็น Charcuterie ที่เตรียมมาจากเท้าและหัวของหมู เชฟนำไปจี่บนกระทะจนได้ความกรอบตัดกันกับความนุ่มละมุนของหอยรางรม ยังมีเนื้อสัมผัสบาง ๆ ของ Bigorre Ham ข้างกันคือซอส Béarnaise ที่เตรียมมาในลักษณะของโฟมนุ่มเบาผสานเข้ากันกับอโรมาของ Tarragon อีกฝั่งหนึ่งคือซอส Pork Jus เข้มข้นและ Tarragon Oil (16/20)

Bread and Butter

ขนมปังที่เตรียมกันสด ๆ ใหม่ ๆ ทุกวันในร้านจับคู่กับเนยเค็มจาก French Basque Country

Snails
“Crépinette” – Basil – “Cagouillade”

หอยทากปรุงสุกในซอส Ragout หอมมันจนชิ้นหอยมีเนื้อสัมผัสเคี้ยวหนึบตัดกันกับความนุ่มแต่ยังสู้ฟันนิด ๆ ของ Crépinette หมู รอบ ๆ คือซอส Cagouillade ที่เตรียมมาจากน้ำต้มหอยทาก กระเทียม หัวหอม หอมแดง และไวน์ขาวจนได้ซอสที่มีเนื้อสัมผัสค่อนข้างข้นและรสชาติครีมมี่ ส่วนด้านบนคือ Puff Pastry Stick เคี้ยวกรอบ (17/20)

Snails
“Crépinette” – Basil – “Cagouillade”

ภาพของชิ้นหอยทากสุดนุ่มหนึบ (17/20)

Cuttlefish
“Vintage“ Sturia Caviar – Chive – Smoked sturgeon

ตัวหมึกที่ผ่านการกงฟีและหมักในดีหมึกจนนุ่มหนึบและหอม ด้านบนคือหนวดหมึกแห้งและ Charcuteries ที่เตรียมมาจากส่วนท้องของปลาทูน่าหมักนาน 3 เดือนสร้างมิติทางเนื้อสัมผัสที่แตกต่างจากตัวหมึก รอบ ๆ คือซอสที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากคาร์โบนาราแต่เชฟเตรียมขึ้นมาจากปลาสเตอร์เจียนรมควันแทน นอกจากนี้ยังมีต้นหอมและคาเวียร์ใส่มาให้อีกด้วย (17/20)

Turbot
Celtuce lettuce – Asparagus – “Chaudrée”

ปลาเทอร์บอทจี่กับเนยให้เนื้อสัมผัสที่นุ่มและฉ่ำ ทั้งยังมีรสเปรี้ยวเบา ๆ ของเลมอน ด้านล่างรองด้วย Celtice Lettuce บรูนัวส์มาเป็นชิ้นเล็ก ๆ หน่อไม้ฝรั่งย่างสไตล์บาบีคิวเตรียมมาเป็น Purée เนื้อเนียน ด้านบนท็อปด้วยหน่อไม่ฝรั่งหั่นจิ๋วเพื่อสร้างความกรอบ ตัวซอสรอบ ๆ เรียกว่า Chaudrée มีลักษณะเป็นซุปชาวประมงที่เตรียมมาจากปลา Rockfish และกระดูกของปลาเทอร์บอท ไฮไลท์ของจานคือการที่พนักงานจะนำเปลือกของต้น Garlic Tree มาขูดท็ปลงไปด้านบน (18/20)

Gascon Pork
Sarladaise potatoes – “Charcutière“ – Bigorre Ham

หมูดำจากภูมิภาค Gascony ทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศฝรั่งเศสเสิร์ฟมาโดยเลือกใช้ส่วนไหล่หรือ Shoulder นำไปกงฟีในน้ำมันร่วมกับกระเทียมและพริกไทย ด้านบนท็อปด้วยเนื้อส่วนท้องย่างสไตล์บาบีคิวจนสุก ฝั่งขวามือคือมันฝรั่ง Sarladaise Potatoes จับคู่กับไทม์ กระเทียม และ Bigorre Ham ตรงกลางคือซอส Pork Jus ที่คล้ายกันกับ Black Pudding ให้รสชาติที่เข้มข้น (17/20)

Pre-dessert

ล้างปากด้วย Gariguette Strawberries จากแถบ Lot-et-Garonne สับมาเป็นชิ้นเล็ก ๆ และซอร์เบท์โดยมีจุดเด่นคือเนื้อสัมผัสที่นุ่มและรสชาติที่หวานอมเปรี้ยว ด้านบนท็อปด้วยชีสนมแกะและเมอแรงก์หวานกรอบ จากนั้นพนักงานจะเทราดซอสสตรอว์เบอร์รี่เพิ่มลงไปที่ด้านบน (18/20)

Baba
Rhubarb – Gin – Verbena berry

ของหวานหลักจานแรกคือ Baba ที่มีความฉ่ำของเหล้า Gin ทั้งยังมีความนุ่มตัดกันกับ Rhubarb กรอบ ๆ และความหอมของ Verbena Berry ด้านบนท็อปด้วย Chantilly Cream และครัมเบิ้ล (17/20)

Chocolate
Hazelnut – Black garlic – Olive oil

Dark Chocolate รสชาติเข้มข้นรองด้านล่างด้วยครัมเบิ้ลถั่วฮาเซลนัท ยังมีแผ่นกรอบช่วยสร้างมิติทางเนื้อสัมผัส ด้านบนคือไอศกรีมน้ำมันมะกอกให้อโรมาหอมเฉพาะตัวเข้ากันกับซอสที่ผสมผสานช็อกโกแลตและกระเทียมดำเข้าด้วยกัน (19/20)

Raspberry Tartelette

ปิดท้ายด้วย Tartelette with Raspberry ที่ประกอบไปด้วยทั้งซอร์เบท์และราสเบอร์รี่สดจากแถบ Lot-et-Garonne

รายการเครื่องดื่มในวันนี้

ของฝากติดไม้ติดมือกลับบ้าน

💰 ราคา 470 €

🎗 [THE PLACE] Le Grand Hôtel de Bordeaux เป็นโรงแรมหรูที่ตั้งอยู่บริเวณ Place de la Comédie ใจกลางนคร Bordeaux ประวัติของตัวอาคารต้องเล่าย้อนไปในปี 1789 ซึ่งเป็นช่วงที่สถาปนิคนามว่า Victor Louis สร้าง Le Grand-Théâtre โรงละครโอเปร่าประจำเมืองได้ครบ 10 ปีพอดิบพอดี เขาตั้งใจขยับขยายโครงการณ์โดยการสร้าง Private Hotel ให้กับ M. Sacriste de Rolly โดยอาศัยสถาปัตยกรรมสไตล์ Neo-classical เพื่อสร้างความสมมาตรให้กับอาคารทั้งสองก่อนที่ในเวลาต่อมาตัวโรงแรมจะะได้รับการขนานนามว่า L’Hôtel de Rolly บริเวณชั้น G โดดเด่นด้วย Le Café de Bordeaux ซึ่งกลายมาเป็นจุดนัดพบสำคัญของผู้คนในเมือง

กาลเวลาล่วงเลยมาจนกระทั่งในปี 1904 ได้มีการต่อขยายโรงแรมขึ้นที่ชั้นบนของ Le Café de Bordeaux รวมไปถึงห้องเก็บไวน์ขนาดใหญ่ที่บรรจุไวน์มากถึง 30,000 ขวดและมีชื่อเข้าไปติดอยู่ในคู่มือ MICHELIN Guide ของประเทศฝรั่งเศสอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม Le Grand Hôtel de Bordeaux ได้ปิดตัวลงในปี 1990 ก่อนที่หน่วยงาน FIB (Financière Immobilière de Bordeaux) จะเข้าซื้อพื้นที่ต่อและปรับปรุงเพื่อขายต่อให้กับเครือโรงแรม The Regent และเปิดทำการอีกครั้งในปี 2007 ภายใต้ชื่อ The Grand Hotel Bordeaux & Spa

ต่อมาในปี 2015 ได้มีการผลัดมือเจ้าของกิจการโดยเปลี่ยนชื่อโรงแรมใหม่มาเป็น InterContinental Grand Hôtel Bordeaux ภายในออกแบบโดยสถาปนิคชาว Paris ชื่อดัง Jacques Garcia ทั้งนี้กลุ่ม IHG ยังตัดสินใจเปิดห้องอาหาร Le Pressoir d’Argent ขึ้นอีกครั้งภายใต้การควบคุมของเชฟระดับโลกอย่าง Gordon Ramsay อีกด้วย

ตัวร้านได้รับรางวัล 🌟 1 MICHELIN Star ในคู่มือปกแดงปี 2016 ก่อนจะได้รับการเลื่อนระดับสู่ 🌟🌟 2 MICHELIN Stars ในคู่มือฉบับปี 2017 ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบันควบคู่ไปกับตัวโรงแรมที่ได้รับรางวัล 🗝️ 1 MICHELIN Key ในคู่มือปี 2024 นั่นเอง

🎗 [THE FOOD] อาหารที่นี่นำเสนอมาสไตล์โมเดิร์นโดยหยิบยกวัตถุดิบท้องถิ่นมาผสมผสานกันกับเทคนิคยุคใหม่ได้อย่างลงตัว ลูกค้าสามารถเลือกชิมเช็ตเมนูได้สองแบบคือ Origins Menu (195 €) เสิร์ฟมาที่จำนวน 5 คอร์สและ Hetitage Menu (235 €) เสิร์ฟมาที่จำนวน 7 คอร์ส ส่วนใครที่เป็นมังสวิรัติสามารถเลือกชิม Vegetarian Menu (155 €) เสิร์ฟที่จำนวน 5 คอร์สก็ได้เช่นกัน สุดท้ายพนักงานจะแนะนำให้เพิ่มเติมเมนู Signature Dish ประจำร้านอย่าง Homard à la Presse (Lobster Press) (70 €) ซึ่ง Le Pressoir d’Argent – Gordon Ramsay เป็นห้องอาหารระดับสูงเพียง 1 ใน 5 แห่งของโลกที่มีเมนูนี้ให้ลองชิมกัน พนักงานจะนำล็อบสเตอร์ย่างบนเตาถ่าน ส่วนเปลือกจะถูกนำเข้าไปบดในเครื่องสีเงินเพื่อน้ำมาเคี่ยวเป็นซอสรสชาติเข้มข้นนั่นเอง รายการไวน์มีให้เลือกหลากหลายโดยเฉพาะไวน์จากแถบ Bordeaux

🎗 [THE CHEF] Gordon Ramsay เกิดที่ประเทศสกอตแลนด์ในปี 1966 เขาเริ่มต้นอาชีพเป็นนักกีฬาฟุตบอลก่อนที่จะได้รับบาดเจ็บและจำเป็นต้องเปลี่ยนมาทำงานสายอาชีพเชฟ เขายังเคยร่วมงานกับเชฟระดับแนวหน้าของโลกมากมายเช่นเชฟ Marco Pierre White ที่ห้องอาหาร Harveys และเชฟ Albert Roux ที่ห้องอาหาร Le Gavroche ก่อนจะย้ายไปยังกรุง Paris เพื่อร่วมงานกับเชฟ Guy Savoy และเชฟ Joël Robuchon กาลเวลาล่วงเลยมาจนกระทั่งในปี 1993 เขาได้รับงานเป็น Head Chef ให้กับห้องอาหาร Aubergine ทั้งยังสามารถคว้ารางวัล 🌟🌟 2 MICHELIN Stars มาครองได้อีกด้วย ต่อมาในปี 1998 เขาได้เปิดห้องอาหาร Restaurant Gordon Ramsay เป็นของตัวเองในย่าน Chealsea ของกรุง London และคว้ารางวัล 🌟🌟🌟 3 MICHELIN Stars มาครองได้ในปี 2001 ปัจจุบันเค้าเป็นหนึ่งในเชฟที่มีอิทธิพลและมีชื่อเสียงมากที่สุดในโลกทั้งยังเป็นเชฟที่ถือครองรางวัล MICHELIN Stars จากห้องอาหารอีกหลายแห่งในหลากหลายทวีปอีกด้วย

🎗 [WHY GO] จุดเด่นของ Le Pressoir d’Argent – Gordon Ramsay คืออาหารแบบคอร์สที่ผสมผสานเทคนิคอาหารฝรั่งเศสระดับสูงแต่ยังคงไว้ซึ่งรสชาติที่เข้าถึงง่ายเมื่อเทียบกับห้องอาหารอื่น ๆ ในระดับเดียวกัน สำหรับใครที่มาเที่ยวยังหนึ่งในเมืองที่มีขนาดใหญ่ที่สุดทางตอนใต้และกำลังมองหาร้านที่เดินทางไปได้ง่ายและไม่ต้องขับรถหรือเดินทางออกนอกเมืองก็สามารถแวะมาชิมกันได้ ที่สำคัญอย่าลืมวางแผนจองโต๊ะกันล่วงหน้าสัก 5 ถึง 10 วันกันด้วย

บริเวณด้านหน้าของโรงแรม InterContinental Grand Hôtel Bordeaux